มูลนิธิชุมชนไท

มูลนิธิชุมชนไท... เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อการพัฒนาที่ให้การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดกระบวนการพัฒนาคนจนในเมืองและชนบท ที่มีชุมชนเป็นเป็นพลังหลักในการตัดสินใจ และดำเนินการแก้ไขปัญหา และคิดค้นงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน เมือง และท้องถิ่น ร่วมกับภาคีต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนมูลนิธิชุมชนไท ก่อตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2535 ในครั้งแรกใช้ชื่อมูลนิธิชุมชนเมือง ต่อมาในปี พ.ศ. 2545 เปลี่ยนชื่อเป็นมูลนิธิ

ชุมชนไท เพื่อขยายพื้นที่การทำงานให้ครอบคลุมทั้งเมืองและชนบท

วัตถุประสงค์
- ส่งเสริม และเป็นศูนย์กลางของความร่วมมือขององค์กรของรัฐ เอกชน และกลุ่มคนฝ่าย ต่าง ๆ ในสังคม ทั้งในและต่างประเทศที่มีเจตนารมณ์ในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นทั้งในเมืองและชนบท

- ส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรหรือคนกลุ่มต่าง ๆ ที่ต้องการดำเนินการกิจกรรมพัฒนา ศึกษาวิจัย และส่งเสรมภูมิปัญญาในชุมชนและท้องถิ่น ในเมืองและชนบท

- ผลิตสื่อและสนับสนุนการผลิตสื่อแก่บุคคล กลุ่มองค์กรที่ต้องการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่งานพัฒนา โดยครอบคลุมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออินเตอร์เน็ต และสื่อสาธารณะอื่น ๆ

- ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือร่วมมือกับองค์กรการกุศล องค์กรพัฒนาอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์

- ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

กลุ่มเป้าหมายในการดำเนินงาน (กลุ่มเปราะบาง)
- กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล 5 จังหวัดฝั่งอันดามัน (ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ สตูล)
- กลุ่มคนไทยพลัดถิ่น 4 จังหวัด (ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง ชุมพร พังงา)
- กลุ่มคนจนเมืองที่ประสบปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ที่ดิน
- กลุ่มผู้ประสบภัยพิบัติ 14 จังหวัด (ปัตตานี นราธิวาส ยะลา สตูล สงขลา ตรัง นครศรีธรรมราช กระบี่ ภูเก็ต พังงา ระนอง ปทุมธานี สมุทรสาคร อุบลราชธานี)

มูลนิธิชุมชนไทร่วมกับภาคีเครือข่ายฯ จัดเวทีฝึกอบรมหลักสูตรนักจัดระบบชุมชน(Community Organizing-CO)ภายใต้โครงการพัฒนาศักย...
07/05/2026

มูลนิธิชุมชนไทร่วมกับภาคีเครือข่ายฯ จัดเวทีฝึกอบรมหลักสูตรนักจัดระบบชุมชน(Community Organizing-CO)
ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อหนุนเสริมกลุ่มคนชายขอบให้เข้าถึงบริการสาธารณะและรับมือกับสภาวะโลกร้อน (รัฐสวัสดิการเพื่อคนชายขอบ) สนับสนุนโดย สหภาพยุโรป ณ สายธารไอยรารีสอร์ท อ.ไทรโยก จ.กาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 5-9 พฤษภาคม 2569.

 #ใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างคน #เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม        มูลนิธิชุมชนไท จัดเวทีพัฒนาผู้นำชุมชนและคนรุ่นให...
07/05/2026

#ใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างคน
#เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
มูลนิธิชุมชนไท จัดเวทีพัฒนาผู้นำชุมชนและคนรุ่นใหม่ในขบวน หลักสูตรนักจัดระบบชุมชน Co โดยความร่วมมือกับ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ มูลนิธิแอคชั่นเอดประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สหภาพยุโรป
หลักสูตร 4 ครั้ง โดยมีผู้เข้าร่วมจาก ชุมชน 50 คน โดยเน้น เยาวชน คนรุ่นใหม่ ผู้นำชุมชน และผู้หญิงในขบวน
ครั้ง นี้ เป็นครั้งที่ 4 จัดระหว่างวันที่ 5-9 พ.ค. 69 โดยการ นำเสนอผลกาคการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เข้าฝึกอบรม พัฒนาการของกระบวนการทำงานในพื้นที่ ต้นทุนศักยภาพชุมชน บทบาทของแต่ละคนอยู่จุดใหนในขบวน บทบาท หน้าที่อะไร
การวิเคราะห์ข้อจำกัด การพัฒนา ภานในชุมชน ในระดับพื้นที่ กฎหมาย นโยบายรัฐ และโลก
การกำหนดเป้าหมาย ทางยุทธศาสตร์ และเดินหน้าต่อสู่เป้าหมาย
การลงหนุนเสริมศ๊กยภาพ และเป็นที่ปรึกษาต่อเนื่องในพื้นที่ปฏิบัติการต่อไป
การพัฒนาต่อเนื่อง 4 ปีควบคู่กับปฏิบัติการ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท นายไมตรี จงไกรจักร์ ในฐานะอคีต กรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน   สรุป ที่มาและความสำคัญ ข...
07/05/2026

ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท นายไมตรี จงไกรจักร์ ในฐานะอคีต กรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน
สรุป ที่มาและความสำคัญ ของ โฉนดชุมชน ที่รัฐบาลอนุทิน 2 ได้มีมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ให้ยุบเลิกนั้น จะส่งผลกระทบกับสิทธิชุมชน โดยตรง คือ 4 ชุมชนที่ได้มอบที่ดินแล้ว จะยังคงมีสิทธิในนที่ดินอย่างไร ชุมชนที่ผ่านการพิจารณาแล้ว อีก 48 ชุมชนที่รอหนังสือรับรอง อยู่ เขามิกลายเป็นผู้บุกรุกที่ดินรัฐอีกครั้งเหรอ
“นี่จะเป็น การผลักให้ชุมกลายเป็นผู้ผิดกฎหมาย บุกรุกอีกครั้ง ทั้งที่ยังไม่ได้มีมารตการรองรับ ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาล มิได้ศึกษา หรือมีข้อมูลที่มากพอ ในการตัดสินใจ ภายใต้ความรู้ ทั้งที่ โฉนดชุมชน เป็นเจตจำนงของประชาชน”

1) ประเด็นหลักของสถานการณ์

* มติ ครม. ยกเลิก “โฉนดชุมชน” ถูกมองว่าเป็นการลดทอนความหวังของคนจนและกลุ่มชายขอบ
* เกิดแรงกดดันต่อชุมชนที่ยังรอสิทธิในที่ดิน ขณะที่ทางเลือกอย่าง “คทช.” ยังถูกวิพากษ์ว่าไม่เป็นธรรมและไม่ยืดหยุ่น

2) เหตุผลของภาครัฐ

* ครม. ให้เหตุผลว่า “โฉนดชุมชน” มีความซ้ำซ้อนกับระบบ คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ)
* อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนต่อ:
* ชุมชนที่อยู่ระหว่างรอการจัดสรร
* พื้นที่ที่ได้รับโฉนดชุมชนไปแล้วว่าจะมีสถานะอย่างไร

3) ความแตกต่างเชิงโครงสร้าง

* โฉนดชุมชน
* สิทธิแบบ “รวมหมู่” ของชุมชน
* เน้นความมั่นคงระยะยาวในการอยู่อาศัยและทำกิน
* ห้ามซื้อขายสิทธิออกนอกชุมชน
* ชุมชนมีบทบาทกำหนดกติกาการใช้ที่ดินร่วมกับรัฐ
* คทช.
* เป็นเพียง “หนังสืออนุญาตใช้ประโยชน์”
* มีระยะเวลาและเงื่อนไขจำกัด
* สิทธิไม่มั่นคง และรัฐควบคุมสูง

4) พัฒนาการและที่มา

* แนวคิดโฉนดชุมชนเกิดจากการเคลื่อนไหวภาคประชาชนหลังปี พ.ศ. 2540
* ขยายตัวชัดเจนช่วงปี พ.ศ. 2550 จากการชุมนุมเรียกร้องทั่วประเทศ
* นำไปสู่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2553
* มีพื้นที่นำร่องประมาณ 240 ชุมชน (รวมชุมชนเมืองและชาติพันธุ์)

5) สถานะปัจจุบัน

* พื้นที่ที่ได้รับโฉนดชุมชนจริงมีเพียง 4 แห่ง:
* เห็นชอบ แนวทางแล้ว 48 แห่ง
* ยังมีอีก 192 ชุมชน ที่ยังขับเตลื่ิน และที่รอการดำเนินการ
* ยื่นคำขอทั้งหมด 486 ชุมชน

6) ผลกระทบที่ถูกกังวล

* ชุมชนที่ปฏิเสธเข้าร่วม คทช. อาจไม่มีทางเลือกด้านสิทธิที่ดิน
* ความไม่มั่นคงในการถือครองเพิ่มขึ้น
* เสี่ยงต่อการสูญเสียที่ดินหรือถูกผลักออกจากพื้นที่
* กระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนดั้งเดิมที่พึ่งพาที่ดินร่วมกัน

7) ข้อเรียกร้องโดยนัย

* ขอความชัดเจนต่อสถานะของพื้นที่เดิมและชุมชนที่รอ
* ทบทวนหรือปรับปรุง คทช. มาตรา 10(4)ให้เป็นพื้นที่หลัก
* รักษา/พัฒนากลไกสิทธิแบบชุมชนให้เป็นทางเลือกเชิงนโยบาย

สรุปภาพรวม
การยกเลิกโฉนดชุมชนไม่ได้เป็นเพียงการปรับเครื่องมือด้านที่ดิน แต่สะท้อนความขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่าง “สิทธิชุมชน” กับ “การบริหารจัดการที่ดินโดยรัฐ” ซึ่งหากไม่มีทางเลือกที่เป็นธรรมและมั่นคงทดแทน อาจทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินรุนแรงขึ้นในระยะยาว.

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569มูลนิธิชุมชนไท ร่วมประชุมหารือกับเครือข่ายอาสาชุมชนป้องกันภัยพิบัติจังหวัดอุบลราชธานี (อชปภ.) และ“โ...
06/05/2026

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569
มูลนิธิชุมชนไท ร่วมประชุมหารือกับเครือข่ายอาสาชุมชนป้องกันภัยพิบัติจังหวัดอุบลราชธานี (อชปภ.) และ
“โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ จังหวัดอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี”
เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในปี 2569

จากการประเมินสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศ พบว่า ปี 2569 ประเทศไทยและหลายภูมิภาคของโลกยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของ
“เอลนีโญ”ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ความแปรปรวนของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ส่งผลให้รูปแบบฝนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับประเทศไทย ภาวะดังกล่าวมีแนวโน้มก่อให้เกิด

-ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในหลายพื้นที่
-ช่วงฤดูฝนที่สั้นลงหรือเริ่มล่าช้า
-อุณหภูมิสูงกว่าปกติ และเกิดคลื่นความร้อนบ่อยครั้ง
-ความเสี่ยงต่อภัยแล้งทั้งในภาคการเกษตรและแหล่งน้ำชุมชน

อย่างไรก็ตาม ความแปรปรวนของสภาพอากาศยังอาจนำไปสู่
“ฝนตกหนักแบบกระจุกตัว” ในบางช่วงเวลา ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ในบางพื้นที่
จึงสะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงภัยพิบัติในปีนี้มีลักษณะ “สุดโต่งและไม่แน่นอน” มากยิ่งขึ้น

จากสถานการณ์ดังกล่าว ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ชุมชนจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับทั้งภัยแล้งและอุทกภัยควบคู่กัน

จึงได้ร่วมกันวางแผนการดำเนินงานสำคัญ 2 เรื่อง

🚤 การเตรียมความพร้อมด้านเรือและการช่วยเหลือในสถานการณ์น้ำท่วม
มีการวางแผนทั้งการเตรียมนายท้ายเรือ การตรวจสอบอุปกรณ์
การกำหนดวันฝึกปฏิบัติจริง
และมีเป้าหมายพัฒนาไปสู่ “หลักสูตรนายท้ายเรือชุมชน”
เพื่อเสริมศักยภาพการช่วยเหลือกันเองในระดับพื้นที่

🍚 การจัดตั้งครัวกลางชุมชน
มีแนวคิดในการทำนาร่วมของเครือข่าย ร่วมกับภาคี เช่น
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
เพื่อเป็นทั้งกิจกรรมสร้างความร่วมมือ
และเป็นเสบียงตั้งต้นสำหรับใช้ในยามเกิดวิกฤต

ในการประชุมครั้งนี้ มูลนิธิชุมชนไท ในฐานะองค์กรที่ปรึกษา
ได้ร่วมให้ข้อเสนอแนวทาง และพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนของเครือข่าย
เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถรับมือภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

"การเตรียมพร้อมอย่างเป็นระบบในวันนี้ คือกลไกสำคัญในการลด
ความสูญเสีย และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนในระยะยาว"

#ชุมชนเข้มแข็ง #อชปภ
#เตรียมพร้อมภัยพิบัติ #อุบลราชธานี
#มูลนิธิชุมชนไท

 #มูลนิธิชุมชนไท ร่วมออกแบบ "หลักสูตรการพัฒนาพื้นที่ชนบทประเทศไทย”    โดยทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พ...
21/03/2026

#มูลนิธิชุมชนไท ร่วมออกแบบ "หลักสูตรการพัฒนาพื้นที่ชนบทประเทศไทย”
โดยทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดสัมมนา “แลกเปลี่ยนหารือแนวทางการออกแบบหลักสูตรการพัฒนาพื้นที่ชนบทประเทศไทย” สร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง จัดทำหลักสูตรพัฒนาพื้นที่ชนบทประเทศไทย
เพื่อระดมสมองวิเคราะห์ความท้าทายและโจทย์ใหญ่ของการจัดการตนเอง พร้อมโชว์รูปธรรมความสำเร็จ “บ้านมั่นคงชนบท” เป็นต้นแบบความเข้มแข็ง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อสร้างความรู้และผลักดันให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน นำโดยนางสาวสมสุข บุญญะบัญชา อนุกรรมการบ้านมั่นคงและการจัดการที่ดิน ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคีภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และผู้นำชุมชนเครือข่ายบ้านมั่นคง เข้าร่วมกว่า 30 คน ณ โรงแรมเอสบางกอก ถนนนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร.
นายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไทกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนท่ามกลางความท้าทายในปัจจุบัน โดยระบุว่าการขับเคลื่อนงานพัฒนาต้องวางอยู่บนเสาหลัก 4 ประการ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้และยั่งยืน เริ่มต้นจาก (1) วิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ซึ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการสร้างตัวตนและความสามัคคี ควบคู่ไปกับ
(2) กระบวนการทำงาน ที่เป็นระบบ
(3) การสร้างรูปธรรม ที่ชัดเจน โดยนายไมตรีเสนอโมเดลการทำงานแบบลำดับขั้นเพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณและแผนงาน เช่น ในปีแรกควรเน้นการฟื้นฟูฐานวิถีวัฒนธรรมและโครงสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน จากนั้นในปีที่ 2 และ 3 จึงขยับสู่การแก้ปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของความมั่นคงมนุษย์
(4) การนำเสนอข้อค้นพบสู่ระดับนโยบาย ชุมชนต้องกล้านำข้อมูลความจริงจากการปฏิบัติมาเสนอต่อสาธารณะเพื่อผลักดันให้เกิดนโยบายร่วมกัน โดยเฉพาะการต่อสู้กับกฎหมายที่กดทับสิทธิชุมชนในเรื่องขอบเขตที่ดิน ซึ่งมักขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในพื้นที่
“เราต้องยืนยันความเป็นประวัติศาสตร์ของชุมชนและใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ การนำเสนอข้อค้นพบเหล่านี้จะช่วยให้ภาครัฐมองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่เป็นธรรมต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านอย่างแท้จริง” นายไมตรีกล่าวสรุป..
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://web.codi.or.th/index.php/20260320-67790/..
ที่มา สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน - CODI

คุณไมตรี จงไกรจักร์ ผจก.มูลนิธิชุมชนไท ร่วมลงนาม MOU กับ 16 ภาคีเครือข่าย เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ “มานิ”...
19/03/2026

คุณไมตรี จงไกรจักร์ ผจก.มูลนิธิชุมชนไท ร่วมลงนาม MOU กับ 16 ภาคีเครือข่าย เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ “มานิ” จ.สตูล อย่างยั่งยืน
โดยเมื่อวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา นำโดยนายก อบจ.จ.สตูล นอภ.ละงู สนง.พมจ.สตูล สนง.วัฒนธรรม จ.สตูล สนง.เกษตรฯ จ.สตูล เขตรักษพันธุ์เขาบรรทัด สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดสตูล ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ภาคประชาสังคมในพื้นที่ และชาวมานิบ้านวังนาใน
ได้จัดเวทีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่ามานิ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ที่ดีให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน โดยเริ่มต้นที่พัฒนาที่อยู่อาศัยให้มั่นคง
และสร้างการมีส่วนร่วมแบบบูรณาการร่วมกันของภาคีเครือข่ายถึง 17 หน่วยงานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกมิติ ทั้งการศึกษา สุขภาพ การศึกษา สวัสดิการทางสังคม สาธารณูปโภค เป็นต้น
โดยได้รับเกียรติจากนายกริชชัย ภู่ฉุน นายอำเภอละงู ได้กล่าวให้กำลังใจและลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่ามานิ ในการจัดเวทีในครั้งนี้ ได้เล็งเห็นถึงความเปราะบางของกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่ามานิ ทั้งด้านที่อยู่อาศัย สุขภาพ การศึกษา อาชีพ สวัสดิการสังคม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ความปลอดภัย และเข้าถึงการบริการขึ้นพื้นฐานของรัฐ เวทีในวันนี้จึงมิใช่เพียงการลงนามในเอกสาร และเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทุกภาคส่วนในการบูรณาการการทำงานบนฐานของสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติ และการเคารพอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

 #มูลนิธิชุมชนไท​ ลงพื้นที่​ จ.อุบลราชธานี เสริมศักยภาพเครือข่าย คปสม.อุบล    โดยจัดการประชุมประจำเดือนของเครือข่ายฯ เน้...
10/03/2026

#มูลนิธิชุมชนไท​ ลงพื้นที่​ จ.อุบลราชธานี เสริมศักยภาพเครือข่าย คปสม.อุบล
โดยจัดการประชุมประจำเดือนของเครือข่ายฯ เน้นการวิเคราะห์ปัญหา ผลกระทบ จากนโยบาย การเมืองและสงคราม ต่อความมั่นคงของชุมชนเมืองอุบลฯ
การกำหนดทิศทาง การขับเคลื่อนเรื่องสิทธิ์ เรื่องคุณภาพชีวิต ของชุมชน และกระบวนการขับเคลื่อนข้อเสนอกับรัฐบาลใหม่
ยังกำหนด จัดงาน 30 ปี เครือข่ายอุบลฯ ในวันที่ 5 พ.ย.70 ด้วย แจ้งมาเพื่อเตรียมทีม เตรียมกระบวนการ และทรัพยากร ของภาคีเครือข่ายฯ ในการสนับสนุน และเข้าร่วมในอนาคต
ฟื้นคน ฟื้นชุมชน ทบทวนเป้าหมาย กำหนดวิธีการ ของกระบวนการภาคประชาชน

ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท ลงพื้นที่ ริมโขง ร่วมกับ ศมส. ศึกษาพื้นที่และสร้างความเข้าใจใน​  #กฎหมายชาติพันธ์    ชาติพันธุ์บ...
07/03/2026

ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท ลงพื้นที่ ริมโขง ร่วมกับ ศมส. ศึกษาพื้นที่และสร้างความเข้าใจใน​ #กฎหมายชาติพันธ์
ชาติพันธุ์บรู คือกลุมชุมชน ที่อพยพมาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม ของฝรั่งเศส ประมาณ ปี 2452-2457 ที่มาอยู่ริมแม่น้ำโขงฝั่งไทย แถบ อ.โขงเจียม จ.อุบลฯ
ในช่วงต้น ของการอพยพ รัฐไทยในขณะนั้น ก็สนับสนุนให้ชุมชนตั้งหมู่บ้าน ชายแดน เพื่อ เป็นอาสาเฝ้าระวังชายแดน เป็นแนวกันชน ทำหน้าที่ ปักปันเขตแดนประเทศ รักษาชายแดน จนกลายเป็นหมู่บ้านถาวรมีผู้ใหญ่บ้าน มาแล้ว 6-7 รุ่น
ประมาณ ปี 2508 รัฐไทยก็ประกาศพื้นที่นี้ เป็นป่าสงวนแห่งชาติ และประกาศเป็นอุทยาน ในปี 2524 ทำให้ชุมชนแถบนี้กลายเป็นผู้บุรุกอุทยาน บุกรุกป่าไม้
ชาติพันธุ์บรู มีภาษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต เป็นการเฉพาะเจาะจงที่นักมานุษยวิทยา ได้ศึกษา รวยรวม วิจัย จน ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ขึ้นทั้ง
ะเบียน เป็น 1 ใน 60 กลุ่มชาติพันธุ์ และมีกฎหมายรับรอง
ประเด็นคือ ปัจจุบันกฎหมายอนุรักษ์ จำกัดสิทธิของการดำรงชีพ ตามวิถีวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ ลงไปมาก เช่นการห้ามทำไรหมุนเวียน การทำกินในที่ดินเดิม ห้ามเก็บหาของป่า จนถึงปัจจุบัน ก็ ขีดกรอบ ให้ทำกิน เฉพาะพื้นที่ เท่านั้น และสูญเสียที่ดินพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่สาธารณะ พื้นที่หากินไปบางส่วน และบางคนก็ถผุกจำกัดสิทธิการใช้ประโยชน์ บางคนถูกคดี และบางรายถูกยึดคทนพื้นที่ไปบางส่วนแล้ว
ชาวบรู ยังอาจไม่เข้าใจสิทธิ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ พวกเราจึงลงพื้นที่ทำความเข้าใจกฎหมาย และแนวทางในการทำข้อมูล เพื่อคุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ในพื้นที่
คำถามคือ ผู้ปักปันเขตแดนประเทศไทย ทั้งรอบขอบประเทศ จะถูกกล่าวหาว่าบุกรุกป่า ทำลายป่า ทุกพื้นที่เลยเหรอ เราไม่ได้รู้สึก สำนึก ขอบคุณผู้รักษา ขอบเขตประเทศ กันเลยจริงๆ ใช่ใหม่ แค่มีทัศนคติว่า คนต้องไม่อยู่ในป่า แต่เพราะคนเหล่านี้มันที่เรายังมีป่า เหลืออยู่
#จับปลาต้องลงน้ำ
“แต่หากจะชวนชาวบ้านจับปลา อย่าชวนชาวบ้านไปตัดไม้มาต่อเรือ แต่จงเล่าความลี้ลับของท้องทะเลให้ชาวบ้านฟัง”

รู้จักกลุ่มชาติพันธุ์ที่ 4  #มอแกลน บ้านทับตะวัน จ.พังงา    ชวนมาเข้าใจถึงคำว่า "บ้านของชาวมอแกลน" มิใช่เป็นแค่ที่อยู่อา...
06/03/2026

รู้จักกลุ่มชาติพันธุ์ที่ 4 #มอแกลน บ้านทับตะวัน จ.พังงา
ชวนมาเข้าใจถึงคำว่า "บ้านของชาวมอแกลน" มิใช่เป็นแค่ที่อยู่อาศัย แต่มันคือ แห่งจิตวิญญาณของ #ชาติพันธุ์มอแกลน เมื่อ " #คนอยู่กับทะเล" กลายเป็นคนพลัดถิ่นในบ้านตัวเอง
ท่ามกลางความรุ่งโรจน์ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวริมฝั่งอันดามันที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ที่นี่ บ้านบางสัก ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์เล็กๆกลุ่มหนึ่งที่ชื่อเผ่าว่า " #มอแกลน" บรรพชนเราผู้อาศัยอยู่รอยต่อระหว่างผืนดินกับผืนน้ำมานับพันปี ทว่าในวันนี้ จิตวิญญาณที่ผูกพันกับเกลียวคลื่นกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่ชื่อว่า " #การยกระดับการท่องเที่ยวให้ต่างประเทศมาลงทุน สถานการณ์คล้ายกับตอน #สัมปทานเหมืองแร่"

ประวัติศาสตร์และวิถีชีวิต: ลมหายใจของอันดามัน
ชาวมอแกลนคือกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล ที่สืบทอดเชื้อสายมาจากกลุ่มชนชายฝั่งผู้เคยมีอารยะธรรมอันยิ่งใหญ่ในอดีตครั้งอาณาจักรศรีวิชัย พวกเราไม่ได้เปลี่ยนธรรมชาติ ไม่ได้มองทะเลเป็นเพียงแค่แหล่งอาหาร และมี " #บ้าน" เป็น" #พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์"
• วิถีชีวิต: ผูกพันกับรอบน้ำขึ้นน้ำลง การหากินตามแนวชายฝั่ง การดำน้ำหาหอย และการต่อเรือ "มาด" ที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอิสระ หยุด #ปลูกข้าวไร่หมุนเวียน ก็ทำ #สวนผสม
• ความเชื่อ: #นับถือบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติ มีพิธีกรรม " #เซ่นไหว้หมิโคมแอบ่าบอี่บูม" เพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและรำลึกถึงรากเหง้า คำสอน จิตวิญญาณของพวกเราคือความเรียบง่ายและการหยิบยืมจากธรรมชาติเท่าที่จำเป็น เน้นความยั่งยืน
บาดแผลจากความเจริญ: การสูญเสียที่ดินและอัตลักษณ์
ความเจ็บปวดที่สุดของชาวมอแกลนไม่ใช่ความยากจน แต่คือการถูกทำให้เป็น "คนนอก" ในดินแดนบรรพบุรุษ
• การรุกรานโดยทุนและรัฐ: เมื่อชายหาดกลายเป็นทำเลทองของรีสอร์ทหรูและอุทยานแห่งชาติ พื้นที่ที่เคยตั้งชุมชนและที่ฝังศพ (สุสาน) กลับถูกประกาศทับซ้อนด้วยเอกสารสิทธิ์ของนายทุนหรือกฎหมายป่าไม้ ที่ดิน
• 30 ปีที่ถูกลืม: ในขณะที่เมืองท่องเที่ยวรอบข้างมีไฟฟ้า น้ำประปา และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ชุมชนมอแกลนกลับถูกทิ้งห่างจากการพัฒนาพื้นฐานนานกว่า 3 ทศวรรษ เพียงเพราะไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินที่พวกเราอยู่มานานก่อนจะมีกฎหมายเสียอีก แม้วันนี้มีเอกสารสิทธิ์แล้วก็ยังพัฒนาไม่เท่าเทียม.
"เราอยู่ตรงนี้มาก่อนถนนจะตัดผ่าน ก่อนโรงแรมจะสร้าง แต่ตอนนี้ บ้านเราเต็มด้วยนักท่องเที่ยว และเรากำลังจะเดินลงทะเลหน้าบ้านตัวเองไม่ได้ จอดเรือไม่ได้ หลวงต้องคิด คนรวยอยู่ได้เราก็ต้องอยู่ได้ ไม่ใช่อดอยากยากจนขายที่ดินให้เขาหมด บทเรียนมันมีให้เห็น" — เสียงสะท้อนจากชาวมอแกลน.
ข้อสุดท้ายนี้คือ คุณค่าที่ซ่อนอยู่: มรดกที่ประเมินค่าไม่ได้
แม้จะเผชิญความยากลำบาก เพราะพวกเรามอแกลนคือ "นักพยากรณ์ธรรมชาติ" ที่เก่งฉกาจ (ดังเช่นเหตุการณ์สึนามิที่พวกเขารอดชีวิตได้ด้วยภูมิปัญญาและตำนาน500ปี) องค์ความรู้เรื่องผัก สมุนไพรชายฝั่ง ทักษะการหาปลาและวิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือ Soft Power ที่สำคัญของอันดามัน
ผู้คนจึงรู้จัก"มอแกลนพาเที่ยว" - การยืนหยัดด้วยศักดิ์ศรีในพื้นที่เศรษฐกิจ หนทางสู่อนาคตไม่ใช่การรับจ้าง หรือรอรับนักท่องเที่ยวจากโรงแรมเป็นหลัก แต่คือการสร้างศักยภาพให้ชาวมอแกลนสามารถ "อยู่รอด" และ "เติบโต" ไปพร้อมกับโลกสมัยใหม่ โดยไม่ทิ้งจิตวิญญาณเดิม
แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลมอแกลนทับตะวัน-บน/ไร่บนพื้นที่ทุนท่องเที่ยวรุกรวบที่ดิน
• การท่องเที่ยวโดยชุมชนมอแกลน : เปลี่ยนจากผู้ถูกมอง เป็นผู้เล่าเรื่องผ่าน" #มอแกลนพาเที่ยว" นำเสนอ #เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ บทเรียนการต่อสู้เพื่อปกป้อง การพัฒนาชุมชุมชนและชนเผ่า การดำรงจารีตความเชื่อ การหาอาหารแบบพื้นบ้าน การทำหัตถกรรมจากวัสดุธรรมชาติ และการชมและหาหอย ปลา ผักทะเล แร่ดีบุกในป่าโกงกาง ป่าชายหาด ในธรรมชาติของชุมชน
• การยกระดับศักยภาพ: เรายกระดับผู้เฒ่าผู้แก่เป็นครูภูมิปัญญาพาเที่ยว สนับสนุนให้เยาวชนมอแกลนเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่มีความรู้ทั้งภาษาต่างประเทศและภูมิปัญญาดั้งเดิม
• ความเป็นธรรมทางที่ดิน: รัฐต้องยอมรับและช่วยกันปกป้องสิทธิชุมชน ธรรมชาติและที่ดินของรัฐ เพื่อให้พวกเรามีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ

เราจะทำให้ "มอแกลนพาเที่ยว" กลายเป็นต้นแบบการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนให้ได้ และ The Moklan Tour มอแกลนพาเที่ยวจะไม่เพียงแต่จะช่วยกู้คืนคุณภาพชีวิตที่หายไปกว่า 30 ปี แต่ยังเป็นการรักษา " #บ้านแห่งจิตวิญญาณ" หลังนี้ให้คงอยู่เป็นอัญมณีล้ำค่าของอันดามันตลอดไป..
#โครงการชุมชนชาติพันธุ์มั่นคง ที่สนับสนุนโดยสำนักพัฒนาที่อยู่อาศัยเมืองและชนบท สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน - CODI คืออีกหนึ่งความหวังที่จะสร้างความเข้มแข็งให้เรายืนหยัดในยกสุดท้ายก่อนทุนใหญ่จะกวาดกว้านซื้อที่ดินอีกระลอกช่วงปีหน้า

มูลนิธิชุมชนไท ลงพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์​  #มานิ​ เตรียมพร้อมกลไกหนุน​  #บ้านมั่นคงชาติพันธุ์วันนี้ [5 มี.ค.69] อาสาสมัคร...
05/03/2026

มูลนิธิชุมชนไท ลงพื้นที่ชุมชนชาติพันธุ์​ #มานิ​ เตรียมพร้อมกลไกหนุน​ #บ้านมั่นคงชาติพันธุ์
วันนี้ [5 มี.ค.69] อาสาสมัครมูลนิธิชุมชนไท​ ได้ลงพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมกลไกสนับสนุนการพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์มานิ ที่ อบต.ทุ่งนารี อ.ป่าบอน จ.พัทลุง
โดยได้ประชุมเตรียมทีมคณะทำงานขับเคลื่อนชุมชาติพันธุ์มั่นคง เพื่อชี้แจงเป้าหมายโครงการชุมชนชาติพันธุ์มั่นคง​ ร่วมกำหนดผลลัพธ์ที่ควรจะเกิด ภายใน 3 เดือน [มี.ค.-พ.ค] ใน 5 ด้านที่สำคัญคือ
1) จัดตั้งคณะทำงานสนับสนุนการพัฒนาชุมชนชาติพันธ์​ที่มีสัดส่วนจาก "มานิ ภาคประชาชน ท้องที่ ท้องถิ่น สภาองค์กรชุมชน ขบวนองค์กรชุมชนจังหวัด พอช.ภาคใต้"
2. ตั้งกลุ่มออมทรัพย์มานิ โดยให้ดำเนินการเปิดบัญชีเพื่อออมทรัพย์ เริ่มออมเดือนที่ 1 ในวันที่ 15 มี.ค.69
3. จัดทำข้อมูลรายครัวเรือน
4. ทีมกองช่าง อบต.ทุ่งนารี จัดทำผังชุมชน วางจุดสาธารณูปโภค ออกแบบบ้าน สะพาน เพื่อประเมินราคาและทำ BOQ เบื้องต้น
5. พัฒนาโครงการ เพื่อนำไปทำความร่วมมือกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด เพื่อทำเป็นโครงการร่วมต่อไป
โดยในการจัดวงเตรียมพร้อมในครั้งนี้ ได้มีทีมพี่เลี้ยงและชาวมานิจากพื้นที่ใกล้เคียง คืออำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง​มาร่วมเรียนรู้ด้วย และจะกลับไปประสานงานกับเขตรักษาพันธุ์ฯ ในเรื่องที่ดินให้เรียบร้อยเสียก่อน และนัดหมายลงไปชี้แจงและทำความเข้าใจกรอบการพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์มั่นคง โดยจะเชิญผู้นำชุมชน และสภาองค์กรชุมชนในพื้นที่มาเรียนรู้ไปด้วยกัน..
#ชาติพันธุ์​ #มานิ
#ที่อยู่อาศัย​ #บ้านมั่นคง
#ชุมชนไท

ที่อยู่

มูลนิธิชุมชนไท เลขที่ 11 ถนนกรุงเทพกรีฑา ซอยบ้านสีส้ม แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ
กทม
10240

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6623795386

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธิชุมชนไทผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิชุมชนไท:

แชร์