31/03/2026
“จ้าวช้างไวไฟ เกษตรพัฒนา” หนึ่งในผู้นำเครื่องจักรกลเกษตรสัญชาติไทย ด้วยประสบการณ์ในภาคเกษตรกว่า 51 ปี นำมาสู่การสร้างแบรนด์ส่งออกไปได้กว่า 10 ประเทศทั่วโลก
__________________
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นางสาวจีรธิดา นฤมิตเลิศ” หรือคุณแพท กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกษตรพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตเครื่องจักรกลเกษตรแบรนด์ “จ้าวช้างไวไฟ เกษตรพัฒนา” ถึงเส้นทางการบริหารธุรกิจ จากธุรกิจครอบครัว สู่การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเครื่องจักรกลการเกษตรของไทย
คุณแพทเล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 51 ปีที่แล้ว ครอบครัวได้ทำธุรกิจเป็นพ่อค้าพืชไร่ใน จ.ฉะเชิงเทรา ได้คลุกคลีอยู่กับเกษตรกรมาตลอด จนกระทั่งนางสาววราภรณ์ หยกอุบล (มารดา) ได้มองเห็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรไทย คือขาดเครื่องจักรมาช่วยทุ่นแรงการผลิต
ต่อมาได้เริ่มลงทุนก่อตั้งโรงงานเมื่อปี 2518 นำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศมาใช้ แต่ก็ยังไม่เจอรุ่นเหมาะสมกับพื้นที่และพืชพันธุ์ในไทย
ปัญหาดังกล่าวได้จุดประกายความคิดให้คุณแพทเริ่มพัฒนาเครื่องจักรกลการเกษตรด้วยแนวคิด “เครื่องจักรที่เกษตรกรไทยใช้ได้จริง ราคาเข้าถึงได้ คุ้มทุนไว” แม้ว่าจะไม่ได้มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมมาก่อนเลยก็ตาม
แต่อาศัยประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด ทำให้เข้าใจความต้องการของภาคเกษตรอย่างแท้จริง จนสามารถตั้งโรงงานเพิ่มได้ที่ ต.สมอแข อ.เมือง จ.พิษณุโลก ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกที่พัฒนาคือเครื่องนวดข้าว
ด้วยการสั่งสมประสบการณ์ในวงการเครื่องจักรกลการเกษตรกว่า 10 ปี ทำให้นำพาธุรกิจก้าวสู่การเติบโตในยุคทายาทรุ่นที่สองอย่างเต็มตัว พร้อมอาศัยความรู้ด้านการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีจากประเทศอังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์เข้ามาปรับปรุงกระบวนการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับเครื่องจักรกลการเกษตรไทยสู่มาตรฐานระดับสากล
พร้อมขยายไลน์ผลิตและขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น ด้วยวิสัยทัศน์ “ผู้นำในธุรกิจเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่มีมาตรฐานระดับสากล เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเก็บเกี่ยวพืชทั่วโลก”
จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงได้รับโล่เชิดชูเกียรติมากมาย เช่น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ใน พ.ศ. 2532, รางวัลเทคโนโลยีเครื่องจักรกลยอดเยี่ยม รางวัลที่ 1 สาขาเครื่องจักรกลเกษตร จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใน พ.ศ. 2551 เป็นต้น
🔴 ผุดนวัตกรรมลดต้นทุน
คุณแพทเล่าต่อว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาเครื่องจักรคือ ความเข้าใจในภาคเกษตรกรรมไทย จึงต่อยอดรถนวดข้าวและธัญพืชซึ่งเป็นสินค้าตัวแรก ให้กลายเป็นรถเกี่ยวข้าวอเนกประสงค์ สามารถทำงานเก็บเกี่ยวพืชได้หลากหลายในคันเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าว, ข้าวโพด, ถั่ว, ข้าวฟ่าง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มฟังก์ชั่นลดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยการเก็บเศษวัสดุจากไร่ข้าวโพด เพื่อลดการเผาและลดต้นทุนแรงงาน
นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาเครื่องจักรเตรียมดินในพื้นที่นาข้าว หรือ ‘รถตีดิน’ ช่วยประหยัดต้นทุนการเตรียมพื้นที่ก่อนทำนาข้าวและลดการเผาหลังเกี่ยวข้าว ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินจากการหมักฟาง ถือเป็นการช่วยประหยัดค่าปุ๋ยและค่าเตรียมดินจากรถแทรกเตอร์
บริษัทเราเป็นเจ้าแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พัฒนา “รถเก็บฝักข้าวโพด” เพื่อมาช่วยลดต้นทุนการเก็บเกี่ยว เพิ่มประสิทธิภาพ แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน สามารถใช้เก็บเกี่ยวข้าวโพดหวาน, ข้าวโพดเมล็ดพันธุ์ และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้
เช่น การเก็บเกี่ยวข้าวโพดฝักสด หากใช้แรงงานคนจะมีต้นทุน 1,000-1,500 บาท/ไร่ และใช้เวลาเฉลี่ย 1ไร่/คนและต่อวัน แต่ถ้าใช้รถเก็บฝักข้าวโพดจะมีต้นทุน 700-800 บาท/ไร่ ระยะเวลาเพียงเวลา 1 ชม. สามารถเก็บเกี่ยวได้ 3 ไร่ เฉลี่ยวันละ 20-30 ไร่
ส่วน “รถถอดดอกข้าวโพด” เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่มีเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน สามารถทำงานได้เหมาะสมกับภูมิอากาศและสภาพพื้นที่ในไทย ช่วยให้อุตสาหกรรมการผลิตข้าวโพดเมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นเกษตรมูลค่าสูงให้เติบโตได้
🔴ส่งออกเครื่องจักรสัญชาติไทยไปกว่า 10 ประเทศ
จุดเด่นของเครื่องจักรของจ้าวช้างไวไฟ เกษตรพัฒนา คือความแข็งแรง ทนทาน ใช้งานง่าย บำรุงรักษาง่าย คุ้มทุนไว ตามสโลแกน ‘จ้าวช้างไวไฟ คล่อง คุ้ม ง่าย ไม่จุกจิก’ ไม่ว่าจะพื้นที่หล่มถึงหัวเข่า เลนถึงโคนขา น้ำท่วมถึงเอว หรือพายุฝนเร่งมา รถเกี่ยวของเราก็ยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันบริษัทได้ขยายเครือข่ายการจำหน่ายและบริการหลังการขายในพื้นที่การเกษตรหลักของประเทศ ได้แก่ พิษณุโลก (สำนักงานใหญ่), นครราชสีมา, เชียงราย, ร้อยเอ็ด, นครสวรรค์ และสุโขทัย
เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการด้านเครื่องจักร อะไหล่ และการดูแลหลังการขายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
นอกจากตลาดภายในประเทศ บริษัทได้ขยายการส่งออกเครื่องจักรกลการเกษตรสู่ต่างประเทศกว่า 10 ประเทศ เช่น ในเอเชีย ได้แก่ เกาหลีใต้, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ศรีลังกา, บังกลาเทศ, กัมพูชา, เมียนมา และลาว รวมถึงประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น ไอวอรีโคสต์ และไนจีเรีย เป็นต้น
___________________
📍 อ่านบทสัมภาษณ์ต้นฉบับที่นี่ : https://www.prachachat.net/local-economy/news-1985336