Law Long Beach - กลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชนภาคใต้

Law Long Beach - กลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชนภาคใต้ กลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชนภาคใต้

16/04/2026

The Mission to Protect Krong Pinang River
เชิญชวนพ่อแม่พี่น้องมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจปกป้องแม่น้ำจากเขื่อนคอนกรีต ในกิจกรรม “พัน-ทะ-กิด ปกป้องลำน้ำกรงปินัง“

ในเสาร์ที่ 18 เมษายน 2569 ณ บ้านรือเป ต.กรงปินัง อ.กรงปินัง จ.ยะลา
กิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 12.00 - 17.30 น.

ในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ
• ล่องเรือ Free Pattani River
• นิทรรศการภาพถ่ายความหลากหลายทางชีวภาพ วิถีผู้คนกับแม่น้ำ
• การแสดงงานศิลปะ Sculpture Art ค้านเขื่อนคอนกรีต
• วงเสวนา “รัฐ โครงการพัฒนา กับวิถีวัฒนธรรมของคนลุ่มน้ำปัตตานี“

และ "Highlight" ของกิจกรรมในครั้งนี้ คือ การจัดทำสัญญาประชาคม Hukum Pakat Green River สร้างฉันทามติการจัดการและใช้ประโยชน์ลำน้ำของคนกรงปินัง โดยคนกรงปินัง

13/04/2026

ว่าที่ “มรดกโลกอันดามันเหนือ”
จุดดำน้ำระดับโลกของไทย
อาจสูญเสียจากเเลนด์บริดจ์


สัญญาณการผลักดันโครงการเเลนด์บริดจ์ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ภายใต้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย เเน่นอนว่าโครงการเเลนด์บริดจ์ไม่ใช่เเค่การถมทะเล ทำท่าเรือ รถไฟเเละมอเตอร์เวย์
เเต่จำนวนเรือเดินสมุทรที่อาจเข้ามาใช้พื้นที่โครงการเเลนด์บริดจ์ในอนาคต
คำถามที่เกิดขึ้นคือ เราลืมคิดถึงอะไรไปบ้าง ?

Beach for life ได้ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นพบว่า เเนวการถมทะเลเเละการเดินเรือนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ถูกเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกอันดามันเหนือ
รวมถึงอาจคาบเกี่ยวกับ Myeik พื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนบัญชีมรดกโลกในฝั่งประเทศเมียนมาร์ด้วย ใ
นขณะเดียวกันเส้นทางเดินเรือฝั่งอ่าวไทยจะผ่านเกาะเต่า เก่าที่ได้ชื่อว่า เป็นโรงเรียนของเหล่านักดำน้ำ

ชวนคุยถึงสิ่งที่อาจสูญเสียไปจากเเลนด์บริดจ์
เเละไม่ได้ถูกคิดถึงในการผลักดันโครงการ
กับ อาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ผู้ศึกษาเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก
เเละคุณศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพสื่อมวลชน นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล

วันพุธที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป
ทางเพจ Beach for life Thailand

#มรดกโลก #อันดามันเหนือ #แลนด์บริดจ์ #ระนอง #ชุมพร

12/04/2026

พ.ร.บ. SEC
กฎหมายสร้างรัฐสีเทา

จีนเทา ต่างชาติเทา ยังไม่น่ากลัวเท่า รัฐบาลเทา
ที่เปิดช่องกฎหมายให้เกิดการละเว้นกฎหมายปกติ เอื้อประโยชน์เเก่กลุ่มต่างชาติ เเละหย่อนหยานการตรวจสอบภายใต้การออกกฎหมาย พระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้(SEC)

ถึงแม้ในถ้อยเเถลงนโยบายที่อาคารรัฐสภา จะไม่มีคำว่าเเลนด์บริดจ์เเละระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้หลุดออกมา เเต่ก่อนหน้านั้น คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงการเดินหน้าผลักดันโครงการเเลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู
เเน่นอนว่าโครงการเเลนด์บริดจ์จะเกิดได้ ต้องอาศัยกลไกพิเศษอย่าง “กฎหมาย SEC หรือ พระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้” มาเป็นเครื่องมือในการผลักดันโครงการ

ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย ถือเป็นพรรคเเรกที่ได้เสนอร่าง พระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ โดยตัวคุณอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเสนอกฎหมายดังกล่าวในรัฐบาลคุณเเพรทองธาร ชินวัตร ควบคู่กับพรรคเพื่อไทย เเละพรรครวมไทยสร้างชาติ เเต่มีการยุบสภาเสียก่อนทำให้กฎหมายดังกล่าวไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาได้

Beach for life ชวนทำความรู้จัก กฎหมาย SEC ที่เป็นต้นเเนวคิดของพรรคภูมิใจไทย ว่า กฎหมายนี้ มีลักษณะสร้างรัฐสีเทาอย่างไร

้นกฎหมายปกติ

พระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้(SEC) ทั้ง 4 ฉบับที่เสนอไป ซึ่งมี
ร่าง พ.ร.บ. SEC ให้อำนาจคณะกรรมการ พ.ร.บ. SEC และ เลขานุการ ในการพิจารณาอนุมติ อนุญาต ให้สิทธิสัมปทาน และ ให้ความเห็นชอบตามกฎหมาย เสนอให้แก้กฎเกณฑ์ เพื่อเอื้อการลงทุน ตามมาตรา 36 และ มาตรา 42 ของร่าง พ.ร.บ. SEC จำนวน 14 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายขุดดินถมดิน /
กฎหมายควบคุมอาคาร /กฎหมายจดทะเบียนเครื่องจักร /กฎหมายการสาธารณสุข / กฎหมายคนเข้าเมือง /กฎหมายทะเบียนพานิชย์ ./กฎหมายว่าด้วยโรงงาน /กฎหมายประกอบธุรกิจต่างด้าว / ประกาศคณะปฏิวัติฉบับ 58 /กฎหมายชลประทานหลวง /กฎหมายประกอบกิจการพลังงาน /กฎหมายพลังงานนิวเคลียร์ /กฎหมายการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เเละ กฎหมายเดินเรือในน่านน้ำไทย

ทำให้หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายปกติ ไม่สามารถใช้กฎหมายดังกล่าวได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์เเก่กลุ่มทุนที่เข้ามาประกอบการในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

#ที่ดินในภาคใต้จะกลายเป็นของทุน

ที่ดินภาคใต้จะกลายเป็นของทุน
ร่าง พ.ร.บ. SEC ให้สิทธิพิเศษสำหรับนักลงทุน เกิดกระบวนการกว้านซื้อ และเวนคืนที่ดินของประชาชน โดยหน่วยงานของรัฐ และให้ที่ดินของรัฐ เช่น ที่ราชพัสดุ เพื่อเช่าทำอุตสาหกรรม ภาคใต้จะกลายเป็นแห่งอุตสาหกรรมและที่อยู่ใหม่ของนักลงทุนและแรงงานต่างชาติ ดังที่เขียนไว้ตามกฎหมาย
- นักลงทุนสามารถนำที่ดินของตนเองไปขอขึ้นทะเบียนเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เว้นการปฏิบัติตามกฎหมายหลายฉบับ (มาตรา 40 ร่าง พ.ร.บ. SEC)
- นักลงทุนต่างชาติที่เป็นนิติบุคคล มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษและห้องชุด โดยได้รับการยกเว้นเงือนไขตามกฎหมายที่ดินและอาคารชุด (มาตรา 48 ร่าง พ.ร.บ. SEC)
ต่างชาติสามารถเช่าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ได้นานสุด 99 ปี
- สามารถให้ใช้ที่ สปก สามารถใช้ได้ เพื่อนายทุนโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอน พรบ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
- สามารถให้นักลงทุนใช้ที่ราชพัสดุได้

#ต่างชาติสามารถทำอาชีพคนไทยได้

มาตรา 59 ของร่าง พ.ร.บ. SEC ฉบับรัฐบาล ได้ระบุว่า คณะกรรมการนโยบาย อนุญาติให้บริษัทหรือเอกชนที่เป็นิติบุคคลที่มีการถือหุ้นร้อยละ 49 หรือ ถือหุ้นทั้งหมด สามารถเข้าร่วมลวทุนหรือประกอบกิจการ โดยละเว้นกฎหมายกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจกคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เฉพาะบัญชีสองเเละสาม ซึ่งหมายถึง สามารถประกอบอาชีพต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าวได้ เท่ากับว่า อาชีพต้องห้ามของคนไทยต่างชาติสามารถทำได้อย่างถูกกฎหมาย

นี่คือกฎหมายที่ทำให้รัฐไทยอาจกลายเป็นรัฐสีเทา โดยที่คนไทยอาจไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

อ่านเพิ่มเติม : https://beachforlife.org/blog/18

*หมายเหตุ : บทความนี้อ้างอิงการวิพากษ์วิจารณ์จากร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เสนอโดยคุณอนุทิน ชาญวีรกุล เเละคณะ เมื่อในสมัยรัฐบาลเเพรทองธาร ชินวัตร พรรคเพื่อไทย ผู้เขียนเชื่อว่าเเนวคิดในการร่าง เเละเนื้อหาจะยังคงมีลักษณะเหมือนเดิม

#หยุดระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

10/04/2026

จดหมายเปิดผนึกจากนักวิชาการ องค์กรเเละนักกิจกรรมทางสิ่งเเวดล้อม เเละภาคประชาชน
ถึงคุณอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี

ตามที่รัฐบาลได้ประกาศเร่งผลักดันโครงการเเลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง รวมถึงการเตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้(SEC) เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเเละคมนาคม รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้น

บรรดานักวิชาการ องค์กรเเละนักกิจกรรมสิ่งเเวดล้อม รวมถึงประชาชน ซึ่งได้ติดตามโครงการเเลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง มาโดยตลอด พบปัญหาเเละความบกพร่องในการศึกษารายงานความเหมาะสมเเละความคุ้มค่า รวมถึงรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพ(EHIA) ในโครงการพัฒนาท่าเรือเเหลมริ่ว จังหวัดชุมพร เเละโครงการพัฒนาท่าเรือเเหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง ดังนี้

1. ความไม่เหมาะสมเเละความคุ้มค่า พบว่า รายงานการศึกษาความเหมาะสมเเลความคุ้มค่าโดย สภาพัฒนาเศรษฐกิจเเละสังคมเเห่งชาติ กับ สำนักงานนโยบายเเละเเผนการขนส่งเเละจราจร(สนข) ในฐานะเจ้าของโครงการนั้น ไม่สอดคล้องกัน โดยรายงานของ สภาพัฒนาเศรษฐกิจเเละสังคมเเห่งชาติ ระบุว่าการลงทุนในโครงการดังกล่าวไม่มีความเหมาะสมเเละไม่มีความคุ้มค่าในฐานเศรษฐศาสตร์ในการลงทุน

2. การศึกษาไม่ครอบคลุมผลกระทบทางสิ่งเเวดล้อม โครงการเเลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่กระทบต่อวิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อมในวงกว้าง เเต่การศึกษาโครงการกลับเเยกส่วนการศึกษาตามโครงการ เเละกำหนดขอบเขตการศึกษาผลกระทบสิ่งเเวดล้อมในเเต่ละโครงการ/กิจการ เพียง 5 กิโลเมตร ซึ่งมิอาจครอบคลุมผลกระทบทางสิ่งเเวดล้อมเเละวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบได้จริง เมื่อการศึกษาไม่ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบหรือสิ่งเเวดล้อมที่จะกระทบจากการดำเนินโครงการย่อมมิอาจสะท้อนความเสียหายเเละผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโครงการได้

3. ความบกพร่องในการศึกษา ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมเเละสุขภาพ(EHIA) โครงการท่าเรือน้ำลึกเเหลมริ่ว เเละท่าเรือน้ำลึกเเหลมอ่าวอ่าง พบว่า มีข้อบกพร่องเเละความคลาดเคลื่อนของข้อมูลจากความเป็นจริงหลายประการ อาทิ จำนวนเเละชนิดของสัตว์หน้าดินที่ต่ำกว่าความเป็นจริงไม่สอดคล้องกับรายงานการศึกษาในอดีตที่ผ่านมา จำนวนบุคคลากรทางการเเพทย์มีมากผิดปกติในโรงพยาบาบประจำอำเภอ การขาดการศึกษาเเละประเมินสถานการณ์ หรือเหตุการณ์สำคัญที่อาจมีผลกระทบกับโครงการ เช่น เเผ่นดินไหว น้ำมันรั่ว ไฟไหม้ เป็นต้น ทั้งหมดนี่คือความบกพร่องของรายการการศึกษาเเละประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล้อมที่ต้องกลับไปทบทวนเเละทำการศึกษาใหม่

4. การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน การรับฟังความคิดเห็นของโครงการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเเท้จริง มีเพียงกลุ่มข้าราชการ เเละหน่วยงานที่เป็นสัดส่วนหลักในการเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็น อีกทั้งประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร ผลกระทบของโครงการอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ไม่สามาถที่จะมีส่วนร่วมในการเสนอเเนะให้ความเห็นต่อผลกระทบ ความห่วงกังวลที่จะเกิดขึ้นจากโครงการได้

5.การพัฒนาที่ขัดเเย้งกับกับสภาพพื้นที่ ระบบนิเวศ สภาพพื้นที่ของจังหวัดระนอง เเละจังหวัดชุมพร ซึ่งมีฐานทรัพยากรที่สมบูรณ์ มีระบบนิเวศที่หลากหลาย ถูกเสนอขึ้นทะเบียนให้อยู่ในบัญชีรายชื่อพื้นที่ที่จะขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งโครงการเเลนด์บริดจ์นั้นขัดเเย้งเเละไม่สอดคล้องกับทิศทางเเละศักยภาพของพื้นที่อย่างชัดเจน

ทั้งห้าประเด็น คือ สาระสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการศึกษาเเละจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งเเวดล่อมเเละสุขภาพ(EHIA) เพื่อการขับเคลื่อนเเละผลักดันโครงการเเลนด์บริดจ์ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดนั้นมีปัญหาเเละมีความบกพร่องอย่างร้ายเเรง

ที่ผ่านมาภาคประชาชน นักวิชาการพยามท้วงติงเเละมีส่วนร่วมในการตรวจสอบรายงานการศึกษาผลกระทบส่ิงเเวดล้อมเเละสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เเต่สำนักนโยบายเเละเเผนการขนส่งเเละจราจร(สนข) เเละ สำนักงานนโยบายเเละเเผนทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม(สผ) ได้ปฏิเสธการเปิดเผยรายงาน EHIA ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำชาญการ โดยให้เหตุผลในการปกปิดรายงานถึงเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เเละจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เเละก่อให้เกิดความเป็นธรรม จึงปฏิเสธการเปิดเผยรายงานต่อสาธารณะ ซึ่งการกล่าวอ้างหลักกฎหมายที่เลื่อนลอยไม่มีเหตุผลเช่นนี้ ย่อมทำให้กระบวนการในการพิจารณารายงานมีความไม่โปร่งใส ขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เเละย่อมสะท้อนความไม่จริงใจ เเละความไม่โปร่งใสในการดำเนินโครงการ

นักวิชาการ องค์กรทางสิ่งเเวดล้อม นักกิจกรรม เเละภาคประชาชน 112 รายชื่อที่ได้ลงนามในจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ขอเรียกร้องไปยังคุณอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เเสดงความจริงใจเเละความโปร่งใสต่อการผลักดันโครงการนี้ โดยการเปิดเผยรายงาน EHIA ทุกฉบับ ต่อสาธารณะเพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการได้รับรู้ ได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบรวมกัน รวมถึงขอให้รัฐบาลทบทวนเเละชะลอกระบวนการผลักดันโครงการเนื้่องด้วยเหตุผลทางวิชาการที่สำคัญว่า การกระบวนการศึกษาโครงการนั้นมีความบกพร่อง คลาดเคลื่อนกับความเป็นจริงอย่างยิ่ง จนไม่อาจที่จะนำรายงานการศึกษาความเหมาะสม เเละรายงาน EHIA ไปใช้ในการเร่งรัดผลักดันโครงการได้

ทั้งนี้พวกเรามิได้ปฏิเสธการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เเต่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยจำเป็นต้องคำนึงระบบนิเวศ คุณภาพชีวิตของประชาชน เเละทำให้คนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์จากการพัฒนานั้นอย่างเท่าเทียมเเละเป็นธรรม

ลงวันที่ 10 เมษายน 2569

เครือข่ายนักวิชาการ
1. ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2. อ.ดร.ศิโรนี โต๊ะสัน ม.ราชภัฎสงขลา
3. เจริญพงศ์ พรหมศร นักวิชาการอิสระ
4. ดร.จักรกริช ฉิมนอก โปรแกรมวิชาศิลปกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
5. วิเชียร อันประเสริฐ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
6. ผศ.นพ.สุธีร์ รัตนะมงคลกุล ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
7. อ.กิติมา ขุนทอง คณะมนุษย์ศาสตร์ฯ ม ราชภัฏสกลนคร
8. ประเทือง นรินทรางกูล ณ อยุธยา นักวิชาการอิสระ
9. ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลล์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
10. ผศ .สุนี ไชยรส มหาวิทยาลัยรังสิต
11. ดร.อาภา หวังเกียรติ มหาวิทยาลัยรังสิต
12. นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์
13. รศ.ดร.เกียรติศักดิ์ บังเพลิง ภาควิชามานุษยวิทยาและสังคมวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
14. ดร.ภัทรมน สุวพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
15. ผศ.ดร.วรวิทย์ นพแก้ว สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
16. เยาวนิจ กิตติธรกุล นักวิชาการอิสระ
17. ศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการอิสระ
18. น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ
19. นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน
20. ผศ. ภก.ชินวัจน์ แสงอังศุมาลี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
21. รศ. ดร.ภัทรจิต จุมพล กอซโซลี ภาควิชาสังคมและสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
22. รศ. ดร.ภัทรียา กิจเจริญ ภาควิชาสังคมและสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
23. ผศ.ประสาท มีแต้ม ข้าราชการบำนาญ
24. ผศ.ดร.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
25. นายอัสซูวรรณ เปาะหะ นักวิชาการอิสระ
26. อ.ดร.สืบสกุล กิจนุกร สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
27. อ.ดร.เทียนชัย สุริมาศ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมธรรมศาสตร์
28. นายแพทย์วิรุฬ ลิ้มสวาท
29. อาจารย์นิรันดร คำนุ ภาควิชาสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
30. ไพลิน กล้าจริง
31. ณัฏฐ์นรี สมบูรณ์
32. ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
33. ผศ. ดร. ทพ.ประกาศ สว่างโชติ นักวิชาการอิสระ
34. ดร.จตุรงค์ คงแก้ว คณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภูเก็ต
35. สุชาติ สวัสดิ์ศรี
36. ดำรง โยธารักษ์
37. เกื้อ ฤทธิบูรณ์
38. ดร.สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่
39. ผศ.ดร.อารยา บัวบาล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลาครินทร์
40. อ. ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
41. นายสมพร ช่วยอารีย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
42. สดใส ขันติวรพงศ์ ข้าราชการบำนาญ
43. ศ.ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์ นักวิชาการอิสระ
44. อ.ธวัช มณีผ่อง คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
45. อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
46. ผศ.ดร.โสรัจจ์ ประวีณวงศ์วุฒิ มหาวิทยาลัยนครพนม
47. ผศ.ดร.นิลุบล ไพเราะ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
48. รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากรและอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์
49. ดร.สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ อดีตประธานกรรมการมูลนิธิโลกสีเขียว
50. อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
51. จำนงค์ จิตรนิรัตน์
52. อลิสา หะสาเมาะ

ลงชื่อนักกิจกรรมสิ่งเเวดล้อมเเละองค์กรทางสิ่งแวดล้อม
53. กลุ่ม Beach for life
54. มูลนิธินักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคใต้
55. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
56. เครือข่ายสาธารณะศึกษา Feeltrip
57. EEC Watch (กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก)
58. Land Watch Thai (กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน)
59. สมัชชาคนจน
60. ศูนย์สร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา
61. มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
62. มูลนิธิภาคใต้สีเขียว
63. มูลนิธิรักบ้านเกิด ภาคใต้
64. อาหารปันรัก
65. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
66. รักษ์เขาใหญ่
67. รักษ์คลองมะเดื่อ
68. ลานยิ้มการละคร
69. กลุ่ม Commons Youth
70. Slash and Burn Collective
71. กลุ่มนักรบผ้าถุง
72. นายอธิวัฒน์ เส้งคุ่ย
73. นายอภิศักดิ์ ทัศนี
74. ธารา บัวคำศรี (Climate Connectors)
75. อารีฟีน โสะ The Patani RESOURCE
76. ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความสิ่งแวดล้อม
77. เฉลิมศรี ประเสริฐศรี
78. วัชลาวลี คำบุญเรือง ทนายความ
79. กรกนก วัฒนภูมิ นักกฎหมาย
80. บัญชร วิเชียรศรี นักสื่อสารมวลชน
81. ชูเวช เดชดิษฐรักษ์ วงสามัญชน
82. ฉัตรชัย สุขอนันต์
83. ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความ
84. เดชา คำเบ้าเมือง
85. สุนันทา ดวงยอด เกษตรกร
86. พิสิฐศักดิ์ ดวงยอด เกษตรกรสวนปาล์ม
87. นายสุรพงษ์ นิลเพชร เกษตรกรสวนปาล์ม
88. นายคุณพิสิฐ นิลเพชร เกษตรกรสวนปาล์ม
89. นางจุฬา นิลเพชร เกษตรกรสวนปาล์ม
90. นายอับดุลเลาห์ อาแว SPAN
91. พีรกิตติ์ ศรีกุล นักศึกษาปริญญาโท
92. นิวัตร์ โฮ้เต้กิ้ม
93. นายวุฒิชัย แก้วลำหัด
94. นางสาว อุทัยวรรณ บุญลอย
95. พชร คำชำนาญ
96. ปิยะนารถ ปิ่นเฟื่อง
97. อุสมาน หวังสนิ
98. พรพรรณ วรรณา
99. เปีย วรรณา
100. สมใจ สังข์แสตมป์
101. กิตติธัช สิงห์เสนา
102. กัญญ์วรา หมื่นแก้ว
103. ชัชวาลย์ ดวงภาค
104. นายดิเรก ชัยชนะ
105. นางจันทิมา ชัยบุตรดี นักรบผ้าถุง
106. นางสาวนาซีเร๊าะ หวะหลำ the sea walk
107. ชลธิชา สันบู The sea walk
108. นิสากร นุ้ยประสิทธิ์ นักรบผ้าถุง
109. สนธยา เจะหนิ นักรบผ้าถุง
110. ครูไวนี สะอุ ครูสอนศาสนา
111. ครูนาซอรี หวะหลำ ครูสอนศาสนา
112. นางไรหนับ เส็น นักรบผ้าถุง

ลิงค์จดหมายเปิดผนึก PDF
https://drive.google.com/file/d/1GMdpcK4-9ttDuNkgUK0Wt-qLEoxsa19m/view?usp=sharing

#แลนด์บริดจ์ #อนุทิน #รัฐบาลอนุทิน

10/04/2026

ความเห็นทางกฎหมาย กรณี สผ.และ สนข.
ไม่เปิดเผยรายงาน EHIA แลนด์บริดจ์ ฉบับที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ คชก.
EnLAW เห็นว่า การเปิดเผยรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) จะทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมตรวจสอบและให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของ คชก. เพื่อทบทวนตรวจสอบการประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบรอบด้าน
หน่วยงานรัฐควรตระหนักและให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจโครงการที่จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องเริ่มต้นจากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่จะนำไปสู่การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย
การเปิดเผยข้อมูลรายงาน EHIA โครงการท่าเรือแลนด์บริดจ์ ฉบับที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ คชก. มิได้ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพตามที่ สนข. กล่าวอ้าง และการปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายงานฯ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เป็นการละเมิดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมของประชาชน

อ่านความเห็นทางกฎหมายฉบับเต็ม:https://enlawfoundation.org/wp-content/uploads/2026/04/LegalOpinion-Landbridge-EHIA-Disclosure.pdf

สนข. : สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร
สผ. : สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
คชก. : คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

#แลนดบริดจ์ #มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

07/04/2026

‎เจ้าหน้าที่ทหารพราน ฉก. ทพ.47 เข้าพบ 'เครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี' หลังถูกเรียกสอบโดย กสม. ปมคุกคามนักปกป้องสิทธิ เรื่องเขื่อนกรงปินัง

‎​กรงปินัง, ยะลา — เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 มีรายงานความเคลื่อนไหวในพื้นที่กรงปินัง กรณีเจ้าหน้าที่ทหารพรานเข้าพบผู้ประสานงานเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี เพื่อชี้แจงสถานการณ์หลังถูกร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยเจ้าหน้าที่ยอมรับในหลักการว่า โครงการของรัฐควรเป็นไปตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่

‎​การติดตามหลังเหตุคุกคามและการเรียกสอบโดย กสม.

‎​การเข้าพบในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่ทางเครือข่ายฯ ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เกี่ยวกับเหตุการณ์คุกคามผู้ประสานงานเครือข่ายฯ โดยเจ้าหน้าที่ทหารพรานในพื้นที่กรงปินังเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การเรียกสอบหน่วยงานความมั่นคงอย่าง กอ.รมน. เพื่อหาข้อเท็จจริงเมื่อต้นเดือนเมษา​ยน 2569

‎​ทาง พ.อ.เรวัตร เซ่งเข็ม ผบ.ฉก.ทพ.47 ระบุว่า การลงพื้นที่เพื่อมาพบกับเครือข่ายฯ ได้รับคำขอจากกรมชลประทานให้มา "ดูแลความเรียบร้อย และให้กำชับกับชาวบ้านเวลาจะออกมาประท้วงให้อยู่ในความสงบ รับฟังคำชี้แจงจากกรมชลฯ ก่อนที่จะพูด " และเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจต่อกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงประเด็นการถูกตรวจสอบโดย กสม. ​

‎ซึ่งจุดยืนทหารพราน: "หากชาวบ้านไม่เอา ก็ควรหยุด"

‎​ประเด็นที่น่าสนใจจากการพูดคุยครั้งนี้ คือท่าทีของเจ้าหน้าที่ทหารพรานต่อโครงการ ประตูระบายน้ำกรงปินัง ซึ่งเป็นข้อพิพาทหลักระหว่างรัฐและชุมชน โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้ความเห็นในเชิงสนับสนุนสิทธิของชุมชนว่า

‎​"หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องรับฟังเสียงของชาวบ้านอย่างแท้จริง หากประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องการโครงการนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรยุติการดำเนินการ"

ซอฮาบูดิน ‎ผู้ประสานงาน เครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี ได้กล่าวว่า "กระบวนการที่ทางกรมชลฯ เป็นกระบวนการที่ไม่สามารถเชื่อถือได้ เนื่องจากเมื่อปี 60 ทางพี่น้องในพื้นที่ได้เข้าไปในเวทีรับฟังความเห็น และยืนยันคัดค้าน แต่ทางกรมชล ฯ กลับสรุปในรายงานวาผู้มาร่วมประชุมเห็นด้วยกับโครงการ ดั่งนั้นการใช้สิทธิในการชุมนุม และปฏิเสธกระบวนการที่ไม่เป็นธรรมต่อคนในพื้นที่ย่อมกระทำได้ "

เขายังชี้แจง​เพิ่มเติม​ว่า‎ก่อนหน้านี้มีสายโทรเข้ามาจาก ผบ.ร้อย.ทพ. และได้อธิบายว่าทางแม่ทัพเอง และหน่วยงานความมั่นคงเองก็ไม่เห็นด้วยที่จะดำเนินโครงการที่คนในพื้นที่ไม่ต้องการ


ซอฮาบูดินกล่าวทิ้งท้าย​ว่า "หลังจากนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าจากคำพูดต่างๆของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ที่บอกว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ จะเป็นจริงอย่างที่พูดหรือไม่ หรือจะส่วนทางกันในทางปฏิบัติ"

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดยื่นฟ้อง 10 หน่วยงานรัฐ กรณีเหมืองแร่โพแทชด่านขุนทด จ.นครราชสีมาขอให้ศาลสั่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้...
03/04/2026

กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดยื่นฟ้อง 10 หน่วยงานรัฐ กรณีเหมืองแร่โพแทชด่านขุนทด จ.นครราชสีมา
ขอให้ศาลสั่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เสียหายจากการทำเหมือง เพื่อคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

วันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น.
ณ ศาลปกครองนครราชสีมา ผู้ฟ้องคดีในนามตัวแทน “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด” ที่เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านชุมชนหนองไทร และหนองบัวตะเกียด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 89 คน มอบอำนาจให้นักกฎหมายมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) และโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (PPM) ยื่นฟ้อง 10 หน่วยงานเจ้าหน้าที่รัฐต่อศาลปกครองนครราชสีมา ประกอบด้วย

1) อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ 2) คณะกรรมการแร่ 3) คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่ 4) อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา 5) ผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 6 นครราชสีมา 6) องค์การบริหารส่วนตำบลหนองไทร 7) เทศบาลตำบลหนองบัวตะเกียด 8 )องค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองพัฒนา 9) นายอำเภอด่านขุนทด 10) ปลัดกระทรวงมหาดไทย
โดยผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนมติเห็นชอบรายงาน EIA และการอนุญาตเปลี่ยนแปลงแผนผังและวิธีการทำเหมือง รวมถึงใบอนุญาตให้ใช้ระเบิดในการทำเหมือง และมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ควบคุม กำกับ และมีคำสั่งให้บริษัทฯ ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไขการดำเนินการที่ก่อให้เกิดหรืออาจก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญ ความเสียหาย หรืออันตรายที่มีผลกระทบต่อบุคคล
และสิ่งแวดล้อม และให้จัดทำแผนและดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและต้องให้ผู้ฟ้องคดีและชุมชนมีส่วนร่วมตัดสินใจและติดตามตรวจสอบด้วย
การฟ้องคดีครั้งนี้ สืบเนื่องจากความเดือดร้อนเสียหายที่ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โดยชาวบ้านในพื้นที่ตำบลหนองไทรซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณพื้นที่ขุดเจาะอุโมงค์เหมืองโพแทชประมาณ 3 กิโลเมตร พบว่าบ้านเรือนเกิดคราบขาวเกล็ดเกลือเกาะตามผนังและพื้นบ้าน จนผนังบ้านสึกกร่อนเป็นรู และวิกฤตความเค็มกระจายตัวเป็นวงกว้างจนลุกลามมาถึงพื้นที่ตำบลหนองบัวตะเกียดที่อยู่ห่างออกมาอีก

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2566 และ 2568 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 (นครราชสีมา) ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำและดินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พบว่ามีค่าระดับความเค็มในน้ำที่สูงเกินมาตรฐาน ความเค็มรุนแรงส่งผลให้ชาวบ้านไม่สามารถทำเกษตรกรรม ต้นไม้ พืชผลล้มตาย รวมถึงต้องหาแหล่งน้ำจากที่อื่นเพื่อใช้ทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปจนยากจะหวนกลับมาดังเดิม

ในขณะที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาจนถึงปัจจุบัน ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงวิธีการทำเหมืองรวมถึงการขอแก้ไขรายงานEIA รวมทั้งการอนุมัติจากปลัดกระทรวงมหาดไทยได้อนุญาตให้บริษัทใช้วัตถุระเบิดในการทำเหมืองได้ โดยไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วม ท่ามกลางข้อมูลผลกระทบและการร้องเรียนคัดค้านของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดที่ถูกเพิกเฉย
จึงนำมาสู่การฟ้องคดีเพื่อเป็นการยืนยันสิทธิชุมชน ของกลุ่มตนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด !
_________

”..ในระหว่างการฟ้องคดี เรารู้ว่ากระบวนการในชั้นศาลใช้เวลายาวนาน ดังนั้นเราจะยื่นขอคุ้มครองชั่วคราวให้หยุดการดำเนินการในพื้นที่ไว้ก่อน
เพราะว่ากระบวนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายงานอีไอเอนำมาสู่การที่เปลี่ยนกระบวนการในการทำเหมืองในพื้นที่
เราจะขอให้ศาลสั่งให้มีการหยุดการทำเหมืองจนกว่าจะมีการแก้ไขให้ถูกต้องตามกระบวนการทางกฎหมาย
และไม่ใช่แค่นั้น เราขอให้ศาลได้กำหนดให้มีการฟื้นฟูการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในระหว่างการพิจารณาด้วย
เพราะว่าเราคิดว่าส่วนสำคัญก็คือสิ่งแวดล้อมที่เสียหาย นำมาสู่วิถีชีวิตของพี่น้องที่ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีได้
และอยากย้ำว่าแม้ว่าประชาชนจะฟ้องคดี แต่อยากขอยืนยันว่ากระบวนการของหน่วยงานทั้งหน่วยงานรัฐทั้งสิบหน่วยงานที่ถูกฟ้องคดี หรือคณะกรรมการระดับจังหวัด คุณอย่าหยุดเพราะส่วนหนึ่งเนี่ยเราคิดว่ามันไม่ขัดหรือแย้งกันในกระบวนการตรวจสอบหรือว่าทำหน้าที่ต่างๆ รวมถึงพี่น้องเองด้วยก็มีสิทธิในการที่จะตรวจสอบต่อไป แม้ว่ากระบวนการในชั้นศาลจะดำเนินการอยู่
อยากฝากทุกกระบวนการว่าเราต้องมาร่วมกันในการติดตามตรวจสอบและแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน

เพราะความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมเราต้องร่วมกันเพื่อให้มันเกิดขึ้นในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแล้วก็ประชาชนในพื้นที่“

สุภาภรณ์ มาลัยลอย
มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (ENLAW)
กล่าวในเวทีสาธารณะ “บทพิสูจน์ตุลาการ ด่านขุนทดไฟท์ติ้ง!” วันที่ 2 เมษายน 2569

ร่วมส่งกำลังใจ เคียงข้างนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ด่านขุนทด✊🏻

#เหมืองแร่โปแตช #ด่านขุนทด #สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี #ด่านขุนทดไฟท์ติ้ง

03/04/2026
03/04/2026

ที่อยู่

Amphoe Hat Yai

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Law Long Beach - กลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชนภาคใต้ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง Law Long Beach - กลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชนภาคใต้:

แชร์