29/04/2026
การมีอุดมการณ์และทำกิจกรรมเพื่อเป็นปากเป็นเสียงให้กับสังคม การเรียกร้องความยุติธรรม บ่อยครั้งที่นักกิจกรรมหรือชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ต้องเผชิญกับปัญหาการถูกฟ้องร้อง พวกเราเครือข่ายลุ่มน้ำลาขอส่งกำลังใจให้นักิจกรรม ไม่มีความยุติธรรมสันติภาพก็เกิดขึ้นไม่ได้ ไก่ป่า ดาวินชี่
วันนี้ (29 เมษายน 2569) เครือข่ายพีมูฟ นักกิจกรรม สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และคนทำงานภาคประชาสังคม เดินทางมาพบอัยการตามคำสั่งนัดส่งฟ้องคดี #พรบชุมนุม ต่อศาลแขวงดุสิต
จากข้อมูลของมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนคดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย และสิทธิในทรัพยากร โดยเนื้อหาการชุมนุมว่าด้วยการติดตามมติครม. นำเข้าผลการเจรจาระหว่าง สชป. และ สกน. ที่มีข้อตกลงร่วมกับรองนายกฯ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2568 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่
การชุมนุมดังกล่าวมีการแจ้งการชุมนุมตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีโดยอาศัยพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 โดยอ้างคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล ตามมาตรา 7 วรรคท้าย
พชร คำชำนาญ กล่าวว่า “เหตุของการชุมนุมในวันนั้น คือการชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มสชป.และสกน. ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรรายย่อยและชนเผ่าพื้นเมืองที่ต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน โดยเป็นการชุมนุมต่อเนื่องจากการเคลื่อนไหวในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการชุมนุมของพี่น้องนับหมื่นคนในเขตป่า
1 เมษายน เป็นวันที่มีการประชุมนุมคณะรัฐมนตรี ที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะนำผลการประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ มาประชุมในครม. แต่เมื่อดูวาระการประชุม กลับไม่มีการประชุมในเรื่องของเรา เราจึงจำเป็นต้องส่งตัวแทนของเราประมาณ 100 คน มาติดตามในวันนั้น มีพี่น้องจากหลายภาคส่วนเข้ามาให้กำลังใจพวกเราโดยการขึ้นปราศรัยให้กำลังใจพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง เช่นกลุ่มเครือข่ายรัฐสวัสดิการ ทะลุฟ้า ที่ถูกดำเนินคดีไปด้วยจากการให้กำลังใจ”
คดีนี้ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 7 ได้แก่ จำนงค์ หนูพันธ์ (พีมูฟ) พชร คำชำนาญ และ กัญญ์วรา หมื่นแก้ว จาก มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ, นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ (เครือข่าย We Fair) จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (นักกิจกรรม) เกรียงไกร ชีช่วง (ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมือง) และสมพร (จากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย)
จำนงค์ หนูพันธ์ กล่าวว่า “ขอให้ยกเลิกพ.ร.บ.ชุมนุมไปก่อนแล้วจึงปรับปรุงแก้ไข เพราะกฎหมายฉบับนี้มาจากคสช. ที่ตั้งสนช.มา โดยไม่มีพี่น้องประชาชนเข้าไปเลย
“ที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความยุติธรรมหรือคุ้มครองทั้งสองฝ่าย แต่ให้ประโยชน์กับทางเจ้าหน้าที่อย่างเดียว โดยเฉพาะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่สามารถออกคำสั่งได้เลยว่าตรงนี้คือพื้นที่ 50 เมตร เข้ามาไม่ได้ ที่ผ่านมาไม่เคยคุยกับพวกเราที่จัดการชุมนุมเลยว่าเข้าหลักเกณฑ์ที่จะประกาศหรือไม่ มีผู้ร้องทุกข์ไหม”
เกรียงไกร ชีช่วง กล่าวว่า “สิ่งที่เห็นชัดคือช่องว่างที่กำหนดให้รัฐมีอำนาจที่ไม่ต้องสนใจเรื่องความเป็นธรรมหรือปัญหาของพี่น้องเลย ปรากฏการณ์วันนั้นไม่ได้มีสถานการณ์ที่พูดถึงความรุนแรง แต่พูดถึงเรื่องการดูแลพี่น้องจากปัญหาที่ใหญ่มาก ๆ และความไม่ชัดเจน เราจึงสื่อสารบางอย่างเพื่อจัดระบบให้พี่น้อง และเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ไม่ได้เอื้ออำนวยความสะดวกในการที่มีพี่น้องเดินทางมาเกือบพันกิโลเมตร
“เราเห็นว่ามันเป็นจุดอ่อนของพ.ร.บ.ชุมนุมตัวนี้ ที่ให้อำนาจหรือธงในการตัดสินใจของภาครัฐ โดยไม่ใช้ดุลยพินิจในเรื่องของปัญหาของพี่น้อง”
สมพร กล่าวว่า “พ.ร.บ.นี้อาจจะต้องมีการพิจารณาโดยเนื้อหาให้รอบคอบ เพราะพี่น้องที่มาเรียกร้องนำปัญหาขึ้นมาบอก แต่พอมาส่งเสียงบอกให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา เรากลับโดนคดี โดยที่ไม่ได้ส่อเค้าเรื่องการเกิดความวุ่นวายเลย แต่คนแก้ไขปัญหาเราอยู่ตรงนั้น วันนั้นผมไปสนับสนุนให้พี่น้องมีปากเสียง จึงอาจต้องทบทวนพ.ร.บ.นี้”
กัญญ์วรา หมื่นแก้ว กล่าวว่า “ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องประชาชนกลุ่มไหนที่มีปัญหา ทั้งพี่น้องแรงงาน และพี่น้องประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองในรายประเด็นและโครงสร้าง เราต้องยืนยันว่ามันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เป็นสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน เรารู้สึกว่าไม่ใช่เป็นปัญหาแค่ตัวพ.ร.บ.ชุมนุมฯ เท่านั้น แต่ตัวรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็ไม่ได้คุ้มครองสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน แต่กลับผลักไปอยู่ในเรื่องความมั่นคงของรัฐ ศีลธรรมอันดีของสังคม ซึ่งดุลยพินิจมันกว้างมาก ความมั่นคงเหล่านี้ใครเป็นคนกำหนด ความมั่นคงของรัฐกับความมั่นคงของชีวิตประชาชน เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่
“พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เป็นปัญหาแน่ ๆ โดยเฉพาะที่เราโดนคดีในมาตรา 7 วรรคท้าย ที่พูดถึงการที่ทำเนียบรัฐบาล ศาล เป็นสถานที่ห้ามชุมนุมได้ แต่ก็ต่อเมื่อพฤติการณ์ของผู้ชุมนุมเข้าข่ายแบบไหน ตำรวจถึงจะมีอำนาจประกาศห้ามชุมนุม
“ที่ผ่านมาเรายืนยันว่าเราชุมนุมโดยสงบ ไม่ได้ก่อความไม่สงบหรือเดือดร้อน หรือกระทบสิทธิใครเลย ทั้งที่เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะเอื้ออำนวยให้การชุมนุมเป็นไปได้โดยราบรื่น แต่ที่ผ่านมาไม่เป็นแบบนั้น จากการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่ได้สัดส่วน ไม่มีขอบเขต ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ ใช้อำนาจได้ตามมาตรา 7 วรรคท้าย จะประกาศเมื่อไหร่ก็ได้ โดยเราเคยโดนประกาศเรื่อง 50 เมตรห้ามชุมนุม ทั้งที่เรายังไม่ได้ชุมนุมเลย เพียงแค่แจ้งให้ทราบ แต่เขากลับประกาศห้ามชุมนุม ทั้งที่ยังไม่เห็นพฤติการณ์เลย พอชุมนุมเสร็จก็โดนคดี มันเหมือนกับการใช้อำนาจมาปิดปาก”
หากย้อนดูสถานการณ์การชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นในปี 2568 แอมเนสตี้ ประเทศไทย พบว่า มีการชุมนุมประท้วงไม่น้อยกว่า 176 การชุมนุม และหากนับรวมจำนวนวันปักหลักค้างคืนเท่ากับหนึ่งการชุมนุมจะพบว่ามีการชุมนุมมากกว่า 673 ครั้ง โดยมีการชุมนุมเกิดขึ้นทั่วภูมิภาค รวมถึงในบริเวณที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายของรัฐ
โดยการชุมนุมประท้วงด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ESCR) เป็นประเด็นที่มีการชุมนุมประท้วงมากที่สุดของปี รวมอย่างน้อย 85 การชุมนุม รวมถึงการชุมนุมการชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) การชุมนุมต่อต้านเหมืองแร่โปแตช โดยกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด และการชุมนุมของกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมพีมูฟ (P-Move)
โดยกลุ่มพีมูฟเป็นการรวมตัวของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากรัฐจาก 19 จังหวัดทั่วประเทศ ได้รวมตัวกันเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านที่ดินทำกิน สิทธิชุมชน และความเป็นธรรมในพื้นที่ โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในสามประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาที่ดินทำกิน–ป่าไม้ ข้อพิพาทกับรัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภค และผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐรวมถึงกฎหมายด้านเศรษฐกิจพิเศษ
อย่างไรก็ตาม แม้จะเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันประเด็นปัญหาที่ดินทำกินและสิทธิชุมชน พวกเขากลับถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 11 คน ใน 8 คดี ในข้อหากล่าวหลักจาก พ.ร.บ.การชุมชนสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 วรรคท้าย เรื่องพื้นที่ห้ามชุมรัศมี 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล ฯลฯ
#พรบชุมนุม