Amigos do Adventista

Amigos do Adventista Conheça as nossas histórias.

Divulgação voluntária e incentivo aos empreendedores, artistas, esportistas e talentos em geral que foram (e estão sendo) criados na Rede de Educação Adventista.

(Full) พายุหิมะพัดกระหน่ำ ฉันกำลังทำบะหมี่หอยหวานรสเผ็ดชามหนึ่งเตรียมจะกิน ทันใดนั้นก็มีแถวข้อความคอมเมนต์ลอยผ่านตา“หนูจ...
22/04/2026

(Full) พายุหิมะพัดกระหน่ำ ฉันกำลังทำบะหมี่หอยหวานรสเผ็ดชามหนึ่งเตรียมจะกิน ทันใดนั้นก็มีแถวข้อความคอมเมนต์ลอยผ่านตา

“หนูจ๋า อย่ากินเลย รีบไปที่โรงงานร้างช่วยพ่อหนุ่มคนโปรดของหนูเถอะ ช้ากว่านี้อีกนิดเขาจะถูกตัดแขนตัดขาแล้วนะ!”

มือฉันชะงักไปครู่หนึ่ง
นั่งคิดอยู่พักใหญ่..อ้อ ที่แท้ก็ลืมเปิดหนังดูตอนกินข้าวนี่เอง
ฉันรีบคว้าไอแพดมาเปิดแอปดูซีรีส์
ตั้งใจก้มหน้ากินบะหมี่พลางดูหนังอย่างมีสมาธิ

ก็เพราะว่าฉันคือคนที่ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ไงล่ะ
ชาติก่อนฉันเชื่อตามคำคอมเมนต์พวกนี้ ฝ่าพายุหิมะออกไป ทนหนาวเหน็บจนสุดท้ายช่วย ‘เฉินเจ๋อ’ ออกมาได้ แต่ตัวเองกลับต้องล้มป่วยหนักจนทำลายสุขภาพ และต้องสูญเสียความสามารถในการมีลูกไปตลอดชีวิต
เฉินเจ๋อซาบซึ้งใจมาก เขาขอฉันแต่งงาน สาบานว่าจะดีกับฉันไปชั่วชีวิต
แต่แล้วในตอนที่ไปฮันนีมูน เขากลับจงใจผลักฉันลงจากเนินเขาตอนที่เกิดหิมะถล่ม

“เยว่หรูรอผมอยู่ใต้ตึกบ้านเราแท้ๆ คุณเกลียดเธอขนาดไหนถึงได้เห็นคนใกล้ตายแล้วไม่ช่วย?”
“สัตว์ป่าเลือดเย็นอย่างคุณ ไม่คู่ควรจะเป็นภรรยาของผมเลยสักนิด”

ตอนนั้นเองที่ฉันได้รู้ว่า เขาเกลียดฉันมาตั้งนานแล้ว
เกิดใหม่ชาตินี้
เพื่อนวัยเด็กจะสำคัญเท่ากับการซดน้ำบะหมี่ได้ยังไง?

1
ตรงหน้าฉันคือพริกเผาสีแดงฉานที่เดือดปุดๆ ฟองเต้าหู้ที่นุ่มชุ่มโชกไปด้วยน้ำซุป ถั่วลิสงกรอบกรุบ กัดลงไปคำเดียวก็หอมไปทั้งปาก
ฉันซดเส้นบะหมี่ตามไปอีกคำ รสชาติเค็ม สด และเผ็ดซ่านกระจายไปทั่วอุ้งปาก
ฉันเผ็ดจนต้องซี้ดปากรัวๆ แต่ก็หยุดกินไม่ได้เลยจริงๆ

“หนูจ๋า? อย่ากินสิ! พ่อหนุ่มคนโปรดตกอยู่ในอันตรายนะ! ขอแค่หนูไปช่วยเขา เขาจะยอมแต่งงานกับหนูเลยนะ!”
“ยินดีด้วยนะจ๊ะ แอบรักมาตั้งหลายปี ในที่สุดก็ได้สมหวังเสียที~ หนูคงไม่อยากให้ชีวิตที่เหลือไม่มีความสุขใช่ไหม? งั้นก็รีบไปช่วยเขาเถอะ”
“แปลกจัง ทำไมเธอไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย? หรือว่าเธอจะมองไม่เห็นคอมเมนต์?”
“ดูเร็ว เธอลุกขึ้นแล้ว สงสัยจะเห็นแล้วล่ะจ้ะหนูจ๋า รีบขับรถไปแถบชานเมืองนะ มีโรงงานร้างอยู่ที่หนึ่ง...”
“……”

แกร๊ก
ฉันเปิดตู้เย็น หยิบน้ำอัดลมออกมากระป๋องหนึ่ง
เปิดฝาแล้วกระดกอึกๆ
เหอะ จะลืม “น้ำแห่งความสุข” ไปได้ยังไงกันล่ะ?

แถบคอมเมนต์ปรากฏเป็นจุดไข่ปลาเรียงพรืดอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนที่วินาทีต่อมาจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
“นี่เธอมองไม่เห็นคอมเมนต์จริงๆ เหรอ? ยอมใจเลย เสียแรงที่อุตส่าห์เรียกหนูจ๋า!”
“อย่าเชียวนะ ถ้าพระเอกของเราพิการขึ้นมาจริงๆ จะไปคืนดีกับแม่ยอดขวัญในใจได้ยังไงล่ะ?”
“ยายเพื่อนสมัยเด็กใจร้ายคนนี้แกล้งทำเป็นไม่รู้ใช่ไหม? เวลาสำคัญขนาดนี้ยังมัวแต่นั่งกินบะหมี่ เห็นแก่ตัวที่สุด!”
“……”

ฉันเรอออกมาคำโตด้วยความอิ่มแปล่ โดยไม่มีความหวั่นไหวทางอารมณ์แม้แต่นิดเดียว
รู้สึกแค่ว่ากระเพาะมันอุ่นสบายดี
ชาติก่อนหลังจากตายไปแล้วฉันถึงได้รู้
ว่าฉันคือ ‘ตัวประกอบหญิง’ (Fooder) ในนิยายรักแนวเลิกราแล้วกลับมาคืนดีกัน
เฉินเจ๋อ เพื่อนสมัยเด็กของฉันคือพระเอกของเรื่อง
และแม่ยอดขวัญในใจของเขา ‘ลู่เยว่หรู’ ก็คือนางเอก
เธอไม่ได้ตายเสียหน่อย
หลังจากที่ฉันตายอย่างอนาถ พ่อของฉันก็ตรอมใจอย่างหนัก ไม่ถึงหนึ่งเดือนท่านก็เสียชีวิตตามไป
เฉินเจ๋อถือโอกาสนั้นฮุบกิจการและสมบัติทั้งหมดที่พ่อฉันสะสมมาทั้งชีวิต กลายเป็นเศรษฐีใหม่ในวงการธุรกิจทันที
และตอนนั้นเองที่ลู่เยว่หรูเดินทางกลับมาจากต่างประเทศพอดี
ทั้งสองคนก็เริ่มบทละครรักแนวเข้าใจผิด-คืนดี-เข้าใจผิด เพื่อพิสูจน์รักแท้
ส่วนฉัน กลายเป็นตัวประกอบที่เข้ามาช่วยผลักดันเนื้อเรื่องแบบไร้เหตุผล
เป็นแค่เครื่องมือสร้างความเข้าใจผิดให้พระนาง เป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่งที่ถูกทิ้งเพื่อส่งเสริมบารมีท่านประธานของพระเอก

เกิดใหม่ครั้งนี้
ฉันเลือกที่จะส่งเสริม “รักแท้” ของเขาเอง
ฉันอยากจะรู้นักว่า
ถ้าไม่มีฉันแล้ว เขาจะเอาปัญญาที่ไหนไปเล่นเกมวิ่งไล่จับรักกับแม่ยอดขวัญนั่น

2
“เฉินเจ๋อไปไหน โทรหาไม่ติด คนก็ไม่อยู่บ้าน”
ขณะที่ฉันกำลังจะล้มตัวลงนอนเพื่อดูหนังต่อ แม่ของเฉินเจ๋อก็พรวดพราดเข้ามา
ยังไม่ทันที่ฉันจะได้อ้าปากพูด นางก็เอามือบีบจมูกแล้วหวีดร้องเสียงหลง
“เฉียวซูนั่น! ใครอนุญาตให้เธอมานั่งกินบะหมี่หอยหวานเหม็นๆ ในบ้านฉัน? เดี๋ยวนี้เลยนะ ไปทำความสะอาดเดี๋ยวนี้!”
“เป็นผู้หญิงยิงเรือ งานบ้านงานเรือนไม่รู้จักทำ ออกไปข้างนอกไม่กลัวคนเขาหัวเราะเยาะหรือไง”
พูดจบนางก็เริ่มบ่นพึมพำไม่หยุด
สรุปใจความได้ว่า ลูกชายนาง เฉินเจ๋อ เป็นคนเก่งเลิศเลอขนาดไหน ออกไปข้างนอกมีแต่คนอยากจะได้เป็นสามี ส่วนฉันนอกจากที่บ้านจะมีเงินเน่าๆ อยู่นิดหน่อยแล้วก็ไม่มีข้อดีอะไรเลย ไม่คู่ควรกับลูกชายผู้มีความรู้สูงของนางแม้แต่นิดเดียว

นางคงจะลืมไปแล้วล่ะมั้ง
ว่านางเป็นแค่ “คนรับใช้” ในบ้านของฉันเท่านั้นเอง
ฉันเกิดมาในครอบครัวพ่อเลี้ยงเดี่ยว ตั้งแต่เด็กไม่เคยได้รับความรักจากแม่ จึงมักจะโหยหาและจินตนาการถึงภาพลักษณ์ของแม่เสมอ
ชาติก่อน เพราะรักเฉินเจ๋อ
ฉันพยายามปรนนิบัตินางเหมือนเป็นแม่แท้ๆ ของตัวเอง
ไม่เพียงแต่ต้องคอยเอาอกเอาใจอย่างระมัดระวัง แต่ยังต้องคอยดูสีหน้านางตลอด
นางบอกว่าผู้หญิงต้องทำงานบ้านเก่ง ฉันก็ทำความสะอาดบ้านจนเอี่ยมอ่องไร้ฝุ่นทุกวัน
นางไม่ยอมให้ในบ้านมีทุเรียน เชอร์รี่ หรือบะหมี่หอยหวาน ของพวกนั้นฉันก็ไม่ยอมแตะเลยแม้แต่นิดเดียว
แม้แต่ตอนไปฮันนีมูน ฉันยังอุตส่าห์ทำตามความต้องการของนาง พาไปสกีที่อลาสก้า
ผลที่ได้กลับมา มีเพียงความสะใจจากก้นบึ้งของหัวใจนาง:
“ไก่ที่ไม่รู้จักออกไข่ ตายไปเสียได้ก็ดี!”
“ยังไงซะตั้งแต่แรกฉันก็ไม่เคยเห็นมันเป็นลูกสาวอยู่แล้ว ยิ่งตำแหน่งลูกสะใภ้นี่ยิ่งไม่มีคุณสมบัติ!”

พอนึกถึงตรงนี้ ฉันอยากจะสับแม่ลูกคู่นี้ให้เป็นหมื่นๆ ชิ้น
แต่ก่อนหน้านั้น
ฉันจะทำให้พวกมันชดใช้คืนทุกอย่างที่ติดค้างฉันไว้ทีละนิดๆ!

“บอกให้ไปล้างจาน หูหนวกหรือไง?”
เมื่อเห็นฉันไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ แม่ของเฉินเจ๋อก็เริ่มทนไม่ไหว“ล้างจานเสร็จแล้วก็รีบออกไปหาเฉินเจ๋อให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
พูดจบนางก็ถือวิสาสะคว้าไอแพดของฉันไป แล้วขว้างลงพื้นอย่างแรง
นั่นมัน iPad รุ่นล่าสุดเชียวนะ
ฉันเหลือบมองนางด้วยสายตาเย็นชา
“เครื่องละสองหมื่น หักจากเงินเดือนของป้าแล้วกัน”

แม่ของเฉินเจ๋อเบิกตาโพลง ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“เธอพูดจาเหลวไหลอะไร? เธอจำไว้ให้ดีนะ!”
ฉันแค่นหัวเราะ: “ทำไมฉันจะไม่กล้า?”
เราสองคนจ้องตากัน สีหน้าของแม่เฉินเจ๋อยิ่งดูแย่ลงเรื่อยๆ
นอกหน้าต่างพายุหิมะยังคงโหมกระหน่ำ ไม่รู้ว่านางนึกอะไรขึ้นมาได้ จู่ๆ ก็ฝืนยิ้มออกมา
“เอาเถอะซูเนี่ยน อย่าล้อเล่นกับน้าเลยนะ”
“ในข่าอบอกว่าวันนี้จะมีพายุหิมะครั้งใหญ่ที่สุด ป่านนี้แล้วเฉินเจ๋อยังไม่กลับบ้าน โทรศัพท์ก็ติดต่อไม่ได้ เขาต้องตกอยู่ในอันตรายแน่ๆ เธอออกไปหาเขาหน่อยได้ไหม?”

ครั้งสุดท้ายที่นางยิ้มจอมปลอมให้ฉันแบบนี้ คือตอนที่นางยังไม่รู้ว่าฉันแอบรักลูกชายนาง
ฉันมองนางด้วยสายตาว่างเปล่า
ก่อนจะออกคำสั่งอีกครั้ง
“ไปล้างจานในครัวซะ”

พอได้ยินประโยคนี้
แม่เฉินเจ๋อถลึงตาใส่ฉันอย่างเคียดแค้น มือสองข้างกำหมัดแน่น
นางเคยชินกับการวางอำนาจบาตรใหญ่ต่อหน้าฉันมาตลอด จึงไม่อาจยอมรับการก้มหัวให้ฉันได้
“อาศัยสิทธิ์อะไรมาสั่ง!”
อดทนอยู่นาน แต่กลับโพล่งคำถามนี้ออกมา
ฉันหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“เฉินกุ้ยฟัง ป้าลืมฐานะตัวเองไปแล้วเหรอ? ป้าก็แค่คนใช้!”

สีหน้าแม่เฉินเจ๋อซีดเผือดเหมือนถูกฟ้าผ่า
“นี่เธอ... ถึงกับกล้าว่าฉันเป็นคนใช้งั้นเหรอ?”
“ได้... ได้! ถือว่าฉันเลี้ยงหมาเสียข้าวสุก! ในเมื่อเธอประกาศว่าฉันเป็นคนใช้ ก็ได้ ฉันเป็นคนใช้”
“ฉันไม่ขอให้เธอไปตามหาลูกชายฉันแล้ว ฉันไปเอง! จำไว้ให้ดีนะ เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ฉันจะฟ้องลูกชายฉันให้หมดทุกอย่าง! เตรียมตัวไว้เลย!”
นางพูดพร้อมน้ำตาคลอเบ้า ราวกับถูกรังแกอย่างแสนสาหัส
ก่อนจะเปิดประตูเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว

น่าเสียดายที่นางมองไม่เห็นแถบคอมเมนต์
นางจึงไม่รู้ว่าลูกชายของนางวิ่งเข้าไปในโรงงานร้างเพื่อช่วยแม่ยอดขวัญในใจ
นอกหน้าต่างหิมะตกหนักจนมองไม่เห็นทาง อุบัติเหตุเกิดขึ้นทุกที่
ไม่มีใครว่างมาสนใจผู้ชายตัวโตๆ ที่เพิ่งหายตัวไปแค่ครึ่งวันหรอก

ส่วนฉัน กดโทรศัพท์หาพ่อที่อยู่ต่างประเทศทันที
“พ่อคะ”
“หนูอยากเข้าบริษัท หนูต้องการตำแหน่งที่เฉินเจ๋อทำอยู่ตอนนี้”
“ส่วนเฉินเจ๋อ ส่งเขาไปเฝ้าโกดังก็พอค่ะ”
พ่อของฉันดีใจจนเนื้อเต้น
น้ำเสียงของท่านเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด
“จริง... จริงเหรอ?”
“ได้ๆ ลูกคิดได้แบบนี้พ่อก็ดีใจมาก พ่อจะรีบจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย!”

ชาติก่อนฉันถูกคำหวานของเฉินเจ๋อหลอกจนหลงหัวปักหัวปำ
ดึงเขาเข้ามาร่วมทำงานในบริษัทตัวเอง ไม่นึกเลยว่าจะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน เลี้ยงหมาป่าตาขาวไว้กับตัว
ครั้งนี้ ฉันจะไม่ยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบอีกเด็ดขาด

3
ตีสี่ของเช้ามืด เฉินกุ้ยฟังกลับมาเคาะประตูบ้าน
แถมยังกระหน่ำโทรหาฉันไม่หยุด
น่าเสียดายที่ฉันล็อกประตูไว้แน่นหนาและปิดเครื่องไปนานแล้ว
นางโวยวายอยู่ข้างนอกอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายเมื่อทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องซมซานไปนอนที่ป้อมยามหนึ่งคืน

จนกระทั่งเที่ยงวันของวันรุ่งขึ้น มีคนเดินผ่านโรงงานร้างแห่งนั้นและพบเฉินเจ๋อที่ถูกแช่แข็งจนเหมือนรูปปั้นน้ำแข็ง
เมื่อเขาถูกส่งตัวถึงโรงพยาบาล เฉินกุ้ยฟังก็รีบแจ้นมาถึงตอนที่เขาผ่าตัดเสร็จพอดี
ภายนอกดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ
แต่ในคอมเมนต์กลับด่าทอกันระงม:
“โดนตัดทิ้งจริงๆ เหรอเนี่ย? เสีย ‘ขาที่สาม’ ไปแล้ว ยังจะเรียกตัวเองว่าเป็นพระเอกได้อีกเหรอ?”
“แฟนนิยายแนวขันทีคงดีใจตายเลย รับประกันว่าพระเอกรักษาพรหมจรรย์ไปชั่วชีวิตแน่ๆ”
“คนข้างบนบ้าไปแล้ว...”
“จะดูต่อยังไงไหว ใครจะอยากดูพระเอกพิการล่ะ? ทั้งหมดเป็นเพราะยัยเพื่อนสมัยเด็กใจยักษ์คนนั้น ทำไมเธอไม่ไปตายซะ? อา... ฉันเกลียดเธอ!”
“……”

เฉินกุ้ยฟังใช้โทรศัพท์ของเฉินเจ๋อโทรหาฉัน
น้ำเสียงนางเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น กัดฟันสั่งให้ฉันไปที่โรงพยาบาลเพื่อดู “ผลงาน” ที่ฉันก่อไว้
“วันนี้ฉันถึงได้รู้ ที่แท้ลูกชายฉันออกไปข้างนอกเพราะไปช่วยเธอ!”
“จิตใจเธอทำด้วยอะไรถึงได้อำมหิตขนาดนี้ ทำลูกชายฉันพังพินาศไปหมด รีบไสหัวมาที่นี่เดี๋ยวนี้!”

ฉันโมโหจนเลือดขึ้นหน้า
จังหวะที่กำลังจะโต้กลับ จู่ๆ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
และตอนนั้นเอง คอมเมนต์ก็เริ่มเดือดขึ้นมาอีกครั้ง:
“สมกับเป็นพระเอกจริงๆ ยอมตายเพื่อปกป้องแม่ยอดขวัญในใจ”
“นี่แหละคือพลังของรักแรก ต่อให้ซูเนี่ยนจะทุ่มเทแค่ไหนก็ไร้ความหมาย”
“ใครใช้ให้ซูเนี่ยนรักเขาจนหลงมัวเมาเองล่ะ ไม่มีเสน่ห์ดึงดูดเอาซะเลย”

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง
เฉินเจ๋อไม่กล้าให้แม่รู้ความจริง เลยป้ายความผิดทั้งหมดมาที่ฉันแทน

พอเลิกงาน ฉันก็ดิ่งไปที่โรงงานพยาบาลทันที
เฉินเจ๋อกำลังนั่งกินข้าวต้ม พอเห็นฉันมาก็ทำหน้าบึ้งตึงใส่
แต่พอเขาเห็น ‘ลู่เยว่หรู’ ที่เดินเคียงข้างมากับฉัน สีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นความคาดหวังที่ปิดไม่มิด

“รุ่นพี่คะ ได้ยินว่าพี่ได้รับบาดเจ็บเพราะมาช่วยฉันเหรอ?”
แววตาของเฉินเจ๋อปิดความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้อ้าปากพูด
ลู่เยว่หรู ก็พูดสวนขึ้นมาทันที
“ขอโทษด้วยนะ ไม่นึกจริงๆ ว่าพี่จะไปที่นั่น ตอนนั้นฉันก็แค่เล่นเกม ‘Truth or Dare’ (ตอบความจริงหรือรับคำท้า) สนุกๆ เท่านั้นเองค่ะ”

(Full) ตั้งแต่เด็กฉันเป็นแค่ “คนใช้” ของครอบครัว ช่วยพี่ชายกับพี่สะใภ้เลี้ยงลูกสามคนจนโตเมื่ออายุยี่สิบแปด ฉันถูกวินิจฉั...
21/04/2026

(Full) ตั้งแต่เด็กฉันเป็นแค่ “คนใช้” ของครอบครัว ช่วยพี่ชายกับพี่สะใภ้เลี้ยงลูกสามคนจนโต

เมื่ออายุยี่สิบแปด ฉันถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย
แม่มาเยี่ยมฉัน ประโยคแรกที่นางพูดคือ:
“ถ้าแกไม่อยู่แล้ว ใครจะช่วยพี่ชายแกดูลูกล่ะ?”
พี่สะใภ้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ถอนหายใจ:
“ลูกคนโตของพี่น่ะยังไม่เข้ามัธยมต้นเลย ต่อไปใครจะคอยติวหนังสือให้พวกเด็กๆ? แกอดทนอยู่ให้ถึงตอนพวกมันสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้เหรอ?”

วันที่ฉันตาย ทั้งครอบครัวกำลังยุ่งกับการจัดงานเลี้ยงฉลองครบเดือนให้ลูกคนที่สี่ของพี่ชายกับพี่สะใภ้ ไม่มีใครสนใจเลยว่าฉันสิ้นใจไปตอนไหน
พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ฉันก็ย้อนกลับมาในวันที่ต้องกรอกใบสมัครเลือกมหาวิทยาลัย

แม่ถือแก้วนมเข้ามาในห้อง พร้อมรอยยิ้มกว้างแล้วพูดว่า:
“ถิงถิง ลูกลงสมัครคณะครุศาสตร์ในเมืองนี่แหละ ใกล้บ้านด้วย วันหยุดจะได้กลับมาช่วยเลี้ยงหลาน”
ฉันมองหน้าแม่แล้วยิ้ม
“ค่ะแม่ หนูจะฟังแม่นะคะ”
พอแม่เดินออกจากห้องไป ฉันก็รีบเปลี่ยนอันดับที่เลือกไปยังมหาวิทยาลัยที่อยู่ห่างจากบ้านไปสองพันกิโลเมตรทันที

1
“ถิงถิง ลูกลงสมัครครุศาสตร์ในเมืองนี่แหละ ใกล้บ้าน”
“พี่สะใภ้แกกำลังจะคลอดคนที่สามแล้ว วันหยุดแกกลับมาจะได้ช่วยดูเจ้าสองคนโตด้วย”
“ยังไงแกก็เรียนครู การดูแลเด็กก็ตรงสายงานแกอยู่แล้ว”

ชาติก่อนฉันเคยลังเล อยากจะสมัครมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด
แต่แม่ก็ร้องไห้ทันที บอกว่านางต้องเฝ้าร้านขายของชำ พี่สะใภ้ต้องไปทำงาน ถ้าฉันไปจะไม่มีใครช่วยพี่ชายดูลูก
ฉันใจอ่อน เลยสมัครครุศาสตร์ในเมืองที่ห่างจากบ้านแค่ขับรถสี่สิบนาที
หลังจากนั้นคือฝันร้ายสิบปี ถูกสูบเลือดสูบเนื้อจนถึงวันตาย

ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
ในช่องใบสมัคร ฉันกรอกรหัสคณะครุศาสตร์ในเมือง
แม่ยิ้ม:
“แบบนี้สิถึงจะถูก แม่รู้ว่าแกน่ะรู้ความ”
ฉันก็ยิ้มเช่นกัน

รอจนแม่ถือแก้วเปล่าออกไป ฉันก็รีบเปิดหน้าต่างแก้ไขใบสมัครทันที
นอกประตูมีเสียงของพี่ชาย ‘สวี่เล่ย’ ดังขึ้น:
“ถิงถิง เจ้าคนโตมันร้องแล้ว ออกมาปลอบมันหน่อยดิ!”

ฉันไม่ขยับ
ถ้าเป็นชาติก่อน ฉันคงรีบเปิดประตูวิ่งออกไปแล้ว
เจ้าคนโตเพิ่งจะสองขวบ ร้องเสียงดังมาก ฉันเคยสงสารมันมาก
แต่ตอนนี้ พอได้ยินเสียงร้องนั่น ฉันกลับไม่รู้สึกอะไรเลย
ชาติก่อน ฉันเลี้ยงเด็กสามคนคนเดียวจนอายุแค่ยี่สิบกว่าแต่ผมขาวโพลนไปหมด
ชาตินี้ ฉันไม่รับใช้ใครทั้งนั้น!

“ถิงถิง?”
สวี่เล่ยเรียกซ้ำอีกครั้ง น้ำเสียงเริ่มหงุดหงิด
“แกทำอะไรอยู่วะ? ไม่ได้ยินเสียงเด็กมันร้องหรือไง?”

ฉันเปิดประตูออกไป
พี่ชายยืนอยู่ตรงทางเดิน อุ้มลูกคนโตด้วยท่าทางที่ผิดสุดๆ แต่ฉันขี้เกียจจะไปแก้ให้
พี่สะใภ้ ‘จางหมิ่น’ นั่งเล่นมือถืออยู่บนโซฟา ไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำ
ฉันไม่พูดอะไร ยื่นมือไปรับเด็กมาอุ้ม
พอเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดฉัน มันก็หยุดร้องทันที

พี่ชายถอนหายใจเฮือกใหญ่:
“ยังไงก็ต้องแกจริงๆ ว่ะที่เก่งเรื่องนี้”
พูดจบเขาก็เดินกลับเข้าห้อง ปิดประตู แล้วเสียงเกมก็ดังขึ้นมาจากข้างใน
พี่สะใภ้ลุกขึ้นยืน:
“ถิงถิง คืนนี้พี่กับพี่ชายจะออกไปกินข้าวข้างนอกนะ แกดูเจ้าคนโตด้วยล่ะ”
“เด็กมันยังเล็กไม่ต้องดูแลอะไรมากหรอก จำไว้ว่าให้กินนมสักรอบก็พอ”

ฉันมองใบหน้าที่ยิ้มแย้มของนาง แล้วนึกถึงชาติก่อน
ทุกครั้งฉันจะตอบตกลง แล้วพวกเขาก็ไปเที่ยวเล่นกันจนถึงเที่ยงคืนถึงจะกลับ
ฉันต้องดูลูกสองคนคนเดียว คนโตก็กวน คนเล็กก็ร้อง ฉันแม้แต่น้ำสักหยดก็ยังไม่มีเวลาจิบ
“ได้ค่ะ” ฉันยิ้มตอบ

พี่สะใภ้พยักหน้าอย่างพอใจแล้วเดินเข้าห้องไปแต่งตัว
ฉันวางเจ้าคนโตลงบนพรม
มันยื่นมือมาจะให้ฉันอุ้ม แต่ฉันเมิน เดินไปรินน้ำดื่ม
มันเริ่มร้องไห้จ้าอยู่ข้างหลังทันที

ฉันไม่หันกลับไปมอง
แม่โผล่หน้าออกมาจากครัว ขมวดคิ้ว:
“ถิงถิง มันร้องทำไมไม่ปลอบ!”
ฉันทำหน้าซื่อตาใส:
“แม่ มันตัวหนักเกินไป หนูอุ้มไม่ไหวแล้วค่ะ”
“พี่ชายหนูแข็งแรง ให้เขามาปลอบเถอะ”

แม่หน้าบึ้งตึงตวาดกลับ:
“พี่ชายแกเป็นผู้ชายนะ จะไปปลอบเด็กเป็นได้ยังไง?”
มันก็เป็นแบบนี้เสมอ
พ่อกับพี่ชายคือ “ผู้ชาย” เลยไม่ต้องทำอะไร
พี่สะใภ้คือ “คนนอก” เลยไม่กล้าใช้สอย
มีแค่ฉันที่เป็นเหมือนคนใช้ฟรีๆ ในบ้าน

ฉันไม่ตอบอะไร ถือแก้วน้ำเดินกลับเข้าห้องแล้วล็อกประตู
เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจดังระงมขึ้น และไม่นานนักข้างนอกก็กลายเป็นเสียงทะเลาะกันระหว่างพี่ชายกับพี่สะใภ้
สุดท้าย แม่ก็ต้องยอมทิ้งงานในครัวเพื่อมาปลอบหลานด้วยตัวเอง

คุณต้องการให้ฉันแปลส่วนที่คุณแต่งเพิ่มต่อเลยไหมคะ? (ชีวิตใหม่ในมหาวิทยาลัย)ฉันเปิดดูหน้าต่างการเลือกอันดับที่แก้ไขแล้วอีกครั้ง มองมันเป็นครั้งสุดท้าย
มหาวิทยาลัยในเมืองไห่เฉิง ห่างจากบ้านเกิดสองพันกิโลเมตร ต้องนั่งรถไฟหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืน
ชาตินี้... ไม่มีใครหยุดฉันได้อีกแล้ว

2
เหลือเวลาอีกสองเดือนก่อนเปิดเทอม
ในช่วงสองเดือนนี้ ฉันต้องสวมบทบาท “ถิงถิงเด็กดี” ให้แนบเนียนที่สุด
เช้าวันรุ่งขึ้น พี่สะใภ้อุ้มเจ้าคนโตมาที่หน้าห้องนอนฉัน
“ถิงถิง พี่ไปทำงานก่อนนะ ฝากดูแกด้วยล่ะ”
ฉันยิ้มรับมา
แต่พอนางไป ฉันก็วางมันลงบนพรมทันที
อยากร้องก็ร้องไป ไม่ปลอบ ไม่悦 (เอาใจ) ไม่เล่นด้วย
นอกจากชงนมให้กินกับเปลี่ยนผ้าอ้อมแล้ว ฉันไม่ทำอะไรเพิ่มเติมทั้งนั้น

ช่วงบ่าย แม่ตะโกนเรียก:
“ถิงถิง ของมาส่งแล้ว ออกมาช่วยยกเร็ว!”
ฉันมองดูเด็กสองคนที่กำลังหลับ แล้วเดินออกไปที่ร้านขายของชำ
พ่อของฉัน ‘สวี่เจี้ยนกั๋ว’ กำลังเล่นไพ่อยู่หน้าประตูร้าน
พี่ชายก็นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์เล่นเกม
มีเพียงแม่คนเดียวที่กำลังแบกลังน้ำดื่มลงจากรถสามล้อ เหนื่อยจนหลังแทบยืดไม่ตรง
ถ้าเป็นชาติก่อน ฉันคงพุ่งเข้าไปช่วยแล้ว
แต่ชาตินี้ ฉันหันไปสั่งพี่ชายแทน:
“พี่ ไปยกดิ๊ หนูเจ็บมือ”
เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้า:
“ยุ่งอยู่”
ฉันหัวเราะหึ:
“เล่นเกมนี่เรียกว่ายุ่งเหรอ?”
แม่รีบพูดแทรกเพื่อปกป้องลูกชาย:
“พอๆ ถิงถิง แกไปยกเถอะ พี่ชายแกเขากำลังใช้ความคิดน่ะ”
ใช้ความคิดเรื่องอะไร?
อายุจะสามสิบกว่าแล้วยังเลี้ยงตัวเองไม่ได้เลย
ฉันยอมไปยก แต่จงใจทำช้าๆ
แม่เร่ง:
“เร็วหน่อยสิ เขาอุตส่าห์รอ”
ฉันสวนกลับ:
“แม่ หนูเจ็บหลัง หนังยังสาวถ้าหลังพังไป ต่อไปจะทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ไง?”
แม่ชะงักไป พูดอะไรไม่ออก
ส่วนพ่อกับพี่ชายก็ยังทำเหมือนไม่เห็นหัวฉันเหมือนเดิม

พอถึงมื้อค่ำ พี่สะใภ้พูดขึ้นว่า:
“พี่คะ ลูกคนโตควรเข้าเรียนเตรียมอนุบาลได้แล้ว เทอมละสามพันหยวน”
พี่ชายชะงัก:
“ไม่มีเงิน”
พี่สะใภ้หันมามองฉัน:
“ถิงถิง แกมีเงินแต๊ะเอียเก็บไว้นี่นา ให้พี่ขอยืมหน่อยสิ?”
แม่รีบเสริม:
“นั่นสิ เป็นอาต้องดูแลหลานนะ ต่อไปพอมันโตมันจะได้เลี้ยงแกคืน”
ฉันวางตะเกียบลงแล้วยิ้ม:
“ได้ค่ะ แต่พี่ต้องเขียนสัญญากู้หนี้นะคะ”
พี่สะใภ้หน้าถอดสี:
“คนในครอบครัวเดียวกันแท้ๆ ต้องเขียนสัญญาด้วยเหรอ?”
“พี่น้องแท้ๆ ยิ่งต้องชัดเจนเรื่องเงินค่ะ พี่บอกว่ายืมก็ต้องมีหลักฐาน เป็นเรื่องปกติ”
แม่รีบไกล่เกลี่ย:
“พอๆ ไม่ยืมแล้วๆ”

3
วันที่จดหมายแจ้งผลการสอบเข้าส่งมาถึง ทุกคนในบ้านอยู่กันครบ
มือฉันสั่นตอนรับพัสดุ—มันคือจดหมายจากมหาวิทยาลัยไห่เฉิง
ฉันรีบซ่อนมันไว้ใต้เสื้อแล้วเดินเข้าบ้าน
แม่ถาม:
“มหาวิทยาลัยไหน?”
หัวใจฉันเต้นแรงแต่สีหน้ายังนิ่งสนิท:
“ครุศาสตร์ในเมืองค่ะ”
นางไม่ได้สงสัยอะไรเลย

ตอนกินข้าวเย็น พ่อถาม:
“มหาวิทยาลัยเรียนที่ไหน?”
“ครุศาสตร์ในเมืองค่ะ”
พ่อพยักหน้า:
“ใกล้บ้านดี วันหยุดจะได้มาช่วยงาน”
แม่สำทับ:
“บ้านเราขาดแกไม่ได้หรอก”
พี่ชาย:
“นั่นสิ แล้วลูกๆ ใครจะดูล่ะ?”
พี่สะใภ้สอดขึ้นมา:
“เรียนครูก็เพื่อมาสอนเด็กๆ ไง แกถือว่าฝึกงานกับลูกพี่ไปในตัวเลย”
ฉันยิ้มเยือกเย็น:
“ลูกของพี่สองคน ทำไมถึงจ้องแต่จะโยนมาให้หนูล่ะคะ?”
พี่ชายตบตะเกียบปัง!:
“แกไม่ใช่คนในบ้านหรือไง?”
ฉันตอบนิ่งๆ:
“หนูกู้เงินเรียนเอง ไม่ต้องรบกวนครอบครัวหรอกค่ะ”
พ่อพูดว่า:
“คนในบ้านจะมาคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้ได้ไง?”
“พี่ชายแกเป็นผู้ชาย ต้องหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนแกเป็นผู้หญิง ช้าเร็วก็ต้องแต่งออกไป ตอนนี้ช่วยที่บ้านน่ะถูกแล้ว”
ฉันจ้องมองเขา
คนที่วันๆ ไม่เคยล้างจาน ไม่เคยทำกับข้าว ไม่เคยยกของ—แต่กลับมาพ่นคำพูดสั่งสอนเรื่องศีลธรรม
“พ่อพูดถูกค่ะ”
“พี่ชายเป็นเสาหลัก ยิ่งควรจะทำงานให้เยอะขึ้นนะคะ”
แม่รีบแทรก:
“ผู้หญิงอย่าหัวแข็งนักเลย ต่อไปจะแต่งงานยาก”
ฉันมองแม่:
“แต่งงานไปเพื่ออะไรคะ? ไปเป็นคนรับใช้ให้ทั้งบ้าน เหนื่อยแท้ตายแต่ไม่มีใครเห็นค่าเหมือนแม่เหรอ?”
แม่หน้าซีดเผือด:
“นั่นมันคือความสุข!”
ฉันแค่นหัวเราะ:
“ความสุข?”
“แม่ลำบากมาทั้งชีวิต พวกเขาให้อะไรแม่บ้าง?”
พ่อโกรธจัด ตบหน้าฉันฉาดใหญ่
หูฉันอื้ออึงไปหมด
พี่ชายก็นั่งมองอยู่เฉยๆ:
“ตบดีมากครับพ่อ”
แม่ตกใจ:
“ถิงถิง รีบขอโทษพ่อเร็ว!”
ฉันยืนนิ่ง:
“หนูผิดตรงไหน?”
“พ่อ แม่ กับพี่ชาย เคยช่วยงานแม่บ้างไหม?”
พ่อชี้หน้าฉัน:
“บ้านนี้ยังไม่ถึงตาแกมาสั่งสอน!”
“ลูกชายคือเจ้าของบ้าน ลูกสาววันนึงก็ต้องก่ายหน้าผากแต่งออกไป”
“พวกข้าส่งแกเรียนไม่ได้ให้แกมาสอนสั่งพวกข้า!”
ฉันมองดูคนทั้งสี่ตรงหน้า ความแค้นใจพุ่งพล่าน
บ้านหลังนี้ ฉันจะไม่กลับมาเหยียบอีก

วันต่อๆ มา ฉันยังคงทำงานตามปกติ ไม่เถียง ไม่ขัดขืน
พวกเขานึกว่าฉันยอมศิโรราบแล้ว
พี่สะใภ้ถึงกับพูดว่า:
“ตบทีเดียวก็เชื่องเลยนะเนี่ย”

วันที่ 30 สิงหาคม ก่อนฟ้าสาง
ฉันลากกระเป๋าเดินทาง ขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่ไห่เฉิง
บ่ายวันรุ่งขึ้น—
แม่กำลังจัดของ พ่อเล่นไพ่ พี่ชายเล่นเกม
ลุงเพื่อนบ้านคนหนึ่งเดินเข้ามาซื้อบุหรี่:
“อ้าว ยัยหนูถิงถิงไปไหนเสียแล้วล่ะ?”
แม่ยิ้มตอบ:
“ไปเรียนในเมืองแล้วค่ะ วันหยุดเดี๋ยวก็กลับ”
ลุงคนนั้นสแกนจ่ายเงินเสร็จก็พูดขึ้นลอยๆ ว่า:
“ยัยหนูนั่นเก่งจริงๆ นะ ผมเห็นบอร์ดประกาศเกียรติคุณที่โรงเรียนมัธยม — สอบได้อันดับหนึ่ง ติดมหาวิทยาลัยไห่เฉิงเชียวนะ!”
........

เมื่อเจ้าหน้าที่กองปรับปรุงย่านเมืองเก่าผลักหนังสือข้อตกลงมาตรงหน้าผม พวกเขาก็ถามขึ้นมาลอยๆ ว่า:“ทำไมคุณเสิ่นเหล่ยที่เป็...
21/04/2026

เมื่อเจ้าหน้าที่กองปรับปรุงย่านเมืองเก่าผลักหนังสือข้อตกลงมาตรงหน้าผม พวกเขาก็ถามขึ้นมาลอยๆ ว่า:
“ทำไมคุณเสิ่นเหล่ยที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ถึงไม่มาเองล่ะครับ?”
ผมอึ้งไปครู่หนึ่ง
“พวกคุณจำผิดหรือเปล่า? ร้านอาหารสับนึ่งตรงหัวมุมถนนนั่นเป็นของผมนะครับ”
เจ้าหน้าที่หันหน้าจอคอมพิวเตอร์มาให้ดู พร้อมชี้ไปที่เลขที่โฉนดสองห้องที่ติดกันในระบบ
“ห้องคู่ทางทิศตะวันออกและห้องหัวมุมทางทิศตะวันตก ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์คือคุณเสิ่นเหล่ยทั้งคู่ครับ”
“คุณเซ็นรับได้แค่เงินช่วยเหลือค่ารื้อถอนในส่วนของการประกอบธุรกิจเท่านั้น
แต่เงินชดเชยค่าเวนคืนและสิทธิ์ในการรับมอบอาคารหลังปรับปรุงใหม่ เจ้าของกรรมสิทธิ์ตัวจริงต้องมาดำเนินการด้วยตัวเองครับ”
ผมจ้องมองชื่อบนหน้าจอ ความรู้สึกเหมือนใครบางคนเพิ่งยัดก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ลงไปในกระเพาะ
เจ็ดปีก่อน พ่อพาผมกับน้องชายไปดูร้าน
ตอนที่ยืนอยู่ตรงหัวถนนย่านเมืองเก่าที่ยังรื้อนั่งร้านไม่เสร็จ พ่อตบบ่าผมแล้วบอกว่า:
“คนละห้องนะ ต่อไปพี่น้องสองคนก็ยึดที่นี่ไว้เป็นที่ทำมาหากินเลี้ยงตัว”
ผมเชื่อคำพูดนั้นมาตลอดเจ็ดปี
ทุกตีสามผมต้องตื่นมาจุดเตา เฝ้าประคองร้านเล็กๆ ขนาด 41 ตารางเมตรนี้
เฝ้าจนเพียงแค่ได้กลิ่นน้ำซุปก็รู้ว่าเค็มหรือจืด เฝ้าจนเพื่อนบ้านแถวนี้เห็นหน้าผมเมื่อไหร่เป็นต้องเรียกว่า "เถ้าแก่เสิ่นน้อย"
แต่ตอนนี้พวกเขากลับบอกผมว่า มันไม่ใช่ของผม
ผมกดโทรศัพท์หาพ่อเดี๋ยวนั้น พ่อเงียบไปนานมาก ก่อนจะพูดมาคำเดียวว่า:
“เสิ่นเหอ พ่อแค่ยากให้ลูกได้ฝึกฝีมือก่อนน่ะ”

1
ผมไม่ถกเถียงกับเจ้าหน้าที่ตรงเคาน์เตอร์อีก
ผมยัดเอกสารลงกระเป๋าแล้วขี่รถไฟฟ้ากลับมาที่ย่านเมืองเก่า
บ่ายสองโมง เป็นช่วงที่ร้านไม่ค่อยมีลูกค้า
เตาน้ำซุปปิดไฟแล้ว ในตู้กระจกเหลือปีกเป็ดอยู่ครึ่งจาน พัดลมไฟฟ้าหมุนส่ายไปทางเคาน์เตอร์เก็บเงิน ใบรายการราคาบนกำแพงม้วนงอตรงมุม
นี่คือร้านที่ผมเฝ้าดูแลมาตลอดเจ็ดปี
ป้ายชื่อร้านพื้นสีแดงตัวอักษร "เหอจี้" ตรงหน้าร้าน ผมเป็นคนไปหาร้านโฆษณาทำเอง
ไฟสปอร์ตไลท์สองดวงข้างๆ ผมก็เป็นคนควักเงินในกระเป๋าเปลี่ยนเอง
ผมดึงประตูม้วนลงครึ่งหนึ่ง นั่งลงรื้อลิ้นชักล่างสุดของเคาน์เตอร์เก็บเงิน
ข้างในมีซองเอกสารใสอยู่ใบหนึ่ง
ปีแรกที่เปิดร้าน พ่อเป็นคนส่งให้ผม
พ่อบอกว่า: “เอกสารของร้านอยู่ในนี้หมด เก็บไว้ให้ดีอย่าทำหาย”
เจ็ดปีแล้ว ผมไม่เคยตรวจสอบอย่างละเอียดเลยสักครั้ง
ใครจะไประแวงของที่พ่อแท้ๆ เป็นคนส่งให้มือล่ะ?
ในซองมีสำเนาใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ใบรับรองสุขอนามัย ใบขออนุญาตปรับปรุงระบบระบายน้ำตอนรีโนเวทปีนั้น และสำเนาโฉนดกรรมสิทธิ์ร้าน
ผมหยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมา กางลงบนเคาน์เตอร์
ตรงช่อง "ผู้ถือกรรมสิทธิ์" มีรอยแหว่งหายไปอย่างเป็นระเบียบ
ไม่ใช่รอยเปื่อย ไม่ใช่รอยพับ
แต่มันถูกใครบางคนใช้มีดกรีดออกไป รอยตัดเรียบกริบจนเห็นเนื้อกระดาษ
ผมจ้องมองขอบสีขาวนั้นอยู่สิบกว่าวินาที นิ้วมือค่อยๆ เย็นเฉียบไปถึงกระดูก
มีคนรู้มาตั้งนานแล้วว่าไม่ช้าก็เร็วผมต้องเห็นเอกสารใบนี้ จึงได้ตัดชื่อนั้นออกไปก่อน
ผมโทรหาพ่อ รอสายอยู่พักใหญ่กว่าพ่อจะรับ
“พ่อ ร้านตรงหัวมุมถนนนี่ตกลงชื่อใครเป็นเจ้าของ?”
“เสิ่นเหอ ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องนี้ล่ะ?”
“วันนี้เจ้าหน้าที่กองปรับปรุงบอกให้ผมไปตามเสิ่นเหล่ยมาเซ็นชื่อ”
ปลายสายเงียบกริบ ผมได้ยินเสียงไฟแช็กดัง "แชะ" ตามด้วยเสียงสูดลมหายใจ พ่อกำลังจุดบุหรี่
“ลูกไปที่กองปรับปรุงมาแล้วเหรอ?”
“ผมเปิดร้านทำธุรกิจ ไม่ไปที่นั่นจะให้ไปที่ไหน? พ่อ ผมถามพ่อ ร้านนี้ชื่อใคร”
พ่อเงียบไปอีกหลายวินาที
“เสิ่นเหอ ขั้นตอนปีนั้นมันทำพร้อมกันทีเดียว”
“ชื่อใคร”
“เขียนชื่อ... น้องชายลูก”
มือผมสั่น สำเนาโฉนดร่วงลงพื้น
“ห้องหัวมุมนี่ก็เขียนชื่อมันเหรอ?”
“ก็ตอนนั้นทำสองห้องพร้อมกันนี่นา”
“ไหนพ่อบอกว่าคนละห้องไง?”
“ตอนนั้นพ่อคิดว่าน้องยังเด็ก ก็เลยให้มันยืนชื่อไว้ก่อน กะว่ารอให้เงินทองคล่องมือกว่านี้ พ่อค่อยโอนเปลี่ยนเป็นชื่อลูกทีหลัง”
ผมหัวเราะออกมาคำหนึ่ง เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งแล้งเหลือเกิน
“เจ็ดปีแล้ว พ่อเปลี่ยนให้ผมหรือยัง?”
“ก็พอย่านเมืองเก่าจะปรับปรุงนี่ไง พ่อกะว่าจะหาโอกาสบอกลูกอยู่พอดี—”
“หาโอกาส?”
“เสิ่นเหอ พ่อไม่ได้ไม่คิดถึงลูกนะ
ที่ผ่านมาลูกก็ได้ใช้ร้านนั้นทำมาหากินอยู่ไม่ใช่เหรอ?”
“แบบนั้นเขาเรียกว่า 'ได้ใช้' งั้นเหรอ?”
ผมหยิบสำเนาบนพื้นขึ้นมา ชูไว้ตรงหน้า
“ช่องชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์นี่ ใครเป็นคนตัดทิ้ง?”
ปลายสายชะงักไป
“แม่ลูกเอง”
“ทำไมต้องตัด?”
“กลัวลูกจะคิดมาก”
ผมเข้าใจทุกอย่างในทันที เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งมาเปลี่ยนวันนี้
กองปรับปรุงไม่ได้จำผิด ไม่ได้มีการเปลี่ยนชื่อกะทันหัน
แต่มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่วันแรกที่ผมรับกุญแจ ร้านนี้ไม่เคยเป็นของผมเลย
มีเพียงคนในครอบครัวที่ร่วมมือกันปิดบังผมมาตลอดเจ็ดปี
“พ่อ” ผมมองไปที่เครื่องชั่งไฟฟ้าบนเคาน์เตอร์ น้ำเสียงสงบนิ่งกว่าที่ตัวเองคิดไว้เสียอีก
“สิ่งที่พ่อให้ผมเฝ้าประคองมาตลอด ไม่ใช่ร้านค้าหรอก”
“แต่พ่อให้ผมมาเฝ้าสมบัติให้เสิ่นเหล่ยต่างหาก”
พ่อพูดว่า: “เสิ่นเหอ อย่าพูดจาให้มันฟังดูแย่ขนาดนั้นเลย”
ผมกดวางสาย

2
บ่ายวันนั้น ผมไม่ได้เปิดร้าน
ผมนั่งอยู่ในร้าน พลิกดูสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายเล่มเก่าตั้งแต่ตอนเปิดร้านเมื่อเจ็ดปีก่อนทีละหน้า
หน้าแรกเขียนไว้ว่า:
ประตูม้วน: 6,200 หยวน
ปล่องไฟ: 8,400 หยวนตู้แช่แข็ง 2 เครื่อง: 11,000 หยวน
ปรับปรุงระบบท่อน้ำ: 4,800 หยวน
ป้ายหน้าร้าน: 1,900 หยวน

ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบ ไปทำงานเป็นลูกจ้างในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแฟรนไชส์ เก็บเงินอยู่สองปีถึงจะมีพอมาเติมเต็มข้าวของจุกจิกพวกนี้
ผมหลงคิดมาตลอดว่า ผมกำลังทุ่มเทดูแลร้านของตัวเอง

หกโมงเย็น เสิ่นเหล่ยโทรหาผม ประโยคแรกคือ:
“พ่อบอกพี่แล้วเหรอ?”

ผมยืนอยู่ข้างหมอน้ำซุป ไม่ตอบ
มันพูดต่อ: “พี่อย่าโมโหเลย เรื่องมันไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่พี่คิดหรอก”

“ไม่ร้ายแรง?”

“พี่เหอ หลายปีมานี้พี่ก็ทำมาหากินอยู่ที่นั่นไม่ใช่เหรอ? พ่อกับแม่ก็ไม่เคยเก็บค่าเช่าบ้านพี่เลยนะ”

ผมเปิดฝาหม้อออก ไอร้อนพุ่งเข้าปะทะใบหน้า
“ค่าเช่าบ้าน?”

“เปล่า ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”

“งั้นแกหมายความว่ายังไง?”

“หมายความว่า ห้องหัวมุมนั่นถึงจะเป็นชื่อผม แต่ก็ให้พี่ทำมาหากินมาตลอดไง
ตอนนี้ย่านเมืองเก่าจะปรับปรุง เงินชดเชยมันก็ต้องจ่ายตามสิทธิ์ทางกฎหมาย เรื่องนี้มันช่วยไม่ได้จริงๆ”

ผมถามมัน: “แกรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

มันเงียบไปไม่กี่วินาที
“รู้มาตั้งแต่แรก”

“ตั้งแต่แรกนี่คือตอนไหน?”

“ปีที่ทำเอกสารนั่นแหละ”

“แกเซ็นชื่อไปแล้วด้วย?”

“อืม”

ผมกำหูหม้อแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
“ร้านทั้งสองห้องเขียนชื่อแกคนเดียว ตอนเซ็นแกไม่ถามสักคำเลยเหรอ?”

“มันเป็นการจัดการของพ่อ”

“แล้วแกก็ยอมรับมันหน้าตาเฉย?”

“พี่เหอ พี่อย่าพูดเหมือนผมไปปล้นของพี่มาแบบนั้นสิ”

ผมหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
“แกไม่ได้ปล้น?”

“เงินช่วยเหลือค่าประกอบการเจ็ดปีของห้องหัวมุม มูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการรีโนเวท เงินชดเชยเวนคืน
สิทธิ์ในการรับมอบอาคารหลังปรับปรุงใหม่ ทุกอย่างมันวิ่งไปตามสิทธิ์การครอบครองไม่ใช่เหรอ?
แกรู้ไหมเจ็ดปีมานี้ผมลงเงินไปกับที่นี่เท่าไหร่?”

“พี่ทำมาหากินมาตลอด พี่จะไม่กอบโกยเงินไปบ้างเลยหรือไง?”

ผมจุกจนพูดไม่ออก
กอบโกยเงิน... ที่แท้ในสายตามัน การที่ผมต้องตื่นตีสามมาเคี่ยวน้ำซุป หน้าหนาวต้องยืนหลังเตาจนนิ้วมือแตกเพราะความเย็น หน้าร้อนต้องถูกน้ำมันลวกจนพอง เรียกว่า "กอบโกยเงิน"
ส่วนมันที่แค่นั่งอยู่เฉยๆ รอรับเงินชดเชย เรียกว่า "การจัดการ"

“พ่อทำป้ายร้านใหม่ให้ห้องใหญ่ฝั่งตะวันออก เปลี่ยนแอร์เซ็นทรัล ทำประตูพับกระจก หมดไปเท่าไหร่?”

มันไม่พูดอะไร
ผมพูดต่อ: “ยี่สิบสามหมื่นหยวน (230,000 หยวน) พ่อเพิ่งทำให้เมื่อปีที่แล้วก่อนแกจะหมั้นนี่เอง”

“นั่นพ่อเขาเต็มใจจ่ายให้ผมเองนะ”

“ส่วนทางฝั่งผม ประตูม้วนติดขัดสามครั้ง ตู้แช่แข็งเสียสองหน ปีที่แล้วท่อระบายน้ำทะลัก ผมต้องควักเงินตัวเองซ่อมทั้งนั้น”

“ฝั่งพี่มันก็แค่ร้านเล็กๆ จะเสียเงินสักกี่บาทเชียว”

“เพราะงั้นแกเลยเห็นว่ามันสมควรแล้ว?”

“พี่เหอ ถ้าพี่จะมานั่งคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้ มันจะไม่เหลือความเป็นพี่น้องเอานะ”

ผมได้ยินเสียงระบบนำทางดังมาจากในโทรศัพท์ มันคงกำลังขับรถอยู่
น้ำเสียงมันเบาหวิวเหมือนกำลังคุยกันว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี

“แล้วทางกองปรับปรุงล่ะ?” ผมถาม
“แผนการชดเชยแกดูหรือยัง?”

คราวนี้มันเงียบไปนานกว่าเดิม
“ดูแล้ว”

“ได้ห้องคืนกี่ห้อง?”

“สองห้อง”

“ได้เงินสดชดเชยเพิ่มเท่าไหร่?”

“แปดแสนหกหมื่นหยวน (860,000 หยวน)”

ผมพยักหน้า ในที่สุดก็รู้ความจริงเสียที
มันไม่ได้แค่รู้เรื่องสิทธิ์ครอบครองมาตั้งนานแล้ว แม้แต่แผนการชดเชยมันก็ดูเสร็จสรรพเรียบร้อย
มีแต่ผมที่ยังโง่เง่าอยู่ในร้าน สับคอเป็ด ชั่งเนื้อวัว แล้วก็บอกเพื่อนบ้านอย่างดีใจว่าหลังปรับปรุงเสร็จจะกลับมาเปิดร้านใหม่

“พวกแกกะจะบอกผมเมื่อไหร่?”

“พ่อบอกว่าให้รอจังหวะที่เหมาะสม”

“จังหวะไหนที่เรียกว่าเหมาะสม?”

“รอให้ผมแต่งงานเสร็จ เรื่องในบ้านเรียบร้อยกว่านี้หน่อย—”

“ก็คือ 'เอาไว้ก่อน' อีกตามเคย” ผมกัดฟันเน้นทีละคำ

“เอาไว้ก่อน... ให้ใส่ชื่อแกไว้ก่อน เอาไว้ก่อน... ให้พี่ฝึกฝีมือไปก่อน เอาไว้ก่อน... รอแกแต่งงาน เอาไว้ก่อน... บอกพี่อย่าเพิ่งโวยวายสร้างเรื่องในบ้าน”

“เสิ่นเหล่ย ในบทละครของบ้านนี้ สิ่งที่จะตกถึงมือพี่มันต้องต่อแถวเป็นลำดับสุดท้ายเสมอ”

พอได้ยินคำว่า "ตกถึงมือพี่" มันดูเหมือนจะเริ่มละอายใจบ้างเลยเปลี่ยนน้ำเสียงทันที:
“ไม่ใช่หรอกพี่เหอ ผมหมายความว่าวันหน้าพ่อเขาจะชดเชยให้พี่เอง”

“เอาอะไรมาชดเชย?”

“ก็... ค่อยตกลงกันทีหลัง”

ผมบอกว่า: “ได้ งั้นถ้าตกลงกันเสร็จเมื่อไหร่ค่อยบอกผมแล้วกัน”

ก่อนจะวางสาย มันทิ้งท้ายด้วยเสียงต่ำๆ ประโยคหนึ่ง:
“พี่อย่าเอาเรื่องนี้ไปพูดข้างนอกนะ”

ผมไม่ตอบ
เมื่อหน้าจอโทรศัพท์ดับสนิท ผมเห็นหน้าตัวเองสะท้อนอยู่ในกระจกดำมืด
ดูเหมือนสติกเกอร์ที่ใครบางคนแปะไว้ผิดตำแหน่งอย่างน่าเวทนา

นักพรตเตือนว่าเจ็ดวันห้ามออกจากหมู่บ้าน ผมไม่เชื่อ... จนกระทั่งคืนวันที่เจ็ด ผมกลัวจนขาอ่อนแรงปี 1992 ผมประกอบอาชีพในคลิ...
21/04/2026

นักพรตเตือนว่าเจ็ดวันห้ามออกจากหมู่บ้าน ผมไม่เชื่อ... จนกระทั่งคืนวันที่เจ็ด ผมกลัวจนขาอ่อนแรง
ปี 1992 ผมประกอบอาชีพในคลินิกเล็กๆ แห่งหนึ่งในหมู่บ้านกลางหุบเขา
บ่ายวันนั้น มีคนห้าคนสวมชุดนักพรตเดินเข้ามา
“แม่หนู พอจะให้พวกเราพักค้างคืนสักคืนได้ไหม? ลงเขาไม่ทันเสียแล้ว”
ผมตอบตกลง แล้วต้มข้าวต้มหม้อหนึ่งเลี้ยงพวกเขา
กินไปได้ครึ่งมื้อ นักพรตผู้นำกลุ่มก็วางชามลง
เขาก้าวเดินมาตรงหน้าผม
“แม่หนู ขอดูมือเจ้าหน่อยได้ไหม?”
ผมไม่เข้าใจ แต่ก็ยื่นมือออกไป
เขากุมมือผมไว้ นิ่งเงียบจ้องมองอยู่อย่างนั้น
วินาทีแล้ววินาทีเล่าผ่านไป
บรรยากาศเริ่มทวีความพิศวงมากขึ้นทุกที
ผ่านไปสองนาทีเต็ม เขาถึงยอมปล่อยมือ
“แม่หนู เจ็ดวันต่อจากนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น... ห้ามก้าวเท้าออกจากประตูหมู่บ้านเด็ดขาด”
น้ำเสียงของเขาจริงจังมาก
ไม่เหมือนคนพูดเล่นเลยสักนิด
เช้าวันรุ่งขึ้น นักพรตทั้งห้าก็จากไป
เดิมทีผมคิดว่านั่นเป็นแค่คำขู่หลอกลวงของพวกพวกต้มตุ๋น
จนกระทั่งคืนวันที่เจ็ด...
ผมได้ยินเสียงคนยืนอยู่ที่หัวหมู่บ้าน เรียกชื่อผม...
01
ปี 1992
หมู่บ้านชิงซี
คลินิกของผมเป็นบ้านอิฐสีเขียวเพียงหลังเดียวในหมู่บ้าน
บ่ายวันนั้น ท้องฟ้ามืดครึ้มอย่างประหลาด
ความชื้นในป่าผสมกับกลิ่นดินโคลนลอดผ่านซอกประตูเข้ามา
ผมเพิ่งส่งชาวบ้านคนสุดท้ายที่มาตรวจอาการไอเสร็จ
กำลังเตรียมตัวจะปิดประตู—
ฝนก็เทลงมา
หยาดฝนเม็ดโตเท่าเมล็ดถั่วกระทบหลังคากระเบื้องดังเปาะแปะ
ลมพัดกรรโชกตามมา
ต้นฮ่วยแก่หน้าประตูถูกพัดจนเอนเอียงไปมา
ผมเดินออกไปตั้งใจจะลงกลอนไม้
ทันใดนั้นเอง—
ผมก็เห็นพวกเขา
ห้าคน
เดินมาจากถนนโคลนสายเดียวที่หัวหมู่บ้าน
ทั้งห้าคนสวมชุดนักพรตสีน้ำเงินเข้ม
ถูกฝนชะโลมจนเปียกโชก แนบสนิทไปกับตัว
ทุกคนสะพายสัมภาระเรียบง่ายไว้ข้างหลัง บนหัวสวมหมวกงอบ
ขากางเกงและรองเท้าเปื้อนไปด้วยโคลน
พวกเขาเดินอย่างเร่งรีบ
เหมือนกำลังหาที่หลบฝน
ในหมู่บ้านนานๆ ทีจะมีคนแปลกหน้ามาเยือน
ยิ่งมาพร้อมกันถึงห้านักพรตยิ่งหาได้ยาก
เงาร่างของพวกเขาท่ามกลางม่านฝนและแสงยามเย็นที่สลัวรางดูโดดเด่นออกมาอย่างกะทันหัน
คนนำหน้าดูมีอายุมากที่สุด
เคราเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดอกเลา
แต่ฝีเท้ายังคงมั่นคงนัก
เขาเดินนำหน้า สายตาจ้องตรงมายังคลินิกของผม
นี่เป็นบ้านที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดในหมู่บ้าน
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงหน้าประตู
หลอดไฟใต้ชายคาแผ่แสงสีเหลืองสลัวๆ
ส่องให้เห็นใบหน้าที่เหนื่อยล้าของพวกเขาอย่างชัดเจน
นักพรตเฒ่าถอดหมวกออก
เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการเดินทาง
ดวงตาของเขาเป็นประกายมาก
ไม่เหมือนชายชราธรรมดาทั่วไป
เขาประสานมือคำนับผม
“แม่นาง พอจะให้พวกเราพักค้างคืนสักคืนได้ไหม?”
น้ำเสียงของเขาค่อนข้างแหบพร่า
แต่พลังเสียงหนักแน่นมาก
“พวกเราศิษย์อาจารย์ลงเขามาช้า ฝนตกหนักขนาดนี้... เดินทางต่อไม่ไหวจริงๆ”
ผมมองพวกเขา
แต่ละคนเปียกปอนเหมือนลูกนกตกน้ำ สภาพดูทุลักทุเล
นอกจากนักพรตเฒ่าแล้ว อีกสี่คนที่เหลือต่างก้มหน้าดูสำรวมมาก
ชาวเขาเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ
เจอเรื่องแบบนี้ ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ช่วย
“เชิญเข้ามาเถอะครับ”
ผมพูด
“ในบ้านยังพอมีห้องว่าง”
“ขอบใจแม่นางมาก”
นักพรตเฒ่าคำนับอีกครั้ง แล้วนำลูกศิษย์ทั้งสี่เข้าบ้าน
ผมปิดประตู
กั้นลมฝนไว้ภายนอก
พื้นที่ในบ้านพลันเงียบสงบลง
เหลือเพียงเสียงฝนที่เคาะหน้าต่าง
ผมหาผ้าสะอาดให้พวกเขา
“เช็ดตัวก่อนเถอะครับ เดี๋ยวจะไข้รับประทานเอา”
“เจ้าช่างมีน้ำใจนัก”
นักพรตเฒ่ารับผ้าไป แล้วส่งต่อให้ลูกศิษย์ด้านหลัง
ความชื้นจากตัวพวกเขาทำให้คลินิกมีกลิ่นหอมจางๆ ของแมกไม้เปียกชื้น
ผมมองพวกเขา ในใจมีความสงสัยอยู่บ้าง
ท่ามกลางป่าลึกเขาชันขนาดนี้...
พวกเขามาจากอารามไหนกัน?
มาทำอะไรที่นี่?
แต่ผมก็ไม่ได้ถามออกมา
เวลาออกเดินทางใครๆ ก็มีช่วงที่ลำบากกันทั้งนั้น
ผมเข้าไปในครัวด้านใน
ในหม้อยังมีข้าวเหลือจากตอนบ่ายอยู่บ้าง
ผมซาวข้าว
เติมมันเทศหั่นเต๋าลงไปนิดหน่อย
ตั้งใจจะต้มข้าวต้มหม้อหนึ่ง
อากาศหนาวๆ แบบนี้
ได้กินของร้อนๆ จะได้อุ่นกาย
ไฟในเตาลุกโชน
น้ำในหม้อเดือดพล่านอย่างรวดเร็ว
เมล็ดข้าวกลิ้งไปมาในน้ำ
กลิ่นหอมหวานของมันเทศค่อยๆ อวลไปทั่วบ้าน
ข้าวต้มสุกแล้ว
ผมตักใส่ชามห้าใบ
แล้วหยิบจานผักดองออกมาสองสามจาน
ยกออกมาที่ห้องด้านนอก
“ท่านนักพรตทั้งหลายเดินทางมาทั้งวันคงหิวแล้ว”
“ทานเสียหน่อยเถอะครับ”
เมื่อเห็นข้าวต้มร้อนๆ มีควันกรุ่น ดวงตาของพวกเขาเป็นประกายขึ้นมา
“แม่หนู เกรงใจเหลือเกิน”
นักพรตเฒ่ากล่าวตามมารยาท
“ไม่เป็นไรหรอกครับ อาหารบ้านๆ ธรรมดาๆ”
ผมวางถ้วยชามช้อนตะเกียบลง
พวกเขาไม่ปฏิเสธอีกต่อไป
แต่ละคนนั่งลง หยิบชามขึ้นมาทาน
ในห้องโถงเหลือเพียงเสียงซดข้าวต้มดังซวบซาบ
ดูปุ๊บก็รู้ว่าพวกเขาหิวมากจริงๆ
ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้คอยดูพวกเขา
นักพรตเฒ่าทานช้ามาก
ดูสำรวมสุขุม
ส่วนสี่คนที่เด็กกว่านั้นทานเร็วมาก
เสียงฝน
เสียงซดข้าวต้ม
เสียงฟืนปะทุในเตาเป็นพักๆ
กลายเป็นค่ำคืนที่สงบสุขคืนหนึ่ง
ผมเคยคิดว่า...
นี่เป็นเพียงการพบเจอกันธรรมดาๆ ในคืนฝนตกธรรมดาๆ คืนหนึ่งเท่านั้นข้าวต้มกินไปได้เพียงครึ่งมื้อ
ทันใดนั้น—
นักพรตเฒ่าวางชามลงบนโต๊ะ
เคร้ง
เสียงนั้นไม่ดังนัก
แต่ในบ้านที่เงียบสงัดกลับได้ยินชัดเจนยิ่ง
นักพรตอีกสี่คนที่เหลือหยุดชะงักการกระทำทันที
ทั้งห้องโถง...
เงียบกริบจนน่าใจหาย
สายตาของทั้งห้าคน—
ล้วนจับจ้องไปที่นักพรตเฒ่า
บรรยากาศ...
พลันเปลี่ยนไปอย่างประหลาด
02
นักพรตเฒ่าค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
เขาไม่ได้มองบรรดาลูกศิษย์
แต่กลับหมุนตัว เดินตรงดิ่งมาทางฉัน
ภายใต้แสงไฟสีเหลืองหม่น เงาของเขาถูกทอดจนยาวเหยียด
พาดลงบนผนังปูนสีขาวของคลินิก
ในใจฉันเริ่มเกิดความสงสัย
ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร
เขามาหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน
สายตาเรียบเฉยจ้องมองมา
ดวงตาคู่นั้น ภายใต้แสงไฟสลัว กลับทอประกายอย่างประหลาด
ราวกับสามารถมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจคน
“แม่หนู”
เขาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงยังคงแหบพร่า
“พอจะให้ข้าดูมือของเจ้าหน่อยได้หรือไม่?”
ดูมือฉันงั้นเหรอ?
ฉันชะงักไปครู่หนึ่ง
นั่นคือคำขออะไรกัน?
ฉันเป็นหมอ
มือคู่นี้ใช้จับชีพจร เขียนใบสั่งยา ฉีดยาให้คนไข้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
มีอะไรพิเศษนักหนาเชียว?
หรือจะเป็นลูกไม้ดูลายมือ ทำนายดวงชะตาของพวกหมอดูพเนจร?
ตั้งแต่เด็กฉันได้รับการศึกษาสมัยใหม่
สำหรับเรื่องพวกนี้ แต่ไหนแต่ไรมาฉันมักกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย
แต่เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเขา คำปฏิเสธกลับติดอยู่ที่ลำคอ
อย่างไรเสียเขาก็คือแขก
ยิ่งกว่านั้น ในแววตาของเขาไม่มีความล่วงเกินแม้แต่น้อย
มีเพียงความหนักอึ้งบางอย่างที่ยากจะเรียกชื่อ
“ได้ค่ะ”
ฉันลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็ยื่นมือขวาออกไป
เขาไม่ได้คว้าจับในทันที
แต่กลับใช้แขนเสื้อเช็ดมือตัวเองอย่างพิถีพิถันเสียก่อน
จากนั้นจึงใช้นิ้วมือสองนิ้ววางลงบนข้อมือฉันเบาๆ
นิ้วของเขาแห้งกร้าน มีรอยด้านหนา
สัมผัสแล้วรู้สึกหยาบ
แต่มั่นคงยิ่งนัก
ต่อมา มืออีกข้างก็ช้อนฝ่ามือฉันขึ้น
ฉันสัมผัสได้ว่ามือของเขาอุ่นมาก
ราวกับก้อนหยกที่อบอุ่น
ในห้องเงียบเสียจนต่อให้เข็มตกเล่มหนึ่งก็ได้ยินชัด
นักพรตหนุ่มทั้งสี่ล้วนลุกขึ้นยืนแล้ว
พวกเขายืนมองพวกเราอยู่ข้างโต๊ะเงียบๆ
สีหน้าแต่ละคนดูเคร่งเครียดเป็นที่สุด
นอกหน้าต่าง ดูเหมือนฝนจะตกหนักขึ้น
เสียงลมหวีดหวิวราวกับมีใครกำลังสะอึกสะอื้นร่ำไห้
นักพรตเฒ่าก้มหน้าลง
สายตาทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่ที่ฝ่ามือของฉัน
เวลาคล้ายจะช้าลง
หนึ่งวินาที
สองวินาที
สิบวินาที
เขาไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว
เพียงแค่จ้องมองอยู่อย่างเงียบๆ เช่นนั้น
สีหน้าไม่เปลี่ยน
คิ้วไม่ขมวด
ริมฝีปากไม่ขยับ
ราวกับรูปปั้นหิน
ฉันเริ่มรู้สึกกระสับกระส่าย
และเริ่มรู้สึกขนลุกขึ้นมาบ้าง
ชายแปลกหน้าคนหนึ่งกุมมือฉันไว้ แล้วจ้องเขม็งไม่ไหวติงเช่นนี้—
ฉากเหตุการณ์นี้คิดอย่างไรก็ดูวิปริตพิกล
ฉันลองถอนมือกลับ
แต่นิ้วของเขาที่เคยวางไว้เบาๆ กลับมั่นคงราวกับคีมเหล็ก
ฉันไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย
หัวใจฉันเริ่มเต้นรัว
คนผู้นี้...
ตกลงต้องการจะทำอะไรกันแน่?
สายตาของเขาดูไม่เหมือนกำลังดูลายมือ
แต่เหมือนกำลังมองทะลุผ่านมือของฉัน เพื่อดูบางสิ่งที่ฉันมองไม่เห็น
ความหนาวเย็นไร้ที่มาซึมซาบขึ้นจากกระดูกสันหลัง
ฉันถึงขั้นเริ่มรู้สึกเสียใจ
ไม่ควรให้พวกเขาพักค้างคืนเลยจริงๆ
เวลาผ่านไปทีละน้อย
ฉันรู้สึกราวกับผ่านไปนานนับศตวรรษ
ในที่สุด—
จังหวะที่ความอดทนของฉันใกล้จะหมดลง
เขาก็ปล่อยมือ
แรงบีบรัดมลายหายไป
มือของฉันตกลงข้างลำตัว
เขาเงยหน้าขึ้น จ้องมองฉันอีกครั้ง
แววตาดูหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
“แม่หนู”
เขาค่อยๆ เอ่ยคำ
ทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนั้นลง
“จงฟังข้าให้ดี”
“คำพูดต่อจากนี้สำคัญมาก”
“เจ้าต้องจดจำไว้ให้มั่น”
ฉันมองเขาโดยไม่พูดอะไร
แต่ในใจเริ่มเกิดระลอกคลื่นแห่งความหวั่นวิตก
เขาสูดลมหายใจลึก
ราวกับตัดสินใจครั้งใหญ่
“นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป...”
“ภายในเจ็ดวันข้างหน้า”
“ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ตาม”
“ไม่ว่าเจ้าจะได้ยินสิ่งใด หรือพบเห็นสิ่งใด”
“อย่าได้ก้าวเท้าออกจากหัวหมู่บ้านเป็นอันขาด”
ทุกคำที่เขาพูดออกมานั้นช้าและชัดเจน
น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยคำสั่งที่ไม่อาจโต้แย้ง
เจ็ดวันห้ามออกไปที่หัวหมู่บ้านงั้นเหรอ?
หมายความว่าอย่างไรกัน?
ทุกสัปดาห์ฉันต้องไปซื้อยาที่ตัวตำบล
หัวหมู่บ้านคือเส้นทางสายเดียวที่ใช้เดินทาง
“ท่านนักพรต คำพูดนี้ของท่าน...”
ฉันตั้งใจจะถามให้กระจ่าง
เขากลับโบกมือตัดบท
“เจ้าไม่จำเป็นต้องถามถึงสาเหตุ”
“ขอเพียงจำคำข้าไว้ก็พอ”
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาฉัน กำชับทีละคำว่า:
“โดยเฉพาะในยามค่ำคืน”
“หากได้ยินว่ามีใครมายืนเรียกชื่อเจ้าอยู่ที่หัวหมู่บ้าน...”
“ไม่ว่าจะอย่างไร...”
“อย่าได้ขานรับเป็นอันขาด”
“และยิ่งห้ามก้าวเดินออกไปข้างนอกเด็ดขาด”
03
คำพูดของเขาจบลง
ภายในบ้านยังคงมีแต่ความเงียบสงัดที่ชวนให้อึดอัด
นักพรตหนุ่มทั้งสี่ สีหน้าของแต่ละคนดูถมึงทึง
ราวกับสีหน้านั้นเป็นสิ่งยืนยันว่าคำพูดของอาจารย์พวกเขาไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย
ในใจฉันสับสนวุ่นวายไปหมด
ในฐานะหมอที่เคยรับการศึกษาทางการแพทย์สมัยใหม่ ปฏิกิริยาแรกของฉันคือความไร้สาระ
นี่มันไม่ใช่เรื่องภูตผีปีศาจตามความเชื่อของชาวบ้านชนบทหรอกหรือ?
ถูกเรียกชื่อห้ามขานรับ
กลางคืนห้ามออกไปข้างนอก
ทว่าสายตาของนักพรตเฒ่า...
กลับดูไม่เหมือนคนที่ตั้งใจสร้างเรื่องหลอกลวง
ความเคร่งขรึมที่ซึมลึกถึงกระดูกนั้น ทำให้ฉันไม่อาจมองข้ามเป็นเรื่องตลกได้โดยง่าย
“ฉัน... เข้าใจแล้วค่ะ”
สุดท้ายฉันก็พยักหน้า
ไม่ว่าคำพูดของเขาจะจริงหรือเท็จ รับปากไปก่อนก็ไม่เสียหายอะไร
“ขอบใจเจ้ามาก”
เมื่อเห็นฉันพยักหน้า สีหน้าของนักพรตเฒ่าดูผ่อนคลายลงบ้าง
เขาประสานมือคำนับอีกครั้ง
“คืนนี้รบกวนแล้ว”
“ข้าวต้มอร่อยมาก”
พูดจบ เขาก็นำลูกศิษย์ทั้งสี่เดินเข้าไปในห้องว่างที่ฉันเตรียมไว้
ประตูปิดลง
ห้องโถงด้านนอกเหลือเพียงฉันคนเดียว
พร้อมกับชามข้าวต้มที่กินค้างไว้บนโต๊ะ
ฉันนั่งอยู่ตรงนั้นนานมากโดยไม่ขยับตัว
ด้านนอก ประตู ลมฝนยังคงไม่สงบ
คำพูดของนักพรตเฒ่าวนเวียนอยู่ในหัวของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อย่าออกไปที่หัวหมู่บ้าน
มีใครเรียกชื่อ อย่าขานรับ
ตกลงมันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?
หมู่บ้านแห่งนี้... มีอะไรที่เป็นอันตรายงั้นเหรอ?
ฉันประกอบอาชีพอยู่ที่นี่มาเกือบสองปีแล้ว
หมู่บ้านชิงซีแม้จะห่างไกล แต่ผู้คนมีนิสัยซื่อสัตย์จริงใจ กลางคืนไม่จำเป็นต้องปิดประตูก็ได้
ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินเรื่องราวประหลาดใดๆ เลย
คิดอย่างไรก็คิดไม่ตก
สุดท้ายฉันก็ได้แต่สรุปเอาเองว่าเป็นเพียงลูกไม้ขู่ขวัญของพวกนักต้มตุ๋นพเนจร
บางที...
นั่นอาจจะเป็นเพียงวิธีที่พวกเขาใช้ตอบแทนข้าวต้มหนึ่งมื้อ
โดยการใช้คำเตือนที่ดูลึกลับเพื่อแสดงตนว่าไม่ธรรมดา
ฉันส่ายหัว ลุกขึ้นเก็บชามและตะเกียบ
คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ
ฝันร้ายวนเวียนไม่จบสิ้น
ล้วนเป็นฉากเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดพิสดาร
เช้าวันรุ่งขึ้น
เมื่อตื่นขึ้นมา ท้องฟ้าก็สว่างโรจน์แล้ว
ฝนหยุดตก
แสงแดดลอดผ่านหน้าต่าง อากาศสดชื่นเย็นสบาย
ฉันก้าวเดินออกมาข้างนอก
พบว่านักพรตทั้งห้าคนได้จากไปแล้ว
ห้องที่พวกเขานอน ผ้าห่มและฟูกถูกพับไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ราวกับไม่เคยมีใครมาเยือนเลย
ฉันเดินไปที่โต๊ะ
พบว่าใต้ชามข้าวต้มของตัวเองมีบางอย่างทับอยู่
เป็นเหรียญอีแปะทองแดงเหรียญหนึ่ง
เหรียญนั้นเก่าแก่มาก
ขอบสึกหรอจนมันวาว
บนหน้าเหรียญสลักลวดลายที่ฉันไม่รู้จัก
รูสี่เหลี่ยมตรงกลางเหรียญผูกด้วยด้ายสีแดงเส้นหนึ่ง
คงจะเป็นค่าที่พักที่พวกเขาทิ้งเอาไว้
ฉันหยิบมันขึ้นมา
สัมผัสแล้วรู้สึกเย็นสบาย
และมีน้ำหนักมาก
ไม่เหมือนเหรียญทองแดงทั่วไป
ฉันเก็บมันไว้ในกระเป๋า
ตั้งใจว่าคราวหน้าถ้าไปที่ตัวตำบล จะหาผู้รู้มาถามไถ่เสียหน่อย
นักพรตไปแล้ว
คำเตือนของพวกเขา ภายใต้แสงแดดอันรุ่งโรจน์ยามเช้า ก็เริ่มดูไม่สมจริงขึ้นมา
ฉันเริ่มรู้สึกว่าเมื่อคืนตัวเองอาจจะคิดมากไปเอง
ชีวิตกลับเข้าสู่ครรลองเดิมอย่างรวดเร็ว
ช่วงเช้า ฉันตรวจอาการป่วยเรื้อรังให้คุณยายหวังในหมู่บ้าน
ช่วงบ่าย หลานชายของผู้ใหญ่บ้านที่ซุกซนหกล้มหัวเข่าแตก ฉันก็ทำแผลให้เขา
หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ไม่มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น
ฉันเกือบจะลืมคำพูดของนักพรตเฒ่าไปเสียแล้ว
เมื่อถึงยามค่ำคืน
ฉันล็อกประตูคลินิก เตรียมตัวพักผ่อน
นอนลงบนเตียง
จู่ๆ ก็กลับนึกถึงคำเตือนนั้นขึ้นมา
วันที่หนึ่ง
สงบเรียบร้อยดีทุกอย่าง
ฉันหลุดขำออกมา
รู้สึกว่าตัวเองดูจะตลกไปหน่อย
เพียงแค่คำพูดประโยคเดียวของคนแปลกหน้า...
กลับทำให้ตัวเองขวัญผวาจนไม่เป็นอันทำอะไร
ฉันพลิกตัว ตั้งใจจะนอน
ในจังหวะที่กำลังจะเคลิ้มหลับไปนั้น—
สายลมวูบหนึ่งลอดผ่านซอกหน้าต่างเข้ามา
พัดผ้าม่านให้ไหววับเบาๆ
ในสายลมนั้น...
คล้ายจะแทรกซึมด้วยเสียงประหลาดบางอย่าง
ไกลมาก
แผ่วเบาเหลือเกิน
ราวกับ...
มีสิ่งของบางอย่างกำลังถูกลากครูดไปกับพื้นดิน
ครืด... ครืด...
ครืด... ครืด...
ฉันตั้งใจเงี่ยหูฟัง
เสียงนั้นดังอยู่เพียงไม่กี่ครั้ง
แล้วก็เงียบหายไป
คงจะเป็นเพียงเสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกันล่ะมั้ง
ฉันบอกตัวเองเช่นนั้น
แล้วหลับตาลง

Endereço

Guarulhos, SP

Notificações

Seja o primeiro recebendo as novidades e nos deixe lhe enviar um e-mail quando Amigos do Adventista posta notícias e promoções. Seu endereço de e-mail não será usado com qualquer outro objetivo, e pode cancelar a inscrição em qualquer momento.

Compartilhar