โคแฟคแสงเหนือ - Northern Cofact Thailand

โคแฟคแสงเหนือ - Northern Cofact Thailand ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก โคแฟคแสงเหนือ - Northern Cofact Thailand, องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร, อำเภอลี้, Amphoe Li

COFACTเกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากการรวมตัวของภาคประชาสังคมที่เชื่อในเรื่องพลังของภาคพลเมืองในการรับมือกับด้านมืดของข้อมูลข่าวสารโดยมีพื้นที่กลางในการให้ทุกฝ่ายมาช่วยกันค้นหาข้อเท็จจริง

03/08/2026

คอนเทนต์เรียกยอดวิว เสี่ยงละเมิดความเป็นส่วนตัว
ทุกวันนี้ "คอนเทนต์" กลายเป็นแหล่งที่หลายคนใช้สร้างรายได้ แต่บางครั้งการหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายและโพสต์ลงโซเชียล อาจทำให้เราเผลอละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว
การเผยแพร่ภาพหรือคลิปที่เห็นใบหน้า เส้นทางการเดินทาง ป้ายทะเบียนรถ หรือข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ โดยไม่ได้รับความยินยอม ไม่ใช่แค่เรื่องของมารยาท แต่ยังอาจเข้าข่ายการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว และในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
ยิ่งในกรณีผู้โดยสาร เด็ก เยาวชน หรือบุคคลที่ไม่ได้ตั้งใจให้ถูกบันทึกภาพ ความเสียหายอาจไม่ได้จบแค่ความอับอาย แต่ข้อมูลเหล่านี้อาจเปิดช่องทางให้มิจฉาชีพหรือผู้ไม่หวังดีนำไปใช้ ทั้งการติดตามพฤติกรรม ระบุตำแหน่งที่อยู่ หรือใช้สร้างเรื่องหลอกลวงต่อ
ก่อนโพสต์ทุกครั้ง ลองตรวจสอบให้แน่ใจว่าในภาพหรือคลิปไม่มีข้อมูลที่อาจกระทบสิทธิและความปลอดภัยของผู้อื่น เช่น
- เลขที่บ้าน ที่อยู่
- พิกัด สถานที่ประจำ หรือโลเคชันแบบเรียลไทม์
- ป้ายทะเบียนรถ
- เอกสารหรือบัตรที่มีข้อมูลส่วนตัว
- บุคคลที่ไม่ยินยอมหรือไม่ประสงค์ออกสื่อ
สิ่งที่ควรทำก่อนโพสต์
✅ เบลอข้อมูลสำคัญก่อนเผยแพร่
✅ ขออนุญาตเจ้าของภาพหรือผู้ที่ปรากฏในคลิป
✅ เคารพสิทธิและความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น
✅ คิดก่อนโพสต์ เพราะคอนเทนต์หนึ่งคลิป อาจสร้างผลกระทบได้มากกว่าที่คิด
คอนเทนต์ที่ดี ไม่ใช่แค่มียอดคนดูเยอะ แต่ต้องไม่แลกมาด้วยการละเมิดสิทธิหรือความปลอดภัยของใคร
ที่มา : ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท.
#ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม #คอนเทนต์ #คอนเทนต์มือใหม่ #ยอดวิว #ละเมิดความเป็นส่วนตัว

03/08/2026
30/04/2026

รู้ทัน 10 ภัยร้าย บนโลกออนไลน์
#สสส #สื่อสารสุข #รู้ทันมิจฉาชีพ #รู้ทันภัยออนไลน์

31/03/2026

เตือนภัย! 5 กลลวงมิจฉาชีพผ่าน SMS
มิจฉาชีพมักใช้การส่งข้อความ SMS เพื่อหลอกลวงประชาชน โดยอ้างเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้กดลิงก์ ติดต่อกลับ หรือหลอกให้โอนเงิน กลลวงที่พบบ่อย ได้แก่
1. แอบอ้างว่าคุณเป็นผู้ใช้ TikTok ที่มีประวัติดี ชวนทำงานออนไลน์ รายได้พิเศษ
2. แอบอ้างเป็นตัวแทน Shopee หรือ Lazada ชักชวนสมัครทำงานหรือทำภารกิจออนไลน์
3. แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ธนาคาร ติดต่อเสนอสิทธิ์กู้เงินหรือสินเชื่อ
4. แจ้งว่าคุณได้รับ เงินช่วยเหลือหรือสิทธิพิเศษ พร้อมแนบลิงก์ให้กดสมัคร
5. อ้างให้ โบนัสหรือเครดิตฟรี เพื่อชักชวนไปเล่นพนันออนไลน์
ที่มา : สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
#ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม #กลลวงมิจฉาชีพ

31/03/2026

มุ่งเป้าเหยื่อรายใหญ่! กลยุทธ์ใหม่ “มิจฉาชีพ” คดีลดแต่ยอดเสียหายพุ่ง
สถิติคดีและความเสียหายตั้งแต่วันที่ 22-28 มี.ค. 69 ข้อมูลโดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,193 คดี มูลค่าความเสียหาย 492,353,413 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 15-21 มี.ค.69 จำนวน 34 คดี แต่พบว่ามูลค่าความเสียหายกลับเพิ่มขึ้น 1,396,776 บาท
📌อ่านต่อทางเว็บไซต์ในคอมเมนต์
ภาพรวมจำนวนคดีลดลงเล็กน้อย แต่มูลค่าความเสียหายกลับสวนทาง เพิ่มขึ้นจากประมาณ 490.95 ล้านบาท เป็น 492.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +1.39 ล้านบาท แม้คนแจ้งความน้อยลง แต่ “มูลค่าความเสียหายต่อคดี” สูงขึ้น แสดงว่ามิจฉาชีพเริ่มพุ่งเป้าไปที่เคสมีมูลค่าทรัพย์สินสูงขึ้น หรือวิธีการหลอกลวงมีประสิทธิภาพในการดึงเงินเหยื่อได้มากขึ้น ในส่วน “คดีหลอกลงทุน” ยังเป็นกลุ่มที่น่ากังวลที่สุด ความเสียหายพุ่งสูงถึง 191 ล้านบาท (คิดเป็นเกือบ 40% ของจำนวนคดีทั้งหมด)
สำหรับคดีที่ถูกหลอกมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. หลอกลวงด้านสินค้า และบริการ 650 เคส 2. หลอกลวงด้านการจ้างงาน 133 เคส 3. หลอกลวงแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น 60 เคส
โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชายเหมือนสัปดาห์ที่แล้ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในด้านช่วงอายุที่ลดน้อยลงมา โดยกลุ่มอายุ 21-30 ปี กลายเป็นกลุ่มที่ถูกหลอกลวงมากที่สุด แทนที่กลุ่มเดิมซึ่งเป็นวัยทำงาน (31-40 ปี) ซึ่งสอดคล้องกับสถิติอันดับ 1 ในคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ และอันดับ 3 ในคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลักษณะอื่น ๆ ที่กลุ่มอายุ 21-30 ปี ตกเป็นเหยื่อสูงสุด
ในขณะที่คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษยังคงพุ่งเป้าไปที่กลุ่มอายุ 31-40 ปี เป็นหลัก สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนกลวิธีให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่มีความคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมออนไลน์และกิจกรรมบนโลกโซเชียลมากขึ้น
เหตุผลสำคัญ “มิจฉาชีพ” เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ มุ่งเป้า “เหยื่อรายใหญ่”
- ผลตอบแทนสูง (High ROI): การหลอกเหยื่อที่มีกำลังทรัพย์สูงเพียงคนเดียว เช่น นักลงทุน หรือผู้บริหาร อาจได้เงินมากกว่าการหลอกคนทั่วไปหลักพันคน
- การใช้เทคโนโลยี AI และ Deepfake: มิจฉาชีพสามารถปลอมเสียงหรือใบหน้า (Voice Cloning / Deepfake) ของบุคคลที่เหยื่อเชื่อถือ เช่น ผู้บริหารระดับสูงหรือคนในครอบครัว เพื่อสร้างสถานการณ์ที่ดูสมจริงจนแยกไม่ออก
- ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล: มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของเป้าหมายได้ง่ายขึ้นผ่านโซเชียลมีเดียหรือข้อมูลที่หลุดจากฐานข้อมูลต่าง ๆ ทำให้สามารถสร้าง “สคริปต์” ที่แนบเนียนและเฉพาะเจาะจง (Personalized Scams) เพื่อสร้างความเชื่อใจ
- การเล่นกับความโลภและความกลัว: มักเน้นไปที่ “คดีหลอกลงทุน” ซึ่งครองแชมป์ความเสียหายสูงสุด โดยใช้ความพิเศษหรือโอกาสลงทุนเฉพาะกลุ่ม (Exclusive Deals) มาล่อใจ หรือใช้ “คดีแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น” เพื่อข่มขู่หรือขอความช่วยเหลือเร่งด่วน
โดยการที่มิจฉาชีพมุ่งเป้า “เหยื่อรายใหญ่” ในต่างประเทศ ข้อมูลโดย CISCO บริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง จากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เผยว่า สิ่งนี้จะเรียกว่าการโจมตีแบบวาฬ (Whaling attack) เป็นภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนซึ่งมุ่งเป้าไปที่บุคคลสำคัญในองค์กร การโจมตีเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อหลอกลวงผู้บริหารระดับสูง ให้เปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อน โดยคำว่า "วาฬ" นั้น สะท้อนถึงสถานะที่สูงของเป้าหมายเหล่านี้ ซึ่งมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลสำคัญและสินทรัพย์ทางการเงินจำนวนมาก
ใครบ้าง? เสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดยนักล่าปลาวาฬ
การโจมตีแบบ "วาฬ" มักมุ่งเป้าไปที่บุคคลระดับสูงภายในองค์กร ผู้บริหารระดับสูง เป็นเป้าหมายหลัก เนื่องจากมีอำนาจในการตัดสินใจอย่างกว้างขวางและเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ผู้จัดการระดับสูงที่ควบคุมข้อมูลสำคัญของบริษัทและดูแลธุรกรรมทางการเงินก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
แต่การโจมตีไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ความเสี่ยงยังขยายไปถึงบุคลากรในฝ่ายทรัพยากรบุคคลด้วย เนื่องจาก HR เป็นฝ่ายจัดการรายละเอียดพนักงานที่ละเอียดอ่อน พนักงานในฝ่ายการเงินและฝ่ายไอทีเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด เพราะเป็นฝ่ายจัดการข้อมูลทางการเงินที่สำคัญและการเข้าถึงระบบตามลำดับ แม้แต่สมาชิกคณะกรรมการบริหารที่มีความรู้ภายในและอิทธิพลอย่างมาก ก็มักเป็นเป้าหมายที่น่าดึงดูดสำหรับอาชญากรไซเบอร์
บุคลากรที่มีอำนาจหรือเข้าถึงข้อมูลสำคัญในองค์กรมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีแบบ “วาฬ” (Whaling attack) หากไม่มีการฝึกอบรมด้านความตระหนักรู้ทางไซเบอร์อย่างสม่ำเสมอ การโจมตีอาจทำให้ธุรกิจสูญเสียเงินหลายล้านดอลลาร์สหรัฐได้เลยทีเดียว
วิธีป้องกันตัว ไม่ตกเป็นเหยื่อโดยง่าย
เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อรายต่อไป Thai PBS Verify สรุปให้ดังนี้
เช็กบริษัทผ่านแอปฯ “SEC Check First“
ก่อนตัดสินใจลงทุน ต้องนำชื่อบริษัทไปค้นหาในแอปฯ ของ ก.ล.ต. โดยสถานะต้องระบุว่า “ได้รับอนุญาต” เท่านั้น ต้องมีเลขที่ใบอนุญาตและที่อยู่สำนักงานที่ติดต่อได้จริง
บัญชีรับโอน “ต้องเป็นชื่อบริษัท” เท่านั้น
จำไว้เสมอว่า “ถ้าให้โอนเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา = มิจฉาชีพ 100%” และหากบริษัทมีการแจ้งเปลี่ยนบัญชีรับเงินบ่อย ๆ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ากำลังถูกหลอก
อย่าเชื่อแค่โลโก้ใน App Store
เพราะมิจฉาชีพสามารถทำแอปฯ ปลอมเลียนแบบแบรนด์ดังได้เนียนกริบ การดาวน์โหลดจากสโตร์มาตรฐานจึงไม่ใช่คำยืนยันว่าปลอดภัยเสมอไป ควรตรวจสอบลิงก์ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ทางการของบริษัทนั้น ๆ โดยตรง
ติดตั้งเครื่องมือรักษาความปลอดภัย
ใช้ซอฟต์แวร์กรองอีเมลที่ผสานรวมปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อตรวจจับและบล็อกการพยายามหลอกลวงทางอีเมลที่ซับซ้อน ใช้โปรโตคอลตรวจสอบสิทธิ์โดเมน เป็นต้น
ให้ความรู้และฝึกอบรมพนักงาน
จัดการอบรมเรื่องความตระหนักรู้ด้านไซเบอร์เป็นประจำสำหรับพนักงานทุกคน โดยมีการอบรมเฉพาะทางสำหรับผู้บริหารและทีมการเงิน การฝึกซ้อมจำลองการโจมตีแบบฟิชชิง จะช่วยให้พนักงานรับรู้ถึงการโจมตีแบบวาฬ (whaling attack) และตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บังคับใช้ขั้นตอนตรวจสอบ
กำหนดขั้นตอนที่เข้มงวดสำหรับการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินและการขอข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ซึ่งอาจรวมถึงกระบวนการอนุมัติจากหลายบุคคล การยืนยันทางโทรศัพท์ หรือวิธีการตรวจสอบอื่น ๆ นอกเหนือจากการสื่อสารทางอีเมล
เมื่อนำกลยุทธ์เหล่านี้มาใช้ร่วมกัน จะช่วยลดความเสี่ยงการตกเป็นเหยื่อของการโจมตีแบบ “วาฬ” ได้อย่างมีนัยสำคัญ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC), CISCO
#ตรวจสอบข่าวปลอมคัดกรองข่าวจริง 💻 #หลอกลวงออนไลน์ #เตือนภัยไซเบอร์ #เตือนภัยCyber

23/03/2026

ไทยตกเป็นเป้าอันดับ 1 คอลเซนเตอร์ พบปี 68 โทรลวงคนไทย 173 ล้านครั้ง !
Thai PBS Verify รายงานสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ล่าสุด อ้างอิงจากรายงานประจำปี 2568 ของ Whoscall พบข้อมูลที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยกำลังตกเป็นเป้าหมายหลักของขบวนการมิจฉาชีพในภูมิภาคเอเชีย โดยมิจฉาชีพได้ยกระดับการทำงานจากกลุ่มแฮกเกอร์ทั่วไปสู่การเป็น "โรงงานมิจฉาชีพ" ที่มีระบบจัดการแบบอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ
#ตรวจสอบข่าวปลอมคัดกรองข่าวจริง #มิจฉาชีพ #คอลเซนเตอร์ #ภัยออนไลน์ #สถิติ #หลอกออนไลน์ #อาชญากรรมไซเบอร์

11/03/2026

สรุปเนื้อหาตรวจสอบข้อเท็จจริง
เนื้อหาที่ตรวจสอบ : คนที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 ควรฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี จริงหรือไม่

ผลการตรวจสอบ จริง เนื่องจากประเทศไทยเริ่มการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้เด็กแรกเกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา ดังนั้นผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 นั้นจึงมีโอกาสที่จะไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
ดังนั้นผลจากการสำรวจพบว่ากลุ่มประชากรที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 จึงพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูงถึง 5-8% ซึ่งน้อยว่าผู้ที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2535 ซึ่งพบพียงประมาณ 1.5% ทำไมคนที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 ต้องฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

เนื่องจากประเทศไทยเริ่มการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้เด็กแรกเกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา ดังนั้นผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 นั้นจึงมีโอกาสที่จะไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
ดังนั้นผลจากการสำรวจพบว่ากลุ่มประชากรที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 จึงพบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูงถึง 5-8% ซึ่งน้อยว่าผู้ที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2535 ซึ่งพบพียงประมาณ 1.5%

อ้างอิง
https://www.gastrothai.net/th/knowledge-detail.php?content_id=516
https://www.bnhhospital.com/th/hepatitis

ที่อยู่

อำเภอลี้
Amphoe Li
51110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ โคแฟคแสงเหนือ - Northern Cofact Thailand โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์