เหล็ก.com - ชุมชนคนขายเหล็ก

เหล็ก.com - ชุมชนคนขายเหล็ก ศูนย์รวมแลกเปลี่ยนข้อมูลให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับวงการธุจกิจเหล็ก

ด่วน‼️⚠️ กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีคำสั่งให้บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล (SKY) กลับมาเปิดดำเนินกิจการโรงงานได้อีกครั้ง ตั้งแต่วัน...
05/06/2026

ด่วน‼️⚠️ กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีคำสั่งให้บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล (SKY) กลับมาเปิดดำเนินกิจการโรงงานได้อีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569

📌 สนค.เผย ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนเม.ย. 2569 สูงขึ้น 5.9  % สูงที่สุดในรอบ 44 เดือน  ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งใน...
29/05/2026

📌 สนค.เผย ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนเม.ย. 2569 สูงขึ้น 5.9 % สูงที่สุดในรอบ 44 เดือน ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำน้ำมันและพลังงานปรับสูงขึ้น กระทบเป็นวงกว้าง คาดเดือน พ.ค.พุ่งต่อ จับตาต้นทุนรับเหมาก่อสร้างปรับขึ้นทำชะลอโครงการก่อสร้างกระทบการจ้างงาน

📌 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนเม.ย. 2569 เท่ากับ 112.4 สูงขึ้น 5.9 % สูงที่สุดในรอบ 44 เดือน เป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันและพลังงานต่าง ๆ สูงขึ้น ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่การผลิตและโลจิสติกส์ของสินค้าวัสดุก่อสร้าง ทำให้ดัชนีราคาสูงขึ้นเกือบทุกหมวด

📌 หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก สูงขึ้น 6.2 % จากการสูงขึ้นของเหล็กเส้นกลมผิวข้ออ้อย เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ ท่อเหล็กดำ และชีทไพล์เหล็ก เนื่องจากราคาวัตถุดิบและพลังงาน (บิลเล็ต เศษเหล็ก ถ่านหิน) มีต้นทุนค่าขนส่งและค่าระวางเรือสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หมวดกระเบื้อง สูงขึ้น 1.3 % จากการสูงขึ้นของกระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา แผ่นหลังคาโปร่งแสง และกระเบื้องเคลือบปูพื้น เนื่องจากราคาพลังงาน และ วัตถุดิบ ปรับสูงขึ้น

📌 โดยหมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ สูงขึ้น 1.0 % จากการสูงขึ้นของไม้แบบ ไม้โครงคร่าว บานประตู และบานหน้าต่าง จากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งปรับสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน หมวดซีเมนต์ สูงขึ้น 2.8 % จากการสูงขึ้นของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม และปูนซีเมนต์สำเร็จรูป จากต้นทุนราคาพลังงานปรับสูงขึ้น เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง ส่งผลให้หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต สูงขึ้น 5.6 % จากการสูงขึ้นของพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปอัดแรง คานคอนกรีตสำเร็จรูป และคอนกรีตผสมเสร็จ เนื่องจากราคาวัตถุดิบ (ซีเมนต์ หิน ทราย) และต้นทุนค่าขนส่งปรับสูงขึ้น

📌 หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา สูงขึ้น 4.9 % จากการสูงขึ้นของสายเคเบิล THW สายส่งกำลังไฟฟ้า NYY สายไฟฟ้า VCT และเสาไฟถนน ตามการสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ (ทองแดง อลูมิเนียม เม็ดพลาสติก) รวมทั้งมีความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างด้านสาธารณูปโภคของภาครัฐเพิ่มขึ้น หมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ สูงขึ้น 15.8 % จากการสูงขึ้นของยางมะตอย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ ราคาปรับสูงขึ้นเป็นอย่างมากตามราคาและอุปทานที่ตึงตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

📌 สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนพ.ค. ปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ และมีความไม่แน่นอนสูงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุช การตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาที่ปิดล้อมทางทะเลเพื่อกดดันอิหร่าน

📌 แม้ว่าจะมีความพยายามให้มีการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งดังกล่าว แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ จึงเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำมันและราคาพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวน และมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งของสินค้าวัสดุก่อสร้างหลายชนิดปรับราคาสูงขึ้น

📌 โดยเฉพาะสินค้าวัสดุก่อสร้างที่ต้องใช้ความร้อนสูงในกระบวนการผลิต เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง สุขภัณฑ์ และสินค้าวัสดุก่อสร้างที่มีผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเป็นวัตถุดิบ เช่น ท่อพีวีซี (เม็ดพลาสติก) สีทาอาคาร และน้ำยากันซึม (สารทำละลาย) ยางมะตอย (จากการกลั่นน้ำมันดิบ) มีต้นทุนสูงขึ้น

📌 กลุ่ม 10 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทย เข้าพบ “วราวุธ” รมต. อุตสาหกรรม เสนอ 3 มาตรการหลัก 8 แนวทางเร่งด่วน รับมือเหล็กนำเข้า...
27/05/2026

📌 กลุ่ม 10 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทย เข้าพบ “วราวุธ” รมต. อุตสาหกรรม เสนอ 3 มาตรการหลัก 8 แนวทางเร่งด่วน รับมือเหล็กนำเข้าราคาต่ำ-ปัญหา Overcapacity พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ Green Steel และเป้าหมาย Net Zero ปี 2050

📌 กลุ่ม 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย นำโดยนายนาวา จันทนสุรคน นายกกิติมศักดิ์สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย เข้าพบ รมต.อุตสาหกรรม เพื่อหารือและนำเสนอ “ข้อเสนอแนวทางแก้ไขวิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กไทย” ท่ามกลางสถานการณ์การนำเข้าเหล็กราคาต่ำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินของตลาดโลก ซึ่งกระทบรุนแรงต่อผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม

📌 กลุ่ม 10 สมาคมฯ ซึ่งมีสมาชิกรวมกว่า 510 บริษัท และมีการจ้างงานทางตรงกว่า 51,000 คน ระบุว่า อุตสาหกรรมเหล็กถือเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศ และเสมือนกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพราะเหล็กเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ได้แก่ ก่อสร้าง ยานยนต์ เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์อาหาร และอื่นๆ

📌 อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาพึ่งพาการนำเข้าเหล็กสูง โดยประเทศไทยมีความต้องการใช้เหล็กราว 16.5 - 18 ล้านตันต่อปี แต่ส่วนใหญ่เป็นเหล็กนำเข้า โดยเป็นการใช้สินค้าเหล็กที่ ผลิตภายในประเทศ เพียง 6.5 - 7 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิต ของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศไทย ถดถอยลงเรื่อยมา จนเหลือเพียง 27.9% เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของโลกที่ 75%

📌 ในการเข้าพบครั้งนี้ กลุ่ม 10 สมาคมฯ ได้เสนอแนวทางสำคัญในการแก้วิกฤตอุตสาหกรรมเหล็กต่อกระทรวงอุตสาหกรรม 3 มาตรการหลัก รวม 8 มาตรการย่อย ได้แก่

📌 มาตรการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็ก ประกอบด้วย

👉 1.1) มาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิตในกลุ่มสินค้าที่มีปัญหา Overcapacity เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กลวด ท่อเหล็ก เหล็กโครงสร้าง และเหล็กกล้าไร้สนิม โดยอนุญาตเฉพาะการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพโดยไม่เพิ่มกำลังการผลิต

👉 1.2) การควบคุมโรงงานเหล็กเส้นที่ใช้กระบวนการผลิตแบบเตาหลอมเหนี่ยวนำ หรือ Induction Furnace (IF) ต้องผ่านการพิสูจน์เทคโนโลยีและกระบวนการควบคุมคุณภาพ และความบริสุทธิ์ของเหล็กต่อคณะกรรมการวิชาการของ สมอ. เพื่อป้องกันปัญหาเหล็กไม่ได้มาตรฐานกลับเข้าสู่ตลาด

👉 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ชี้แจงว่า ได้ลงนามในร่างประกาศมาตรการห้ามตั้งและห้ามขยายกำลังการผลิตในอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดร้อนแล้ว เพื่อบรรเทาปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน และรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ

👉 นอกจากนี้ นายวราวุธยังย้ำว่า กระทรวงอุตสาหกรรมตระหนัก ถึงข้อกังวลด้านคุณภาพของการผลิตเหล็กด้วยระบบ IF และมีนโยบายชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีของโรงงานเหล็ก ระบบ IF ไปสู่ระบบเตาหลอมอาร์กไฟฟ้า หรือ Electric Arc Furnace (EAF) ทั้งนี้จะพิจารณากำหนดแนวทางและระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสม พร้อมทั้งจำกัด การใช้เหล็กจากระบบ IF ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน ของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม

📌 2. มาตรการส่งเสริมการใช้สินค้าและเหล็กในประเทศ ได้แก่

👉 2.1) การควบคุมสินค้าโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรฐานและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย

👉 2.2) การใช้สินค้า Made in Thailand (MiT) ในโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน PPP และโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ใช้สินค้าและเหล็กที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสม ภายใต้นโยบาย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศและการจ้างงาน

👉 2.3) การสนับสนุน มาตรการทางการค้าของกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard: SG) และมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงทางการค้า (Anti-Circumvention: AC) เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมภายในประเทศ และป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม

📌 3. มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กเพื่อมุ่งสู่การยกระดับด้านสิ่งแวดล้อมและ Green Steel ได้แก่

👉 3.1) ฉลากสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 4 - 5 Plus เพื่อกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

👉 3.2) การสงวนเศษเหล็กไว้ใช้ในประเทศ เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเหล็กคาร์บอนต่ำ

👉 3.3) การสนับสนุนอุตสาหกรรมจัดการและรีไซเคิลซากยานยนต์ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและเพิ่มวัตถุดิบรีไซเคิลภายในประเทศ

📌 ทางกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีมีนโยบายปรับกรอบเป้าหมายการดำเนินงานด้าน Net Zero ของประเทศไทย จากเดิมปี ค.ศ. 2065 ให้เร็วขึ้นเป็นปี ค.ศ. 2050 พร้อมขอให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเร่งพิจารณาแนวทางการปรับตัว การลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

📌 ทั้งนี้ กลุ่ม 10 สมาคมฯ ได้ยืนยันความพร้อมในการร่วมมือในการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ Green Steel และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยเห็นว่า “อุตสาหกรรมเหล็กที่เข้มแข็ง คือรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทย”

🤝คนรักเหล็กมาทางนี้! โอกาสพิเศษสำหรับผู้รับเหมาและคน ที่กำลังสร้างบ้านหรือทำโครงการ ชวนพี่น้องมา 'รวมพลคนรักเหล็ก' เข้าเ...
22/05/2026

🤝คนรักเหล็กมาทางนี้! โอกาสพิเศษสำหรับผู้รับเหมาและคน ที่กำลังสร้างบ้านหรือทำโครงการ ชวนพี่น้องมา 'รวมพลคนรักเหล็ก' เข้าเยี่ยมชมโรงงาน Empower Steel ผู้ผลิตเหล็กชั้นนำที่ได้มาตรฐานระดับสากล 💥🏭

❄️งานนี้จัดขึ้นเพื่อคนทำหน้างานและคนกำลังสร้างบ้านโดยเฉพาะ! มาชมนวัตกรรมเหล็กเกรดพรีเมียม เพื่อนำไปเลือกใช้กับหน้างานให้เป๊ะและคุ้มค่า พร้อมพบปะเพื่อนพ้องในวงการ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับกูรูแบบใกล้ชิด Exclusive สุด ๆ บอกเลยว่าผู้รับเหมาสายมือโปรและ Owner ที่อยากได้บ้านโครงสร้างดีๆ ห้ามพลาดเด็ดขาด! ที่สำคัญ...ร่วมงานฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 🤩🤩🤩

📅 วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน 2569
⏰ เวลา 08.30 - 11.30 น.
📍 พิกัด: Empower Steel จ.สมุทรสาคร >> https://maps.app.goo.gl/xoFgrTWf3wHpiUHz8

🔗 ลงทะเบียนเลย >> https://shorturl.at/NmABr
🚨 สิทธิ์มีจำนวนจำกัด! ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ - 31 พฤษภาคม 2569 เท่านั้น

#เหล็กดอทคอม #รวมพลคนรักเหล็ก #ผู้รับเหมา #เจ้าของบ้าน #สร้างบ้าน #คนขายเหล็ก #เยี่ยมชมโรงงาน

📌 4 ข่าวเหล็กร้อนทั่วโลกในเดือนพฤษภา👉 1. ราคาแร่เหล็กปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความต้องการเหล็กในจ...
21/05/2026

📌 4 ข่าวเหล็กร้อนทั่วโลกในเดือนพฤษภา

👉 1. ราคาแร่เหล็กปรับตัวลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความต้องการเหล็กในจีนที่แย่ลงมากขึ้น

ราคาแร่เหล็กยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความต้องการเหล็กที่อ่อนแอในจีนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาด ผู้ค้ายังคงระมัดระวัง เนื่องจากผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลกกำลังเผชิญกับกิจกรรมการก่อสร้างที่ชะลอตัว ความสนใจในการซื้อจากโรงงานเหล็กที่ลดลง และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการบริโภคเหล็กในระยะสั้น

การลดลงสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในตลาดวัตถุดิบสำหรับการผลิตเหล็ก โดยความต้องการแร่เหล็กมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับผลผลิตเหล็กและกิจกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐานของจีน ผู้เข้าร่วมตลาดกำลังจับตาดูอัตรากำไรของโรงงานเหล็ก ระดับการผลิต และสัญญาณนโยบายจากปักกิ่งเพื่อหาทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

👉 2. จีนลดการผลิตเหล็กลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน

จีนลดการผลิตเหล็กลง 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เหลือ 331.12 ล้านตัน ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (NBS) เฉพาะในเดือนเมษายน อุตสาหกรรมโลหะของจีนผลิตเหล็กได้ 83.63 ล้านตัน ซึ่งลดลง 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025

ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ประเทศจีนลดการผลิตเหล็กดิบลง 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือ 282.28 ล้านตัน และเหล็กรีดลดลง 1.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือ 471.94 ล้านตัน ในเดือนเมษายน ผลผลิตเหล็กดิบของจีนอยู่ที่ 70.69 ล้านตัน (ลดลง 3.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า) การผลิตเหล็กรีดในช่วงเวลาดังกล่าวลดลง 1.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เหลือ 122.63 ล้านตัน

👉 3. สหภาพยุโรปได้ลดโควตานำเข้าเหล็กอย่างจึงจัง

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยุโรปอนุมัติมาตรการทางการค้าใหม่ที่มุ่งปกป้องตลาดเหล็กของสหภาพยุโรปจากผลกระทบของอุปทานล้นตลาดโลก ระเบียบนี้จัดทำขึ้นเนื่องจากมาตรการคุ้มครองปัจจุบันจะหมดอายุในวันที่ 30 มิถุนายน 2026 และคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2026

ภายใต้ระเบียบใหม่ ปริมาณการนำเข้าเหล็กปลอดภาษีจะถูกจำกัดไว้ที่ 18.3 ล้านตันต่อปี ซึ่งลดลง 47% เมื่อเทียบกับระดับโควตาในปี 2024 อัตราภาษีศุลกากรที่จะใช้ในกรณีที่เกินโควตาจะเพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 50% นอกจากนี้ จะมีการเรียกเก็บภาษี 50% สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กที่อยู่นอกขอบเขตโควตาด้วย

👉 4. สหภาพยุโรปเพิ่มมาตรการคุ้มครองในข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เกี่ยวกับภาษีเหล็ก

สหภาพยุโรปได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการดำเนินการตามข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่มุ่งเป้าไปที่การหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีจากสหรัฐฯ และลดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการค้าอะลูมิเนียมและเหล็กกล้า

ข้อตกลงนี้รวมถึงมาตรการคุ้มครองที่จะอนุญาตให้คณะกรรมาธิการยุโรปสามารถระงับภาษีได้หากการนำเข้าจากสหรัฐฯ ส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมของยุโรป นอกจากนี้ยังอนุญาตให้บรัสเซลส์ระงับสิทธิพิเศษทางภาษีได้หากวอชิงตันยังคงใช้ภาษีสูงกว่า 15 เปอร์เซ็นต์กับผลิตภัณฑ์เหล็กและอะลูมิเนียมของสหภาพยุโรปต่อไปหลังจากสิ้นปี 2026

ผลิตภัณฑ์เหล็กยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดในระหว่างการเจรจา โดยภาษีบางรายการของสหรัฐฯ ยังคงสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีเพดานภาษี 15 เปอร์เซ็นต์ที่ตกลงกันไว้ภายใต้ข้อตกลงการค้าเทิร์นเบอร์รีที่ลงนามเมื่อปีที่แล้วก็ตาม

หยุดไม่อยู่ ‼️ ยอดนำเข้า Prefab จากจากจีนพุ่งไม่หยุด ปี 2569 ยอดนำเข้า 903,528 ตัน‼️📌 โครงสร้างเหล็กสำเร็จรูป Prefab (Pr...
19/05/2026

หยุดไม่อยู่ ‼️ ยอดนำเข้า Prefab จากจากจีนพุ่งไม่หยุด ปี 2569 ยอดนำเข้า 903,528 ตัน‼️

📌 โครงสร้างเหล็กสำเร็จรูป Prefab (Pre-Engineered Steel Building) คือ ระบบการก่อสร้างอาคารโดยใช้โครงสร้างเหล็กแบบน็อคดาวน์ ที่ผลิตขึ้นรูปชิ้นส่วนจากโรงงาน นับเป็นโครงสร้างที่ประหยัดที่สุดของการใช้เหล็กมาผลิตขึ้นรูป โดยที่ชิ้นส่วนโครงสร้างทุกส่วนจะ ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับการรับแรงของอาคารจริงอย่างถูกต้องตามหลักวิศวกรรม

📌 ชิ้นส่วนโครงสร้างทุกส่วนจะถูกจัดเตรียมตั้งแต่ขั้นตอนตัดประกอบ และทำสีให้แล้วเสร็จ 100% จากโรงงานทั้งหมดก่อนขนส่งไปติดตั้งที่หน้างานด้วยระบบน็อคดาวน์ โดยไม่มีงานเชื่อมที่หน้าหน้างาน

📌 ซึ่งปัจจุบัน โครงสร้างเหล็กสำเร็จรูป (Prefab) ยังไม่มีมาตรฐานบังคับที่ชัดเจน และส่วนใหญ่เป็นสินค้าจากจีนและเวียดนาม ผลิตจากต่างประเทศและส่งเข้ามาประกอบในไทย ซึ่งยังคงเป็นช่องโหว่สำคัญที่เปิดโอกาสให้มีการนำเข้าสินค้าที่ไม่ผ่านการทดสอบหรือควบคุมคุณภาพอย่างเหมาะสม ไม่มีการตรวจสอบว่าโครงสร้างที่นำเข้ามาตรงกับแบบก่อสร้างที่ยื่นขออนุญาตหรือไม่ อีกทั้งไม่สามารถประเมินได้ว่ามีความแข็งแรงเพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่

📌 โดยเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปที่นำเข้ามา สามารถนำมาประกอบเป็นโรงงานหรืออาคารสำเร็จรูปโดยไม่ต้องใช้เหล็กโครงสร้างหรือวัสดุที่ผลิตภายในประเทศเลย ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่อเนื่องได้รับผลกระทบ ไม่สามารถแข่งขันได้ ทั้งผู้ประกอบการปูนซีเมนต์, หลังคา, ผนังโครงสร้าง/ผนังเบา, กระจก/อะลูมิเนียม, ไม้ยาง, กระเบื้อง, เมทัลชีต

📌 ผู้ผลิตโครงสร้าง PEB ในต่างประเทศไม่ใช่ผู้ผลิตเหล็กโดยตรง วัตถุดิบที่ใช้จึงหลากหลาย ไม่สามารถควบคุมมาตรฐานและคุณภาพให้เทียบเคียงกับของประเทศไทยได้ง่าย หน่วยงานรัฐที่ให้การอนุญาตก่อสร้างก็มิได้เป็นผู้ควบคุมมาตรฐานเหล็กเช่นกัน การก่อสร้างซึ่งใช้โครงสร้าง PEB จึงมีช่องโหว่ให้เกิดการลดคุณภาพ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้บริโภคได้ง่าย

📌เปิดภาพบรรยากาศกลุ่ม “ครอบครัวเหล็ก Gen2” ในโอกาสที่ได้เข้าเยี่ยมชม บริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด และ บริษัท แสงเจริญอี...
10/05/2026

📌เปิดภาพบรรยากาศกลุ่ม “ครอบครัวเหล็ก Gen2” ในโอกาสที่ได้เข้าเยี่ยมชม บริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด และ บริษัท แสงเจริญอีสเทิร์น กัลวาไนซ์ จำกัด

📌บรรยากาศงานเต็มไปด้วยความตื่นเต้น คึกคัก และความสามัคคี ของกลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่จากบริษัทเหล็กชั้นนำของประเทศ 🤩🤩🤩

ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง 🙏🙏🙏

📌 บริษัท ไพร์ม สตีล มิลล์ จำกัด

📌 บริษัท แสงเจริญอีสเทิร์น กัลวาไนซ์ จำกัด

ที่ให้เกียรติเป็นเจ้าภาพกับกลุ่ม “ครอบครัวเหล็ก Gen2” ในการเข้าเยี่ยมชมโรงงานครับ

📌 เปิด 3 เหตุผลอาจกระทบราคาเหล็กไทยให้เตรียมปรับตัวขึ้นต่อ📌 1. ต้นทุนพลังงานกระทบรง.เหล็ก👉 อุตสาหกรรมเหล็กบางประเภทโดยเฉ...
01/05/2026

📌 เปิด 3 เหตุผลอาจกระทบราคาเหล็กไทยให้เตรียมปรับตัวขึ้นต่อ

📌 1. ต้นทุนพลังงานกระทบรง.เหล็ก

👉 อุตสาหกรรมเหล็กบางประเภทโดยเฉพาะโรงงานที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญในการผลิต ตัวอย่างเช่น บางโรงงานใช้น้ำมันเตาปริมาณเกือบ 4 ล้านลิตร ดังนั้นหากราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงก็ย่อมกระทบต่อต้นทุนผลิตทันที สุดท้ายจะเชื่อมโยงไปถึงราคาขายเหล็กให้กับผู้ใช้ปลายทาง โดยเฉพาะเหล็กที่ใช้ในภาคก่อสร้างและโครงสร้างต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่าต้นทุนกำลังจะขึ้นแล้ว

📌 ล่าสุดผู้ขายน้ำมันเตาแจ้งแล้วว่าราคาจะปรับขึ้นแน่นอน เพียงแต่จะขึ้นมาก-น้อยแค่ไหนยังต้องรอดูตามต้นทุนจริง เพราะสินค้าเหล็กเป็นสินค้าควบคุมภายใต้รายการของกระทรวงพาณิชย์ ผู้ผลิตไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ตามใจ ต้องแสดงโครงสร้างต้นทุนอย่างชัดเจนว่าเหตุใดจึงขอปรับราคา

📌 2. ผู้ค้าเหล็กชาวจีนชะลอหรือยกเลิกการจัดส่งสินค้าเหล็กมาไทย

👉 ผู้ส่งออกเหล็กของจีนบางรายได้หยุดส่งสินค้าให้กับลูกค้าในการขนส่งไปยังอาเซียน เนื่องจากทางการจีนได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบใบอนุญาตส่งออกเหล็กกว่า 300 รายการ ซึ่งครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานเหล็กทั้งหมด ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูป เพื่อควบคุมสินค้าเหล็ก Non-Vat มีผลกระทบอย่างมากกับโรงงานขนาดใหญ่ในจีน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 ส่งผลให้ผู้ซื้อต้องรอสินค้าหรือเผชิญกับความเป็นไปได้ที่จะถูกชะลอหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ

👉 ล่าสุดมีข่าวลือ ถึงเหล็กเคลือบโลหะผสมสังกะสี-อะลูมิเนียม-แมกนีเซียม (ZAM) กว่า 35,000-40,000 ตัน ที่กำลังส่งจากจีนมาถึงไทยสำหรับ shipment เดือนพฤษภาคม ได้ถูกผู้ค้าเหล็กชาวจีนชะลอการส่ง ถึงเลวร้ายสุดถูกยกเลิก Shipment เนื่องจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นกับอิหร่าน ทำให้ต้นทุนการผลิตและการส่งออกปรับตัวสูงขึ้น เฉลี่ย $30-$40 ต่อตัน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะเหล็กขาดตลาดในไทยมากยิ่งขึ้น

📌 3. ค่าขนส่งขึ้นเหล็กก็ต้องขึ้นราคา

👉 ถ้าราคาน้ำมันขยับขึ้นมากหากคิดเป็นต้นทุนต่อกิโลกรัมก็อาจเพิ่มเกิน 1 บาทต่อกิโลกรัมได้ เพราะเดิมราคาน้ำมันเตาอยู่เพียงราว 7 บาทเศษต่อลิตร แต่หากขึ้นไปถึง 24-25 บาทต่อลิตรเท่ากับเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ผลกระทบถือว่าหนักมากสำหรับผู้ผลิต ซึ่งตอนนี้ได้รับสัญญาณว่าจะเริ่มปรับขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป เพราะการซื้อขายจะอิงเป็นรายเดือน

👉 ตอนนี้ผู้ประกอบการยังรอดูว่าราคาจะออกมาเท่าไร ซึ่งถือเป็นต้นทุนใหม่ที่จะเริ่มกดดันภาคการผลิตอย่างจริงจัง ขณะนี้ยังไม่มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา เพราะต้นทุนเดิมของเดือนมีนาคมยังพอรับได้ แต่หากภาครัฐมีการปรับนโยบายด้านพลังงาน โดยเฉพาะการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือราคาดีเซล ก็จะไปกระทบค่าขนส่งทันที ตั้งแต่การขนจากโรงงานไปยังผู้ค้า และจากผู้ค้าไปยังผู้บริโภค ส่วนต้นทุนการผลิตจากพลังงานก็จะทยอยตามมา

📌 เมื่อราคาเหล็กมีการขึ้นราคากลุ่มที่ใช้ในงานก่อสร้าง เช่น เสาเหล็ก เหล็กโครงสร้าง และเหล็กเส้น ล้วนมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันคล้ายกันทั้งหมด เพราะเมื่อค่าพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นต้นทุนก็จะเพิ่มทั้งระบบ โดยสต๊อกเดิมเชื่อว่าโรงงานส่วนใหญ่น่าจะยังมีวัตถุดิบและต้นทุนเดิมพอถึงสิ้นเดือนมีนาคม แต่ต้นทุนใหม่ที่รวมผลจากพลังงานน่าจะเริ่มเห็นชัดในเดือนเมษายนเป็นต้นไป

📌 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละโรงงานใช้เชื้อเพลิงต่างกัน บางแห่งใช้น้ำมันเตา บางแห่งใช้ก๊าซ มองผลกระทบระยะสั้นที่สุดในตอนนี้คือ เรื่องค่าขนส่ง หากรัฐยุติการตรึงราคาดีเซลเมื่อใดก็จะกระทบพร้อมกันหมด แต่ในเชิงการผลิตต้นทุนพลังงานจะเริ่มสะท้อนหนักขึ้นในเดือนเมษายน

📌 จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประเทศไทย “ยกเลิกเตา IF (Induction Furnace)” แล้วเปลี่ยนไปใช้ “เตา EAF (Electric Arc Furnace)” ทั้งระ...
21/04/2026

📌 จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประเทศไทย “ยกเลิกเตา IF (Induction Furnace)” แล้วเปลี่ยนไปใช้ “เตา EAF (Electric Arc Furnace)” ทั้งระบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบจะค่อนข้างใหญ่ และมีทั้งด้านบวก–ลบ แต่ในเชิงระยะยาวแล้วจะส่งผลเชิงบวกมากกว่าลบ และ จะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยครั้งใหญ่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

📌 ก่อนอื่นต้องเริ่มจาก ทำไมเตา IF จำนวนมากจากจีนถึงย้ายมาที่ไทย นั้นเพราะจีนซึ่งเคยมีการการผลิตเหล็กเส้นด้วยกระบวนการ IF มากที่สุดในโลกคือปีละกว่า 120 ล้านดัน ได้ประสบปัญหาอย่างยาวนานกับเหล็กเส้นคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานจากเตา IF เสี่ยงด้านความปลอดภัยแถมโรง IF ส่วนใหญ่ในจีน ไม่มีใบอนุญาต เลี่ยงภาษี และ ไม่อยู่ในระบบกำกับ ที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะเตา IF สร้างมลพิษฝุ่นและก๊าซพิษสูงไม่มีระบบกรองฝุ่นมาตรฐานซึ่งจีนต้องการลด PM2.5 และ CO₂ อย่างจริงจัง

📌 จนในที่สุดรัฐบาลจีนได้สั่งยกเลิกการผลิต เหล็กเส้นก่อสร้างด้วยเตา IF ทั้งหมดของประเทศจีนในเดือนมิถุนายน 2560 หลังจากนั้นได้มีกลุ่มทุนจีนได้ย้ายเตาหลอมเหล่านี้เข้ามาใช้ในไทยเพื่อผลิตเหล็กเส้น ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาแบนและยกเลิก มอก. เพื่อควบคุมคุณภาพและลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

📌 แม้ว่าในประเทศไทยมีการแก้ไข มอก. ให้เพิ่มกรรมวิธี IF ดังกล่าวข้างต้นในปี 2559 (หรือประมาณ 1 ปีก่อนที่ประเทศจีนจะยกเลิกการผลิตเหล็กเส้นด้วยกระบวนการ IF ในปี 2560) ทำให้ผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องทราบและศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศจีนที่นำไปสู่พัฒนากาการการยกระดับมาตรฐานคุณภาพเหล็กเส้นของประเทศจีนเพื่อนำข้อดีมาเป็น แบบอย่างในการปรับปรุง มอก. เหล็กเส้นของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568
จึงต้องพิจารณาว่ามีสิ่งใดที่มาตรฐานเหล็กเส้นไทยต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับที่ประเทศจีนได้ยกเลิกการผลิตด้วยเตา IF กำหนดกระบวนการผลิดให้มีเฉพาะ BOFและ EAF

📌 ปัจจุบันการร่าง มอก.เหล็กเส้นก่อสร้าง อยู่ระหว่างการพบทวน จึงควรใช้โอกาสนี้ปรับปรุงให้สมบูรณ์ เพื่อแก้ไข ปัญหาต่างๆที่พบอยู่ในปัจจุบัน และป้องกันปัญหาในอนาคต ที่นี้เรามาดูข้อดีและข้อเสียหากยกเลิกเตา IF (Induction Furnace)” แล้วเปลี่ยนไปใช้ “เตา EAF (Electric Arc Furnace)” ทั้งระบบ

📌 ผลกระทบเชิงบวก

👉 1. คุณภาพเหล็กจะดีขึ้น เนื่องจากเตา EAF ควบคุมส่วนผสมเคมีได้ดีกว่า การกำจัดสิ่งเจือปน (impurities) ได้มีประสิทธิภาพกว่า ทำให้คุพภาพเหล็กสม่ำเสมอมากขึ้นเนื่องจากกระบวนการ Oxidation สามารถแยกสิ่งเจือปนออกจากน้ำเหล็กได้ดี ทำให้เหล็กสะอาด มีความแข็งแรง ทนทาน และมีคุณภาพคงที่ในทุกล็อต เหมาะกับมาตรฐานสูง เช่น เหล็กโครงสร้าง/เหล็กวิศวกรรม เพราะหัวใจสำคัญของการผลิตเหล็กเส้นคือ การควบคุมส่วนผสมทางเคมีและการกำจัดสารมลทิน (Inclusions)

ซึ่งโรงงานในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มัก “ไม่มีระบบปรุงน้ำเหล็ก หรือ Ladle Furnace (LF)” ทำให้ไม่สามารถปรับปรุงธาตุเคมีให้เสถียรได้ตามที่มาตรฐานกำหนด

👉 2. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly): ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และมลพิษทางอากาศได้มากกว่าการผลิตเหล็กด้วยเตา IF โดยเฉพาะปัญหาเรื่องฝุ่น เนื่องจากใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการเผาไหม้เชื้อเพลิง ทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า นอกจากนี้ยังสามารถนำเศษเหล็กกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดปริมาณของเสียอีกด้วย

👉 3. ปลอดภัยและไว้วางใจในการใช้งานมากขึ้นสำหรับทุกโครงสร้างขนาดกลาง-ใหญ่: เหล็กที่ผลิตจากเตา EAF มีความเหนียวและแข็งแรงสูง จึงเหมาะสำหรับงานก่อสร้างที่ต้องการมาตรฐานและความปลอดภัยสูง เช่น โครงสร้างขนาดใหญ่ สะพาน หรืออาคารสูง

👉 4. ปรับสูตรเหล็กได้ตามความต้องการใช้งาน การหลอมเหล็กเส้นด้วยเตา EAF สามารถปรับสูตรเหล็กได้ตามความต้องการ ทำให้สามารถผลิตเหล็กที่มีคุณสมบัติเฉพาะได้ เช่น เหล็กที่มีความแข็งแรงสูง เหล็กที่ทนต่อการกัดกร่อน หรือเหล็กที่มีความเหนียวพิเศษ เพื่อตอบสนองความต้องการของโครงการต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว

👉 5. Competitiveness ระยะยาว “ดีขึ้น” เนื่องจากเหล็กคุณภาพสูงขึ้น ส่งผลให้ส่งเหล็กออกได้ง่ายขึ้น สอดคล้องมาตรการสิ่งแวดล้อมโลก (เช่น CBAM ของ EU) ซึ่งจะทำให้ไทยจะขยับจาก “low-grade producer” ไปเป็น “mid/high-grade producer” ทำให้เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยครั้งใหญ่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

📌 ผลกระทบเชิงลบ (ในระยะสั้น)

👉 1. Supply เหล็กระยะสั้น “อาจหาย” เนื่องจากไทยมีโรงงาน IF 11 แห่ง มูลค่าตลาดกว่า 7 หมื่นล้าน ทำเหล็กขาดตลาด ส่งผลให้ราคาเหล็กอาจปรับขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากของขาดตลาดในระยะสั้นกระทบผู้รับเหมา อสังหา และ โครงการรัฐ เนื่องจากงบก่อสร้างผูกกับราคาเหล็ก ส่งผลให้โครงการล่าช้าต้องปรับงบ หรือ ประมูลใหม่

👉 2. ต้นทุนการผลิตอาจ “สูงขึ้น” เนื่องจาก EAF ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก (power intensive มากกว่า IF ในหลายกรณี) ต้องลงทุนระบบเพิ่มเติม เช่น Ladle Furnace หรือ refining

📌 ในเรื่องของกำลังการผลิตเหล็กในประเทศไทย ปัจจุบันล้นเกินความต้องการ โดยไทยใช้เหล็กต่อปีประมาณ 16-17 ล้านตัน แต่มีกำลังผลิตรวมกันถึง 40 ล้านตัน ดังนั้นเรื่องกำลังการผลิตจึงไม่ใช่ปัญหา ยกเว้นเหล็กบางประเภท ซึ่งเป็นแบบที่มีคุณภาพสูงมาก เช่น เหล็กที่นำมาใช้ในการประกอบเครื่องบิน หรืออุตสาหกรรมอากาศยานสมัยใหม่ ซึ่งไทยยังผลิตไม่ได้ ก็ยินดีที่จะให้มีการนำเข้า แต่หากเป็นเหล็กก่อสร้างซึ่งมีเป็นปริมาณการสูงสุด หรือเหล็กสำหรับรถยนต์ที่โรงงานในไทยผลิตได้เพียงพอ ก็ควรจำกัดการนำเข้า หรือส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มอีก

📌 สงครามในตะวันออกกลางกำลังกดดันต้นทุนอุตสาหกรรมเหล็กไทยอย่างมีนัยสำคัญ หลังราคาพลังงาน-ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และค่าไฟฟ้า-พุ่ง...
16/04/2026

📌 สงครามในตะวันออกกลางกำลังกดดันต้นทุนอุตสาหกรรมเหล็กไทยอย่างมีนัยสำคัญ หลังราคาพลังงาน-ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และค่าไฟฟ้า-พุ่งต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาเหล็กบางประเภทในช่วงเดือนเม.ย.นี้ราว 10-15%

📌 ขณะที่ภาคเอกชนยืนยัน “ซัพพลายยังไม่สะดุด” แม้มีความเสี่ยงด้านระยะเวลาขนส่งและต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์โลก

📌 ทั้งนี้ ผลกระทบสถานการณ์ดังกล่าวในมุมมองของ นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ชัดว่า “สงครามกดดันต้นทุนเหล็กไทย แต่ความเสี่ยงการขาดแคลนไม่สูง”

📌 ต้นทุนพลังงาน เป็นต้นทุนหลักของอุตสาหกรรมเหล็กรองจากวัตถุดิบ ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ค่าขนส่งต่างๆ ซึ่งปรับขึ้นแล้วและยังมีค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้น ทำให้สินค้าเหล็กบางประเภทถูกแรงกดดันให้ต้องปรับราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% ในเดือนเม.ย.นี้ ส่วนการปรับราคาในระยะต่อไปก็จะขึ้นอยู่กับระดับราคาวัตถุดิบ พลังงานและค่าขนส่ง

📌 ทั้งนี้ ในปี 2568 ประเทศไทยมีการบริโภคเหล็กประมาณ 18.5 ล้านตัน โดยเป็นการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กประมาณ 12 ล้านตัน ผลิตภายในประเทศประมาณ 8 ล้านตัน และส่งออกประมาณ 1.5 ล้านตัน

📌 สำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กที่ผลิตในประเทศจำนวนประมาณ 8 ล้านตันนั้น เป็นเหล็กดิบ ที่ผลิตเองในประเทศประมาณ 6 ล้านตัน ซึ่งทั้งหมดผลิตจากการหลอมเศษเหล็ก โดยมีเศษเหล็กในประเทศประมาณ 4 ล้านตัน และนำเข้าเศษเหล็กราว 2 ล้านตัน โดยในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าเหล็กขั้นกลาง เช่น slab และ billet รวมประมาณ 2.7 ล้านตันมารีดต่อในโรงรีดร้อนที่ไม่มีการหลอมเหล็กเอง

📌 เนื่องจากต้นทุนพลังงานเป็นต้นทุนหลักของทั้งกระบวนการผลิตเหล็กและการขนส่ง จึงส่งผ่านไปยังวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ทุกประเภทโดยตรง และจะยังมีแนวโน้มผันผวนต่อไปตราบใดที่สถานการณ์สงครามยังไม่คลี่คลาย

📌 อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าประเทศไทยนำเข้าเหล็กขั้นกลาง เช่น slab และ billet จากตะวันออกกลางอยู่บ้าง แต่ด้วยสัดส่วนไม่สูงมาก จึงจะสามารถปรับตัว โดยหันไปนำเข้าจากแหล่งอื่น เช่น อาเซียน จีน หรือ อินเดีย ซึ่งโดยรวมที่มี capacity และ supply ส่วนเกินในภาพรวมรองรับได้อยู่

📌 อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนแหล่งนำเข้าอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวหา supplier รายใหม่ ประกอบกับสถานการณ์การขนส่งทางเรือที่ยังตึงตัวและระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น อาจทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบสินค้าในบางช่วงเวลาได้ ดังนั้นในภาพรวม โอกาสที่จะเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าเหล็กจึงยังอยู่ในระดับต่ำโดยอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของสินค้าเหล็ก แต่ความเสี่ยงด้านราคาและระยะเวลาส่งมอบยังต้องติดตามดูต่อไป

📌 ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ และยังคงพึ่งพาการนำเข้าในสัดส่วนสูง โดยสามารถผลิตเหล็กดิบทั้งหมดจากเศษเหล็กได้ประมาณ 6 ล้านตัน หรือเพียงราวหนึ่งในสามของความต้องการทั้งหมดเท่านั้น ขณะเดียวกันอัตราการใช้กำลังการผลิตภายในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ยังมีศักยภาพในการผลิตเพิ่มในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้าได้อีก

📌 ทั้งนี้ คอขวดที่สำคัญคือวัตถุดิบเศษเหล็ก เช่นในปี 2568 ประเทศไทยต้องนำเข้าเศษเหล็กประมาณ 2 ล้านตัน แต่ยังมีการส่งออกเศษเหล็กที่ใช้ประโยชน์ได้ประมาณ 2.2 แสนตัน

📌 ดังนั้น หากมีการพิจารณามาตรการบริหารจัดการหรือสงวนเศษเหล็กอย่างเหมาะสม เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งานในประเทศเช่นเดียวที่กับหลายประเทศได้ดำเนินการแล้ว รวมถึงการส่งเสริมการนำเศษเหล็กจากซากรถยนต์ที่หมดอายุ หรือการรื้อถอนโครงสร้างเหล็กที่หมดอายุกลับมาใช้ใหม่ ก็จะช่วยเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบของอุตสาหกรรมเหล็กไทยได้อีกส่วนหนึ่ง

📌นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า ไทยควรใช้วิกฤติเป็นโอกาสต่อยอดสู่เศรษฐกิจสีเขียว ด้วยอุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องของประเทศ ในหลายประเทศถือว่าอุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ การส่งเสริมการใช้เหล็กในประเทศจะช่วยเสริมความเข้มแข็งของซัพพลายเชนในประเทศ และยังช่วยสนับสนุนระบบเศรษฐกิจโดยรวม

📌 และด้วยเหตุที่เศษเหล็กเป็นทรัพยากรผลิตเหล็กที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ หากสามารถจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่เหมาะสมให้กับอุตสาหกรรมเหล็กไทยได้เพียงพอก็จะช่วยเร่งการปรับตัวสู่การผลิต green steel ได้อย่างรวดเร็ว

ที่อยู่

4, 95-96 Moo6, Rama 2 Road
Samut Sakhon
74000

เบอร์โทรศัพท์

+66991978855

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เหล็ก.com - ชุมชนคนขายเหล็กผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง เหล็ก.com - ชุมชนคนขายเหล็ก:

แชร์