20/09/2026
แถลงการณ์ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) และสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.)
เรื่อง ‘ปกรณ์’ ต้องเดินหน้าปลดพันธนาการคนอยู่กับป่าจาก พ.ร.บ.ป่าอนุรักษ์ มรดกเผด็จการ คสช.
ในสถานการณ์การเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อปี 2557 รัฐบาลเผด็จการได้ผ่านกฎหมายและนโยบายจำนวนมากที่สร้างผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน โดยเฉพาะในด้านทรัพยากรธรรมชาติที่มีนโยบายทวงคืนผืนป่า และการแก้ไขกฎหมายป่าอนุรักษ์ 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ทำให้ชะตากรรมของประชาชนในเขตป่าอนุรักษ์อย่างน้อย 4,042 ชุมชน จำนวนกว่า 3 แสนราย บนที่ดินทำกินกว่า 4 ล้านไร่ ต้องตกอยู่ในสถานะบุกรุกที่ดินของตัวเอง และมีความเสี่ยงถูกแย่งยึดที่ดินตลอดเวลา
สถานการณ์การละเมิดสิทธิคนอยู่กับป่ารุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปรากฏว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าไปไล่รื้อ ตัดฟันพืชผลอาสิน แย่งยึดที่ดินอย่างเป็นธรรม และจับกุมดำเนินคดีชาวบ้านที่อยู่อาศัยและทำกินมาก่อนการประกาศเขตป่า ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) และสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) จึงได้รวมตัวเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ปรับแก้กฎหมายดังกล่าวให้เคารพสิทธิของชุมชน โดยเกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ขึ้น ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม ถึง 1 เมษายน 2568 จนเกิดมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 เมษายน 2568 ให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 โดยมีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายเป็นประธาน นับตั้งแต่ชูศักดิ์ ศิรินิลและบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นต้นมา จนถึงในรัฐบาลนี้ที่มอบหมายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธาน
ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการภาคประชาชนได้ร่วมกับรัฐบาลก่อนหน้ากำหนดกรอบการดำเนินงานศึกษาและปรับปรุงกฎหมาย โดยการจัดให้มีเวทีรับฟังความเห็น 4 ภูมิภาค ซึ่งพี่น้องต่างสะท้อนว่ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับละเมิดสิทธิชุมชนอย่างร้ายแรง ตั้งแต่กระบวนการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ที่ขาดการมีส่วนร่วมและไม่เคารพประวัติศาสตร์การก่อตั้งชุมชน การให้อำนาจเจ้าหน้าที่เกินสมควรจนเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนนับครั้งไม่ถ้วน การกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงและไม่ได้สัดส่วน ตลอดจนแนวทางการจัดการที่ดินที่ยังอยู่ในกรอบของการอนุญาต มิได้ให้สิทธิในที่ดินทำกิน ขัดแย้งกับวิถีชีวิตของประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย โดยเฉพาะชนเผ่าพื้นเมือง
ในวันที่ 21 กันยายน 2569 จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ในเวลา 10.00 น. ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเรามีขอแสดงความห่วงกังวลต่อการประชุมดังกล่าว 2 ประเด็น ได้แก่
1. การดำเนินการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับตามกลไกที่เราเรียกร้องล่าช้าอย่างมากเนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลแล้วถึง 3 รัฐบาล ขณะที่ปัญหาของพี่น้องในพื้นที่ก็รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงเกรงว่าการประชุมครั้งนี้ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ซึ่งจะนำไปสู่การเตะถ่วงการแก้ไขปัญหาประชาชน หรือหากรัฐบาลรวบรัดการดำเนินการเกินไปจนขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้เดือดร้อนและรับฟังแต่เสียงของหน่วยงานรัฐ ก็จะขัดต่อเจตนารมณ์ของเราตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 เมษายน 2568
2. ท่าทีของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ปกรณ์ นิลประพันธ์ ที่มีต่อประเด็นการแก้ไขปัญหาที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติมีปัญหาเป็นปฏิปักษ์กับประชาชนทุกครั้ง ตั้งแต่เรื่องการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และการยืนยันจะยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) จึงน่าห่วงกังวลว่าประเด็นที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์นั้นปกรณ์ก็จะแสดงท่าทีเช่นเดียวกัน และอาจไม่ได้เข้าร่วมการประชุม เพราะที่ผ่านมาปกรณ์ไม่เคยแสดงความกล้าหาญหรือความรับผิดชอบใดๆ โดยการร่วมวงเจรจากับภาคประชาชนแม้แต่ครั้งเดียว
เราจึงมีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาล โดยเฉพาะปกรณ์ นิลประพันธ์ ดังนี้
1. ปกรณ์ นิลประพันธ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการศึกษาและปรับปรุงพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ต้องเข้าร่วมการประชุมและเป็นประธานในที่ประชุมในวันที่ 21 กันยายน 2569 ด้วยตนเอง
2.ปกรณ์ นิลประพันธ์ ต้องดำเนินการตามข้อเรียกร้องและเจตนารมณ์ของประชาชนผู้เดือดร้อนตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 เมษายน 2568 โดยหลังการรับฟังความคิดเห็น 4 ภูมิภาคต้องมีการสังเคราะห์ข้อมูลและจัดทำข้อเสนอการแก้ไขพระราชบัญญัติทั้งฉบับ แล้วจึงเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติรับรองและเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป
ทั้งนี้ เรายืนยันว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งต้องล้มล้างมรดกรัฐบาลเผด็จการ คสช. และปลดพันธนาการให้พี่น้องประชาชนที่ถูกเขตป่าประกาศทับอย่างไม่เป็นธรรม และจะจับตาการประชุมคณะอนุกรรมการอย่างใกล้ชิด หากไม่มีความคืบหน้าตามเจตนารมณ์ของภาคประชาชน เราจะยกระดับการเรียกร้องการแก้ไขกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวสู่นายกรัฐมนตรีต่อไป
เชื่อมั่นและศรัทธาในพลังประชาชน
20 กันยายน 2569