Thai Canal คลองไทย

  • Home
  • Thai Canal คลองไทย

Thai Canal คลองไทย Contact information, map and directions, contact form, opening hours, services, ratings, photos, videos and announcements from Thai Canal คลองไทย, Nonprofit Organization, .

คอคอดกระ หรือ กิ่วกระ เป็นส่วนที่แคบที่สุดของแหลมมลายูอยู่ในเขตบ้านทับหลี ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง กับ อำเภอสวี จังหวัดชุมพรประมาณกิโลเมตรที่ 545 ของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ห่างจากเขตเทศบาลเมือง 66 กิโลเมตร คอคอดกระ มีระยะทางจากฝั่งทะเลตะวันตกจรดฝั่งตะวันออกกว้างเพียง 50 กิโลเมตร พื้นที่ส่วนนี้นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่ได้รับความสนใจตั้งแต่ใน สมัยพระนารายณ์มหาราช หรือว่า 300 ปีมาแล้ว ต่อ

มาในช่วงต้นกรุงรัตนโกสิน ช่วงรัชกาลที่ 1 ประมาณปี พ.ศ. 2336 สมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาถ ดำริเรื่องการขุดคลองเชื่อม 2 ฝั่งทะเล (มีพระราชนิพนธ์เป็นหลักฐาน) แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ผ่านมาจนถึง รัชกาลที่ 4 ประมาณปี พ.ศ. 2401 อังกฤษได้เสนอขอพระบรมราชานุญาต ทำการขุดคอคกระแนวระนอง-หลังสวน ซึ่งเป็นส่วนที่แคบที่สุด พระองค์ทรงยินยอม แต่ขาดเงินทุนที่จะดำเนินการ ทำให้โครงการหยุดชะงักไป ต่อมา ใน พ.ศ.2406 อังกฤษ กลับมาสำรวจบริเวณคอคอดกระส่วนที่แคบที่สุด ปรากฎว่าแนวทางเดิมติดสันเขา ขุดได้ลำบาก และเครื่องมือเองก็ไม่มีจึงยกเลิกโครงการไปอีก จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2409-2411 คลองกระก็กลับมาโด่งดังไปทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อฝรั่งเศสขอเจรจาเพื่อดำเนินการขุด หลังจากที่ฝรั่งเศสได้ขุดคลองสุเอซสำเร็จ แต่รัชกาลที่ 4 ไม่อนุญาต เนื่องจากเกรงจะเสียพระราชอาณาจักร นอกจากนั้นยังเกิดความขัดแย้งระหว่างอังกฤษ กับ ฝรั่งเศส เพราะถ้าเรือสามารถเดินทางจากฝั่งทะเลอันดามันข้ามมายังฝั่งอ่าวไทย โดยไม่ต้องอ้อมไปทางแหลมมลายู ซึ่งทำให้ร่นระยะทางในการเดินเรือได้มาก ในขณะเดียวกัน ย่อมจะไปกระทบกิจการท่าเรือในปีนังและสิงคโปร์ ซึ่งอังกฤษปกครองอยู่ในขณะนั้น และเพื่อให้เป็นข้ออ้างในทางการเมือง โครงการนี้จึงระงับไป

ความพยายามของการขุดคลองกระยังไม่หมดไป ในสมัยรัชกาลที่ 5 ประมาณ ปี พ.ศ. 2415 นาวาเอก เอ. จีลอปตัน ร.น. ตัวแทนรัฐบาลอังกฤษเข้ามาสำรวจเส้นทางการขุดคลองกระอีกครั้งหนึ่ง ในแนวระนอง-ชุมพร จากการสำรวจ เป็นเรื่องที่เป็น ไปได้ แต่พระองค์ไม่อนุญาตด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ประมาณปี พ.ศ. 2460 รัชกาลที่ 6 ทรงสนพระทัยในเรื่องคลองกระ เพราะทรงเห็นว่าจะสามารถอำนวยประโยชน์ และนำความเจริญมาสู่ประเทศอย่างมหาศาล แต่เนื่องจากปัญหาทางการเมืองเช่นเดียวกัน ทำให้ตัดสินพระทัยไม่ทรงอนุญาตให้มีการขุดคลองกระ

ต่อมาหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว นายปรีดี พนมยงค์ ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในปี พ.ศ. 2478 ได้มีความพยายามรื้อฟื้นโครงการคลองกระมาพิจารณาอีก โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่ากรณีเมื่อขุดคลองแล้ว ประเทศไทยจะต้องมีอำนาจอธิปไตยเหนือคลองโดยสมบูรณ์ รวมทั้ง ไม่ควรพึ่งพาต่างชาติ ดังนั้นการที่จะทำได้สำเร็จ ประเทศไทยต้องมีเงินทุนเพียงพอ แต่ในขณะนั้น ประเทศไทยมีเงินทุนไม่เพียงพอ โครงการคลองกระจึงต้องระงับไปอีกครั้ง ต่อมา ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วง พ.ศ. 2489 ไทยต้องลงนามในความตกลงสมบูรณ์แบบ เพื่อเลิกสถานะสงครามกับอังกฤษโดยใน ข้อ 7 ระบุห้ามไทยขุดคลองเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย หากมิได้รับความยินยอมจากรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันความสำคัญของคลองกระ ที่มีต่อความอยู่รอดทางการค้าของแหลมมลายู อย่างไรก็ตามพ.ศ.2497 ได้มีการยกเลิกความตกลงสมบูรณ์แบบ ดังกล่าว

หลังจากมีการยกเลิกสนธิสัญญาความตกลงสมบูรณ์แบบแล้ว นายปรีดี พนมยงค์ ได้นำเสนอแนวคิดเรื่องการขุดคอคอดกระอีกครั้ง โดยได้นำแนวคิดมาจากคลองสุเอซในอียิป คลองปานามา ในประเทศปานามา รวมถึงคลองคีลของเยอรมัน ที่เชื่อมทะเลเหนือกับบอลติก และ คลองโครินธ์ของกรีก นำมาประยุคใช้ โดยแนวคิดคอคอดกระนี้ได้นำเสนอต่อสาธารณะชน เมื่อ กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501 โดยมีประเด็นที่กล่าวถึงไว้ในบันทึกข้อความของท่านปรีดีย์หลายประเด็นที่น่า สนใจ ประเด็นแรกคือ งบประมาณที่ใช้ในการขุดคลองกระนี้จะต้องเป็นงบของรัฐบาลไทย เพื่อให้ไม่เกิดปัญหาการถือสิทธิครอบครอง แบบที่เกิดขึ้นกับคลองสุเอซ หรือ คลองปานามา ที่โดนอังกฤษ และ สหรัฐเขาครอบครอง และกว่าจะเป็นอิสระได้ก็นานมาก ประเด็นที่สองคือเรื่องการเมืองการปกครอง ซึ่งจะทำอย่างไรให้การปกครองยังคงเป็นเอกราชได้อย่างมั่นคง ซึ่งส่วนนี้ขึ้นอยู่กับผู้ปกครองประเทศว่าสามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นได้ ขนาดไหน แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ จนกระทั่ง พ.ศ. 2503 นายเชาว์ เชาว์ขวัญยืน กับคณะ ในนามของบริษัท แหลมทองพัฒนา เสนอ รัฐบาลไทยขอรื้อฟื้นโครงการคลองกระขึ้นใหม่ โดยขออนุญาตทำการศึกษากิจการคลองกระและท่าเรือ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้แสดงความเห็นชอบในหลักการตามข้อเสนอถึง 2 ครั้ง แต่วันที่ 31 มีนาคม 2507 สภาความมั่นคงแห่งชาติได้สั่งระงับการดำเนินการตามข้อตกลง เนื่องจากเหตุผลทางด้านความมั่นคง และเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการแยกดินแดนทางภาคใต้

ต่อมา พ.ศ. 2513 ด้วยความเห็นชอบจากระทรวงมหาดไทย นายเชาว์ คนเดิม ได้จ้างบริษัท แทมส์ (TAMS) ศึกษาความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจของการขุดคลองกระ ผลการศึกษาปรากฏว่าแนวคลองที่เหมาะสมอยู่ทางใต้ คือเส้นทางระหว่างสตูล-สงขลา จนต่อมา พ.ศ. 2516 มีการเสนอโครงการคลองกระต่อรัฐบาล แต่บัญเอิญมีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลใหม่ โครงการก็เลยต้องพับไปอีกครั้ง

ต่อมา พ.ศ. 2525 กลุ่ม ส.ส. พรรคชาติไทย โดยการนำของ นางยุพา อุดมศักด์ ส.ส. พิจิตร เสนอให้มีการขุดคลองกระที่จังหวัดระนอง โดยเสนอรัฐบาล โดยมีนายชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธานคณะกรรมการทบทวนศึกษาโครงการขุดคลองกระ แต่ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง การพิจารณาจึงต้องชะงักไป ในขณะเดียวกันนั้น

จากนั้นอีกเพียงปีเดียว สำนักงาน เอ็คเซ็คคิวทีฟ อินแทลลิเจนส์ รีวิว (EIR) และฟิวซัน เอ็นเนอร์ยี ฟาวเดชั่น (FEF) จัดสัมมนาเรื่องคอคอดกระ และความเป็นไปได้ในประเทศไทย โดยได้รับ ความสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี การศึกษาโครงการขุดคอคอดกระดำเนินไปด้วยดี จนกระทั่งเกิดปัญหาในพรรคร่วมรัฐบาลของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในตอนนั้น จนท่านประกาศยุบสภา โครงการจึงหยุดไปอีกครั้ง

ต่อมาใน พ.ศ. 2529 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง โครงการขุดคอคอดกระจึงดำเนินการต่อไปค่อนข้างราบรื่น โดยมีประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ขอเป็นผู้ลงทุนขุดคอคอดกระ แต่ ดร.บุญรอด บิณฑสันต์ หัวหน้ากลุ่มนักวิชาการ ไม่เห็นด้วยและไม่ยอมให้ต่างชาติประเทศใดเป็นผู้ลงทุนในโครงการนี้ แต่ต้องดำเนินการโดยคนไทย และได้เปลี่ยนชื่อจากโครงการ คอคอดกระเป็น “โครงการพัฒนาคาบสมุทรแหลมทอง” สภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่สานต่อการทำงานของคณะ กรรมาธิการชุดที่แล้ว โดยมีนายวัฒนา อัศวเหม ส.ส. สมุทรปราการ เป็นประธาน พิจารณาคืบหน้ามาก โดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล รวมทั้งนายทหารระดับสูง 3 เหล่าทัพ มีการไปศึกษาดูงานคลองสุเอซ และคลองปานามา รวมทั้งศึกษาเทคโนโลยีการสร้างเขื่อน และระบบการควบคุมน้ำในเขื่อนเนเธอร์แลนด์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ด้วย โครงการขุดคอคอดกระในยุค พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ก้าวหน้าด้วยดี แต่เกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ลดค่าเงินบาท ทำให้เกิดปัญหาเงินลงทุนเป็นอุปสรรคสำคัญ เงินลงทุนจากต่างประเทศ ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำ โยงใยเป็นขบวนการลูกโซ่ ทำให้โครงการขุดคอคอดกระหยุดชะงักไป

ต่อมาในปี พ.ศ. 2531 สมัย พลเอก ชาติชาย ชุณหวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านได้สนับสนุนโครงการขุดคอคอดกระอย่างชัดเจนอีกครั้ง โดยเน้นนโยบายให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในลักษณะของสัมปทาน เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตอบแทนจากรัฐบาล จึงมีบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเยอรมันนี ขอเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลเป็นประเทศแรก โดยบริษัทเอกชนญี่ปุ่นชื่อ DIALCHISOGYO ได้ทำหนังสือลงนามโดยนายทากา คิโยชิ ประธานกรรมการเสนอต่อ พลเอก ชาติชาย ชุณหวัณ

ต่อมา ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2533 กลุ่มผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเสนอตัว พร้อมสนับสนุนโครงการขุดคอคอดกระ แต่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหวัณ กลับเน้นไปที่การเปิดประตูอินโดจีนมากกว่า และได้ให้ความสำคัญกับโครงการ “อิสเทิร์น ซีบอร์ด” หรือ โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกเป็นอันดับหนึ่ง และทุ่มเทเวลาเกือบทั้งหมดในการสนับสนุนโครงการนี้ ส่วนโครงการขุดคอคอดกระได้รับความสำคัญเป็นอันดับรอง จึงไม่รีบเร่งในการพิจารณา จนในที่สุดถูกยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) โดยในยุค รสช. พล.อ. สุจินดา คราประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้ให้ความสนใจโครงการขุดคอคอดกระ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” จนในที่สุด พล.อ.สุจินดา คราประยูร ลาออก

ต่อมามีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในปี พ.ศ. 2535 และนายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีความพยายามจากมูลนิธิเพื่อการศึกษาคอคอดกระจัดตั้ งโดยความร่วมมือขององค์กรเอกชนหลายแห่งประกาศ ขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นผู้ศึกษารวบ รวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงการคอคอดกระทั้งระบบ แต่ก็ถูกนักการเมืองของพรรคประชาธิปัตเอง และพรรคอื่น ๆ ต่อต้าน โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง และอ้างว่าการสร้างคลองจะเป็นการแบ่งแยกประเทศ ทำให้โครงการดังกล่าวเงียบไปอีกครั้ง แต่หันไปให้ความสนใจกับโครงการท่าอากาศยานสากลแห่งที่ 2 (หนองงูเห่า) จนกระทั่งรัฐบาลมีปัญหาต้องยุบสภาไปอีกครั้ง

รัฐบาลต่อมา เป็นรัฐบาลซึ่งนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2539 แต่ท่านก็ไม่ได้ให้ความสนใจโครงการขุดคอคอดกระ จนกระทั่ง พ.ศ. 2540 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้ให้ความสนใจต่อโครงการขุดคอคอดกระ เนื่องจากให้ความสนใจการสร้างท่าอากาศยานสากลแห่งใหม่ต่อเนื่องจากรัฐบาลที่ ผ่านมา แต่ยังมีการมอบหมายให้นายเด่น โต๊ะมีนา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศร.) และสภาความมั่นคงแห่งชาติ จนกระทั่งปลายปี พ.ศ. 2540 รัฐบาลสมัยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ โดยมีนายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ประกาศตกอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจหายนะ จนกระทั่งพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี โครงการขุดคอคอดกระจึงต้องระงับไปอีกครั้ง ต่อมาในปีนั้นเอง (ปลายปี) นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี อีกครั้งไม่ปรากฏว่ามีการพิจารณา หรือ การศึกษาโครงการขุดคอคอดกระ เนื่องจากอยู่ในภาวะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดวิกฤตอย่างรุน แรง

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2544 วุฒิสภา โดยนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสิงห์บุรีได้ รื้อฟื้นโครงการ ขุด คอคอดกระขึ้นมาพิจารณาใหม่ โดยได้รับอนุมัติจากวุฒิสภาให้จัดตั้งคณะ กรรมาธิการวิสา มัญเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอดกระเมื่อวันที่ 17พฤษภาคม 2544 คณะรัฐบาล ซึ่งมี นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการขุดคลองกระเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และสังคมภายใต้นโยบาย และการกำกับดูแล ของพลเอกชวลิตยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลา โหมด้วย

พ.ศ. 2548 วุฒิสภาเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ให้ขุดคลองไทยเมื่อ วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน 2548 ใน พ.ศ. 2544 วุฒิสภา โดยผลการศึกษาที่รายงานต่อที่ประชุมมีสาระสำคัญให้เรียกชื่อคลองว่า "คลองไทย" และบริเวณที่ขุดมิใช่คอคอดกระ เนื่องด้วยเหตุผลทางวิศวกรรมศาสตร์ อันได้แก่สภาพพื้นที่ที่ต้องขุดที่คอคอดกระนั้นเป็นหินและภูเขา และ ในด้านความมั่นคงด้วย เนื่องจากบริเวณคอคอดกระอยู่ที่ชายแดนพม่าปากแม่น้ำสายบุรี บริเวณที่วุฒิสภาเห็นว่ามีความเป็นไปได้และเกิดประโยชน์สูงสุดในการขุด "คลองไทย" คือ เส้นทาง 9A ผ่านจังหวัดกระบี่ ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลา ระยะทาง 120 กิโลเมตร แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ ที่จะทำให้โครงการขุดคอคอดกระ หรือตอนหลังมาเปลี่ยนเป็นคลองไทย เดินหน้าไปได้

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2552 ทาง รศ.ดร. สถาพร เขียววิมล อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการขุดคอคอดกระ (คลองไทย) วุฒิสภา ก็ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ อธิบายความสำคัญของการขุดคอคอดกระ หรือคลองไทย แต่ผ่านมาแล้ว 1 ปีก็ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ ที่เป็นรูปธรรมมากนัก จะมีก็แค่ วุฒิสมาชิก สมชาย แสวงการ ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภคมีความสนใจ ได้จัดให้มีการบรรยายพิเศษเรื่อง "โครงการขุด คลองไทย (คอคอดกระ) กับความมั่นคง และเศรษฐกิจของชาติ" อีกครั้งเมื่อวัน พฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2553 ซึ่งผู้ที่มาบรรยายก็คือ รศ.ดร. สถาพร เขียววิมล ที่ผลักดันเรื่องนี้มานานมาก ก็คงต้องรอดูกันต่อไปนะครับ ว่ามันจะสามารถเดินไปได้หรือไม่ อย่างไร หรือจะต้องเป็นหมัน เหมือนกับที่เคยเป็นมาหลายครั้งแล้ว…

ล่าสุด เมื่อต้นปี 2554 ดร.ไพบูลย์ ซำศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดปทุมธานี ประธานคณะอนุกรรมาธิการพัฒนา ตรวจสอบเศรษฐกิจผู้บริโภค ความเป็นอยู่ ความเป็นธรรมของประชาชน ในคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและผลประโยชน์อย่างสูงที่ประเทศไทยจะได้รับจากการขุด “คลองไทย” จึงได้ติดตามความคืบหน้า ตามที่วุฒิสภาเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ให้ขุดคลองไทยเมื่อ วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน 2548 โดยรณรงค์ให้มีการบรรยายถึง ผลดี ผลเสีย ของการขุดคลองไทย ในโอกาสและสถานที่ต่างๆ มีการเผยแพร่ผ่านทางสื่อต่างๆ ตลอดจนติดตามความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

Address


Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Thai Canal คลองไทย posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

  • Want your organization to be the top-listed Non Profit Organization?

Share