แม่น้ำโขง: อิสระแห่งสายน้ำ

แม่น้ำโขง: อิสระแห่งสายน้ำ คนข้างบนมองลงมาพื้นล่างเห็นเพียงผลประโยชน์ แต่สำหรับคนข้างล่างสายน้ำโขง คือ ชีวิต

24/09/2026

ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนลาว/ไทยร่วมสะท้อนประสบการณ์/ข้อเสนอ-เผยมักถูกตั้งคำถามในความรู้ความสามารถ-ถูกโจมตีเมื่อคัดง้างโครงการสำคัญ
-----------
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ภายในงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง–อาเซียน ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้มีเวที “Her Voice, Our Future: เสียงของเธอต้องถูกได้ยิน” โดยผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อม 5 คนจากไทยและลาว ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และข้อเสนอ เพื่อผลักดันให้ผู้หญิงมีสิทธิ มีเสียง และมีอำนาจตัดสินใจเรื่องสิ่งแวดล้อม

ไพเราะ สุจินพรหม จากสมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม และ Nondsavanh จาก Green Community Volunteer ประเทศลาว ต่างสะท้อนประสบการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้หญิงจะมีความรู้และประสบการณ์จากการดูแลชุมชนและทรัพยากร แต่การจะเปล่งเสียงและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกลับไม่ใช่เรื่องง่าย โดยไพเราะเล่าถึงการทำงานกับชุมชนในภาคอีสานว่า “เมื่อผู้หญิงลุกขึ้นมาตั้งคำถามว่าโครงการผันน้ำโขงจะกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เกษตรอย่างไร ก็ถูกโจมตีจากผู้เห็นต่างว่าเป็นผู้หญิงจะมีความรู้อะไร หรือเอาอะไรมาพูด”

ขณะที่ Nondsavanh ซึ่งทำงานกับกลุ่มผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมืองในลาว พบว่าในบางชุมชน ครอบครัวมักเลือกส่งผู้ชายไปโรงเรียนก่อน ทำให้ผู้หญิงเข้าถึงการศึกษาและข้อมูลได้น้อยกว่า และขาดความมั่นใจในการพูดถึงสิทธิของตนเอง จนเป็นมายาคติที่ว่า “ผู้หญิงควรเป็นผู้ฟัง”

วชิรญาณ์ วิรัชบุญญากร จากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น เล่าถึงชุมชนกะเบอะดินที่ร่วมคัดค้านโครงการเหมืองถ่านหินมานาน 7 ปี โดยทุกคนแบ่งบทบาทตามความถนัด และให้คุณค่ากับความรู้ของผู้หญิงที่มองเห็นผลกระทบต่อชุมชนอย่างรอบด้าน ทั้งอาหาร ที่ดิน น้ำ ความปลอดภัย และอนาคตของลูกหลาน ผู้หญิงจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดทำข้อมูลชุมชน ทำ CHIA และตรวจสอบข้อมูล EIA ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ก่อนนำข้อมูลและหลักฐานเข้าสู่เวทีสาธารณะ กรณีนี้สะท้อนว่า เมื่อชุมชนเปิดพื้นที่และยอมรับความรู้ของผู้หญิง เสียงของพวกเธอก็สามารถกลายเป็นพลังในการปกป้องสิทธิและกำหนดอนาคตของชุมชน

ส่วนลาหมึทอ ดั่งแดนวิมาน ประธานเครือข่ายเยาวชนสาละวิน กล่าวว่า ผู้หญิงไม่ควรถูกคาดหวังให้เข้มแข็งเพียงลำพัง ชุมชน เครือข่าย และองค์กรที่ทำงานร่วมกับผู้หญิงควรเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น พร้อมเสริมสร้างศักยภาพและยืนเคียงข้างเมื่อพวกเธอออกมาส่งเสียง โดยเฉพาะเมื่อเผชิญการคุกคาม ต้องมีพื้นที่ปลอดภัยและกลไกที่พร้อมปกป้อง ขณะเดียวกัน กฎหมายและนโยบายควรรับรองให้ผู้หญิงเข้าถึงข้อมูล มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจในเรื่องที่กระทบต่อชีวิตและชุมชน รวมถึงเข้าถึงกลไกในการเรียกร้องและปกป้องสิทธิของตนเอง เพื่อให้เสียงของผู้หญิงนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

อรชา จันทร์เดช จากเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง กล่าวว่า สิทธิของประชาชนต้องได้รับการคุ้มครองตั้งแต่ระดับชุมชนถึงรัฐ โดยเฉพาะเมื่อโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ถูกผลักดันเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ คำถามสำคัญคือ ประชาชนมีทางเลือกอะไร และจะทำอย่างไรให้พวกเขารู้เท่าทันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและชุมชน
ชุมชนที่ได้รับผลกระทบต้องมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลอย่างรอบด้าน และมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจอย่างแท้จริง ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูล ไปจนถึงการแสดงความคิดเห็นและตรวจสอบโครงการ เพราะการพัฒนาที่ดีไม่ควรตั้งอยู่บนการแลกสิทธิของชุมชน แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้เสียงของผู้ได้รับผลกระทบมีความหมายต่ออนาคตของพวกเขาเอง

“เมื่อสิทธิของชุมชนได้รับการคุ้มครอง พื้นที่ของผู้หญิงก็ต้องได้รับการยอมรับเช่นกัน เพราะการปกป้องสิทธิและทรัพยากรของชุมชนไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากเสียงของผู้หญิงยังถูกมองข้าม คนที่พูดถึงปัญหาชุมชนและสิ่งแวดล้อมไม่ควรถูกทำให้เป็นผู้กระทำผิด ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมฯ ควรคุ้มครองผู้คนและชุมชน”อรชา กล่าว

-------------

24/09/2026

หลายบาดแผลร่วมสะท้อน “ชุมชนฟื้นฟูตัวเอง”หลังถูกการแย่งชิงทรัพยากร-ชาวบ้านคลิตี้เผยไม่เคยได้รับการเยียวยาจริงจังแม้ชนะคดี-เหมืองทองเลยยังคงเป็นภัยกับชุมชนแม้เลิกกิจการแล้ว 20ปี-นักวิชาการแนะทำฐานข้อมูลเบื้องต้นไว้
------------------
เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ภายในงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่น้ำโขง-อาเซียน 2026 วันที่สอง ได้มีเวทีเสวนาในหัวข้อ “Healing the Mekong: ปฏิบัติการฟื้นฟูโดยผู้คนแห่งลุ่มน้ำโขง” เพื่อสะท้อนบาดแผลจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมเหมืองแร่ พร้อมชูแนวทางที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง

น.ส.เปรมฤดี ดาวเรือง ผู้ประสานงานโครงการเสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Rivers Network - SEARIN) กล่าวว่า จากที่มีการพูดคุยถึงความพยายามในการเยียวยาแม่น้ำโขง เช่น การจัดงาน ข้าวหอมดอกฮัง ที่จังหวัดสกลนคร สร้างความตื้นตันและความสามัคคี สิ่งสำคัญคือการตั้งคำถามถึงสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ว่าจะนำมาต่อยอดอย่างไรโดยไม่ได้หมายถึงการฟื้นฟูสิ่งที่สูญเสียไปจากการสร้างเขื่อนทั้งหมด แต่เป็นการดูว่าสิ่งที่ยังเหลืออยู่จะสามารถก้าวต่อไปได้อย่างไร เพราะแม่น้ำโขงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออาหาร ชีวิต วัฒนธรรม และความเชื่อของประชาชนริมฝั่งโขง

น.ส.ไพรินทร์ เสาะสาย จากมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ์ กล่าวถึงบาดแผลของแม่น้ำโขงว่า ภาพในอดีตที่แม่น้ำเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่และชีพจรหล่อเลี้ยงชีวิต ได้ถูกตัดขาดเนื่องจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำหลายแห่ง และถูกผูกมัดด้วยตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอย่าง GDP นอกจากนี้ยังมีการปนเปื้อนสารเคมีจากการทำเหมืองแร่ทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของชาวประมง และกลุ่มเปราะบางที่ต้องแบกรับภาระทางสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีทางเลือก

นายชลาลัย นาสวนสุวรรณ ตัวแทนชุมชนคลิตี้ล่าง จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวถึงวิกฤตมลพิษเหมืองตะกั่วว่า กิจการและบ่อกากแร่ได้ปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำห้วยคลิตี้ ส่งผลให้ชาวบ้านตรวจพบสารตะกั่วในเลือดสูง มีผู้ป่วยเรื้อรัง ระบบประสาทและสมองผิดปกติ และมีผู้เสียชีวิตในช่วงวิกฤต พ.ศ. 2531–2544 กว่า 27 ราย แม้ชุมชนจะต่อสู้ทางกฎหมายจนชนะคดีในศาลฎีกา แต่กลับประสบปัญหาความไม่โปร่งใสและข้อเสนอไม่เคยถูกบรรจุในแผนฟื้นฟูอย่างจริงจัง

นายชลาลัยกล่าวว่า ความล้มเหลวของมาตรการฟื้นฟูเฟสแรกงบประมาณเกือบ 500 ล้านบาทกลับซ้ำเติมความเดือดร้อน ขณะที่คดีแพ่งไม่สามารถเยียวยาได้จริงเพราะบริษัทล้มละลายและเจ้าของเสียชีวิต ปัจจุบันชุมชนกำลังผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อมเฉพาะด้านที่ยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) อย่างเคร่งครัด

ขณะที่ น.ส.รจนา กองแสน ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน จังหวัดเลย กล่าวถึงผลกระทบจากเหมืองทองคำว่า พื้นที่ทำกินถูกปนเปื้อนสารไซยาไนด์และโลหะหนัก จนนำมาสู่การต่อสู้ทางกฎหมาย 27 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท แม้ศาลจะมีคำพิพากษาในปี 2561 ให้เยียวยาครอบครัวละ 140,000 บาท แต่บริษัทกลับประกาศล้มละลายทำให้เงินเยียวยากลายเป็นอากาศ แม้เหมืองจะปิดตัวมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ยังตรวจพบสารพิษตกค้างในร่างกายชาวบ้านในปริมาณที่สูงเกินค่ามาตรฐาน ขณะที่หน่วยงานรัฐไม่มีมาตรการรักษาที่ชัดเจน ทำให้ชาวบ้านต้องรวมตัวขับเคลื่อนแผนฟื้นฟูชุมชน ด้วยตนเอง เช่น การปลูกป่าบนภูเขา

ด้าน แม่ผา กองธรรม ตัวแทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล กล่าวถึงเส้นทางการต่อสู้ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2538–2540 ว่า ประชาชนได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็น “สมาคมคนฮักบ้านเกิด” เพื่อสร้างเสาหลัก 3 ต้น ได้แก่ สมาคม ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และกองทุนสวัสดิการชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด แนวทางการฟื้นฟูวิถีชีวิตและระบบนิเวศได้ผ่านการพึ่งพาตนเอง การอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน การทำเกษตรปลอดภัย และการสร้างตลาดสีเขียว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารจากภายในชุมชน

น.ส.ฉันชนก พุทธิไสย เยาวชนตัวแทนจากวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมดอกฮัง จ.สกลนคร หรือกิจการ "บ้านข้าวแสงชะนก" กล่าวว่า กิจการดำเนินงานมากว่า 5 ปี ผ่านแนวคิดที่มุ่งเยียวยาระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตควบคู่กันไป แนวทางสำคัญของกลุ่มคือการฟื้นฟูนาโคกและป่าโคกผ่านการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองมากกว่า 300 สายพันธุ์ เพื่อคืนความหลากหลายทางชีวภาพให้กับผืนดิน พร้อมกันนี้ยังให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบางในชุมชนที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ซึ่งต้องแบกรับภาระหนักจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

ศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้นำเสนอมุมมองและข้อเสนอเชิงระบบ โดยกล่าวว่าการเยียวยาผลกระทบจากโครงการพัฒนาไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจบ แต่เป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านระยะยาวที่ต้องอาศัยภูมิปัญญาชุมชนและเครื่องมือทางวิชาการมารองรับ ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจไม่สามารถทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ 100% แต่เป็นกระบวนการที่บีบให้ชุมชนต้องปรับตัว สร้างพลัง และสร้างกลไกรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร โดยหยิบยกกรอบคิด “ทฤษฎี 3 เสา” มาใช้ในการวิเคราะห์ ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือการดึงเอาข้อมูล ความรู้ และเสียงของชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจโดยตรง

ศ.ดร.กนกวรรณ กล่าวว่า การเยียวยาในอนาคตต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนและการคาดการณ์ที่แม่นยำ โดยต้องมีการบันทึกฐานข้อมูลตั้งต้น (Baseline) ล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตเกิดขึ้นซ้ำซ้อนโดยไม่มีการเตรียมพร้อม และปัญหาช่องว่างของการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ที่ยังมีส่วนร่วมน้อยและถูกละเลยเมื่อเทียบกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

“เพื่อให้มิติทางจิตวิญญาณและคุณค่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมเป็นที่เข้าใจง่ายต่อผู้กำหนดนโยบายและนักวิทยาศาสตร์ ควรใช้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ผ่านข้อมูลเชิงเทียบเคียง (Proxy) เพื่อสะท้อนความทุกข์หรือผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปโรงพยาบาลหรือความถี่ในการเจ็บป่วย ความทรงจำเรื่องสิ่งแวดล้อม" (Environmental Memory) ในฐานะเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยรักษาและสืบทอดคุณค่าความสัมพันธ์เชิงลึกระหว่างชุมชนและธรรมชาติในระยะยาว”ศ.กนกวรรณ กล่าว
---------------

20/09/2026

เผยภูมิภาคอาเซียนพรุนไปด้วยเหมืองแร่-นักสิ่งแวดล้อมอินโด/ฟิลิปปินส์/ไทยร่วมสะท้อนทุนธุรกิจที่ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน
-----------
เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ที่อาคารสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร มีการจัดเสวนา “การทำเหมืองแร่หายากและแร่สำคัญ: จากความเสียหายสู่การตอบสนองร่วมกันในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และพื้นที่อื่น ๆ” (Rare Earth and ‘Critical’ Mineral Extraction: From Devastation to Collective Responses Locally, Regionally and Beyond) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเวทีสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจที่มีความรับผิดชอบและสิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 8 โดยประชาชนจากประเทศต่างๆในภูมิภาคอินโดแปซิกฟิกเข้าร่วมกว่า 60 คน

ภายในงานได้เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนชุมชนและภาคประชาสังคมจากหลายประเทศในเอเชียแลกเปลี่ยนสถานการณ์ผลกระทบจากการขยายตัวของเหมืองแร่หายาก (Rare Earth Elements: REEs) และแร่สำคัญ (Critical Minerals) ซึ่งกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลกและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ตั้งแต่การสูญเสียที่ดิน การทำลายระบบนิเวศและแหล่งน้ำ ไปจนถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนและการดำเนินคดีกับประชาชนที่ออกมาปกป้องชุมชนของตนเอง

เพียรพร ดีเทศน์ จากมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers & Rights) นำเสนอภาพความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศลุ่มน้ำโขง โดยเริ่มจากภาพแม่น้ำโขงบริเวณชายแดนลาว–กัมพูชาเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ก่อนการก่อสร้างเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งในเวลานั้นยังเห็นความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก และฝูงสัตว์น้ำที่อพยพขึ้นมาตามลำน้ำในช่วงต้นฤดูฝน

“ปัจจุบันภูมิภาคกำลังเผชิญแรงกดดันจากความต้องการแร่หายากและแร่สำคัญในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ทำเหมืองและสกัดแร่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมายอ่อนแอ ดังเช่นในรัฐคะฉิ่น ของพม่า รวมถึงบริเวณต้นน้ำในรัฐฉานตะวันออก และชายแดนไทย–ลาว ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาพบกิจกรรมเหมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของจีนในฐานะศูนย์กลางการแปรรูปแร่หายาก” นส.เพียรพร กล่าว

Kiki Sriyanti จาก องค์กร KOMNASDESA จังหวัดสุลาเวสีใต้ ประเทศอินโดนีเซีย กล่าวถึงผลกระทบจากอุตสาหกรรมนิเกิล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมและการส่งออกของอินโดนีเซีย ว่ากรณีเกาะขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายหัวใจ ซึ่งเผชิญการขยายตัวของเหมืองอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2552 โดยมีสัมปทานเหมืองนิเกิลหลายแห่ง ส่งผลให้พื้นที่บนเกาะจำนวนมากถูกเปลี่ยนเป็นเขตเหมือง กระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน แหล่งน้ำ และระบบนิเวศชายฝั่ง ขณะที่มลพิษจากพื้นที่เหมืองไหลลงสู่ทะเล

Kiki Sriyanti กล่าวว่า ชุมชนพยายามรวมตัวเรียกร้องให้มีการตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและนำคดีขึ้นสู่ศาล การต่อสู้ดำเนินมายาวนานจนถึงศาลสูง และมีคำพิพากษาที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองระบบนิเวศของเกาะขนาดเล็ก แต่ความท้าทายไม่ได้สิ้นสุดลงที่คำพิพากษา เพราะชุมชนยังต้องสร้างความเข้มแข็งเพื่อให้สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากรของตนเอง ท่ามกลางแรงกดดันจากอุตสาหกรรมแร่ที่เชื่อมโยงกับนโยบายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

“คำถามของเราคือ เราจะปกป้องเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ได้อย่างไร และจะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมได้อย่างไร” เธอกล่าว

Gary Lee จากมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในหลายประเทศคือ เมื่อประชาชนลุกขึ้นมาปกป้องที่ดิน ทรัพยากรและสิทธิของตนเอง กลับต้องเผชิญกับการดำเนินคดี ทั้งที่การปกป้องสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน

Rahmat Maulana Sidik จาก องค์กร Indonesia for Global Justice ของอินโดนีเซียนกล่าวว่า แนวคิดเรื่อง แร่สำคัญ กำลังถูกนำไปเชื่อมโยงกับนโยบายอุตสาหกรรม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และข้อตกลงการค้าเสรีของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งอินโดนีเซียมีการลงทุนด้านนิเกิล สังกะสี โคบอลต์ และแร่ชนิดอื่นจำนวนมาก พร้อมกับนโยบายผลักดันประเทศให้เป็นฐานการผลิตและส่งออกแร่สำคัญ ขณะเดียวกันได้ทำข้อตกลงทางการค้าและความร่วมมือกับหลายประเทศ ซึ่งข้อสังเกตคือการขยายตัวดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า ภาระด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองและถลุงแร่กำลังถูกผลักมายังประเทศผู้ผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่ ขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมได้รับวัตถุดิบสำหรับห่วงโซ่การผลิตของตน

“ขณะเดียวกัน จีนยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของโลก ทั้งในด้านการแปรรูปและการผลิตขั้นต่อเนื่อง แม้ว่าวัตถุดิบส่วนหนึ่งจะมาจากเหมืองนอกประเทศจีน” นักวิเคราะห์ชาวอินโดนีเซียกล่าว

Elice V. Balgos จาก องค์กร Defend Nueva Vizcaya Movement ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า สถานการณ์ในจังหวัด Nueva Vizcaya ซึ่งเป็นพื้นที่เหมืองแร่สำคัญของประเทศ โดยนโยบายและความริเริ่มด้านความมั่นคงของแร่ที่มุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่เพื่อลดการพึ่งพาจีน กรณีของความริเริ่ม “Pax Silica Initiative” ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเปิดตัวในเดือนธันวาคม 2025 โดยระบุว่า Pax Silica ไม่ใช่สนธิสัญญาระหว่างประเทศ แต่เป็นปฏิญญาที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งมีรัฐบาลพันธมิตรมากกว่า 30 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งปัญหาสำคัญคือกรอบความร่วมมือด้านแร่จำนวนมากพูดถึงความมั่นคงของวัตถุดิบ การลงทุน และการผลิต แต่กลับให้พื้นที่น้อยมากกับสิทธิของประชาชน การมีส่วนร่วมของชุมชน และกลไกเยียวยาเมื่อเกิดการละเมิด

เธอยังเล่าถึงประสบการณ์ของชุมชนและนักปกป้องสิ่งแวดล้อมที่เผชิญคดีจำนวนมากจากการคัดค้านโครงการเหมือง รวมถึงคดีที่มีลักษณะเป็นการฟ้องเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือ SLAPP ตลอดจนการจับกุมผู้นำชุมชนและชนพื้นเมือง ซึ่งสร้างภาระทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และความปลอดภัยให้กับผู้ที่ออกมาปกป้องพื้นที่ของตน

ทั้งนี้ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันในประเด็นสำคัญว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานแร่ไม่ควรเกิดขึ้นด้วยการผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนไปยังชุมชนในพื้นที่ต้นทางนอกจากเรื่องความโปร่งใสของข้อตกลงการค้าและการลงทุนแล้ว ผู้ร่วมเสวนายังเรียกร้องให้ประชาชนในพื้นที่เหมืองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มีกลไกป้องกันและเยียวยาความเสียหายที่บังคับใช้ได้จริง และมีระบบตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานที่ทำให้บริษัท นักลงทุน และประเทศปลายทางต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น

20/09/2026

ผู้เชี่ยวชาญจี้รัฐเลิกยื้อเวลาเตือนภัยวิกฤตสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำสาย-หวั่นลดทอนประสิทธิภาพมาตรการป้องกันความเสี่ยงของชาวบ้าน “ภัทรพงษ์”ชี้สะท้อนความล้มเหลว TOR ไทย/พม่า-เชื่อภาคประชาชนฟ้องศาลปกครองซ้ำรอยปัญหาฝุ่นPM 2.5แถมด้วยข้อหาละเว้นการปฎิบัติหน้าที่

---------------

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ให้สัมภาษณ์ถึงผลตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำสาย จ.เชียงราย ของกรมควบคุมมลพิษ(คพ.)ที่พบว่าสารหนูเกินค่ามาตรฐานกว่า 28 เท่า และสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐานกว่า 5 เท่าซึ่งเป็นสถานการณ์ค่อนข้างวิกฤตว่า กระบวนการตรวจสอบโดยภาคประชาชน ชุดทดสอบภาคสนาม (Test Kit) และการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ผ่านมา ให้ผลสอดคล้องกับผลวิเคราะห์ของ คพ. ซึ่งพบสารหนูสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 28–30 เท่า หากภาครัฐยังคงชะลอการแจ้งเตือนเพื่อรอการตรวจซ้ำ ก็ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เนื่องจากระดับความเข้มข้นในน้ำธรรมชาติมีการเปลี่ยนแปลงและเจือจางลงตามกาลเวลา

ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ มช. กล่าวว่า หากการสื่อสารความเสี่ยงยังล่าช้า ประชาชนจะไม่สามารถป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพได้ทันท่วงที และการสื่อสารในปัจจุบันไม่ควรหยุดอยู่แค่การรอตัวเลขหรือรายงานค่าความเข้มข้นแล้วจบไป แต่ต้องตอบให้ได้ว่าประชาชนควรปฏิบัติตัวอย่างไรต่อไป ข้อมูลที่เราตรวจวัดมีความโปร่งใส การที่ภาครัฐยังยื้อเวลาการเตือนภัยจึงทำให้มาตรการป้องกันความเสี่ยงของชาวบ้านลดทอนประสิทธิภาพลงไปอย่างมาก

ผศ.ดร.ว่าน กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาคประชาสังคมยังได้เสนอและหารือต่อผู้บริหารจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้หน่วยงานรัฐเปิดรับการมีส่วนร่วมของนักวิจัยและสถาบันการศึกษาเข้ามาเป็นเจ้าภาพร่วม เพื่อสร้างกลไกตรวจสอบคู่ขนานกันของนักวิจัยและภาควิทยาศาสตร์พลเมืองร่วมเก็บตัวอย่างส่งตรวจ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลวิจัยอย่างรอบด้าน เนื่องจากแผนสนับสนุนงบประมาณและเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ของหน่วยงานในพื้นที่ยังมีจำกัดและล่าช้า ทำให้พื้นที่ศึกษาของโครงการวิจัยครอบคลุมชุมชนกลุ่มเสี่ยงได้เพียงส่วนน้อย

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังกล่าวถึงความคืบหน้าด้านเครื่องมือวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ของ มช.ว่า กำลังอยู่ระหว่างจัดซื้อเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูงผ่านระบบประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ซึ่งเป็นเครื่อง Mass Spectrometry (MS) ที่มีความละเอียดและแม่นยำสูงกว่าเครื่องมือเดิม (OES) โดยคาดว่าจะพร้อมเปิดใช้งานภายในสิ้นปีนี้ เพื่อยกระดับห้องปฏิบัติการสู่มาตรฐานสากล ISO และใช้ยืนยันความถูกต้องของข้อมูลสิ่งแวดล้อมร่วมกับภาครัฐได้อย่างเป็นทางการ

“ขณะนี้ยังมีช่องโหว่สำคัญของระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำของรัฐ เพราะความถี่ในการตรวจวัดตามรอบปกติไม่ตอบโจทย์การเฝ้าระวังภัยพิบัติทางมลพิษ ที่ผ่านมาการตรวจพบสารปนเปื้อนสูง มักเกิดจากความบังเอิญที่นักวิจัยเก็บตัวอย่างได้ทันในช่วงวิกฤต หากปล่อยให้เป็นไปตามรอบปกติ เมื่อผลวิเคราะห์ออกมา น้ำปนเปื้อนเหล่านั้นก็ถูกสูบเข้าสู่แปลงนาของชาวบ้านไปหมดแล้ว ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ในการป้องกัน”ผศ.ดร.ว่าน กล่าว

ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยฯกล่าวว่า เสนอแนวทางแก้ไขเชิงระบบที่ดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยนำระบบตรวจวัดอัตโนมัติแบบ Real-time มาทำงานร่วมกับชุดตรวจภาคสนาม (Test Kit) ดังนี้ 1.ใช้สถานีตรวจวัด Real-time เป็นด่านหน้าคอยตรวจจับสัญญาณ: มอนิเตอร์ค่าดัชนีทางกายภาพของน้ำ เช่น ค่าความขุ่น (Turbidity) ตลอดเวลา 2.ใช้ชุด Test Kit ยืนยันความผิดปกติทันที หากพบว่าค่าความขุ่นพุ่งสูงผิดปกติ ชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะนำชุด Test Kit เข้าตรวจวัดซ้ำในจุดเกิดเหตุทันที เพื่อตรวจสอบว่ามีสารปนเปื้อนตามมาด้วยหรือไม่ และ 3. สั่งการและเตือนภัยระดับท้องถิ่นทันที เมื่อผลตรวจยืนยันว่าสารปนเปื้อนสูง โดยผู้นำท้องถิ่นสามารถประกาศหรือสั่งการให้เกษตรกรงดสูบน้ำเข้าพื้นที่ทันที และปล่อยให้น้ำไหลผ่านตามลำน้ำธรรมชาติไปก่อน จนกว่าระดับการปนเปื้อนจะลดลงสู่เกณฑ์ปกติ

ผศ.ดร.ว่าน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 26 กันยายนที่จะถึงนี้ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ มีกำหนดการมอบชุดทดสอบภาคสนาม (Test Kit) จำนวน 120 ชุด ที่อำเภอแม่อาย ซึ่งตรวจวัดได้ทั้งในน้ำและดิน เพื่อกระจายให้หน่วยงานและสถาบันการศึกษา นำไปใช้งานจริง

ด้านนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชนและประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน สภาผู้แทนฯกล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือหลักฐานที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความนิ่งเฉยและการขาดเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงในชีวิตและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อยู่ในระดับที่ไม่ควรเกิดขึ้น

นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า สาเหตุที่สารพิษปนเปื้อนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 2 ปี สอดรับกับสภาพอากาศช่วงฤดูฝนที่มีปริมาณน้ำฝนตกลงมาอย่างหนักบริเวณต้นน้ำสาย ขณะที่ต้นตอสำคัญมาจากการทำเหมืองแร่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเปิดหน้าดิน และกองดินปนเปื้อนสารเคมีทิ้งไว้กลางแจ้งโดยไม่มีระบบการจัดการตามหลักสิ่งแวดล้อม เมื่อฝนตกหนัก น้ำจึงชะล้างตะกอนดินและสารเคมีอันตรายไหลลงสู่แม่น้ำสายโดยตรง

“สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าการเจรจาระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอระหว่างไทยและเมียนมาไม่มีความจริงใจ ทั้งที่เพิ่งมีการลงนามข้อตกลง (TOR) ร่วมกันไปเมื่อราว 2 เดือนก่อน แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าสารพิษพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม สะท้อนว่าฝั่งเมียนมาไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลง ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยเองกลับเปิดรับผู้นำทหารเมียนมาเข้ามา กลายเป็นการฟอกขาวให้เขา โดยที่ประชาชนคนไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย สิ่งที่เห็นชัดเจนคือปัญหาสารหนูและตะกั่วปนเปื้อนในแม่น้ำสายยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด” นายภัทรพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่ภาครัฐยังเพิกเฉยและปล่อยให้ประชาชนเผชิญกับสถานการณ์ปนเปื้อนรุนแรงเช่นนี้ ประชาชนสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง ประธานอนุ กมธ.ฯกล่าวว่า สถานการณ์ในขณะนี้มีแนวโน้มจะเดินซ้ำรอยวิกฤตฝุ่นควัน PM 2.5 ในช่วงปี 2561–2562 ที่ประชาชนรวมตัวกันฟ้องศาลปกครอง และครั้งนี้อาจร้ายแรงยิ่งกว่านั้น เนื่องจากมลพิษทางน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายไหลเวียนอยู่ตลอดทั้งปี ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นฤดูกาลเหมือนฝุ่นควัน ดังนั้นการขับเคลื่อนของภาคประชาชนโดยการยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อปกป้องสิทธิตามกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน รวมถึงอาจมีการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่อเจ้าพนักงานของรัฐที่ปล่อยปละละเลยไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

สำหรับแนวทางการรับมือและดูแลตนเองของประชาชนในพื้นที่ นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า ในระยะสั้นประชาชนควรปรับพฤติกรรมการบริโภค โดยหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารชนิดเดิมซ้ำ ๆ ทั้งพืชผักและสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อลดความเสี่ยงจากการสะสมสารพิษในร่างกาย ขณะเดียวกัน ในเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค ขอเรียกร้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งตรวจสอบและรายงานผลการตรวจน้ำประปาหมู่บ้านและน้ำบาดาลให้ชาวบ้านได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างสม่ำเสมอ ส่วนการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขาแม่สาย ซึ่งยังคงใช้น้ำดิบจากแม่น้ำสาย ต้องเร่งเปิดเผยข้อมูลผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างตรงไปตรงมา ทั้งคุณภาพน้ำดิบก่อนเข้าระบบและหลังผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำ เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดให้กับประชาชนในพื้นที่

----------------

น่าสนใจ เชิญไปร่วมงานกันค่ะ ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์
20/09/2026

น่าสนใจ เชิญไปร่วมงานกันค่ะ ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์

ความน่าสนใจในงาน
“สัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่น้ำโขง-อาเซียน” ครั้งที่ 8
สะท้อนผ่าน “เปรมฤดี ดาวเรือง”
---------
กิจกรรมงานสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน หรืองาน MAEW (Mekong-ASEAN Environmental Week) 2026 หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “งานแมว” จะจัดขึ้นในวันที่ 23-26 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กทม.มีความน่าสนใจหลายประการเพราะเป็นการระดมพลและประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคโดยมีแม่น้ำโขงซึ่งแกนหลักเป็นจุดเชื่อมโยง

เปรมฤดี ดาวเรือง ผู้ประสานงานโปรเจกต์เสวนา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Project SEVANA South-East Asia) ซึ่งเป็น “แม่งาน”ในการจัดกิจกรรมสัปดาห์แม่น้ำโขง-อาเซียน อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ “งานแมว” ว่าเกิดจากความพยายามของภาคประชาชนและภาคประชาสังคมในการสร้างพื้นที่พูดคุยประเด็น “การเมืองสิ่งแวดล้อม” ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยในครั้งแรกๆยังมีเวทีกิจกรรมไม่มากนัก

“กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับแม่น้ำโขงเห็นว่าเวทีการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคยังค่อนข้างกระจัดกระจาย พวกเราจึงหารือกันเพื่อสร้างงานที่สามารถรวบรวมประเด็นสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมในแต่ละปีมาไว้ในพื้นที่เดียวกัน เรารู้สึกว่าถ้ากลุ่มคนทำงานแม่น้ำโขงได้มาปรึกษากัน น่าจะมีงานเฉพาะขึ้นมา ที่สามารถเอาประเด็นที่เป็นไฮไลท์ของแต่ละปีมาคุยกัน” เปรมฤดีซึ่งทำงานด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในลุ่มแม่น้ำโขงมายาวนานเห็นถึงสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นและหาทางออก

“แม้งานจะเริ่มต้นจากประเด็นแม่น้ำโขง แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อนๆจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เข้ามาร่วมมากขึ้น เนื่องจากพบว่าหลายประเด็นมีความเกี่ยวข้องกัน โดยเฉพาะการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งมีตัวละครเดียวกันและแผ่ขยายอำนาจไปในภูมิภาค ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแม่น้ำโขงหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง” เปรมฤดีอธิบายถึงขอบเขตงานที่ขยายเพิ่มขึ้นในเวลาต่อมา

“หัวใจของเนื้องานแมว คือเราพยายามดูว่าในแต่ละช่วงเวลา อะไรเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมซึ่งเข้มข้นที่สุด แต่ว่าแค่นั้นยังไม่พอ พวกเราซึ่งกำลังทำงานเรื่องนี้คือใคร แล้วก็อยากจะพูดถึงเรื่องนี้อย่างไร ทั้งภาคประชาชนแล้วก็ภาคประชาสังคม”
สำหรับครั้งที่ 8 นี้เน้นเรื่องประชาชน โดยเปรมฤดีให้เหตุผลว่า ขณะนี้ทั่วโลกมีกระแสการกลับมาของการต่อสู้โดยตรงของประชาชนชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเขื่อนขนาดใหญ่ ซึ่งแนวทางของกลุ่มที่เคลื่อนไหวเรื่องเขื่อนเริ่มกลับมาหาชุมชนหรือประชาชนมากขึ้น

“ในเมืองไทยเราก็เห็นภาพนั้นด้วย ในช่วงปีที่ผ่านมาชาวบ้านปากมูนลงถนน ลงไปเคลื่อนไหวมากขึ้น เราเห็นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ปีนี้งานแมวก็เลยใช้ธีมว่า ‘กระแสธารประชาชน’ ด้วยจุดมุ่งหมายว่า เราอยากจะเชิญกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ทั้งหลายมาให้มากที่สุดในงานแมวปีนี้” ผู้ประสานงานโปรเจกต์เสวนาอธิบายสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน “งานแมว”ระหว่างวันที่ 23-26 กันยายนนี้

“นอกจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบแล้ว ยังมีผู้สนับสนุนและองค์กรที่ทำงานร่วมกับพวกเขาเข้าร่วมด้วย โดยปีนี้ประเด็นสำคัญ ได้แก่ เรื่องแรร์เอิร์ธและผลกระทบจากการปนเปื้อน ซึ่งจะมีทีมจากภาคเหนือและภาคอีสานมาร่วมพูดคุย ขณะที่ประเด็นเขื่อนยังคงเป็นอีกประเด็นหลัก ปีนี้เรามีเวทีใหญ่เรื่องเขื่อน ก็คือ 36 ปีเขื่อนปากมูน ประสบการณ์ปากมูนสะท้อนให้เห็นประสบการณ์เขื่อนในภูมิภาคอย่างไร ไปถึงระดับสากลด้วยว่า ทำไมเราจึงไม่เรียนรู้ประสบการณ์การสร้างเขื่อนใหญ่ซึ่งทำลายล้าง” เปรมฤดี กล่าว

นอกจากนี้ยังมีเวทีเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตซึ่งเปรมฤดีมองว่า เป็นเรื่องใหญ่และเกี่ยวข้องกับทิศทางเรื่อง ความเป็นสีเขียว ที่กำลังถูกจับตา รวมถึงประเด็นธนาคารโลกซึ่งในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการประชุมธนาคารโลก World Bank Annual Meeting 2026 ดังนั้นจึงมีอย่างน้อย 2-3 เวทีที่พุ่งเป้าไปที่ธนาคารโลก รวมถึงเวทีหลักในหัวข้อ “77 ปี ธนาคารโลกในประเทศไทย”

“เราได้เชิญตัวธนาคารโลกเข้าร่วมด้วย ซึ่งเขาได้ติดต่อกลับมาแล้ว แต่ยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาร่วมงานหรือไม่” เปรมฤดีกล่าว

เปรมฤดีกล่าวว่า รูปแบบหลักของงานจะเป็นวงเสวนาในหัวข้อต่าง ๆ ประมาณ 20 วงเสวนา โดยในวันที่ 25 กันยายนจะมีกิจกรรมหนาแน่นที่สุด โดยมีการจัดเสวนาเช้าและบ่ายพร้อมๆกันใน 6 ห้อง นอกจากนี้ ยังมี workshop ทั้งเรื่องสันติภาพ เกษตรอินทรีย์ และ AI รวมถึงนิทรรศการศิลปะ นิทรรศการความรู้ และการออกร้านจากเครือข่ายชุมชนจากประมาณ 15 จังหวัด ทั้งสินค้าและเกษตรอินทรีย์ โดยเครือข่ายเกษตรทางเลือกจะเป็นผู้ทำอาหารกลางวันให้กับผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งพื้นที่ศูนย์กลางของงานอยู่ที่ลานปรีดี

“คนที่มาร่วมงานครั้งก่อนๆ ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่มากกว่าครึ่ง เป็นนักกิจกรรมรุ่นใหม่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรซึ่งทำงานมาอย่างยาวนาน คนรุ่นใหม่ในแม่น้ำโขง รวมถึงผู้เข้าร่วมจากประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประเทศอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ และยังมีคนทำงานเรื่องเขื่อนจากบราซิล และองค์กรด้านป่าฝนจากประเทศอุรุกวัย” เปรมฤดีอธิบายถึงประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ให้ความสนใจมาร่วมงาน

สำหรับสถานการณ์ของแม่น้ำโขงในปีนี้ เปรมฤดีมองว่า มีความพิเศษจากบทบาทของตัวละคร ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้มีเพียงรัฐ แต่ยังมีทุนและบทบาทจากภายนอกประเทศเข้ามามากขึ้น ขณะเดียวกันประเด็นใหม่อย่างการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำโขงกำลังเข้ามาเปลี่ยนโจทย์การเคลื่อนไหวของประชาชน

“เรื่องน้ำโขงปนเปื้อน มันคงมาทำให้การต่อสู้เรื่องเขื่อนที่ดำเนินมาราว 3 ทศวรรษ เล็กไปเลย ถ้ามันเกิดการปนเปื้อนเลยมาถึงอีสาน ชาวบ้านก็ต้องคิดใหม่ทั้งหมดว่า เราจะสู้กับเรื่องนี้ยังไง จะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง”

เปรมฤดี กล่าวว่าทิศทางด้านพลังงานและความเป็นสีเขียวที่ ปัจจุบันโครงการเขื่อนภูงอยและเขื่อนสานะคาม (บนแม่น้ำโขงใน สปป.ลาว) ไม่ได้อยู่ใน PDP (แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ) ฉบับใหม่ แต่ไม่ได้หมายถึงการระงับ เพียงแต่ถูกเลื่อนออกไป ขณะที่มีการหันมาให้ความสนใจกับพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMRs และแรร์เอิร์ธมากขึ้นเพราะฝ่ายทุนได้ตระหนักแล้วว่าแม่น้ำโขงเสื่อมสภาพไปมาก จนกระทั่งคงจะหาประโยชน์ไม่ได้ด้วยการสร้างเขื่อน

“แม้หันไปอย่างอื่นแล้ว แต่ก็ยังเป็นชุดของเรื่องสีเขียว นิวเคลียร์ก็ตาม แรร์เอิร์ธก็ตาม มันถูกสนับสนุนโดยกลไกเดิม ๆ เช่น ธนาคารโลกและอื่น ๆ เพราะฉะนั้น อันนี้คงเป็นโจทย์ที่ชาวบ้าน ประชาชนคงต้องตามให้ทัน” เปรมฤดีกล่าว
แม้ว่าความเสื่อมโทรมเกิดขึ้นในแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง แต่ประชาชนหลายล้านคนก็ยังต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติแหล่งนี้ ซึ่งเปรมฤดีมองว่า ยังมีความหวัง เพราะทุกอย่างเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง โดยเฉพาะการเข้ามาของคนรุ่นใหม่ที่มีวิธีการต่อสู้เป็นของตัวเอง

“เทศกาลหนังในงานแมวปีนี้ มีภาพยนตร์อย่างน้อย 7-8 เรื่องที่ผลิตขึ้นเพื่อฉายในงาน โดยคนรุ่นใหม่ทั้งหมด ในจำนวนนี้ 5 เรื่องอยู่ในธีม อาหารแม่น้ำโขงที่หายไป และอีก 4 เรื่องเป็นเกี่ยวกับแม่น้ำสาละวินและการปนเปื้อนในสาละวิน นี่คือวิธีการของคนรุ่นใหม่ในการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้สังคมเข้าใจ ทำให้เรายังมีความหวังเสมอ” เปรมฤดีชี้ให้เห็นแสงสว่างที่เกิดขึ้นในลุ่มแม่น้ำโขง

สำหรับสถานการณ์ปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำโขงที่เป็นปัญหาใหญ่ทำให้ประชาชนต้องแบกรับความเสี่ยงด้านสุขภาพ และนับวันทวีความรุนแรงขึ้นนั้น เปรมฤดีเห็นว่า ข้อมูลที่เข้ามาอย่างรวดเร็วและมีภาพเชิงประจักษ์สามารถขยายตัวในกลุ่มชาวบ้านได้อย่างรวดเร็ว การพบปลาแค้ที่มีตุ่มในพื้นที่เป็นตัวอย่าง

“หากพื้นที่ภาคอีสานสามารถรับข้อมูลและรับลูก ต่อจากภาคเหนือได้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวน่าจะเดินหน้าได้เร็ว ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นการส่งต่อข้อมูลและการพูดถึงเรื่องนี้ในกลุ่มนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและเขื่อนในภาคอีสานอย่างชัดเจน เหลือเพียงแต่ว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร ข้อเสนอคืออะไร คิดว่ามันน่าจะจับมือกันได้ ทั้งเหนือและอีสาน” เปรมฤดีกล่าวและว่า ประเด็นดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของงานแมวปีนี้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้กิจกรรมสัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขง-อาเซียน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 23-26 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่ต้องการเข้าไปร่วมเรียนรู้ และสามารถอ่านรายละเอียดได้ใน https://www.facebook.com/ASEANMAEW
-------------

เจอกันนะคะ โขงไหลไกลถึงท่าพระจันทร์
16/09/2026

เจอกันนะคะ โขงไหลไกลถึงท่าพระจันทร์

ที่อยู่

Phra Pradaeng
34222

เบอร์โทรศัพท์

+66807369330

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ แม่น้ำโขง: อิสระแห่งสายน้ำ โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง แม่น้ำโขง: อิสระแห่งสายน้ำ:

ทางลัด

แชร์