เพื่อนกระบวนกร - Friends of Facilitator

เพื่อนกระบวนกร - Friends of Facilitator เราคือกลุ่มเพื่อนคือกระบวนกร เราคือนักพัฒนา เราออกแบบการเรียนรู้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

07/09/2026

ขอบคุณลูกค้าที่ให้โอกาสเราได้สร้างสรรค์ผลงานสนุกสนุก

07/09/2026

อีกผลงานที่ภาคภูมิใจ ของเพื่อนกระบวนกร
ขอบคุณกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโึภค ฯ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงครามที่ให้โอกาส เราได้ทำงานสนุกๆ และได้ออกแบบเต็มที่

น่าสนใจทุกหัวข้อเลย
26/08/2026

น่าสนใจทุกหัวข้อเลย

อย่าหลงมั่นใจว่า..ทักษะที่เรามี จะใช้ได้ตลอดกาลบางทักษะที่เราทำให้ทุกคนตะลึงในวันนี้ อีกไม่ถึงปี ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ...
24/08/2026

อย่าหลงมั่นใจว่า..
ทักษะที่เรามี จะใช้ได้ตลอดกาล
บางทักษะที่เราทำให้ทุกคนตะลึงในวันนี้ อีกไม่ถึงปี ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ เห็นได้ทั่วไป

สิ่งที่อันตรายที่สุดกับอาชีพของเรา มักไม่ใช่ทักษะที่เราไม่มี แต่คือทักษะที่เรามีแล้วและยังใช้ได้อยู่

ฟังดูขัดความรู้สึก เพราะเราถูกสอนมาตลอดว่าให้สะสมความเชี่ยวชาญไว้เยอะ ๆ แต่ความเชี่ยวชาญมีอายุของมัน และปัญหาคือมันไม่ได้หมดอายุพร้อมกันทั้งหมด บางส่วนหมดไปแล้วโดยที่เรายังใช้มันอยู่ทุกวันอย่างสบายใจ

รายงานแนวโน้มด้านการพัฒนาคนของปี 2026 หลายฉบับพูดตรงกันว่า มีองค์กรราว 87 เปอร์เซ็นต์ที่บอกว่ากำลังเจอช่องว่างทักษะ หรือคาดว่าจะเจอในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตัวเลขนี้มักถูกอ่านในมุมขององค์กรว่าต้องรีบอัปสกิลพนักงาน แต่ถ้าอ่านในมุมของคนทำงานคนหนึ่ง มันกำลังบอกว่าทักษะที่ทำให้คุณได้งานเมื่อห้าปีก่อน ไม่ได้รับประกันอะไรกับอีกห้าปีข้างหน้า

🧠 ปัญหาคือของหมดอายุแบบนี้ไม่ส่งสัญญาณใด ๆ

นมในตู้เย็นบอกเราได้ว่ามันเสียแล้ว มันเปลี่ยนกลิ่น เปลี่ยนสี มีวันที่พิมพ์อยู่ข้างกล่อง ทักษะไม่มีอะไรแบบนั้นเลย ทักษะที่หมดอายุแล้วยังใช้งานได้อยู่ ยังทำให้เราส่งงานทัน ยังทำให้เราดูเหมือนคนที่รู้เรื่อง เพียงแต่คุณค่าของมันในตลาดค่อย ๆ ลดลงอย่างเงียบที่สุด

สัญญาณของการหมดอายุจึงไม่ใช่ “ทำไม่ได้” เพราะถ้าทำไม่ได้เราจะรู้ตัวทันที สัญญาณจริงคือ “ยังทำได้ดีเหมือนเดิม” ในโลกที่มาตรฐานขยับไปแล้ว คนที่ทำสไลด์สวยเท่าเดิมทุกปี ในวันที่เครื่องมือทำให้ทุกคนทำสไลด์สวยได้เท่ากัน ไม่ได้ทำงานแย่ลง แต่ความพิเศษของเขาหายไปโดยที่ตัวเขาไม่ได้ทำอะไรผิดสักอย่าง

นี่คือจุดที่เจ็บ เพราะระบบการประเมินตัวเองของเราส่วนใหญ่วัดจาก “เทียบกับเมื่อวาน” ไม่ได้วัดจาก “เทียบกับสิ่งที่โลกต้องการวันนี้” เมื่อเทียบกับเมื่อวาน เราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้แย่ลง แล้วก็สรุปว่าไม่มีอะไรต้องเปลี่ยน

🧠 แยกให้ออกระหว่างสิ่งที่หมดอายุเร็วกับสิ่งที่อยู่ทน

ถ้ามองว่าทักษะทั้งหมดหมดอายุเท่ากัน เราจะเหนื่อยและไล่ตามไม่ทัน วิธีคิดที่ใช้ได้จริงกว่าคือแยกทักษะออกเป็นสองชั้น

ชั้นแรกคือทักษะที่ผูกกับเครื่องมือและวิธีทำ เช่น การใช้โปรแกรมรุ่นหนึ่ง การเขียนคำสั่งแบบหนึ่ง การทำตามขั้นตอนที่บริษัทออกแบบไว้ ทักษะชั้นนี้หมดอายุเร็วมาก และมันหมดอายุเร็วขึ้นทุกปี ข่าวดีคือมันเรียนใหม่ได้เร็วเช่นกัน ถ้าเรารู้ตัวทัน

ชั้นที่สองคือทักษะที่ผูกกับวิธีคิด เช่น การตั้งโจทย์ให้ถูก การแยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ การตัดสินใจโดยมีเกณฑ์ การอธิบายเรื่องซับซ้อนให้คนอื่นเข้าใจ ทักษะชั้นนี้หมดอายุช้ากว่ามาก เพราะมันไม่ได้ผูกกับเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า มันเสื่อมได้เหมือนกันเมื่อเราหยุดใช้

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือคนลงทุนเวลาเกือบทั้งหมดไปกับชั้นแรก เพราะมันจับต้องได้ มีคอร์ส มีใบรับรอง มีจุดจบชัดเจน ส่วนชั้นที่สองไม่มีใครออกใบรับรองให้ และไม่มีวันที่เราจะบอกว่าเรียนจบแล้ว มันจึงมักถูกเลื่อนไปเรื่อย ๆ

🧠 วิธีตรวจวันหมดอายุด้วยตัวเอง

เนื่องจากไม่มีใครติดฉลากให้ เราต้องเป็นคนติดเอง และการติดฉลากที่ดีเริ่มจากคำถามที่ตรงพอจะทำให้ตัวเองอึดอัดเล็กน้อย

คำถามแรกคือ ปีนี้สิ่งที่ทำให้เราถูกเรียกใช้ คือสิ่งเดียวกับเมื่อสามปีก่อนหรือเปล่า ถ้าใช่ทั้งหมด นั่นอาจไม่ใช่ความมั่นคง แต่คือสัญญาณว่าเรากำลังอยู่ในโซนที่โลกยังไม่เดินผ่าน และมันจะเดินผ่านสักวัน

คำถามที่สองคือ ถ้ามีคนอายุน้อยกว่าสิบปีเข้ามาทำงานเดียวกับเราวันนี้ เขาต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะทำได้ในระดับเรา ถ้าคำตอบคือไม่กี่เดือน แปลว่าสิ่งที่เราถือไว้อยู่ในชั้นแรกเป็นหลัก และมูลค่าของมันกำลังถูกกดลงเรื่อย ๆ

คำถามที่สามซึ่งอาจสำคัญที่สุดคือ อะไรคือสิ่งที่เราทำได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องมือหรือระบบของที่ทำงานปัจจุบัน คำตอบของข้อนี้คือทรัพย์สินจริงที่เดินทางไปกับเราได้ทุกที่

เมื่อตอบครบสามข้อ สิ่งที่ควรทำต่อไม่ใช่การรีบสมัครคอร์สให้เยอะที่สุด แต่คือการเลือกงานที่กำลังจะทำในไตรมาสหน้าให้มีอย่างน้อยหนึ่งชิ้นที่บังคับให้เราใช้ทักษะชั้นที่สอง งานที่ต้องตัดสินใจเองโดยไม่มีสูตร งานที่ต้องอธิบายให้คนที่ไม่รู้เรื่องเข้าใจ งานที่ต้องตั้งโจทย์เองตั้งแต่ต้น เพราะทักษะชั้นที่สองไม่ได้เกิดจากการนั่งเรียน แต่เกิดจากการถูกวางไว้ในสถานการณ์ที่ต้องใช้มัน

การพัฒนาตัวเองที่ยั่งยืนจึงไม่ได้แปลว่าเรียนให้ทันทุกเรื่องใหม่ แต่แปลว่ารู้ว่าอะไรในตัวเรากำลังหมดอายุ และเลือกลงแรงกับสิ่งที่จะยังใช้ได้ตอนที่เครื่องมือรอบตัวเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ถ้าจะให้เหลือคำถามเดียวไว้ถามตัวเองปลายปีนี้ อาจเป็นคำถามว่า ปีที่ผ่านมาเราเก่งขึ้นในเรื่องที่ “ยังจะสำคัญอยู่” หรือเราแค่ชำนาญขึ้นในเรื่องที่ “กำลังจะไม่สำคัญ”

——————————————————
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ Soft Skills ให้กับทีมงาน

dots academy ให้บริการ In-house Training ที่ออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละองค์กร ถ่ายทอดโดยเทรนเนอร์ที่ได้รับการรับรองระดับนานาชาติ พร้อมประสบการณ์ด้านการอบรมและพัฒนาองค์กรมากกว่า 10 ปี

หลักสูตรครอบคลุมหัวข้อ เช่น

✏️Analytical Thinking
✏️Critical Thinking
✏️Strategic Thinking
✏️Six Thinking Hats
✏️Business Storytelling

สนใจสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาการออกแบบหลักสูตรสำหรับองค์กรของคุณได้ทาง LINE

มาสิจ๊ะ
18/08/2026

มาสิจ๊ะ

กระบวนกรไม่ได้เป็นเพียงคนจัดกิจกรรมไม่ได้เป็นคนที่ต้องพูดเก่งที่สุด หรือมีคำตอบมากที่สุดแต่เป็นคนที่ต้องมองเห็นสิ่งที่กำ...
17/08/2026

กระบวนกรไม่ได้เป็นเพียงคนจัดกิจกรรม
ไม่ได้เป็นคนที่ต้องพูดเก่งที่สุด หรือมีคำตอบมากที่สุด
แต่เป็นคนที่ต้องมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในห้องให้มากที่สุด
เห็นคนที่พูด และคนที่ยังไม่พูด
เห็นพลังงานที่กำลังเพิ่มขึ้น และความปลอดภัยที่กำลังลดลง
เห็นความขัดแย้งก่อนที่จะรีบปิดมัน
ฟังสิ่งที่ผู้เรียนพูด จับสิ่งสำคัญออกมา แล้วค่อย ๆ เชื่อมกลับเข้าสู่การเรียนรู้
เครื่องมือที่สำคัญที่สุดของกระบวนกร อาจไม่ใช่กิจกรรมหรือคำถามที่เตรียมมา แต่คือตัวกระบวนกรเอง
ถ้าใจเราไม่นิ่ง เราจะอ่านกลุ่มได้ยาก
ถ้าเรากลัวความเงียบ เราอาจรีบพูด
ถ้าเรากลัวความขัดแย้ง เราอาจรีบปิดประเด็น
ถ้าเราอยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน เราอาจพลาดสิ่งสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
และถ้าเราอยากพาผู้เรียนไปถึงเป้าหมายมากเกินไป เราอาจเผลอลากเขาไป แทนที่จะเดินไปกับเขา

Reflection — บทเรียนกระบวนกร ครั้งที่ 2
ภาวะผู้นำเริ่มจากการมองเห็นตัวเอง
การเรียนกระบวนกรครั้งที่ 2 ทำให้เฉยกลับมามองคำว่า “ผู้นำ” ต่างออกไปจากเดิม
เมื่อก่อนเวลาเราพูดถึงผู้นำ เรามักคิดถึงคนที่มองเห็นเป้าหมาย กล้าตัดสินใจ พาทีมเดินไปข้างหน้า และทำให้เกิดผลลัพธ์บางอย่าง
แต่หลังจากผ่านกิจกรรมหลายอย่างในครั้งนี้ เริ่มรู้สึกว่า

การพาคนไปข้างหน้าอาจไม่ใช่เรื่องยากที่สุด
สิ่งที่ยากกว่า คือระหว่างที่เรากำลังพาคนไปนั้น เรายัง “มองเห็นคน” อยู่หรือเปล่า
รวมถึงมองเห็นตัวเราเองด้วย
---
เมื่อเจตนาดีอาจยังไม่เพียงพอ
กิจกรรมเรื่องผู้นำและ “ลูกรัก–ลูกชัง” ทำให้ได้กลับมาคิดกับตัวเองค่อนข้างมาก
เพราะในความเป็นจริง เราอาจไม่เคยตั้งใจที่จะลำเอียงกับใคร เราอาจคิดว่าเรากำลังยึดเหตุผล ยึดผลงาน หรือทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว
แต่ความรู้สึกที่อยู่ข้างใน ประสบการณ์เดิมที่เรามีกับคนคนหนึ่ง ความคาดหวัง ความผิดหวัง ความชอบ หรือความไม่ชอบ ทั้งหมดนี้อาจค่อย ๆ แสดงออกผ่านน้ำเสียง คำพูด การให้โอกาส การรับฟัง หรือแม้แต่ระยะห่างที่เรามีกับแต่ละคน โดยที่เราเองอาจไม่รู้ตัว
ตรงนี้ทำให้เฉยเห็นว่า

เจตนาดีเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอสำหรับการเป็นผู้นำที่ดี
เราต้องมีความสามารถที่จะกลับมาสังเกตตัวเองด้วยว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นข้างในเราคืออะไร
กำลังชอบใครมากเกินไปหรือเปล่า
กำลังต่อต้านใครอยู่หรือไม่
กำลังรีบตัดสินจากประสบการณ์เก่า
หรือกำลังฟังอีกฝ่ายเพียงเพื่อรอที่จะตอบ
บางทีคำว่า “สติ” ที่พูดกันบ่อย ๆ อาจเริ่มจากเรื่องเล็กมาก คือการมีช่วงเวลาสั้น ๆ ให้ตัวเองได้ “เอ๊ะ”
เอ๊ะ…ทำไมเรารู้สึกแบบนี้กับคนคนนี้
เอ๊ะ…ทำไมคำพูดนี้ถึงกระทบเรา
เอ๊ะ…ทำไมเราถึงรีบอยากตัดสินใจ
เอ๊ะ…สิ่งที่เราเห็นคือความจริงทั้งหมด หรือเป็นเพียงความจริงจากมุมของเรา
แค่คำว่า “เอ๊ะ” อาจสร้างระยะห่างเล็ก ๆ ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับการตอบสนองของเรา
และในระยะห่างเล็ก ๆ นั้น เราอาจมีโอกาสเลือกการตอบสนองใหม่ได้
---
อำนาจเหนือ อำนาจร่วม และการรู้ว่าเรากำลังใช้อำนาจแบบไหน
อีกบทเรียนหนึ่งที่เฉยรู้สึกว่าสำคัญมาก คือเรื่อง อำนาจเหนือกับอำนาจร่วม
เมื่อก่อนเฉยอาจมองว่า การเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมเป็นสิ่งที่ดี แต่การเรียนครั้งนี้ทำให้เห็นว่า อำนาจเหนือหรืออำนาจร่วมไม่ได้มีแบบใดแบบหนึ่งที่ถูกต้องเสมอไป
บางสถานการณ์ต้องการคนตัดสินใจ
บางช่วงต้องการความชัดเจน
บางวิกฤตอาจไม่มีเวลาพอที่จะถามทุกคน
แต่บางเรื่อง หากเรารีบใช้คำตอบของตัวเองมากเกินไป เราอาจได้ผลลัพธ์เร็วขึ้น แต่กลับสูญเสียการมีส่วนร่วมของคนไป
เฉยเลยรู้สึกว่า โจทย์ของผู้นำไม่ใช่การพยายามใช้อำนาจให้น้อยที่สุด แต่คือ

เรารู้ตัวหรือไม่ว่า ตอนนี้เรากำลังใช้อำนาจแบบไหน และสิ่งนั้นเหมาะกับสถานการณ์จริง ๆ หรือเปล่า
บางครั้งสิ่งที่ดูเหมือน “อำนาจร่วม” ก็อาจเป็นเพียงการเปิดพื้นที่ให้คนพูด แต่สุดท้ายเรามีคำตอบอยู่ในใจตั้งแต่ต้นแล้ว
ถ้าเป็นแบบนั้น เราอาจไม่ได้กำลังฟังจริง ๆ เราเพียงกำลังรอให้คนอื่นเดินมาถึงคำตอบของเรา
ตรงนี้เป็นสิ่งที่อยากระวังกับตัวเองมากขึ้น
---
ก่อนตัดสินใคร ลองมองพื้นที่ที่เขายืนอยู่
กิจกรรม “อำนาจแห่งดวงดาว” เป็นอีกกิจกรรมที่ทำให้เห็นมนุษย์ในหลายด้านมาก
เมื่อคนถูกวางอยู่ในระบบที่มีการแข่งขัน สถานะ ความไม่มั่นคง ความได้เปรียบเสียเปรียบ เวลา แรงกดดัน และความกลัว พฤติกรรมบางอย่างที่เราอาจเคยคิดว่า
“ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น”
เริ่มมีเหตุผลขึ้นมา

คนที่อยู่ข้างบนก็อาจกลัวที่จะเสียสิ่งที่มี
คนที่อยู่ข้างล่างก็พยายามหาทางขึ้นไป
บางคนต้องการเปลี่ยนระบบ
บางคนเพียงต้องการเอาตัวรอด
บางคนเลือกเสี่ยง
บางคนเลือกอยู่เฉย ๆ
ทุกคนต่างตอบสนองต่อโลกจากพื้นที่ที่ตัวเองยืนอยู่
มันไม่ได้หมายความว่าทุกการกระทำถูกต้อง แต่ทำให้เฉยรู้สึกว่า ก่อนที่เราจะรีบตัดสินใคร เราอาจต้องถามให้ลึกขึ้นว่า
“อะไรทำให้เขาต้องทำแบบนั้น”
คำถามนี้ต่างจาก

“ทำไมเขาถึงเป็นคนแบบนี้”
เพียงเล็กน้อย แต่ความรู้สึกข้างในต่างกันมาก
คำถามแรกพาเราไปหาความเข้าใจ
คำถามหลังพาเราไปหาคำตัดสิน
---
เครื่องมือที่สำคัญที่สุดของกระบวนกร อาจคือตัวกระบวนกรเอง

เมื่อกลับมามองบทบาทของ “กระบวนกร” เริ่มรู้สึกว่า กระบวนกรไม่ได้เป็นเพียงคนจัดกิจกรรม ไม่ได้เป็นคนที่ต้องพูดเก่งที่สุด หรือมีคำตอบมากที่สุด
แต่เป็นคนที่ต้องมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในห้องให้มากที่สุด
เห็นคนที่พูด และคนที่ยังไม่พูด
เห็นพลังงานที่กำลังเพิ่มขึ้น และความปลอดภัยที่กำลังลดลง
เห็นความขัดแย้งก่อนที่จะรีบปิดมัน
ฟังสิ่งที่ผู้เรียนพูด จับสิ่งสำคัญออกมา แล้วค่อย ๆ เชื่อมกลับเข้าสู่การเรียนรู้
สิ่งเหล่านี้ทำให้เฉยเห็นว่า
เครื่องมือที่สำคัญที่สุดของกระบวนกร อาจไม่ใช่กิจกรรมหรือคำถามที่เตรียมมา แต่คือตัวกระบวนกรเอง
ถ้าใจเราไม่นิ่ง เราจะอ่านกลุ่มได้ยาก
ถ้าเรากลัวความเงียบ เราอาจรีบพูด
ถ้าเรากลัวความขัดแย้ง เราอาจรีบปิดประเด็น
ถ้าเราอยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน เราอาจพลาดสิ่งสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
และถ้าเราอยากพาผู้เรียนไปถึงเป้าหมายมากเกินไป เราอาจเผลอลากเขาไป แทนที่จะเดินไปกับเขา
---
บางบทเรียนไม่ได้เกิดขึ้นในห้องเรียน
อีกสิ่งหนึ่งที่ชอบมากจากการเรียนครั้งนี้ คือการได้เห็นว่า การเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงตอนที่กิจกรรมกำลังเกิดขึ้น
บางอย่างเกิดตอนรับโจทย์
บางอย่างเกิดระหว่างเล่น
บางอย่างเพิ่งเข้าใจตอนถอดบทเรียน
และบางบทเรียนอาจยังไม่เกิดขึ้นในวันนั้นเลย แต่กลับเกิดขึ้นหลายวันหลังจากนั้น เมื่อเราเจอเหตุการณ์จริงในชีวิต แล้วนึกถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในห้องเรียน
ตรงนั้นเอง ประสบการณ์บางอย่างจึงค่อย ๆ กลายเป็นความเข้าใจ
ทำให้เฉยเห็นความสำคัญของ Reflection มากขึ้น
เพราะ Reflection ไม่ใช่แค่การถามว่า
“วันนี้เราได้เรียนรู้อะไร”
แต่อาจเป็นการกลับไปมองว่า
ตอนนั้นเราเป็นอย่างไร
เรารู้สึกอะไร
อะไรเป็นตัวกระตุ้นเรา
เราตัดสินใจจากอะไร
และวันนี้เราเห็นเหตุการณ์เดิมแตกต่างออกไปหรือไม่
---
ภาวะผู้นำเริ่มจากการรู้เท่าทันตัวเอง
ถ้าจะสรุปบทเรียนครั้งนี้สำหรับเฉย เฉยคิดว่า การเป็นกระบวนกรและการเป็นผู้นำอาจมีจุดเริ่มต้นเดียวกัน คือการรู้เท่าทันตัวเอง
ก่อนจะฟังคนอื่นให้ลึก
เราต้องได้ยินเสียงข้างในตัวเองก่อน
ก่อนจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนอื่น
เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่แน่นอนของตัวเองให้ได้
ก่อนจะพาคนอื่นไปเรียนรู้
เราต้องไม่หยุดเรียนรู้ตัวเอง
และก่อนที่จะพยายามเปลี่ยนใคร
บางทีสิ่งแรกที่เราทำได้ คือสร้างพื้นที่ที่ดีพอ ให้เขามองเห็นบางอย่างด้วยตัวเอง
การเรียนครั้งนี้จึงไม่ได้ทำให้เฉยรู้สึกว่าตัวเอง “เป็นกระบวนกรมากขึ้น” เพราะมีกิจกรรมหรือเครื่องมือเพิ่มขึ้น
แต่กลับทำให้รู้สึกว่า เส้นทางนี้ยังมีอะไรให้ฝึกอีกมาก

ฝึกฟัง
ฝึกมอง
ฝึกอยู่กับความเงียบ
ฝึกไม่รีบตัดสิน
ฝึกยอมรับสิ่งที่ไม่ได้เป็นไปตามแผน

และที่สำคัญที่สุด
ฝึกกลับมาเห็นตัวเอง ในทุกครั้งที่กำลังพยายามมองเห็นคนอื่น
บางทีนี่อาจเป็นหัวใจของการเป็นกระบวนกรสำหรับเฉยในตอนนี้
ไม่ใช่การเป็นคนที่สามารถควบคุมห้องได้ดีที่สุด
แต่เป็นคนที่ มีสติมากพอที่จะไม่ปล่อยให้โลกภายในของตัวเอง ไปปิดกั้นการเรียนรู้ของคนที่อยู่ตรงหน้า

- เฉย -

กระบวนกร คืออะไรกระบวนกร มีบทบาทอย่างไรในการสร้างกระบวนการเรียนรู้
29/07/2026

กระบวนกร คืออะไร
กระบวนกร มีบทบาทอย่างไรในการสร้างกระบวนการเรียนรู้

Reflection : บทเรียนจากการเรียนรู้ครั้งที่ 2
🤓 มุมมองจากผู้เข้าร่วมสู่นักออกแบบกระบวนการเรียนรู้
การเรียนรู้ครั้งนี้ ทำให้ฉันเริ่มเข้าใจว่า การเป็นนักกระบวนกรไม่ใช่การ "นำกิจกรรม" แต่คือการ "ออกแบบประสบการณ์" ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากภายในตนเอง
ที่ผ่านมา เวลาฉันเข้าร่วมกิจกรรม ฉันมักมองในฐานะผู้เข้าร่วมว่า วันนี้ทำกิจกรรมอะไร สนุกหรือไม่ และได้ข้อคิดอะไรกลับไป แต่เมื่อเริ่มถอดกระบวนการเรียนรู้ทีละกิจกรรม ฉันพบว่า ทุกกิจกรรมไม่ได้ถูกออกแบบขึ้นเพียงเพื่อสร้างความสนุก หากแต่ถูกวางลำดับไว้อย่างมีเหตุผล เพื่อพาผู้เรียนค่อย ๆ เดินทางจากภายนอกเข้าสู่ภายใน
🤔 ฉันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า
"จริง ๆ แล้ว ผู้สอนกำลังพยายามให้ผู้เรียนเกิดผลลัพธ์อะไร ต้องการให้ผู้เรียนเรียนรู้ เข้าใจ และเกิดคำถาม 'เอ๊ะ' อะไรบางอย่างในตัวเอง จนนำไปสู่การตื่นรู้ภายในได้ด้วยตนเอง"
คำถามนี้เองที่ทำให้มุมมองของฉันเปลี่ยนไป

ฉันไม่ได้มองกิจกรรมเป็นเพียง "เครื่องมือ" อีกต่อไป แต่เริ่มมองว่าแต่ละกิจกรรมคือ "ภาษาของการออกแบบการเรียนรู้"
ทุกคำถาม ทุกเกม และทุกวงสนทนา ล้วนมีหน้าที่เฉพาะของมัน ทุกจังหวะของการร้อยเรียงกิจกรรมสู่เนื้อหา ล้วนมีนัยยะและจุดประสงค์ของมัน
บางกิจกรรมสร้างความปลอดภัย
บางกิจกรรมสร้างความไว้วางใจ
บางกิจกรรมทำให้ผู้เรียนเริ่มเห็นความคิดของตัวเอง
บางกิจกรรมทำให้เกิดการตั้งคำถามกับความเชื่อเดิม
และบางกิจกรรมทำหน้าที่ช่วยให้ผู้เรียนสร้างความหมายใหม่ให้กับชีวิตของตนเอง
สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้มากที่สุด จึงไม่ใช่เนื้อหาของกิจกรรม แต่คือ "วิธีคิด" ของผู้ออกแบบกระบวนการ
💖 โลกภายในของผู้เรียน คือพื้นที่ที่นักกระบวนกรกำลังออกแบบ
ครั้งนี้ทำให้ฉันเห็นว่า นักกระบวนกรไม่ได้กำลังจัดการห้องเรียน แต่กำลังออกแบบ "การเดินทางของจิตใจ"
ผู้เรียนไม่ได้เปลี่ยนเพราะได้รับข้อมูลเพิ่มขึ้น แต่เปลี่ยนเพราะประสบการณ์บางอย่าง ทำให้เขาเริ่มมองตัวเองแตกต่างออกไป
เมื่อมองในมุมนี้ ฉันจึงเริ่มเข้าใจว่า ก่อนจะออกแบบกิจกรรม เราควรเข้าใจว่า
ผู้เรียนกำลังรู้สึกอะไร
กำลังกลัวอะไร
กำลังเชื่ออะไร
และกำลังต้องการอะไร
เพราะเมื่อเข้าใจโลกภายในของผู้เรียน เราจึงจะสามารถออกแบบประสบการณ์ที่พาเขาเดินไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง
🤩 การออกแบบกิจกรรม ไม่ใช่การคิดกิจกรรม
บทเรียนสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ กิจกรรมไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเพียง "เครื่องมือ"
เป้าหมายที่แท้จริง คือ การเปลี่ยนแปลงที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน
ดังนั้น เวลาจะออกแบบกิจกรรม ฉันจึงควรถามตัวเองก่อนเสมอว่า
วันนี้ฉันอยากให้ผู้เรียนเห็นอะไร
อยากให้เขารู้สึกอะไร
อยากให้เขาตั้งคำถามกับอะไร
อยากให้เขาค้นพบอะไรด้วยตัวเอง
และเมื่อกิจกรรมจบลง เขาควรเปลี่ยนไปอย่างไร
เมื่อคำตอบชัดเจน กิจกรรมจึงค่อยถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อรับใช้เป้าหมายนั้น
🔎 การเรียนรู้ที่แท้จริง เกิดขึ้นหลังจบกิจกรรม ⌛

อีกเรื่องที่ฉันได้ตระหนัก คือ การเรียนรู้ไม่ได้จบลงเมื่อกิจกรรมสิ้นสุด แต่เพิ่งเริ่มต้นหลังจากผู้เรียนได้ทบทวนประสบการณ์ของตนเอง
ช่วง Reflection จึงไม่ใช่เพียงการสรุปบทเรียน แต่เป็นช่วงเวลาที่ฉันได้ทบทวนตัวเอง ไม่ใช่เพียงทบทวนเนื้อหาที่เรียน หากแต่เป็นการย้อนกลับไปสำรวจสภาวะของตัวเองในขณะที่กำลังทำกิจกรรม กำลังเรียนรู้ เหมือนได้กลับไปมองตัวเองอีกครั้งว่า ขณะนั้นเกิดอะไรขึ้น มีความคิดและความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ฉันคิดว่า นี่คือช่วงเวลาที่ผู้เรียนกำลังสร้าง "ความหมาย" ให้กับประสบการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
หากไม่มีการสะท้อนคิด ประสบการณ์ก็อาจเป็นเพียงกิจกรรมที่ผ่านไป
แต่เมื่อมีการตั้งคำถามที่ดี ประสบการณ์นั้นจะกลายเป็นองค์ความรู้ที่ผู้เรียนสร้างขึ้นด้วยตนเอง
💞 สิ่งที่เปลี่ยนแปลงภายในตัวฉัน

หลังจากเรียนครั้งนี้ ฉันรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเปลี่ยนวิธีมองทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น Workshop การประชุม หรือการสนทนา
ฉันไม่ได้มองเพียงว่า "เขาทำกิจกรรมอะไร" แต่เริ่มตั้งคำถามว่า
เขากำลังออกแบบให้ผู้เรียนคิดอะไร
เขากำลังเปลี่ยนมุมมองอะไร
เขากำลังบริหารพลังงานของห้องอย่างไร
เขาใช้คำถามอะไรในการเปิดพื้นที่การเรียนรู้
และทำไมกิจกรรมนี้จึงถูกวางไว้ก่อนหรือหลังอีกกิจกรรมหนึ่ง
คำถามเหล่านี้ทำให้ฉันไม่ได้เป็นเพียงผู้เรียนอีกต่อไป แต่เริ่มมองและฝึกคิดในมุมของนักออกแบบกระบวนการเรียนรู้
📝 การนำไปปรับใช้ในชีวิตและการทำงาน
บทเรียนครั้งนี้ไม่ได้ใช้เฉพาะกับการจัดอบรม แต่สามารถนำไปใช้กับทุกความสัมพันธ์ในชีวิต
เพราะทำให้ฉันเข้าใจว่า เวลาต้องการเปลี่ยนแปลงใคร สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การให้คำตอบ แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้เขาเห็นคำตอบด้วยตนเอง
ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเป็นผู้นำ การสอน การให้คำปรึกษา หรือการพูดคุยกับคนรอบตัว
หากเราสามารถตั้งคำถามที่ดี เปิดพื้นที่ที่ปลอดภัย และรับฟังอย่างแท้จริง ผู้คนจะเกิดการเรียนรู้จากภายในได้ด้วยตัวเอง และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภายในเช่นนี้ จะยั่งยืนกว่าการบอกหรือการสอนโดยตรง
🥰 บทสรุปที่ฉันได้รับ
"นักกระบวนกรที่ดี ไม่ได้ออกแบบกิจกรรม แต่กำลังออกแบบการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์"
ยิ่งฉันเรียนรู้มากขึ้น ฉันยิ่งเห็นชัดว่า การเป็นนักกระบวนกรไม่ใช่การสะสมเทคนิคหรือกิจกรรมจำนวนมาก แต่คือการฝึกมองให้ลึกถึงโลกภายในของผู้เรียน แล้วออกแบบประสบการณ์ที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนค่อย ๆ ค้นพบความจริงของตนเอง สร้างความหมายใหม่ และนำสิ่งนั้นกลับไปเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง
สำหรับฉัน นี่คือบทเรียนที่มีคุณค่าที่สุดจากการเรียนรู้ครั้งที่ 2 และเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาตัวเองจาก "ผู้เข้าร่วมกิจกรรม" ไปสู่ "นักออกแบบกระบวนการเรียนรู้" ที่ไม่ได้เพียงสร้างกิจกรรม แต่สร้างการเปลี่ยนแปลงของผู้คนจากภายในสู่ภายนอก
เช่นเดียวกับที่ฉันกำลังได้รับประสบการณ์จากการเรียนรู้ในครั้งนี้ ที่ได้กลับไปสำรวจโลกภายในของตนเองอีกครั้ง
🍀 ก้อย พรรณรวลีวรรณ 🙏❤️
กิจกรรมกระบวนกร รุ่น 11 ครั้งที่ 2
วันที่ 17-19 กรกฎาคม 2569

28/07/2026

ที่อยู่

Amphawa
75110

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00
เสาร์ 09:00 - 18:00
อาทิตย์ 09:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

66814669722

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ เพื่อนกระบวนกร - Friends of Facilitator โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง เพื่อนกระบวนกร - Friends of Facilitator:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่