PDD. ภูเก็จจัดการตนเอง

PDD. ภูเก็จจัดการตนเอง ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก PDD. ภูเก็จจัดการตนเอง, องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร, Phuket.

เพจเพื่อการสื่อสารและส่งเสริม
สร้างพลังการมีส่วนร่วมของประชาชน
เรามีหมุดหมายสำคัญ คือ สร้างชุมชนของพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen)
มาร่วมกันขับเคลื่อน
เพื่อภูเก็ตที่ยั่งยืน เติบโตไปด้วยกันกับเรา
"ภูเก็จจัดการตนเอง"
รู้จักเรา > https://bit.ly/3KtCxrq

08/04/2026

นับเป็นครั้งแรกหลังรัฐบาล "ประยุทธ์ 2" ที่คำแถลงนโยบาย "ไม่มี" ประเด็นเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
หากเปรียบเทียบกับคำแถลงนโยบายของ 3 รัฐบาลล่าสุด ล้วนมีประเด็นเกี่ยวกับการจัดทำ “รัฐธรรมนูญใหม่” แต่ด้วยสถานการณ์ความผันผวนทางการเมือง การแถลงนโยบายภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 จึงมีลักษณะที่เห็นได้ว่า มีประเด็นเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ก็มีอุปสรรคเรื่อยมา
รัฐบาลชุดแรกสุดภายหลังการเลือกตั้งดังกล่าว คือ รัฐบาลที่นำโดยเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้แถลงนโยบายโดยวางประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นนโยบายเร่งด่วน มีจุดยืนไม่แก้ไขหมวด 2 พระมหากษัตริย์ และหาแนวทางการจัดทำประชามติ แต่หลังจากนั้น ก็ปรากฏว่ามีกลไก “เตะถ่วง” ที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามคำแถลงนโยบายดังกล่าวไม่อาจเดินหน้าได้ จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เศรษฐาพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ทำให้กระบวนการเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญใหม่ชะงักลง
เมื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ แพทองธาร ชินวัตร แล้ว การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 ได้วางนโยบายการจัดทำ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ไว้เป็นนโยบายแรกสุด มีใจความสำคัญคือการเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เร็วที่สุด ทว่าต่อมาเมื่อมีผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณา รัฐบาลกลับเลี่ยงการลงมติ และถ่วงเวลาออกไป กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แพทองธารพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เป็นเหตุให้เส้นทางเดินหน้าสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชะงักลงอีกครั้งหนึ่ง
หลังจากพรรคภูมิใจไทยประกาศตัวรับเงื่อนไขสามข้อของพรรคประชาชน นำไปสู่การจัดทำบันทึกข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ก่อนสภาผู้แทนราษฎรจะมีมติเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้แถลงนโยบายว่าจะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต่างจากคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 ที่ไม่ปรากฏประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในยุทธศาสตร์ต่างๆ เลย
ความแตกต่างของคำแถลงนโยบายทั้ง 2 ครั้งดังกล่าวอาจสะท้อนให้เห็นว่า การจัดทำประชามติเพื่อเปิดทางเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่นโยบายที่สำคัญของพรรคภูมิใจไทย หากแต่เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจำต้องทำเพื่อแลกเปลี่ยนกับเสียงสนับสนุนให้อนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยแรกเท่านั้น
อ่านต่อได้ที่: https://www.ilaw.or.th/articles/57522

💡 เพราะ “กฎหมายที่ดี” ต้องเริ่มจาก “เสียงของประชาชน”นี่คือโอกาสของคุณในการร่วมออกแบบระบบจัดการขยะของประเทศในอนาคต📅  วันศ...
08/04/2026

💡 เพราะ “กฎหมายที่ดี” ต้องเริ่มจาก “เสียงของประชาชน”นี่คือโอกาสของคุณในการร่วมออกแบบระบบจัดการขยะของประเทศในอนาคต
📅 วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569
📍 ห้องลีลาวดี ชั้น 4 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (ภาคใต้)

#การจัดการขยะ

📣 เสียงของคุณ…กำหนดอนาคตกฎหมายขยะไทยได้!

🌏 ปัญหาขยะไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือ “วิกฤตใกล้ตัว” ที่ต้องการคำตอบจากทุกคน

วิทยาลัยการนิติบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า ขอเชิญร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น
ต่อ 📜 ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืน พ.ศ. ….
ภายใต้โครงการกฎหมายภาคประชาชน

💡 เพราะ “กฎหมายที่ดี” ต้องเริ่มจาก “เสียงของประชาชน”นี่คือโอกาสของคุณในการร่วมออกแบบระบบจัดการขยะของประเทศในอนาคต

📅 วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569
📍 ห้องลีลาวดี ชั้น 4 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (ภาคใต้)

🎯 มาร่วมกัน
• สะท้อนปัญหาจริงในพื้นที่
• เสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้
• ผลักดันกฎหมายที่ตอบโจทย์ “คนทั้งประเทศ”

08/04/2026

👀 ส่องคำแถลงนโยบายอนุทิน 2 ไร้ประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” เขียนเพียงเป็นผลงานที่ผ่านมา

9 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดที่ 66 นำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาหลังจากเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ และครม. ได้มีมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569

คำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 "ไม่พบ" สาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือการสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลย นับเป็นครั้งแรกหลังสิ้นสุดรัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาเมื่อปี 2566 ที่คำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่บรรจุนโยบายเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้เลย และแตกต่างจากรัฐบาลอนุทิน 1 ที่เขียนประเด็นดังกล่าวไว้เพียงสั้นๆ

ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 มีการแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนย้อนทบทวนผลงาน และส่วนนโยบายที่จะดำเนินการต่อไป เมื่อพิจารณาในส่วนของการกล่าวถึงการบริหารราชการของรัฐบาลอนุทิน 1 ในช่วงปลายปี 2568 พบว่ามีการระบุถึงการดำเนินนโยบายเร่งด่วน (Quick Big Win) ที่มุ่งเน้นปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง สแกมเมอร์และยาเสพติด โดยในส่วนของการทบทวนผลงานนี้ มีข้อความที่กล่าวถึงการจัดทำประชามติสอดแทรกอยู่เพียง 1 ประโยค ความว่า “...รวมทั้งการจัดทำประชามติรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง…” ซึ่งเป็นเพียงการอธิบายถึงสิ่งที่ได้ริเริ่มหรือดำเนินการไปแล้วในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1

แม้ว่าในการหาเสียงเลือกตั้ง สส. ตัวแทนพรรคภูมิใจไทยจะเคยแสดงจุดยืนสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และแม้คำแถลงนโยบายฉบับนี้จะมีการกล่าวถึงประชามติอยู่หนึ่งประโยคในส่วนของการทบทวนผลงานดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่เมื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายผ่านกลุ่มยุทธศาสตร์ต่างๆ แล้วก็ไม่พบการบรรจุเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือการสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้เป็นวาระสำคัญที่จะต้องดำเนินการในรัฐบาลอนุทิน 2 เลย

เมื่อเปรียบเทียบกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 1 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เนื่องจากได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน คำแถลงครั้งนั้นปรากฏสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ว่า “...รัฐบาลนี้จะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อให้สอดคล้อง กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

ความแตกต่างของคำแถลงนโยบายทั้ง 2 ครั้งดังกล่าวอาจสะท้อนให้เห็นว่า การจัดทำประชามติเพื่อเปิดทางเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่นโยบายที่สำคัญของพรรคภูมิใจไทย หากแต่เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจำต้องทำเพื่อแลกเปลี่ยนกับเสียงสนับสนุนให้อนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยแรกเท่านั้น

📌อ่านต่อได้ที่: https://www.ilaw.or.th/articles/57522

05/04/2026

‘นิด้าโพล’ เผย ประชาชนไม่มั่นใจ ‘รัฐมนตรีมืออาชีพ’ แก้วิกฤตพลังงาน–เศรษฐกิจ ขณะส่วนใหญ่ไม่เห็นใจรัฐบาล ‘อนุทิน’

วันที่ 5 เม.ย.69 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชน ต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
• ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
• ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
• ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
• ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก
• ร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
• ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
• ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
• ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
• ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก
• ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
• ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
• ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
• ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
• ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก
• ร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า
• ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
• ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ
• ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ
• ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก
• ร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

05/04/2026

ในหลายประเทศ “ครู” เริ่มถอดใจจากห้องเรียน
เพราะภาระงานที่หนักเกินไป
ออสเตรเลียกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนครู เมื่อกว่า 56% เลือกลาออกจากวิชาชีพ ขณะที่สิงคโปร์เตือนชัดว่า “ภาวะหมดไฟของครู ไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องปกติ”
เสียงสะท้อนนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศใดประเทศหนึ่ง
แต่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในเวที Asia-Pacific Regional Forum on Teachers ซึ่งจัดโดย UNESCO ณ โรงแรมอวานี สุขุมวิท กรุงเทพฯ เวทีที่รวบรวมผู้นำด้านการศึกษาจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันหาคำตอบต่อ “วิกฤตครู” ในกลไกเชิงระบบ
▪️ Leah Olsson รองประธานสหภาพการศึกษาแห่งออสเตรเลีย เปิดเผยว่า มากกว่า 3 ใน 4 ของโรงเรียนในออสเตรเลียกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนครู และมีครูถึง 56% ตัดสินใจลาออกจากวิชาชีพเพราะภาระงานที่สูงเกินไป โดยย้ำว่า
“สภาพแวดล้อมการทำงานของครู คือสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของเด็ก หากปราศจากสิ่งนี้ โรงเรียนก็เป็นเพียงตึกเปล่า”
▪️ Mike Thiruman เลขาธิการสหภาพครูสิงคโปร์ ชี้ว่าวิกฤตครูเชื่อมโยงกับการตัดสินใจเชิงนโยบาย พร้อมยกตัวอย่างการสนับสนุนเงินเดือนระหว่างเรียนครู และย้ำว่า “ภาวะหมดไฟของครู ไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องปกติ” โดยควรให้ความสำคัญกับค่าตอบแทน ความก้าวหน้า สวัสดิภาพ และการทำงานร่วมกับครูอย่างใกล้ชิด
▪️ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. จากประเทศไทย นำเสนอความท้าทายของระบบการศึกษาไทย ที่ครูจำนวนมากต้องแบกรับภาระงานนอกเหนือจากการสอน โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีครูจำนวนน้อยและเผชิญปัญหาการโยกย้ายกำลังคนอย่างต่อเนื่อง ครูจากในเมืองที่ถูกส่งไปปฏิบัติงานในพื้นที่เหล่านี้ มักเผชิญข้อจำกัดในการดำรงชีวิตและการทำงาน จนเมื่อครบระยะเวลาประมาณ 2 ปี ก็เลือกย้ายออก
▪️ Ruby Bernardo ประธานสหภาพครูฟิลิปปินส์ สะท้อนว่าประเทศของตนกำลังขาดแคลนครูถึง 147,000 คน และครู 9 ใน 10 คนมีรายได้ต่ำกว่าค่าครองชีพ พร้อมย้ำว่า วิกฤตครูทั่วโลกไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากนโยบาย และการลงทุนในตัวครูต้องเกิดขึ้นอย่างจริงจัง
▪️ Lars Sondergaard หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านการศึกษาของธนาคารโลก ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศรายได้ปานกลางในเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ลงทุนด้านการศึกษาไม่ถึง 4% ของ GDP พร้อมเสนอให้เปลี่ยนมุมมองจาก “ต้นทุน” เป็น “การลงทุน” และยกย่องการทำงานของ กสศ. ในฐานะตัวอย่างของการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย
ทั้งหมดนี้สะท้อนตรงกันว่า “วิกฤตครู” ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบุคคล แต่คือปัญหาของระบบ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่จะหาครูเพิ่มอย่างไร แต่คือเราจะออกแบบระบบอย่างไร ให้ครู “อยากอยู่” ในห้องเรียนต่อไป
อ่านข่าว 👉 https://www.eef.or.th/news-020426-2/
#กสศ #ภาระงานครู #ครูรักษ์ถิ่น

03/04/2026
03/04/2026

UPDATE : ธนาธรเตือน กระจายอำนาจไทยถอยหลัง เพราะส่วนกลางหวงอำนาจ

วันนี้ (3 เมษายน) ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงานเสวนา ‘กระจายอำนาจ ให้เมืองมีเสียง ให้คนมีสิทธิ’

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานมูลนิธิคณะก้าวหน้า ระบุว่า การกระจายอำนาจคือการแบ่งบทบาทการทำบริการสาธารณะภาครัฐ โดยมีระดับท้องถิ่นพื้นฐาน คือเทศบาลและ อบต. ระดับต่อมาคือ อบจ. และระดับต่อมาคือรัฐบาลส่วนกลาง การกระจายอำนาจที่ควรจะเป็น คือท้องถิ่นพื้นฐานควรมีอำนาจและงบประมาณเพียงพอในการให้บริการที่เป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวันของประชาชนที่ใกล้ตัวที่สุด ระดับจังหวัดเชื่อมตำบลเข้าหากัน เชื่อมจังหวัดต่อจังหวัด และเชื่อมจังหวัดกับประเทศไทย ส่วนกลางต้องไม่เข้าไปแก้ปัญหาท้องถิ่น แต่ต้องคิดว่าจะแข่งขันกับโลกอย่างไร จะส่งออกได้ขมากกว่านี้อย่างไร ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านจะเป็นอย่างไร ระบบการศึกษาจะเป็นอย่างไร วิธีการแบ่งบริการสาธารณะแบบนี้เป็นระบบที่ใช้ทั่วโลกในประเทศที่พัฒนาแล้ว และผู้ที่ใช้อำนาจนั้นมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

แต่ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับพื้นฐานวันนี้มีอำนาจและงบประมาณน้อยนิด ไม่สามารถทำภารกิจของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เอาภารกิจที่ควรอยู่ที่ท้องถิ่นมาอยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้รัฐส่วนกลางใหญ่โตเทอะทะ ไม่มีเวลาและสมาธิไปมุ่งเน้นเตรียมการรับมือกับอนาคต ตราบใดที่รัฐส่วนกลางยังต้องมานั่งซ่อมถนนและสะพานในต่างจังหวัด ไม่ให้ท้องถิ่นได้มีอำนาจและงบประมาณจัดการตัวเอง ประเทศไทยไม่มีทางเจริญก้าวหน้าได้

ธนาธรกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวล่าสุดของการกระจายอำนาจคือการถ่ายโอน รพ.สต. ซึ่งเป็นบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิให้ อบจ. เป็นผู้ดำเนินการ แต่ปัจจุบันก็ยังถ่ายโอนไม่จบ รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ในสมัยนั้นเป็นผู้ผลักดันการถ่ายโอน แต่กระทรวงสาธารณสุขที่ส่วนกลางพยายามดึงอำนาจ ไม่ยอมถ่ายโอนออกไป เรื่องการถ่ายโอนโรงเรียนประถมและโรงเรียนมัธยมก็เช่นกัน

ทั้งที่อยู่ในแผน แต่ก็ยังไม่มีการถ่ายโอนอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้น บริการขนส่งสาธารณะก็เช่นกัน พ.ร.บ.ขนส่งทางบกฉบับแก้ไข ที่จะให้อำนาจในการออกใบอนุญาตเดินรถสาธารณะให้ท้องถิ่น เสนอเข้าสภาไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 แต่ก็ไม่ผ่าน นี่คือสถานการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าการผลักดันบริการสาธารณะขนาดใหญ่ต่อไปในอนาคตน่าจะเป็นเรื่องที่ยากมาก

ขณะเดียวกัน กระแสเรียกร้องให้จังหวัดต่าง ๆ เป็นมหานครที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ความคิดหลักของข้อเรียกร้องนี้ไม่ใช่ต้องการตึกรามบ้านช่องที่สูงใหญ่ แต่คือการเลือกผู้นำของจังหวัดด้วยตัวเอง คือการตอบคำถามว่าตกลงใครเป็นผู้รับผิดชอบจังหวัด จังหวัดไหนพัฒนาช้าหรือพัฒนาเร็ว ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ อยู่เพียงปีครึ่ง ผ่านงบประมาณสมัยเดียวก็ออกจากตำแหน่งแล้ว อบจ. ก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีงบประมาณและอำนาจ จังหวัดจะพัฒนาได้ต้องมีโครงสร้าง มีอำนาจ มีงบประมาณ และมีผู้นำ คำถามคือถ้าไม่มีผู้นำที่รับผิดชอบความเจริญก้าวหน้าของจังหวัด จะทำให้จังหวัดเจริญได้อย่างไร

ธนาธรกล่าวต่อไปว่า โจทย์ปัจจุบันของการกระจายอำนาจคือจะทำอย่างไรให้ระดับจังหวัด ผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โครงสร้างการบริหารจังหวัดที่ทับซ้อนกันต้องควบรวม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับพื้นฐานอย่าง อบต. และเทศบาล ต้องยกระดับให้เป็นเทศบาลทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เทศบาลและ อบต. ที่เล็กเกินไปต้องควบรวม ถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณ สร้างความเข้มแข็ง แก้ไขกฎหมายเพื่อปรับความสัมพันธ์ต่าง ๆ และใช้เทคโนโลยีเข้ามาแก้ปัญหา

ถ้าอยากเห็นความเจริญก้าวหน้าที่กระจายไปทั่วทั้งประเทศ การกระจายอำนาจคือวาระของอนาคต การกระจายอำนาจแยกไม่ออกจากเรื่องประชาธิปไตย ล่าสุดที่การกระจายอำนาจถดถอยลงไปก็เพราะการทำรัฐประหาร การกระจายอำนาจส่งเสริมประชาธิปไตย และประชาธิปไตยในระดับชาติก็ส่งเสริมการกระจายอำนาจ

วันนี้การกระจายอำนาจในประเทศไทยไม่ไปถึงไหน ทั้งที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2540 ญี่ปุ่นผลักดันกระจายอำนาจครั้งใหญ่ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่เขาทำเสร็จไปไกลแล้ว ถ้าอยากเห็นแต่ละพื้นที่กำหนดอนาคตของตัวเองได้ เราหนีการพูดคุยเรื่องนี้ไม่พ้น เมื่อส่วนกลางไม่ยอมปล่อยงบประมาณและภารกิจ มีแต่การรวมตัวของประชาชนเท่านั้นที่จะทำให้การผลักดันวาระการกระจายอำนาจ และยุติการรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง มีความก้าวหน้าขึ้นได้

ขณะที่ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ตนเห็นด้วยกับการกระจายอำนาจ และเชื่อในแนวคิดการบริหารจัดการตนเอง จะทำอะไรท้องถิ่นควรเป็นผู้กำหนดเอง ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านการกระจายอำนาจมาหลายครั้ง ได้เห็นการเติบโตของการกระจายอำนาจมาเป็นลำดับ ตนเป็นคนท้องถิ่น สส.ภูมิใจไทยส่วนมากเติบโตมาจากท้องถิ่น หลายคนอาจมองว่าเป็นระบบอุปถัมภ์หรือบ้านใหญ่ แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ปัจจุบันสิ่งที่ภูมิใจไทยเสนอ คือการแก้ปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจ โดยสิ่งสำคัญคือเรื่องของงบประมาณ งบประมาณที่มีจำกัดทำให้ไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่อยากทำได้ สิ่งที่ อบจ. กำลังจะเผชิญต่อจากนี้คือภาระค่าใช้จ่ายบุคลากรจากภารกิจที่ถ่ายโอนมา ไม่ว่าจะเป็น รพ.สต. หรือโรงเรียน เพราะงบประมาณที่ได้รับจัดสรรน้อยมาก หลักการคือการกระจายงบประมาณไปสู่ส่วนภูมิภาค สิ่งที่ภูมิใจไทยเสนอคือ ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน เพราะเห็นเช่นเดียวกันว่าท้องถิ่นควรได้รับงบประมาณมากกว่านี้

สิริพงศ์กล่าวต่อว่า หลักคิดคือในการพัฒนาหลายจังหวัดของประเทศไทยที่ผ่านมา อาศัยการพัฒนาจากส่วนกลางเป็นหลัก ภาษีที่จังหวัดได้รับเป็นเพียงภาษีบำรุงท้องที่ ขณะที่รายได้หลักถูกรวมไว้ที่ส่วนกลาง แนวคิดคือเมื่อมีการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ใด ก็ควรเสียภาษีในพื้นที่นั้น เพื่อให้พื้นที่สามารถนำรายได้จากภาษีมาพัฒนาสาธารณูปโภค และกระตุ้นการลงทุนในภาคส่วนอื่นๆ

หากเป็น อบจ. สามารถของบประมาณตรงกับสำนักงบประมาณได้ แต่อบต.อาจต้องผ่านสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด อย่างไรก็ตาม หากประชาชนมีสิทธิเลือกว่าจะเสียภาษีที่ไหน หรืออยากให้เงินภาษีไปพัฒนาท้องถิ่นใด ก็จะช่วยสร้างความสมดุลระหว่างเมืองใหญ่และเมืองเล็ก ไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของความเจริญเพียงบางพื้นที่

ดีจัง
02/04/2026

ดีจัง

01/04/2026
30/03/2026

‎ السَّلَامُ عَلَيْكُمْ وَرَحْمَةُ اللهِ وَبَرَكَاتُهُ

ชุมนุมมุสลิมแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ขอเชิญทุกท่านร่วมเปิดมุมมอง รับฟังบรรยาย เสวนา และปาฐกถาพิเศษ เพื่อค้นหาความจริงท่ามกลางความขัดแย้งของโลก ในโครงการ “เปิดโลกอิสลาม” กับธีมที่มีชื่อว่า

“THE TRUTH BEHIND THE WARS"
สงคราม • สันติภาพ • สัจธรรม

🎤 พบกับวิทยากรมากความสามารถจากหลากหลายวงการ ที่จะร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ และข้อเท็จจริงจากหลากหลายมิติ

🗓️ วันที่ 6 เมษายน
👉🏻 พิธีเปิด โดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ มีสัณฐาน

🎙️ ปาฐกถาพิเศษ
“เมื่อสงครามยังดําเนินอยู่: สิทธิมนุษยชนอยู่ตรงไหน” โดย คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

🎙️ เสวนา
“โลกสงครามที่ฉันพบ เรื่องเล่าจากตะวันออกลาง”
โดย คุณวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล (TUEN I เถื่อน)

🎙️ บรรยายพิเศษ
“รากเหง้าความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กับความจริงที่ต้องเข้าใจ” โดย ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์

🗓️ วันที่ 7 เมษายน

🎙️ บรรยายพิเศษ
“สถานการณ์โลกปัจจุบัน ทําความเข้าใจผ่านเลนส์อิสลาม” โดย ดร.อามีน ลอนา

🎙️ เสวนา
“สื่อไทย ใครกําหนด: ความจริงหรือมุมมองที่ถูกเลือก”
โดย คุณกิติพัฒน์ ชื่นสุขจิตต์ & คุณมูฮัมหมัดรุสดี เชคฮารูณ

🗣️ พร้อมวงเสวนาจากตัวแทนนักศึกษา
“เมื่อผลกระทบจากสงครามเดินทางมาถึงเรา
เราจะเป็นส่วนหนึ่งของทางออกได้อย่างไร”

และกิจกรรมภาคเวทีอีกมากมาย
รอคุณมาร่วมค้นหาคำตอบไปด้วยกัน

📌 วันที่ 6-7 เมษายน 2569
🕙 เวลา 17.15-22.00 น.
📍 ณ ใต้ตึกอาคารกิจกรรมนักศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ที่อยู่

Phuket
83000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ PDD. ภูเก็จจัดการตนเองผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์