16/05/2026
ขออนุญาตแชร์บทความเกี่ยวกับการฟื้นกลไก กรอ. ซึ่งมีการกล่าวถึงบทบาทของ 3 สถาบันเศรษฐกิจหลัก รวมถึง ส.อ.ท. ในการร่วมผลักดันข้อเสนอของภาคเอกชนสู่การดำเนินงานเชิงนโยบาย
ภายใต้การนำของท่านประธานพิมพ์ใจ ประเด็นนี้น่าจะเป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนปัญหาและข้อเสนอของภาคอุตสาหกรรมให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่อง SMEs, ต้นทุน, กฎหมาย, logistics และแรงงานครับ
https://www.facebook.com/share/18Ug6E7PPL/?mibextid=wwXIfr
ฟื้นตำนาน “กรอ.” ยุคป๋าเปรม กู้ชีพเศรษฐกิจไทยปี 69
การกลับมาของกลไก "กรอ." หรือ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ในปี 2569 นี้ เปรียบเสมือนการปัดฝุ่นสูตรสำเร็จในตำนาน เพื่อนำมาแก้วิกฤตเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุด เศรษฐกิจของประเทศก็เหมือนกับรถยนต์คันใหญ่ที่เครื่องยนต์กำลังอืดหรือติดหล่มอยู่ ลำพังแค่ "เจ้าของรถ" อย่างรัฐบาลขยับพวงมาลัยอย่างเดียว รถก็คงไม่ไป จึงต้องอาศัย "ทีมช่าง" เก่งๆ จากภาคเอกชนมาช่วยกันออกแรงเข็นและซ่อมเครื่องยนต์ไปพร้อมๆ กันเพื่อให้รถคันนี้วิ่งฉลุยได้อีกครั้ง
ถอดบทเรียนจาก "พระเอก" ยุคอีสเทิร์นซีบอร์ด กุญแจดอกสำคัญที่เคยเปลี่ยนประเทศ
หากย้อนมองอดีต “กรอ.” เคยเป็นพระเอกที่ทำให้ประเทศไทยแจ้งเกิดในยุค "อีสเทิร์นซีบอร์ด" มาแล้ว นายเสนาะ อูนากูล อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ กลไก กรอ. ไว้ว่า “เป็นกุญแจดอกสำคัญที่เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากการเกษตรไปสู่อุตสาหกรรม ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 และ 6 สมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ตั้ง “กรอ.” ขึ้น เพื่อสร้างระบบที่ทำให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
ในยุคนั้นรัฐและเอกชนมีความไม่ไว้วางใจกันอย่างมาก ฝ่ายรัฐมองว่าเอกชนจ้องแต่จะหากำไร ขณะที่เอกชนบอกว่ารัฐไม่มีประสิทธิภาพ ทำอะไรล่าช้า คิดแต่จะหาประโยชน์ในทางที่ไม่ชอบ กว่าจะรวมสองฝ่ายเข้าด้วยกันเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่เมื่อมีกลไก กรอ. ก็ทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในอดีต "เหล่าเทคโนแครต" จากสภาพัฒน์ รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคนสำคัญ เนื่องจากในยุคนั้นนักธุรกิจส่วนใหญ่ยังเป็นระบบ "เถ้าแก่" ที่เชี่ยวชาญการค้า แต่ไม่สันทัดงานเอกสารราชการ เหล่าข้าราชการในสภาพัฒน์จึงต้องยอมอดหลับอดนอนช่วยเรียบเรียงประเด็นและร่างข้อเสนอ เพื่อให้เสียงของภาคเอกชนสามารถสื่อสารกับรัฐบาลได้อย่างมีชั้นเชิงและเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ กรอ. ยังตั้งอยู่บนรากฐานของความโปร่งใสและความกล้าหาญทางการเมือง พลเอกเปรม มีความระมัดระวังอย่างยิ่งในการติดต่อกับนักธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ด้วยการยืนยันจากคณะทำงานว่า การพูดคุยใน กรอ. จะเป็นการเจรจา "บนโต๊ะ" เพื่อประโยชน์ส่วนรวมเท่านั้น จึงทำให้เกิดการผลักดันนโยบายระดับชาติที่พลิกโฉมประเทศได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือการพัฒนาชนบท
หัวใจสำคัญ 3 ข้อที่ทำให้ กรอ. เป็น "พระเอก"
1.สร้างตามสั่ง รัฐไม่ได้เดาว่าควรสร้างอะไร แต่ใช้เวที กรอ. ถามเอกชนตรงๆ ว่า "อยากให้สร้างท่าเรือที่ไหน ถนนกว้างเท่าไหร่ ภาษีต้องลดแค่ไหนถึงจะกล้ามาลงทุน" เมื่อรัฐสร้างได้ตรงจุด เอกชนก็แห่กันมาตั้งโรงงานทันที
2.ทุบกำแพง ปกติราชการจะทำงานแยกส่วนกัน แต่ กรอ. เอาทุกกระทรวงมานั่งโต๊ะเดียวกับนายกฯ ปัญหาที่เคยติดขัดเป็นปีๆ จึงถูก "ทุบโต๊ะ" แก้ไขได้ในวันเดียว เพื่อให้โปรเจกต์ระดับชาติเดินหน้าแบบไม่สะดุด
3.สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน การเห็นรัฐกับเอกชนจับมือกันแน่น ทำให้นักลงทุนต่างชาติ มั่นใจว่าเข้ามาแล้วจะไม่โดนทิ้ง
กรอ. ในอดีตเปรียบเสมือน "ทางด่วน" ที่เชื่อมความฝันของรัฐเข้ากับเงินทุนของเอกชน แต่พอเวลาผ่านไป กลไกนี้อาจจะดูห่างเหินไปบ้าง การกลับมาในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การนัดประชุมตามระเบียบราชการ แต่เป็นการรื้อฟื้นความร่วมมือครั้งใหญ่ที่รัฐบาลประกาศชัดเจนว่าจะเปลี่ยนบทบาทตัวเองจากการเป็น "ผู้ควบคุม" ที่คอยออกกฎระเบียบมายับยั้ง มาเป็น "ผู้สนับสนุน" ที่คอยถางทางให้ภาคธุรกิจเดินหน้าได้สะดวกขึ้น
โครงสร้าง กรอ. จากส่วนกลางสู่ระดับท้องถิ่น
เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจครอบคลุมทุกมิติ กลไก กรอ. ไม่ได้ทำงานแค่ในทำเนียบรัฐบาลเท่านั้น แต่มีการจัดโครงสร้างออกเป็น 2 ระดับหลักที่ทำงานประสานกัน คือ
กรอ. ส่วนกลาง มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรวมตัวแทนจาก 3 สถาบันหลัก (กกร.) คือ สภาอุตสาหกรรมฯ สภาหอการค้าฯ และสมาคมธนาคารไทย ระดับนี้จะเน้นไปที่การแก้ปัญหาเชิงนโยบายระดับประเทศ การแก้กฎหมายใหญ่ๆ และโครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับมหาภาค
กรอ. ภูมิภาค (จังหวัด/กลุ่มจังหวัด) มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทำงานร่วมกับหอการค้าจังหวัดและสภาอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาที่ "ตรงจุด" ในพื้นที่ เช่น การส่งออกพืชผลเกษตรในท้องถิ่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัด หรือการเคลียร์ปัญหาผังเมืองที่ติดขัดในระดับพื้นที่ ทำให้ปัญหาของพ่อค้าในระดับรากหญ้าถูกส่งต่อขึ้นมาแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว
‘ปี 2569’ จุดเริ่มต้น ฟื้นกลไก กรอ.
การฟื้น กรอ. ในครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 12 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา นายกฯ ตั้งวงหารือกับ 3 สถาบันเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย คุยปัญหาที่ค้างคาหรือแก้ไม่ได้เพราะติดขั้นตอนราชการที่ยุ่งยาก ว่าจากนี้ปัญหาจะถูกนำมาวางบนโต๊ะเพื่อหาจุดจบร่วมกัน
สิ่งที่ชาวบ้านจะสัมผัสได้ก่อน คือการใส่ใจ "คนตัวเล็ก" อย่างกลุ่ม SMEs ที่กำลังจะจมน้ำจากปัญหาหนี้เสียและหนี้นอกระบบ รัฐบาลจะปลดล็อกให้ผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปกติให้มากที่สุด พร้อมเสนอโยบาย "Made in Thailand" หรือการสนับสนุนให้ซื้อของคนไทยกันเองมาเป็นตัวช่วย วิธีนี้จะทำให้โรงงานเล็กๆ มีรายได้ที่แน่นอน มีหลักประกันไปกู้เงินธนาคารได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการเร่งอุดรอยรั่วหรือ "Missing Link" ในระบบขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงการจัดระเบียบแรงงานเพื่อนบ้านให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อลดต้นทุนสินค้าและช่วยให้ราคาสินค้าเกษตรและอาหารของเราส่งออกได้เร็วขึ้น ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เพื่อทำให้ไทยกลับมาเป็น “ศูนย์กลางการผลิตและการค้าของภูมิภาค”
ก้าวแรก ความร่วมมือยุคใหม่ รัฐบาล-เอกชน
อีเว้นท์ยิ่งใหญ่ที่จะชวนคนไทยติดตาม นั่นก็คือ นายกฯ เตรียมเปิดเวทีหารือร่วมรัฐบาล-เอกชนครั้งแรกของรัฐบาล ในวันที่ 15 พ.ค.69 เวลา 17.00 น. ในหัวข้อ "ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง" ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นับเป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ในการเปิดวงสนทนา Open Dialogue ให้ 10 กลุ่มธุรกิจ ตั้งแต่ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานไปจนถึงสมาพันธ์เอสเอ็มอี ได้สะท้อนปัญหาตรงๆ แบบ "เจอกันบนโต๊ะ" เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงลึกจากภาคเอกชน ทั้งตัวแทนสถาบันหลักอย่าง กกร. และบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ (เช่น เครือ CP, ไทยเบฟ, กัลฟ์, เซ็นทรัล)
โจทย์เศรษฐกิจปี 2569 อาจจะยากกว่ายุคก่อน แต่ที่หยิบยกเรื่องนี้มาเล่า เพราะในแวดวงเศรษฐกิจไทย "ยุคป๋าเปรม" ถูกยกให้เป็น ต้นแบบ (Model) ของความสำเร็จในการที่รัฐบาลยอมฟังเสียงเอกชนอย่างจริงจัง จนทำให้ไทยพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจหลังสงครามเวียดนามมาได้ จากวันนั้นถึงวันนี้ ภาคเอกชนไทยได้วิวัฒนาการจากระบบเถ้าแก่สู่ความเป็นมืออาชีพที่มีความพร้อมสูง แต่กลไก กรอ. ยังคงทำหน้าที่เป็นมรดกทางความคิด ที่ย้ำเตือนเราว่า เมื่อใดก็ตามที่ภาครัฐยอมลดบทบาทจากผู้คุมกฎมาเป็นผู้สนับสนุน และภาคเอกชนยอมรับบทบาทในการสร้างสรรค์เศรษฐกิจอย่างโปร่งใส เมื่อนั้นประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามทุกวิกฤตและสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้เสมอ เช่นเดียวกับที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในยุคทองของอีสเทิร์นซีบอร์ดนั่นเอง
และการที่รัฐบาลปัจจุบัน กลับมาพูดถึงการฟื้นกลไก กรอ. จึงเป็นสัญญาณที่บอกเราว่า รัฐบาลกำลังเลือกใช้กุญแจดอกเดิมที่เคยไขประตูสู่ความมั่งคั่งมาแล้ว... เพียงแต่ครั้งนี้ เราไม่ได้แค่จะพาประเทศพ้นวิกฤต แต่จะพาไทยไปสู่ศูนย์กลางของภูมิภาค
#ข่าวจริงประเทศไทย
---------
แหล่งอ้างอิง :
- 30 ปี ทีดีอาร์ไอ 30 ปี การพัฒนาเศรษฐกิจไทย : สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ
- คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เว็บไซต์ jsccib.org
- เว็บไซต์ รัฐบาลไทย