คิดถึงอาจารย์นิธิ

คิดถึงอาจารย์นิธิ เพจตั้งขึ้นมาเพื่อรวบรวมความทรงจำของผู้คนที่มีต่อ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์

 #พุทโธ่"..ชาวบ้านไม่สามารถกำกับควบคุมพระภิกษุได้ดีเหมือนเก่าเสียแล้ว โยมอุปัฏฐากของวัดจำนวนมากไม่ใช่ชาวบ้านในละแวกที่วั...
15/09/2026

#พุทโธ่
"..ชาวบ้านไม่สามารถกำกับควบคุมพระภิกษุได้ดีเหมือนเก่าเสียแล้ว โยมอุปัฏฐากของวัดจำนวนมากไม่ใช่ชาวบ้านในละแวกที่วัดตั้งอยู่อีกต่อไป โดยเฉพาะวัด"ดังๆ"ทั้งหลาย ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์จากผู้ศรัทธาทั่วประเทศ การไปวัดเหลือแต่เพียงการได้ทำบุญกับพระ"ดังๆ"และถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกสักครั้ง จะเป็นภิกษุหรือพุทธเจดีย์ก็ตาม ขอให้"ดัง"ไว้ก่อนเป็นสำคัญ..
ปัญหาของพระพุทธศาสนาไทยจึงมีมากกว่าภิกษุบางรูปล่วงละเมิดพระวินัยอย่างร้ายแรง..การไปฝากความหวังไว้กับมหาเถรสมาคมหรือทำนักพุทธฯ ก็คือการฝากความอยู่รอดปลอดภัยของศาสนาไว้กับรัฐ ทั้งๆที่การณ์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมานานแล้วว่า รัฐไม่มีสมรรถนะจะทำภารกิจนี้ได้ .."

(จากบทความ'ปัญหาพุทธไทย' มติชนสุดสัปดาห์ 27 พ.ค.- 2 มิ.ย.2565)

12/09/2026
 #ปัญหาภาคใต้ในมุมมองอาจารย์นิธิ1.ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนภาคใต้ แต่อยู่ที่ "รัฐไทย"อาจารย์นิธิเน้นย้ำเสมอว่า การแก้ปัญหาภาค...
07/09/2026

#ปัญหาภาคใต้ในมุมมองอาจารย์นิธิ
1.ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนภาคใต้ แต่อยู่ที่ "รัฐไทย"
อาจารย์นิธิเน้นย้ำเสมอว่า การแก้ปัญหาภาคใต้ต้องแก้ที่โครงสร้างของรัฐไทย ไม่ใช่ไปแก้ที่ตัวบุคคลในพื้นที่เท่านั้น เนื่องจากรัฐไทยมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจและไม่เข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมรัฐมักมองปัญหาในมิติความมั่นคงทางทหารและการปราบปราม มากกว่าการสร้าง "ความมั่นคงของมนุษย์"สังคมไทยในวงกว้างจำเป็นต้องกดดันและบีบให้รัฐไทยยอมเปลี่ยนแปลงระบบราชการและการบริหารจัดการ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของพื้นที่
2. ทางตันของ "ฝ่ายผู้ก่อการ"
ในบทอภิปรายและบทความ เช่น ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ วิพากษ์ “ฝ่ายก่อการชายแดนใต้ล้มเหลว” ท่านชี้ให้เห็นว่า ขบวนการผู้ก่อการเองก็กำลังเผชิญทางตันและ ล้มเหลวในเชิงยุทธศาสตร์ เช่นกันการใช้ความรุนแรงทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ไม่สามารถนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายทางการเมืองหรือการแบ่งแยกดินแดนได้จริงในโลกยุคปัจจุบันความรุนแรงที่ยืดเยื้อกลับกลายเป็นการเปิดช่องให้เกิด "สภาวะไร้ประชาวิถี" ที่เอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจนอกระบบและการทุจริต (เช่น การค้าน้ำมันเถื่อน ค้ายาเสพติด หรือการฉ้อฉลงบประมาณ)
3. กระบวนการเจรจาและทางออกสู่สันติภาพ
สำหรับแนวทางการเจรจาสันติภาพ อาจารย์นิธิมองว่าการพูดคุยเป็นสิ่งจำเป็น แต่รัฐไทยต้องปรับมุมมองใหม่:การกระจายอำนาจ: รัฐต้องยอมรับแนวทางการกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองภายใต้กรอบรัฐไทยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม: ปัญหาความไม่เป็นธรรมและการใช้อำนาจมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข เพื่อสร้างความไว้วางใจเปิดพื้นที่ให้คนในพื้นที่และภาคประชาสังคม: กระบวนการพูดคุยต้องดึงเอาเสียงของคนในพื้นที่จริงๆ ทั้งชาวพุทธและชาวมุสลิม รวมถึงกลุ่มผู้หญิงและผู้เห็นต่าง เข้ามาร่วมกำหนดอนาคต ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่ตัวแทนระดับสูงของรัฐกับแกนนำขบวนการเท่านั้น

04/09/2026

❝ ปฏิรูประบบราชการ ❞
ระบบราชการไทยในสายตาของคนไทยนั้น เป็นสถาบันที่ล้มเหลวไม่เป็นสับปะรดเอาเลย มีจุดบกพร่องที่ฉกาจฉกรรจ์อยู่สามประการคือ 1.ไม่มีสมรรถนะ ทั้งบุคคลที่เป็นข้าราชการและระบบทั้งระบบ รวมทั้งโน้มเอียงไปทางทุจริตด้วย 2.ขัดขวางชีวิตปรกติของประชาชนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำมาหากิน ไปจนถึงความคิดริเริ่มในทุกกิจการ และ 3.ไม่ใส่ใจจะให้บริการประชาชน ที่ให้อยู่แล้วตามหน้าที่ก็ทำอย่างไม่ตั้งใจให้มีคุณภาพ
_________________________
อ่านบทความ : นิธิ เอียวศรีวงศ์ | ปฏิรูประบบราชการ
https://www.matichon.co.th/weekly/exclusive/nidhi/article_522675

 #ส.ว.มีไว้ทำไม"บทบาทของวุฒิสภากลับไปเหมือนวุฒิสภาก่อนรัฐธรรมนูญ 2540 คือเป็นผู้รักษาเสถียรภาพของรัฐบาล ทั้งนี้ ค่อนข้าง...
30/08/2026

#ส.ว.มีไว้ทำไม

"บทบาทของวุฒิสภากลับไปเหมือนวุฒิสภาก่อนรัฐธรรมนูญ 2540 คือเป็นผู้รักษาเสถียรภาพของรัฐบาล ทั้งนี้ ค่อนข้างจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับ “ไม่น่ารัก” แต่ก็ไม่ถึงกับสอดคล้องกันอย่างแท้จริงนัก เจตนารมณ์ของวุฒิสภาลักษณะนี้คือรักษาเสถียรภาพของชนชั้นนำต่างหาก เช่น ให้อำนาจต่อรองของชนชั้นนำไว้มากบ้างน้อยบ้าง เมื่อต้องเผชิญกับสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชนสามัญ.."

(บทความ'รายชื่อ ส.ว.' มติชนออนไลน์ 20 พฤษภาคม 2562)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/columnists/news_1502001

" สังคมไทยไม่ได้พัฒนาศีลธรรมทางเพศให้รองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สุภาษิตสอนหญิงก็ไม่จริงอีกแล้วในสังคมเรา สุภาษิตสอน...
23/08/2026

" สังคมไทยไม่ได้พัฒนาศีลธรรมทางเพศให้รองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สุภาษิตสอนหญิงก็ไม่จริงอีกแล้วในสังคมเรา สุภาษิตสอนหญิงพูดถึงความถูกต้องทางเพศบนฐานของครอบครัว แต่ทุกวันนี้ความรักเป็นเรื่องส่วนบุคคลและปัจเจก เราเปลี่ยนไปแล้ว สังคมไทยไม่ได้คิดถึงการเปลี่ยนแปลงของอำนาจ ที่มีระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย เราไม่ได้สร้างกติกา ค่านิยม สำหรับหญิงชายที่อยู่ในเงื่อนไขเศรษฐกิจและสังคมแบบใหม่"

(ความตอนหนึ่งจากการบรรยายหัวข้อ 'ความรัก เซ็กซ์ ความโรแมนติค การแต่ง งานฯ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม' จัดโดยมูลนิธิเพศวิถีศึกษา 4 สิงหาคม 2554)

 #จีดีพีไทย 1.9"ผมไม่แน่ใจว่าความไม่รู้เศรษฐศาสตร์นั้นเป็นโชคดีหรือโชคร้าย ผมรู้สึกตัวว่าโชคดีที่ไม่รู้ว่าเหวที่เราทั้งห...
18/08/2026

#จีดีพีไทย 1.9

"ผมไม่แน่ใจว่าความไม่รู้เศรษฐศาสตร์นั้นเป็นโชคดีหรือโชคร้าย ผมรู้สึกตัวว่าโชคดีที่ไม่รู้ว่าเหวที่เราทั้งหมดกำลังดิ่งหัวลงไปนั้นลึกแค่ไหน และไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถึงก้นเหวเสียที แต่ในขณะเดียวกันก็โชคร้ายที่มองอย่างไรก็มองไม่ออกว่า มือดีทางเศรษฐศาสตร์ที่ผลัดกันอาสาเข้ามาแก้ไขวิกฤตนั้น ให้ทางเลือกอะไรที่แตกต่างกัน เหตุดังนั้นจึงไม่รู้ว่าสมควรหายใจโล่งอกหรือยัง"
"โดยไม่รู้เศรษฐศาสตร์ ผมจึงคิดว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของเรานั่นแหละคือตัวปัญหาเสียยิ่งกว่าสภาพคล่อง จากพื้นฐานที่เลวนี้เอง แทนที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น เรากลับไปปั่นความฝัน ปั่นความโลภ ปั่นการเก็งกำไร ปั่นหัวตัวเองจนตาลาย"

(บทความ'ความไม่รู้เรื่องเศรษฐศาตร์' มติชนรายวัน 5 ธันวาคม 2540)

ชวนอ่านปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์ประจำปี 2569 โดย ศ.พวงทอง ภวัครพันธุ์"ความชอบธรรมของกองทัพกับความมั่นคงของชาติ"
15/08/2026

ชวนอ่านปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์ประจำปี 2569 โดย ศ.พวงทอง ภวัครพันธุ์
"ความชอบธรรมของกองทัพกับความมั่นคงของชาติ"

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 พวงทอง ภวัครพันธุ์ กล่าว 'ปาฐกถา นิธิ เอียวศรีวงศ์ 2569' ในหัวข้อ ‘ความชอบธรรมของกองทัพกับความมั่นคงของชาติ’ โดยใช้ธุรกิจกองทัพเป็นฐานในการวิเคราะห์ความชอบธรรมของกองทัพไทย ตั้งแต่สถานีวิทยุและโทรทัศน์ สัมปทานไฟฟ้า ที่ดินในเขต EEC ไปจนถึงสวัสดิการและการปฏิบัติต่อทหารเกณฑ์ เพื่อชี้ให้เห็นว่า กองทัพที่ขาดความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ไม่เพียงบั่นทอนความน่าเชื่อถือของกองทัพ แต่ยังทำให้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงอ่อนแรงลงไปด้วย ซึ่งที่สุดแล้วย้อนกลับมาบั่นทอนศักยภาพในการทำงานด้านความมั่นคง
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่: https://www.the101.world/puangthong-ligitimacy-of-royal-thai-army-nidhi-talk/
ท่ามกลางความชอบธรรมที่ล่มสลาย กองทัพเป็นหนึ่งในสถาบันที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดในสังคมไทย แต่ในขณะเดียวกันก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า กองทัพเป็นสถาบันที่รัฐชาติสมัยใหม่ไม่อาจขาดได้ ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าเราควรมีกองทัพหรือไม่ หากอยู่ที่ว่ากองทัพต้องปรับตัวอย่างไร จึงจะกลับไปทำหน้าที่ที่ควรทำและได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง
กองทัพที่เข้มแข็งจึงไม่ใช่กองทัพที่อยู่เหนือการตรวจสอบ แต่คือกองทัพที่ยอมรับการควบคุมจากพลเรือน ใช้ทรัพยากรอย่างโปร่งใส และปฏิบัติต่อทั้งประชาชนและกำลังพลอย่างมีศักดิ์ศรี การปฏิรูปกองทัพไม่ใช่การทำให้กองทัพอ่อนแอลง หากคือการสร้างความชอบธรรมขึ้นใหม่ เพื่อให้กองทัพสามารถเป็นปราการของชาติได้อย่างแท้จริง
นี่คือสาระสำคัญของปาฐกถา และเป็น ‘ส่วนต่อขยาย’ ของคำถาม 'ทหารมีไว้ทำไม?' - คำถามแห่งยุคสมัยที่อาจารย์นิธิตั้งไว้เมื่อหลายปีก่อน
เรื่อง: สมคิด พุทธศรี
ภาพประกอบ: ณัฐพล อุปฮาด

 #กำแพง หมายถึง อุปสรรค #กำแพงการเมือง #กำแพงคอรัปชั่น #กำแพงรัฐพันลึกไม่มีกำแพงใดในโลกที่ไม่พังทลาย ขอแต่เรามุ่งหวังตั้...
11/08/2026

#กำแพง หมายถึง อุปสรรค
#กำแพงการเมือง
#กำแพงคอรัปชั่น
#กำแพงรัฐพันลึก

ไม่มีกำแพงใดในโลกที่ไม่พังทลาย ขอแต่เรามุ่งหวังตั้งใจทำลายมัน พุ่งชน เจาะ ขุด มันให้ได้

(ภาพถ่ายจากงานปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์ 7 สิงหาคม 2569 ณ ห้องริมน้ำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

10/08/2026

นิธิ เอียวศรีวงศ์ ปัญญาชนสาธารณะ นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของยุคสมัย เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 7 ส.ค.2566 ด้วยวัย 83 ปี

หากนึกถึงนิธิ ผู้คนน่าจะนึกถึงบทความกระตุ้นสมองในมติชนสุดสัปดาห์ หรืองานชิ้นสำคัญอย่าง 'ปากไก่และใบเรือ: รวมความเรียงว่าด้วยวรรณกรรม และประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์' หรือ 'ลัทธิพิธีเสด็จพ่อ ร.5' หรืออื่นๆ อีกมากมาย

แต่น้อยคนจะรู้ว่านิธิเคยเป็นคอลัมน์นิสต์ตอบปัญหาหัวใจ ความสัมพันธ์ และเรื่องจิปาถะ ในนิตยสารแพรวอยู่ยุคหนึ่งในช่วงราวทศวรรษ 2530 ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขาทำงานนี้อยู่กี่ปี่ และทำโดยไม่เปิดเผยตัว จนเมื่อนิธิเสียชีวิตนักวิชาการหลายคนได้เขียนไว้อาลัยโดยพูดถึงบทบาทนี้ของเขา

‘รังรอง’ คือนามปากกาของเขาภายใต้คอลัมน์ ‘แล้วเราก็ปรึกษากัน’ ในนิตยสารแพรว เป็นการโต้ตอบกับผู้อ่านที่ส่งคำถามมาขอคำแนะนำจิปาถะ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ ไม่ว่ากับพ่อแม่ สามี ภรรยา เพื่อน ฯลฯ เสมือนหนึ่งเป็น ‘พี่อ้อย-พี่ฉอด’ ที่คอยตอบปัญหาหัวใจในยุคสมัยนี้

ในโอกาสนี้ ‘วอยซ์’ คัดสรรตัวอย่างบางส่วนจากคอลัมน์ดังกล่าวในนิตยสารแพรวที่วางแผงในปี 2530 เพื่อให้ได้ระลึกถึงนิธิในอีกรูปแบบหนึ่ง นอกจากจะได้เห็นมิติของวิธีคิด และศิลปะการอธิบายชวนผู้อ่านคิดในมุมใหม่ๆ ของนิธิแล้ว ยังได้เห็นบริบทของสังคมไทยในช่วงเกือบ 40 ปีที่แล้วด้วย

ตัวอย่างของจดหมายฉบับหนึ่ง

📌เกลียดแม่

รังรอง,

เราเขียนถึงคุณหลายรอบแล้วล่ะ แต่เรียบเรียงความคิดไม่ค่อยจะจบสักที หวังว่าคราวนี้คงจะจบ เผื่อว่าเราจะหาทางออกสำหรับความคิดของตัวเองที่ดีขึ้นบ้าง

เราเป็นลูกคนกลางของพ่อ-แม่ ในจำนวน 5 คน เขาเลิกกันตอนเราเริ่มจำความได้พอดี ศาลตัดสินให้เราอยู่กับพ่อ แต่กว่าจะตัดสินกันได้ ทั้งพ่อ-แม่-ศาลรู้ไหมว่า ความจำครั้งแรกในชีวิตของเราคือ พ่อ-แม่ รุมทึ้งเราเพียงใด ด้วยความโกรธแค้นกัน เขาแทบจะผ่าเราเป็นครึ่งเพียงเพราะจะเอาชนะกัน ตัดสินแล้วก็ไม่ใช่จะแล้วเสร็จแค่นั้น แม่ขโมยเราจากพ่อเสมอ พ่อก็ไปทวงกลับมา ไม่ว่าจะมีเวลาอยู่กับฝ่ายไหน คำพูดของแต่ละฝ่ายก็คือการประณามกัน เรารู้เมื่อโตขึ้นว่าทั้งสองฝ่ายผิดเท่าๆ กันในเรื่องเงื่อนไขที่ทำไม่ให้อยู่ด้วยกัน แต่เนื่องจากเราอยู่กับพ่อ ความรู้สึกผูกพันจึงมาข้างพ่อมากกว่า แม้ว่าพ่อจะเคยทำโทษเรารุนแรงขนาดไหนก็ตาม หลังจากไปพรากเรามาจากแม่ได้แล้ว

ตอนที่เลิกกัน พ่อ-แม่แบ่งสมบัติกันคนละครึ่งเพราะตั้งตัวมาด้วยกัน แต่พ่อส่งเสียลูกทั้งหมดเรื่องการเรียน ในขณะที่แม่ไม่เคยรับผิดชอบ ลูกทุกคนอยู่ในชั้นเรียนดีเยี่ยม สอบได้ที่ 1 ตลอดรวมทั้งเราด้วย พี่เราสองคนอยู่กับพ่อ เดี๋ยวนี้มีงานทำรับผิดชอบตัวเองได้และเผื่อแผ่มายังพ่อแม่น้องๆ ได้ด้วย น้องสองคนอยู่กับแม่ ตอนนี้เป็นคนไร้ค่า ไม่รู้จักโต เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมทำงานประจำ เรียน ปวช.ยังไม่จบด้วยซ้ำ

เราเองเติบโตมาด้วยความขมขื่น พ่อมีแม่ใหม่หลังจากเลิกกับแม่ไม่นานนัก ก็เป็นแม่เลี้ยงนิยายน้ำเน่าทั่วไปน่ะแหละ แต่เราอดทนเพราะมุ่งมั่นที่จะเรียนหนังสือให้ได้เท่านั้นเอง ตื่นมาส่งของตี 2 ถึง 10 โมงเช้า ไปโรงเรียนสาย นับวันนับคืนที่จะเติบโตรับผิดชอบตัวเองได้ ส่วนดีส่วนเดียวที่ได้จากพ่อคือ ความขยันและอดทน ทั้งจากงานหนักและการโขกสับจากแม่เลี้ยง

วันที่พ่อทะเลาะกับแม่เลี้ยง พ่อจะด่าผู้หญิงที่เคยเป็นเมียทุกคนโดยเฉพาะแม่ว่าขี้เกียจแม้กระทั่งเลี้ยงลูก น้องคนหนึ่งของเราหูหนวกเพราะแม่ไม่ยอมให้กินนมแม่ และนอนกินนมขวดเอง แม่ไปกับผู้ชายอื่น ในขณะที่นมไหลเข้าหู เรานับวันที่จะพิสูจน์ว่าความจริงอันโหดร้ายนี้ไม่ใช่ความจริง แต่แม่ไม่เคยมีสิ่งใดที่จะมาช่วยลดข้อกล่าวหาของพ่อได้เลย แม่เปลี่ยนผู้ชายครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยมาหาเราแม้ในยามที่เราเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล ไม่เคยรู้สึกเลยว่าเราต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บกับเสื้อกันหนาวบางๆ ตอนตี 2 บนมอเตอร์ไซค์เพื่อไปส่งของ ลำพังคนเดียวระยะทาง 20 กว่ากิโล แม่ซึ่งมาหาเรา 2 ครั้งหลังจากเราเข้าเรียนประถมจนจบมหาลัย ครั้งแรกมาบอกให้เราออกไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อหารายได้ได้เร็วๆ ครั้งที่ 2 เพื่อมาขอเงินทั้งๆ ที่เราอดอาหารมื้อกลางวันเพื่อจะซื้อหนังสือหรือเสื้อฟอร์มสักตัว ตอนนั้นเราไม่มีจะให้จริงๆ แต่ตอนนี้เรามีเงินอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อยากให้

ตอนนี้เราเรียนจบพยาบาลจ้ะ เพราะสอบได้ทุน เป็นวิธีเดียวที่เราจะมีอาชีพที่ดีได้อย่างสบายกว่าเรียนอย่างอื่น และเหนือสิ่งอื่นใด เราได้รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น หลังจากคิดว่าตัวเองไร้ค่ามานาน เราอยู่แผนกเด็ก ได้มีโอกาสชดเชยความรู้สึกที่เราขาดไปเมื่อตอนเด็กๆ ให้แก่เด็กๆ ทั้งใน รพ.และนอกรพ. มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เรารักน้องมาก ให้ความรัก+เอาใจใส่มากเท่าที่โอกาสให้ได้ เราจะมีความสุข มีชีวิตที่ดีในทุกๆ ด้านทีเดียวตอนนี้ ถ้าไม่มีอะไรมาสะกิดใจให้นึกถึงแม่ ยิ่งเราทุ่มเทให้ความเอาใจใส่เด็กๆ มากเพียงใด เรายิ่งได้ข้อพิสูจน์เพิ่มขึ้นอีกมากมายว่า แม่ที่ไม่รักลูกแม้เพียง 1 ใน 1000 ของที่รักตัวเองนั้นมีอยู่มากมายเหลือเกิน แม่ที่ปล่อยให้ลูกถูกข่มขืนตั้งแต่อายุ 12 เพราะกลัวพ่อเลี้ยงเด็กจะทิ้งตัวเอง ก็เลยปล่อยลูกสาวให้เป็นเมียน้อยตัวเอง แม่ที่ดึงผ้าห่มจากลูกที่ไม่สบายอยู่บนเตียงรพ.ช่วงอากาศตอนตี 4 กำลังหนาวเหน็บ แม่ที่ทุบตีลูก แม่ที่ให้ลูกหาเงินเลี้ยงแม่ตั้งแต่ 7-8 ขวบโดยตัวเองไม่ทำอะไร แม่ที่ตัวเองต้องกิ่นอิ่มนอนอุ่นก่อน ลูกเป็นยังไงก็ช่าง ฯลฯ เรารู้สึกเจ็บปวดรุนแรงไปกับเด็กเหล่านั้นด้วยเสมอ และรู้สึกว่านั่นแหละแม่ของเราล่ะ

ทุกวันนี้แม่มาหาเราบ่อยขึ้น มาขอเงินจ้ะ เราก็ให้บ้างไม่ให้บ้างแล้วแต่อารมณ์ แต่ส่วนใหญ่คือไม่ให้ เพราะเพียงแค่เห็นหน้าแม่ เราก็จะจมอยู่ในกองทุกข์ เจ็บป่วยด้วยอาการใดอาการหนึ่งเสมอ เศร้าหมองและไร้ความสุขไปหลายวัน ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลาเพราะไม่อยากจะให้อะไรแก่แม่ ไม่อยากเห็นหน้า อยากบอกว่าเกลียดแม่ เกลียดผู้หญิงทุกๆ คน ที่ไม่รับผิดชอบลูก แต่ก็รู้สึกว่าเป็นบาป-ผิด แม่เองก็เอาเราไปประจานว่าเนรคุณ ไม่เห็นแค่คุณที่อุ้มท้องมา เราอยากบอกด้วยซ้ำว่า ถ้าเลือกได้จะไม่เกิดมามีชีวิตที่ทุกข์ระทมขมขื่น ท่ามกลางความเกลียดชังทั้งหลาย พี่สาวก็เกลียดเราด้วย พี่ชายก็พยายามข่มขืนเราหลายครั้งตอนเราอายุ 11-12 เราไม่เคยว่าอะไรแม่ เพียงแต่เราเฉยเมยไม่พูดไม่จา แต่เรารู้ว่าสักวันหนึ่ง เราจะต้องรู้สึกบาป ผิดมากขึ้น และเคารพตัวเองน้อยลงอย่างแน่นอน ถ้าทนไม่ได้ที่จะบอกแม่ว่า เราเกลียดแม่ ไม่อยากเจอแม่ กับคนอื่นเราสามารถที่จะเมตตาและให้อภัยได้เสมอ แต่เราทำใจอย่างนั้นกับแม่ไม่ได้

นี่คือทุกข์ของเรา ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนไม่ดีพอเลย และสิ่งที่เราเรียกว่าทำดี (กับคนอื่น) เป็นเพียงความตอแหลของเราเท่านั้น มีอะไรแม้แต่สักน้อยนิดที่ทำให้คิดถึงแม่ ความโกรธแค้นชิงชังจะพุ่งพล่านไปทั้งตัว กว่าจะสงบลงได้ เราก็แทบจะบ้าและเจ็บปวดไปหลายวันทีเดียว เราหวังว่าสักวันหนึ่งถ้าเรามีลูก เราจะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด และความซาบซึ้งในขณะคลอดลูกคงจะลดความรู้สึกชั่วร้ายเหล่านี้ลงได้บ้าง แต่เราก็ตระหนักชัดถึงสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ของตัวเอง ทำให้เรารู้ว่า เราไม่มีวันที่จะมีวันนั้น เราป่วยทางจิตและวุฒิภาวะเรายังไม่เหมาะที่จะแต่งงานมีครอบครัว เราคงเบรคดาวน์ถ้าครอบครัวที่เราฝันอยากจะมีมานานมีอันต้องจบลงหรือแหลกสลายเพราะตัวเองเป็นต้นเหตุ

จาก

คนป่วยที่ไม่ยอมกินยา

📌 แล้วเราก็ปรึกษากัน

นามสมมติของคุณนั้นบอกให้รู้แล้วว่า ไม่มีคำแนะนำใครจะช่วยได้ ตราบเท่าที่ผู้ป่วยไม่ยอมกินยา ความเจ็บปวดจากโรคภัยก็จะคงยังอยู่ต่อไป

ทั้งนี้เพราะเหตุผลใดๆ อันควรไม่ควรนั้น ดูคุณก็เข้าใจเป็นอันดีอยู่แล้ว ถึงพูดไปก็เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมตตาหรือการให้อภัยต่อแม่ก็ตาม

แต่เนื่องจากคุณอยู่ในอาชีพพยาบาล คุณก็คงจะรู้อยู่แล้วว่ามีโรคภัยไข้เจ็บอยู่มากมายทีเดียว ที่สามารถหายได้โดยไม่ได้ใช้ยาอะไรช่วยเลย เพราะที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นยาได้ดีกว่าระบบของร่างกายเราเอง การรักษาที่ดีที่สุดก็คือการทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่จะเผชิญและต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฉันใดฉันนั้น ความเจ็บป่วยทางใจของคุณเวลานี้ อาจทุเลาขึ้นจนหายขาดไปได้ เมื่อปล่อยให้กาลเวลาได้ทำงานของมันต่อไปบ้าง แต่ทั้งนี้ก็ต้องทำให้ใจของคุณเองมีสุขภาพอนามัยที่ดีเพื่อรักษาตัวเองได้ด้วย

จะทำให้ใจอยู่ในสภาพอย่างนั้นได้คงต้องหันกลับมาทำความเข้าใจอย่างลึกๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง ไม่ใช่รับรู้แต่ความขมขื่นปวดร้าว หรือค่านิยมของความกตัญญูรู้คุณซึ่งสังคมกำหนดขึ้นจากกรณีปกติ ไม่ใช่กรณีพิเศษแบบของคุณ

ความกตัญญูต่อผู้บังเกิดเกล้านั้นอาจเป็นความดีในตัวของมันเอง หรือเป็นกลไกอย่างหนึ่งของสังคมนับแต่โบราณกาลกำหนดขึ้น เพื่อช่วยให้เกิดความผาสุกและความเจริญแก่สังคม เราจะไม่เข้าไปตัดสินชี้ขาดในเรื่องนี้ แต่อยากให้คุณเห็นว่าความกตัญญูต่อผู้บังเกิดเกล้านั้นอย่างน้อยก็ต้องเป็นกลไกทางสังคมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน เด็กจะได้รับการเลี้ยงดู อบรม และฝึกฝนอาชีพได้ก็อาศัยคำสอนเรื่องความกตัญญูรู้คุณเพื่อให้การอบรมสั่งสอนของพ่อแม่เป็นไปโดยสะดวก ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นหลักประกันว่าในวัยชรานั้น พ่อแม่ก็ยังได้รับการดูแลให้ได้รับความสุขความสบายตามสมควร

แต่ในขณะเดียวกัน สังคมก็หวังว่า พ่อแม่ต้องปฏิบัติตามที่มุ่งหวัง คือ ดูแลอบรมเลี้ยงดูลูกเป็นอย่างดี ความกตัญญูเมื่อมองด้วยสายตาของกลไกทางสังคมเช่นนี้แล้ว ก็เป็นภารกิจที่ต้องกระทำแก่กันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพึงปฏิบัติแต่ข้างเดียว

เท่าที่คุณเล่ามาในจดหมายนั้น ผมเห็นว่าคุณได้ปฏิบัติต่อแม่ของคุณ ‘พอสมควร’ แล้ว กล่าวคือ ยังให้ความเคารพอยู่บ้าง อุปการะเท่าที่พอใจจะอุปการะ

ไม่มีความจำเป็นอย่างไรที่คุณจะต้อง ‘รัก’ แม่ที่ขาดความรับผิดชอบเช่นนั้น ความรู้สึกไม่ผูกพันต่อแม่จึงไม่ใช่ความผิดแต่อย่างใด ส่วนความรู้สึกถึงกับ ‘เกลียด’ นั้นแม้ว่าน่าเห็นใจก็เป็นความรู้สึกที่ควรขจัดไปเสีย เพราะมันเร่าร้อน ไม่ให้ความสุขแก่ใครที่มีความรู้สึกนี้ต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเขาจะเป็นแม่หรือไม่ก็ตาม

ผมคิดว่าการขจัดความเกลียดที่ดีคือ ความเข้าใจความรู้สึกของตนเองให้ดี คุณต้องรู้สึกเกลียดแม่เพราะคุณรู้สึกว่าต้อง ‘รัก’ แม่ใช่หรือไม่ และเพราะรักแม่ไม่ได้จึงรู้สึกเสมอว่าเขาเป็นผู้ทำให้คุณล้มเหลว เพราะฉะนั้นสิ่งที่แรกที่เห็นจะต้องยอมรับความจริงเสียว่า คุณไม่ ‘ต้อง’ รักแม่อย่างเขาอื่น มีความรู้สึกตามธรรมชาติของคุณโดยไม่ไปบิดเบือนมัน

จากนั้นความเข้าใจและการให้อภัยน่าจะตามมาเอง

อ่านจดหมายฉบับอื่นๆ ที่
https://www.voicetv.co.th/read/AwGcghVSK

ที่อยู่

Chiang Mai
50200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ คิดถึงอาจารย์นิธิ โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์