01/10/2026
[TAKEAWAY] ไม่ใช่แค่ให้ผู้หญิงได้พูด HER VOICE OUR FUTURE ความรู้จากผู้หญิงในชุมชน ที่โครงการพัฒนายังมองข้าม
ผู้หญิงรู้ว่าอาหารของครอบครัวมาจากส่วนไหนของแม่น้ำ รู้ว่าหากมีเหมือง ที่ดิน แหล่งอาหาร และค่าใช้จ่ายในบ้านจะเปลี่ยนอย่างไร บางคนเก็บข้อมูลผลกระทบ อธิบายคดีให้เพื่อนบ้านฟัง หรือสร้างทางเลือกด้านพลังงานขึ้นมาเอง แต่เมื่อถึงขั้นประเมินโครงการและตัดสินใจ ความรู้และข้อเสนอของพวกเธอกลับไม่ถูกให้ความสำคัญ เวที Her Voice, Our Future นำประสบการณ์นักปกป้องสิทธิจากไทยและลาวมาถามว่า จะทำอย่างไรให้ผู้หญิงได้ร่วมกำหนดอนาคตของชุมชน โดยไม่ต้องแบกรับภาระและความเสี่ยงจากการออกมาพูดเพียงลำพัง
📌 พื้นที่หาปลาของผู้ชายถูกนับ แล้วพื้นที่หาอาหารของผู้หญิงล่ะ
ไพเราะ สุจินพรหม จากสมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ชี้ว่า งานหาอาหารและดูแลครอบครัวทำให้ผู้หญิงอีสานรู้จักที่ดิน แม่น้ำ และทรัพยากรในพื้นที่อย่างละเอียด แต่การเก็บข้อมูลผลกระทบของโครงการขนาดใหญ่มักมองการใช้แม่น้ำเพียงภาพกว้าง เธอยกตัวอย่างแม่น้ำโขงที่การออกเรือหาปลากลางลำน้ำของผู้ชายมองเห็นได้ชัด ขณะที่ริมฝั่งซึ่งผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุช้อนกุ้ง หอย ปู ปลา เพื่อเป็นอาหารและรายได้เล็กๆ น้อยๆ กลับไม่ถูกนับรวมในสิ่งที่โครงการอาจทำให้สูญเสีย
Noud Savanh จากกลุ่มอาสาสมัครชุมชนสีเขียวในลาว ชวนมองให้ลึกกว่าภาพผู้หญิงเป็นคนทำอาหาร เพราะพวกเธอยังรู้ว่าแหล่งอาหารเปลี่ยนไปอย่างไร และครอบครัวกับชุมชนจะมีอาหารพอหรือไม่ กลุ่มของเธอจึงเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงชาติพันธุ์ไทแดง กึมมุ และไทพวนแลกเปลี่ยนสิ่งที่พบ คิดทางออกเมื่อทรัพยากรเปลี่ยนแปลง และส่งต่อความรู้ให้เด็กๆ โดยให้ผู้หญิงเป็นผู้นำการพูดคุย ไม่ใช่เพียงผู้มาบอกเล่าปัญหา
📌 ที่สาละวิน แม่ๆ รู้ว่าควรตรวจน้ำตรงไหน
ลาหมึทอ ดั่งแดนวิมาน จากเครือข่ายเยาวชนสาละวิน เล่าถึงการเฝ้าระวังสารปนเปื้อนที่แม่ๆ กับเยาวชนทำร่วมกัน เยาวชนเรียนรู้การใช้ชุดตรวจ เครื่องมือวัดน้ำ และการเก็บตัวอย่าง ส่วนแม่ๆ พาไปดูว่าตรงไหนเป็นพื้นที่ปลูกพืช แหล่งสมุนไพร หรือบริเวณที่มีปลามาก ความรู้จากการใช้ชีวิตกับแม่น้ำจึงช่วยกำหนดว่าควรเก็บตัวอย่างตรงไหน แล้วเยาวชนก็นำสิ่งที่เรียนรู้จากแม่ไปทำงานต่อ
สำหรับลาหมึทอ สาละวินเป็นทั้งบ้าน แหล่งอาหาร วิถีชีวิต และจิตวิญญาณ การปกป้องแม่น้ำจึงเป็นการปกป้องชีวิตของชุมชนด้วย เมื่อเวทีใช้ชื่อว่า ‘เสียงของเธอต้องถูกได้ยิน’ เธอจึงชวนคิดว่า ผู้หญิง เยาวชน และคนชาติพันธุ์มีเสียงอยู่แล้ว คำถามคือมีใครรับฟังอย่างจริงจัง และเปิดให้พวกเขากำหนดอนาคตของตนเองหรือไม่
📌 ผู้หญิงไม่ได้เพียงคัดค้านโครงการ แต่สร้างข้อมูลและทางเลือกขึ้นมาเอง
วชิรญาณ์ วิรัชบุญญากร จากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น เล่าถึงชุมชนกระเบอะดิน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งผู้หญิงเป็นกำลังนำในการคัดค้านโครงการเหมืองถ่านหิน พวกเธอรณรงค์ สื่อสารความกังวลต่อสาธารณะ และร่วมเก็บข้อมูลผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน เมื่อมีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนรายงาน EIA ผู้หญิงยังช่วยอธิบายให้เพื่อนบ้านเข้าใจว่ากระบวนการฟ้องคดีคืออะไรและเหตุใดชุมชนจึงต้องใช้ช่องทางนี้ ล่าสุดชุมชนเก็บข้อมูลเส้นทางขนส่งแร่เพิ่มเติม เพื่อชี้ให้เห็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามเส้นทางดังกล่าว
วชิรญาณ์มองว่า ผู้หญิงในกระเบอะดินเห็นผลกระทบของเหมืองเชื่อมโยงกันทั้งชีวิต ตั้งแต่ที่ดินทำกินและแหล่งอาหาร ไปจนถึงค่าใช้จ่าย ความปลอดภัย และวิถีของครอบครัว มุมมองนี้ทำให้คำถามต่อโครงการรอบด้านขึ้น ส่วนการต่อสู้ที่ดำเนินมาหลายปีมีผู้ชาย ผู้นำชุมชน และเยาวชนร่วมสนับสนุนผู้หญิงที่ลุกขึ้นนำด้วย
ด้านอรชา จันทร์เดช ตั้งคำถามว่าเหตุใดคนภาคตะวันออกต้องแบกรับมลพิษเพื่อให้ตัวเลขเศรษฐกิจเติบโต ขณะที่เสียงของชุมชนเบากว่าเสียงของทุน สำหรับเธอ การคัดค้านโรงไฟฟ้าก๊าซต้องมาพร้อมคำตอบว่า หากไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ชุมชนจะมีทางเลือกอะไร เธอและเครือข่ายจึงพัฒนา ‘แสงสุรีพาวเวอร์’ ทำพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็กสำหรับบ้านและแปลงเกษตร ควบคู่กับงานปกป้องพื้นที่อาหาร แต่เธอชี้ว่าโอกาสจากนโยบายพลังงานยังไปถึงทุนใหญ่มากกว่าผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชน
📌 ได้เข้าประชุม ไม่ได้แปลว่าได้ร่วมตัดสินใจ
Noud Savanh เล่าว่าในชุมชนชนบทของลาว ผู้หญิงทำงานเพื่อครอบครัวและชุมชนมากเพียงใด ก็ยังมีความเชื่อว่าพวกเธอควรอยู่เบื้องหลัง บางคนไม่มีโอกาสเข้าประชุม เพราะงานบ้านและภาระดูแลคนอื่นกินเวลาไปทั้งวัน ต่อให้มาถึงห้องประชุม ความเคยชินที่ว่า ‘ผู้หญิงไม่ควรพูดมาก’ ก็ยังทำให้การออกความเห็นเป็นเรื่องยาก การเชิญผู้หญิงมาร่วมเวทีจึงต้องมองให้เห็นเงื่อนไขที่ขวางพวกเธอตั้งแต่ก่อนเดินทางออกจากบ้าน
Noud และไพเราะยังตั้งคำถามกับการใช้จำนวนผู้เข้าร่วมเป็นตัวชี้วัด การมีผู้หญิงและผู้ชายในห้องประชุมเท่ากัน ยังบอกไม่ได้ว่าผู้หญิงมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจริงหรือไม่ ต้องดูว่าเธอได้พูดเรื่องที่ตนเห็นว่าสำคัญหรือเปล่า และข้อเสนอนั้นถูกนำไปพิจารณาอย่างไร ไพเราะเตือนว่า บางครั้งผู้หญิงได้รับเลือกเป็นตัวแทนเพราะผู้มีอำนาจมองว่าเธอ ‘หัวอ่อน’ และไม่โต้แย้ง หากเป็นเช่นนั้น การเพิ่มผู้หญิงในตำแหน่งก็ยังไม่เปลี่ยนว่าใครเป็นคนกำหนดทิศทาง
📌 เมื่อลุกขึ้นปกป้องชุมชน ใครจะปกป้องคนที่ถูกคดี
ไพเราะเล่าถึง ‘กลุ่มสตรีเหล็ก’ ในพื้นที่คัดค้านเหมืองโปแตชอุดรธานี ผู้หญิงกลุ่มนี้รณรงค์ให้เพื่อนบ้านเข้าใจโครงการ และช่วยกันเฝ้าระวังการลงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเหมือง แต่สมาชิกบางคนกลับถูกดำเนินคดี หนึ่งในนั้นเป็นแม่ลูกอ่อนที่ประสบปัญหาในการให้นมลูกระหว่างถูกควบคุมตัว นอกจากต้องเผชิญคดี เธอยังถูกดูหมิ่นว่าเป็นผู้หญิงแล้วออกมาทำงานต่อสู้ทำไม เรื่องนี้ทำให้เห็นว่าความเสี่ยงของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิไม่ได้จบที่ข้อหา แต่กระทบถึงการดูแลลูกและการใช้ชีวิตของเธอด้วย
ไพเราะเล่าอีกว่า ครั้งหนึ่งผู้นำชุมชนในพื้นที่คัดค้านเหมืองถูกขู่ฆ่า ชาวบ้านจึงรวมตัวกันไปแจ้งความและทำให้เรื่องเป็นข่าว อรชาบอกว่าเมื่อคนในเครือข่ายภาคตะวันออกถูกข่มขู่ พวกเขาก็บอกให้ชุมชนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สื่อสารต่อสาธารณะ และใช้กลไกคุ้มครองทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเพื่อนและเครือข่ายคอยดูแลกัน ลาหมึทอจึงชวนเปลี่ยนคำถามจาก ‘ผู้หญิงกล้าออกมาพูดไหม’ เป็น เมื่อเธอพูดแล้วถูกคุกคามหรือฟ้องร้อง ใครจะช่วยปกป้องเธอ
📌 แผนที่พูดถึงผู้หญิง ต้องให้ผู้หญิงร่วมกำหนด
อรชาเสนอให้ชุมชนเข้าถึงข้อมูลตั้งแต่ก่อนโครงการถูกกำหนด เปิดเวทีรับฟังที่นำความเห็นไปพิจารณาจริง ทำให้การร้องเรียนและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมง่ายขึ้น และคุ้มครองคนที่ถูกข่มขู่หรือฟ้องคดี เธอย้ำว่าเอกสารระดับภูมิภาคจะมีความหมายก็ต่อเมื่อชุมชนมีส่วนร่วมกำหนด และสิ่งที่เขียนไว้ช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ได้
Noud Savanh เสริมว่า ผู้หญิงในพื้นที่ที่เธอทำงานจำนวนมากยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเอกสารระดับภูมิภาคพูดถึงตนอย่างไร เธอจึงเสนอให้ผู้หญิงร่วมกำหนดแผนตั้งแต่ต้น และเขียนให้ชัดว่าแต่ละประเทศจะทำอะไร มีทั้งเงินทุน การพัฒนาทักษะ พื้นที่แลกเปลี่ยนที่คนทำงานจะได้ให้กำลังใจกัน ตลอดจนกลไกคุ้มครองและเข้าถึงความยุติธรรมที่ใช้ภาษาซึ่งคนในพื้นที่เข้าใจได้ วชิรญาณ์เสนอเช่นกันว่า รัฐควรมีกลไกคุ้มครองผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ และทำให้ข้อเสนอของพวกเธอมีน้ำหนักในกระบวนการตัดสินใจ
ผู้หญิงในเวทีนี้ไม่ได้ขอเพียงพื้นที่ให้เล่าความเดือดร้อน พวกเธอมีความรู้ สร้างข้อมูล และเสนอทางเลือกอยู่แล้ว สิ่งที่ยังต้องเปลี่ยนคือกระบวนการที่นับความรู้เหล่านั้น รับผิดชอบต่อความเสี่ยงที่พวกเธอเผชิญ และให้ข้อเสนอของพวกเธอมีผลต่ออนาคตของชุมชนจริงๆ
อ่านบทความในรูปแบบเว็บไซต์ได้จากลิงก์ในคอมเมนต์
เรื่อง: อรสา ศรีดาวเรือง
ภาพ: ธเนศ แสงทองศรีกมล
#สายธารประชาชน #สัปดาห์สิ่งแวดล้อมแม่โขงอาเซียน