08/04/2026
นับเป็นครั้งแรกหลังรัฐบาล "ประยุทธ์ 2" ที่คำแถลงนโยบาย "ไม่มี" ประเด็นเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
หากเปรียบเทียบกับคำแถลงนโยบายของ 3 รัฐบาลล่าสุด ล้วนมีประเด็นเกี่ยวกับการจัดทำ “รัฐธรรมนูญใหม่” แต่ด้วยสถานการณ์ความผันผวนทางการเมือง การแถลงนโยบายภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 จึงมีลักษณะที่เห็นได้ว่า มีประเด็นเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ก็มีอุปสรรคเรื่อยมา
รัฐบาลชุดแรกสุดภายหลังการเลือกตั้งดังกล่าว คือ รัฐบาลที่นำโดยเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้แถลงนโยบายโดยวางประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นนโยบายเร่งด่วน มีจุดยืนไม่แก้ไขหมวด 2 พระมหากษัตริย์ และหาแนวทางการจัดทำประชามติ แต่หลังจากนั้น ก็ปรากฏว่ามีกลไก “เตะถ่วง” ที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามคำแถลงนโยบายดังกล่าวไม่อาจเดินหน้าได้ จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เศรษฐาพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ทำให้กระบวนการเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญใหม่ชะงักลง
เมื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ แพทองธาร ชินวัตร แล้ว การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 ได้วางนโยบายการจัดทำ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ไว้เป็นนโยบายแรกสุด มีใจความสำคัญคือการเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เร็วที่สุด ทว่าต่อมาเมื่อมีผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณา รัฐบาลกลับเลี่ยงการลงมติ และถ่วงเวลาออกไป กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แพทองธารพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เป็นเหตุให้เส้นทางเดินหน้าสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชะงักลงอีกครั้งหนึ่ง
หลังจากพรรคภูมิใจไทยประกาศตัวรับเงื่อนไขสามข้อของพรรคประชาชน นำไปสู่การจัดทำบันทึกข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ก่อนสภาผู้แทนราษฎรจะมีมติเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้แถลงนโยบายว่าจะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต่างจากคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 ที่ไม่ปรากฏประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในยุทธศาสตร์ต่างๆ เลย
ความแตกต่างของคำแถลงนโยบายทั้ง 2 ครั้งดังกล่าวอาจสะท้อนให้เห็นว่า การจัดทำประชามติเพื่อเปิดทางเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่นโยบายที่สำคัญของพรรคภูมิใจไทย หากแต่เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจำต้องทำเพื่อแลกเปลี่ยนกับเสียงสนับสนุนให้อนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยแรกเท่านั้น
อ่านต่อได้ที่: https://www.ilaw.or.th/articles/57522