เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำลา

เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำลา ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำลา, ศูนย์ชุมชน, Mae La Luang.

08/05/2026
Mention spéciale à mes nouveaux super fans ! 💎 Phumin Sricharatphon, เจษฎา บุตรสิงขร, นอ' เนย, แสงดาว พลทวิช, ชีวิตนี้ ก...
06/05/2026

Mention spéciale à mes nouveaux super fans ! 💎 Phumin Sricharatphon, เจษฎา บุตรสิงขร, นอ' เนย, แสงดาว พลทวิช, ชีวิตนี้ ก้าวต่อไป

Laissez un commentaire pour les accueillir dans notre communauté, fans

ใกล้ตัวเรามากๆ
06/05/2026

ใกล้ตัวเรามากๆ

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เผยผลตรวจคุณภาพน้ำแม่น้ำสาละวิน ครั้งที่ 3 จากการเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 24-27 มีนาคม 2569 ตั้งแต่อำเภอแม่สะเรียงจนถึงอำเภอสบเมย พบ "สารหนู" เกินมาตรฐาน ส่วนลำน้ำสาขา ได้แก่ แม่น้ำสามแลบ, แม่น้ำแม่ปอ, แม่น้ำยวม และแม่น้ำปาย พบว่าคุณภาพน้ำมีค่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดและอยู่ในระดับที่ปลอดภัย

อ่านเพิ่มเติม: https://prachatai.com/journal/2026/04/117218

05/05/2026

#รักษ์ลุ่มน้ำลา #ไม่เอาเหมืองแร่ฟลูออไรต์ #มีชุมชนไม่มีเหมือง ขอบคุณ

04/05/2026

ภูเขาหายไปทั้งลูกเพราะเหมืองแร่ เป็นไปได้ไหม ที่การทำเหมืองจะไม่มีการทำลายภูเขา ต้นไม้ ดังข่าวพื้นที่เป็นพื้นที่ ที่อุดมสมบูรณ์ เหตุใดถึงทำให้ ภูเขาทั้งลูกได้ถล่มเช่นนั้น ชวนผู้นำ และทุกคนช่วยกันคิด เพื่อเป็นแรงพลักในการต่อสู่ต่อไป

https://www.facebook.com/share/v/1Sn6nS3TjY/

กิจกรรมเดืนเพื่อความเป็นธรรมให้ธรรรมชาติก็มา เชิญชวนเพื่อนพี่น้องน่ะค่ะ
03/05/2026

กิจกรรมเดืนเพื่อความเป็นธรรมให้ธรรรมชาติก็มา เชิญชวนเพื่อนพี่น้องน่ะค่ะ

จัดธรรมยาตราแม่น้ำกกจากบ้านท่าตอนเชียงใหม่-เมืองเชียงรายเพื่อเป็นพุทธบูชาวันวิสาขบูชา-วันสิ่งแวดล้อมโลก “ศ.สุริชัย”ถามหาสภาวะผู้นำในการแก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขงจากรัฐบาล-หวั่นซ้ำรอย “มินามาตะ”ของญี่ปุ่น-เตือนอย่าปล่อยให้ถึงเวลาเจ็บป่วย
-----------
เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 พระอาจารย์มหานิคม มหาภินิกฺขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่าในวันวิสาขบูชา 31 พฤษภาคมนี้ จะมีการจัดกิจกรรมธรรมยาตราเพื่อแม่น้ำ เนื่องในวันสำคัญทางพุทธศาสนา โดยพระพุทธศาสนิกชน รวมทั้งประชาชนที่สนใจเรื่องการอนุรักษ์แม่น้ำและทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกันเดินเพื่อเพื่อแม่น้ำ ตลอดเส้นทางลำน้ำกก จากสะพานท่าตอน จ.เชียงใหม่ ไปจนถึงเมืองเชียงราย ในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน

“การเดินธรรมยาตรา ใช้เวลา 5 วัน 4 คืน เป็นการเดินเพื่อพุทธบูชา และรณรงค์เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะแม่น้ำ ผู้ที่จะเข้าร่วมมีพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และประชาชน เปิดงานในวันที่ 31 พฤษภาคม ที่สะพานข้ามแม่น้ำกก เดินไปถึงวัดห้วยน้ำเย็น ฉันเพล และเดินต่อไปยังที่พักนอน ตลอดทางไปตามลำน้ำกก เฉลี่ยระยะทางประมาณ 6-8 กม.ต่อวัน สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมสามารถมาตั้งแต่วันแรก หรือมาร่วมสมทบในวันอื่นๆ ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน ที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำกก ในตัวเมืองเชียงราย” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอนกล่าว

อนึ่ง แม่น้ำกก มีความยาวประมาณ 285 กม. โดยไหลจากรัฐฉาน ประเทศพม่า ผ่านประเทศไทยประมาณ 155 กม. จากแก่งตุ๋ม ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ไหลลงแม่น้ำโขง ที่บ้านสบกก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

ทั้งนี้นับตั้งแต่ปี 2567 ประชาชนชาวท่าตอนได้รณรงค์ปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำ เนื่องจากมีการทำเหมืองแร่ทองคำ แรร์เอิร์ท และแร่อื่นๆ ที่ต้นแม่น้ำในรัฐฉานของพม่า และกรมควบคุมมลพิษได้ตรวจพบการปนเปื้อนของโลหะหนักที่เป็นพิษ โดยเฉพาะสารหนูและสารโลหะหนักหลายชนิด เกินค่ามาตรฐาน อย่างต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี และที่แม่น้ำโขง บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ พบว่าตะกอนดินมีการปนเปื้อนสารหนูในระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินเกินมาตรฐานถึง 9 เท่า

ขณะที่เพจมูลนิธิบูรณะนิเวศได้รายงานคำสัมภาษณ์ ศ.กิตติคุณสุริชัย หวันแก้ว ประธานมูลนิธิบูรณะนิเวศถึงมุมมองกรณีสารโลหะหนักปนเปื้อนในลุ่มน้ำภาคเหนือของไทยว่า ตนเองได้รู้จักคำว่า “มินามาตะ”เมื่อตอนไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นปี 2511 ขณะนั้นเป็นข่าวพาดหัวแทบทุกวัน โดยมินามาตะเป็นชื่อของเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งที่ประชาชนจำนวนมากมีอาชีพทำประมง แต่มีโรงงานทำปุ๋ยขนาดใหญ่มาตั้งและมีโรคประหลาดเกิดขึ้นกับแมว เช่น เดินแบบวนไปวนมาไม่รู้ทิศทาง และมีช่วงหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์ประหลาดคือแมวนับร้อยตัวกระโดดลงทะเลเสมือนเป็นเรื่องลึกลับ

ศ.สุริชัยกล่าวว่า คนญี่ปุ่นชอบกินปลาดิบซึ่งขณะนั้นชาวประมงส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านก็กินด้วย ซึ่งตอนหลังศึกษาพบว่าแมวได้กินปลาที่ชาวประมงทิ้งและคนก็ป่วยตามมาซึ่งเกิดจากสารที่เข้าไปปนเปื้อนในเนื้อปลาเนื่องจากโรงงานปล่อยน้ำเสียไหลไปสู่ทะเล และอ่าวมินามาตะซึ่งเป็นอ่าวที่น้ำวน เมื่อชาวประมงแถบนั้นจับปลามากินจึงป่วยเป็นโรคระบาด เพราะสารปรอทเข้าไปในแพลงก์ตอนและปลากินแพลงก์ตอนเข้าไป และคนก็กินปลา จนกลายเป็นโรคประหลาด

ศ.สุริชัยกล่าวว่า ตนได้เดินทางไปมินามาตะและคุยกับคนที่ร่างกายเดินเหินไม่สะดวก บางคนเป็นลูกชาวบ้าน หรือชาวประมง ส่วนใหญ่ได้เล่าประสบการณ์ว่าประสาทการควบคุมร่างกายเปลี่ยนแปลงไปเพราะประสาทส่วนกลางถูกปรอททำลาย ทำให้บางคนพิการทั้งที่เคยมีร่างกายแข็งแรงเหมือนคนปกติ และโรคมินามาตะรักษาไม่ได้ นอกจากทำให้ทุเลาและไม่ให้ลุกลาม ซึ่งเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับคนวัยกลางคน ที่หนักที่สุดคือเกิดขึ้นกับเด็กทารก โดยตนได้เห็นเด็กหลายสิบคนเกิดจากการที่แม่กินอาหารประเภทปลาดิบโดยที่แม่ไม่ได้ป่วย แต่ปรอทเข้าไปทางสายรกถือว่าลูกช่วยแม่ แต่ลูกเมื่อคลอดออกมาจะพิการ ซึ่งการทำความเข้าใจเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากของวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ของญี่ปุ่นในขณะนั้น เพราะคนจำนวนมากสรุปว่าเด็กที่ป่วยเหล่านี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับมลพิษจากโรงงาน เพราะแม่ไม่ได้เป็นโรค

“ตอนนั้นญี่ปุ่นเถียงกันมากว่าใครจะต้องรับผิดชอบ นักวิทยาศาสตร์ใช้เวลาถกเถียงกันมาก นานนับสิบปีเพื่อพิสูจน์กันเพราะกว่าสารพิษจากห่วงโซ่อาหารจะมาสู่คนต้องใช้เวลานาน และไม่รู้จะอธิบายกันอย่างไร ซึ่งความรับผิดชอบเรื่องนี้ต้องใช้เวลานาน กลายเป็นความแตกแยกเพราะนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งใช้ข้อสรุปจากห้องแล็บเป็นหลักโดยไม่ได้สนใจมุมทางสังคม ทำให้ไม่รู้ความเชื่อมโยง โรคมินามาตะกลายเป็นสมรภูมิของการทดสอบจริยธรรมทางวิทยาศาสตร์และโรงงาน ถือว่าสมัยนั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นซึ่งกำลังมีความเจริญเติบโตมากที่สุดในโลกแต่กลับมีความย้อนแย้ง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้สร้างปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหารรวมถึงระบบนิเวศ กลายเป็นบทเรียนที่สำคัญของมนุษย์”ศ.สุริชัย กล่าว

เมื่อถามว่าในโอกาสที่มีการตรวจพบสารโลหะหนักในแม่น้ำกก สาย รวกและโขงครบ 1 ปีมองบทบาทของภาครัฐอย่างไร ศ.สุริชัยกล่าววว่า โรคเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ถ้าเราไม่เจอใกล้ตัวก็ไม่คิดว่าสำคัญ เหมือนกับชาวญี่ปุ่นในขณะนั้นก็ไม่ได้คิดว่ามินามาตะมีปัญหานัก เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแม่น้ำกกขณะนี้ ประชาชนจำนวนมากก็ไม่รู้ว่าแม่น้ำกกอยู่แถวไหน ไม่เหมือนแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ชาวเชียงรายต้องพึ่งน้ำประปาที่นำน้ำดิบจากแม่น้ำกก ซึ่งจะทำอย่างไรหาแหล่งน้ำทดแทน และต้นตอของสารโลหะหนักมีความสลับซับซ้อนกว่ามินามาตะ

“กรณีสารโลหะหนักในแม่น้ำกก รัฐบาลไทยยังรู้สึกว่ายังเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉินหรือสำคัญมาก หากรัฐบาล รัฐมนตรี หรือผู้ใหญ่ในบ้านเมืองยังรู้สึกว่าเรื่องนี้เดี๋ยวค่อยแก้ไขกัน สู้ไปแก้ไขเรื่องราคาน้ำมันก่อนดีกว่า มันก็เอาตัวรอดไปได้ แต่หัวใจของคนในประเทศที่ทุกข์เรื่องนี้ รู้สึกว่าทำไมรัฐบาลไม่ไปแก้ที่ต้นตอมลพิษ ผมยังดีใจที่มีนักวิชาการบางส่วนไปร่วมกันสำรวจและพบว่าสถานการณ์สารพิษน่าเป็นห่วงแล้ว แต่ทางการกลับบอกว่า การให้ข่าวก็อย่าให้ตื่นตูม แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแค่การให้ข่าว แต่ควรคิดว่าเราจะตั้งหลักกันอย่างไรดี ไม่ใช่ไปปรามเรื่องการให้ข่าว ผู้ใหญ่บางส่วนยังไม่มีใจร่วมเดือดร้อนกับชาวบ้าน”ศ.สุริชัย กล่าว

ศ.สุริชัยกล่าวว่า ที่ร้ายแรงคือการที่สารโลหะหนักเริ่มปนเปื้อนจากแม่น้ำกกครบ 1 ปี ขณะที่ต้นน้ำเป็นเหมืองแรร์เอิร์ทและเหมืองทอง แต่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีระกูล และประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้ทำข้อตกลงเรื่องแร่หายาก ซึ่งการทำเหมืองแร่สกัดแร่หายากนั้น ต้องใช้สารเคมีที่ส่งผลกระทบร้ายแรงมากต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งตอนนี้ทำเหมืองในบางที่ในพม่าเพราะไม่มีใครคุม กลายเป็นสงครามกลางเมืองในพม่าและการทำเหมืองตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีขื่อมีแป รัฐบาลไทยควรทุกร้อนกับชาวบ้านมากกว่านี้ แต่จนผ่านไปปีที่ 2 ก็ยังไม่เห็นท่าทีของชัดเจน

“เมื่อเทียบกับมินามาตะก็คล้ายๆกัน เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนั้นดีใจอยู่กับเรื่องการส่งออก ส่วนเรื่องการเจ็บป่วยจากสารพิษยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่เมื่อเขารู้แล้ว เขาได้ตัดสินใจหลายเรื่องที่สำคัญ ผมจึงคิดว่าทำไมประเทศไทยถึงจะต้องให้ถึงเวลาที่มีการเจ็บป่วยแล้วถึงตัดสินใจ เพราะรู้อยู่แล้วว่าสารพิษที่เจอเป็นสารหนูและสารโลหะหนักที่มีพิษภัยมากต่อปลา สิ่งแวดล้อมและมนุษย์ แต่การแก้ไขปัญหายังทำกันเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับโจทย์ขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้น เราต้องการภาวะผู้นำมาก”ศ.สุริชัย กล่าว
-----------

กรณีเหมืองในที่แม่ลาน้อยหากชาวบ้านไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้  ไม่มีคณะพี่เลี้ยงมาให้ความรู้ด้านกฏหมาย พวกเราชาวบ้าน ก็คงเข้าสู่ ...
29/04/2026

กรณีเหมืองในที่แม่ลาน้อยหากชาวบ้านไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ ไม่มีคณะพี่เลี้ยงมาให้ความรู้ด้านกฏหมาย พวกเราชาวบ้าน ก็คงเข้าสู่ กึ่งเถือนกึ่งถูก......สุดท้ายผู้ได้รับผลกระทบคือชาวบ้าน ขอบคุณคณะพี่เลี้ยง ทีมกฏหมาย และทุกๆสำนักขาวที่ช่วยกระจายข่าว

รัฐบาลรัฐฉานของทางการพม่าสั่งปราบเหมืองผิดกฎหมาย-ชาวบ้านแฉเจ้าหน้าที่รับสินบน-รู้เห็นเป็นใจไม่เช่นนั้นส่งออกแร่ไม่ได้

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 สำนักข่าว Mekong รายงานว่า รัฐบาลรัฐฉานภายใต้การควบคุมของสภาทหารเมียนมา ได้ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบและปราบปรามการทำเหมืองแร่ผิดกฎหมายในพื้นที่

คำสั่งดังกล่าวระบุว่า เนื่องจากในหลายพื้นที่ของรัฐฉานยังคงมีการลักลอบทำเหมืองแร่โดยไม่ได้รับอนุญาต หน่วยงานกำกับดูแลด้านทรัพยากรแร่ระดับเขตและเขตปกครองพิเศษ จะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด หากพบการกระทำผิด ให้รายงานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

แหล่งข่าวในพื้นที่ซึ่งเคยมีประสบการณ์ทำเหมืองผิดกฎหมาย เปิดเผยว่า การทำเหมืองจำนวนมากยังคงดำเนินไปได้ เนื่องจากมีการจ่ายผลประโยชน์ให้กับทั้งกองกำลังทหารเมียนมาและกลุ่มกองกำลังท้องถิ่น

“แม้จะเป็นการทำแบบผิดกฎหมาย แต่ก็ต้องจ่ายเงินให้ทั้งทหารและกองกำลังท้องถิ่นทั้งหมด เขาไม่สามารถทำเหมืองแร่ได้ หากไม่มีการรับรู้จากพวกเจ้าหน้าที่ หลังจากขุดแร่แล้วก็ไม่สามารถขนย้ายเองได้ ต้องขายต่อให้กลุ่มที่มีใบอนุญาต และให้พวกเขาดำเนินการขนส่งในนามของตน” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวยังระบุว่า หากต้องการปราบปรามอย่างจริงจัง หน่วยงานรัฐสามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้เกี่ยวข้องอยู่แล้ว ทั้งนี้ ในรัฐฉานมีหลายพื้นที่ที่มีการทำเหมืองแร่ ทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เช่น เมืองโหโปง เมืองหมอกใหม่ เมืองปิ่นตะย่า เมืองหยั่วหงั่น เมืองน้ำสั่น เมืองป๋อน เมืองเชียงตุง เมืองยาง เมืองขาก เมืองโต๋น เมืองท่าขี้เหล็ก เมืองยอง เมืองต้างยาน เมืองหมู่แจ้ เมืองโก้ดข่าย เมืองจ๊อกเม เมืองโหป่าง และเมืองหมากหมาง

ผู้เชี่ยวชาญยังคงเตือนอย่างต่อเนื่องว่า การทำเหมืองแร่อย่างเกินขนาดส่งผลให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรง เช่น การอุดตันของลำน้ำ ความตื้นเขินของแม่น้ำและลำห้วย รวมถึงการปนเปื้อนสารพิษในแหล่งน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่

การมีอุดมการณ์และทำกิจกรรมเพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้กับสังคม การเรียกร้องความยุติธรรม บ่อยครั้งที่นักกิจกรรมหรือชาวบ้านผู้...
29/04/2026

การมีอุดมการณ์และทำกิจกรรมเพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้กับสังคม การเรียกร้องความยุติธรรม บ่อยครั้งที่นักกิจกรรมหรือชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ต้องเผชิญกับปัญหาการถูกฟ้องร้อง พวกเราเครือข่ายลุ่มน้ำลาขอส่งกำลังใจให้นักิจกรรม ไม่มีความยุติธรรมสันติภาพก็เกิดขึ้นไม่ได้ ไก่ป่า ดาวินชี่

วันนี้ (29 เมษายน 2569) เครือข่ายพีมูฟ นักกิจกรรม สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และคนทำงานภาคประชาสังคม เดินทางมาพบอัยการตามคำสั่งนัดส่งฟ้องคดี #พรบชุมนุม ต่อศาลแขวงดุสิต
จากข้อมูลของมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนคดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย และสิทธิในทรัพยากร โดยเนื้อหาการชุมนุมว่าด้วยการติดตามมติครม. นำเข้าผลการเจรจาระหว่าง สชป. และ สกน. ที่มีข้อตกลงร่วมกับรองนายกฯ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2568 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่
การชุมนุมดังกล่าวมีการแจ้งการชุมนุมตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีโดยอาศัยพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 โดยอ้างคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล ตามมาตรา 7 วรรคท้าย
พชร คำชำนาญ กล่าวว่า “เหตุของการชุมนุมในวันนั้น คือการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มสชป.และสกน. ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรรายย่อยและชนเผ่าพื้นเมืองที่ต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน โดยเป็นการชุมนุมต่อเนื่องจากการเคลื่อนไหวในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการชุมนุมของพี่น้องนับหมื่นคนในเขตป่า
1 เมษายน เป็นวันที่มีการประชุมนุมคณะรัฐมนตรี ที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะนำผลการประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ มาประชุมในครม. แต่เมื่อดูวาระการประชุม กลับไม่มีการประชุมในเรื่องของเรา เราจึงจำเป็นต้องส่งตัวแทนของเราประมาณ 100 คน มาติดตามในวันนั้น มีพี่น้องจากหลายภาคส่วนเข้ามาให้กำลังใจพวกเราโดยการขึ้นปราศรัยให้กำลังใจพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง เช่นกลุ่มเครือข่ายรัฐสวัสดิการ ทะลุฟ้า ที่ถูกดำเนินคดีไปด้วยจากการให้กำลังใจ”
คดีนี้ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 7 ได้แก่ จำนงค์ หนูพันธ์ (พีมูฟ) พชร คำชำนาญ และ กัญญ์วรา หมื่นแก้ว จาก มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ, นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ (เครือข่าย We Fair) จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (นักกิจกรรม) เกรียงไกร ชีช่วง (ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมือง) และสมพร (จากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย)
จำนงค์ หนูพันธ์ กล่าวว่า “ขอให้ยกเลิกพ.ร.บ.ชุมนุมไปก่อนแล้วจึงปรับปรุงแก้ไข เพราะกฎหมายฉบับนี้มาจากคสช. ที่ตั้งสนช.มา โดยไม่มีพี่น้องประชาชนเข้าไปเลย
“ที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความยุติธรรมหรือคุ้มครองทั้งสองฝ่าย แต่ให้ประโยชน์กับทางเจ้าหน้าที่อย่างเดียว โดยเฉพาะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่สามารถออกคำสั่งได้เลยว่าตรงนี้คือพื้นที่ 50 เมตร เข้ามาไม่ได้ ที่ผ่านมาไม่เคยคุยกับพวกเราที่จัดการชุมนุมเลยว่าเข้าหลักเกณฑ์ที่จะประกาศหรือไม่ มีผู้ร้องทุกข์ไหม”
เกรียงไกร ชีช่วง กล่าวว่า “สิ่งที่เห็นชัดคือช่องว่างที่กำหนดให้รัฐมีอำนาจที่ไม่ต้องสนใจเรื่องความเป็นธรรมหรือปัญหาของพี่น้องเลย ปรากฏการณ์วันนั้นไม่ได้มีสถานการณ์ที่พูดถึงความรุนแรง แต่พูดถึงเรื่องการดูแลพี่น้องจากปัญหาที่ใหญ่มาก ๆ และความไม่ชัดเจน เราจึงสื่อสารบางอย่างเพื่อจัดระบบให้พี่น้อง และเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ไม่ได้เอื้ออำนวยความสะดวกในการที่มีพี่น้องเดินทางมาเกือบพันกิโลเมตร
“เราเห็นว่ามันเป็นจุดอ่อนของพ.ร.บ.ชุมนุมตัวนี้ ที่ให้อำนาจหรือธงในการตัดสินใจของภาครัฐ โดยไม่ใช้ดุลยพินิจในเรื่องของปัญหาของพี่น้อง”
สมพร กล่าวว่า “พ.ร.บ.นี้อาจจะต้องมีการพิจารณาโดยเนื้อหาให้รอบคอบ เพราะพี่น้องที่มาเรียกร้องนำปัญหาขึ้นมาบอก แต่พอมาส่งเสียงบอกให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา เรากลับโดนคดี โดยที่ไม่ได้ส่อเค้าเรื่องการเกิดความวุ่นวายเลย แต่คนแก้ไขปัญหาเราอยู่ตรงนั้น วันนั้นผมไปสนับสนุนให้พี่น้องมีปากเสียง จึงอาจต้องทบทวนพ.ร.บ.นี้”
กัญญ์วรา หมื่นแก้ว กล่าวว่า “ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องประชาชนกลุ่มไหนที่มีปัญหา ทั้งพี่น้องแรงงาน และพี่น้องประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองในรายประเด็นและโครงสร้าง เราต้องยืนยันว่ามันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เป็นสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน เรารู้สึกว่าไม่ใช่เป็นปัญหาแค่ตัวพ.ร.บ.ชุมนุมฯ เท่านั้น แต่ตัวรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็ไม่ได้คุ้มครองสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน แต่กลับผลักไปอยู่ในเรื่องความมั่นคงของรัฐ ศีลธรรมอันดีของสังคม ซึ่งดุลยพินิจมันกว้างมาก ความมั่นคงเหล่านี้ใครเป็นคนกำหนด ความมั่นคงของรัฐกับความมั่นคงของชีวิตประชาชน เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่
“พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เป็นปัญหาแน่ ๆ โดยเฉพาะที่เราโดนคดีในมาตรา 7 วรรคท้าย ที่พูดถึงการที่ทำเนียบรัฐบาล ศาล เป็นสถานที่ห้ามชุมนุมได้ แต่ก็ต่อเมื่อพฤติการณ์ของผู้ชุมนุมเข้าข่ายแบบไหน ตำรวจถึงจะมีอำนาจประกาศห้ามชุมนุม
“ที่ผ่านมาเรายืนยันว่าเราชุมนุมโดยสงบ ไม่ได้ก่อความไม่สงบหรือเดือดร้อน หรือกระทบสิทธิใครเลย ทั้งที่เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะเอื้ออำนวยให้การชุมนุมเป็นไปได้โดยราบรื่น แต่ที่ผ่านมาไม่เป็นแบบนั้น จากการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ได้สัดส่วน ไม่มีขอบเขต ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ ใช้อำนาจได้ตามมาตรา 7 วรรคท้าย จะประกาศเมื่อไหร่ก็ได้ โดยเราเคยโดนประกาศเรื่อง 50 เมตรห้ามชุมนุม ทั้งที่เรายังไม่ได้ชุมนุมเลย เพียงแค่แจ้งให้ทราบ แต่เขากลับประกาศห้ามชุมนุม ทั้งที่ยังไม่เห็นพฤติการณ์เลย พอชุมนุมเสร็จก็โดนคดี มันเหมือนกับการใช้อำนาจมาปิดปาก”
หากย้อนดูสถานการณ์การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นในปี 2568 แอมเนสตี้ ประเทศไทย พบว่า มีการชุมนุมประท้วงไม่น้อยกว่า 176 การชุมนุม และหากนับรวมจำนวนวันปักหลักค้างคืนเท่ากับหนึ่งการชุมนุมจะพบว่ามีการชุมนุมมากกว่า 673 ครั้ง โดยมีการชุมนุมเกิดขึ้นทั่วภูมิภาค รวมถึงในบริเวณที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายของรัฐ
โดยการชุมนุมประท้วงด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ESCR) เป็นประเด็นที่มีการชุมนุมประท้วงมากที่สุดของปี รวมอย่างน้อย 85 การชุมนุม รวมถึงการชุมนุมการชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) การชุมนุมต่อต้านเหมืองแร่โปแตช โดยกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด และการชุมนุมของกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมพีมูฟ (P-Move)
โดยกลุ่มพีมูฟเป็นการรวมตัวของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากรัฐจาก 19 จังหวัดทั่วประเทศ ได้รวมตัวกันเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านที่ดินทำกิน สิทธิชุมชน และความเป็นธรรมในพื้นที่ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสามประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาที่ดินทำกิน–ป่าไม้ ข้อพิพาทกับรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภค และผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐรวมถึงกฎหมายด้านเศรษฐกิจพิเศษ
อย่างไรก็ตาม แม้จะเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันประเด็นปัญหาที่ดินทำกินและสิทธิชุมชน พวกเขากลับถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 11 คน ใน 8 คดี ในข้อหากล่าวหลักจาก พ.ร.บ.การชุมชนสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 วรรคท้าย เรื่องพื้นที่ห้ามชุมรัศมี 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล ฯลฯ

#พรบชุมนุม

27/04/2026

คำประกาศเจตนารมณ์จากคนลุ่มน้ำลา มีชุมชน ไม่มีเหมือง ✊
สายน้ำ เป็นดัง สายเลือด
ผืนดิน เป็นดัง ร่างกาย
ป่าไม้ เป็นดัง ลมหายใจ
ทั้งหมดรวมกันเป็นชีวิต
ทรัพยากรธรรมชาติ พืชพรรณ สายน้ํา หล่อเลี้ยงผู้คนให้เติบใหญ่ ก่อให้เกิด
ความงดงามของมวลมนุษย์
ตื่นเช้ามาได้ยินเสียงนกร้องช่างไพเราะ
เห็นต้นไม้เขียวขจีช่างเพลินตา
แต่ต่อจากนี้จะถูกทําลายจากนายทุนที่เข้ามาทําเหมืองแร่ฟลูออไรต์ใน
พื้นที่ ซึ่งมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีต้นน้ํา มีแม่น้ําไหลผ่าน หากเกิดการดําเนินการทําเหมืองแร่ ระบบนิเวศวัฒนธรรมจะสูญเสีย สูญหาย
ฉะนั้น พวกเราเครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ําลา และภาคีเครือข่าย ขอประกาศ
เจตนารมณ์ว่า "พวกเราไม่เอาเหมืองแร่ มีชุมชนไม่มีมีเหมือง"
ด้วยความเคารพต่อธรรมชาติ
ณ สะพานบ้านหัวลา อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน
26 เมษายน 2569

#ไม่เอาเหมืองแร่ฟลูออไรต์ #สิทธิชุมชน #รักษ์ลุ่มน้ำลา

ข่าวในภาคภาษาอังกฤษก็มาสนับสนุนพวกเรา ขอบคุณคณะพี่เลี้ยง พวกเราช่าวบ้านขอบคุณจริงๆ
27/04/2026

ข่าวในภาคภาษาอังกฤษก็มาสนับสนุนพวกเรา ขอบคุณคณะพี่เลี้ยง พวกเราช่าวบ้านขอบคุณจริงๆ

Over 400 residents from communities in the La watershed held a protest in Mae Hong Son, opposing a fluoride mining project they say could impact the environment and local livelihoods.

พี่น้องลำปางกับเรื่องราวการต่อสู้กับเหมืองแร่
10/02/2026

พี่น้องลำปางกับเรื่องราวการต่อสู้กับเหมืองแร่

ที่อยู่

Mae La Luang
58120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำลาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำลา:

แชร์