คิดถึงอาจารย์นิธิ

คิดถึงอาจารย์นิธิ เพจตั้งขึ้นมาเพื่อรวบรวมความทรงจำของผู้คนที่มีต่อ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์

 #กำแพง หมายถึง อุปสรรค #กำแพงการเมือง #กำแพงคอรัปชั่น #กำแพงรัฐพันลึกไม่มีกำแพงใดในโลกที่ไม่พังทลาย ขอแต่เรามุ่งหวังตั้...
11/08/2026

#กำแพง หมายถึง อุปสรรค
#กำแพงการเมือง
#กำแพงคอรัปชั่น
#กำแพงรัฐพันลึก

ไม่มีกำแพงใดในโลกที่ไม่พังทลาย ขอแต่เรามุ่งหวังตั้งใจทำลายมัน พุ่งชน เจาะ ขุด มันให้ได้

(ภาพถ่ายจากงานปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์ 7 สิงหาคม 2569 ณ ห้องริมน้ำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

10/08/2026

นิธิ เอียวศรีวงศ์ ปัญญาชนสาธารณะ นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของยุคสมัย เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 7 ส.ค.2566 ด้วยวัย 83 ปี

หากนึกถึงนิธิ ผู้คนน่าจะนึกถึงบทความกระตุ้นสมองในมติชนสุดสัปดาห์ หรืองานชิ้นสำคัญอย่าง 'ปากไก่และใบเรือ: รวมความเรียงว่าด้วยวรรณกรรม และประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์' หรือ 'ลัทธิพิธีเสด็จพ่อ ร.5' หรืออื่นๆ อีกมากมาย

แต่น้อยคนจะรู้ว่านิธิเคยเป็นคอลัมน์นิสต์ตอบปัญหาหัวใจ ความสัมพันธ์ และเรื่องจิปาถะ ในนิตยสารแพรวอยู่ยุคหนึ่งในช่วงราวทศวรรษ 2530 ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขาทำงานนี้อยู่กี่ปี่ และทำโดยไม่เปิดเผยตัว จนเมื่อนิธิเสียชีวิตนักวิชาการหลายคนได้เขียนไว้อาลัยโดยพูดถึงบทบาทนี้ของเขา

‘รังรอง’ คือนามปากกาของเขาภายใต้คอลัมน์ ‘แล้วเราก็ปรึกษากัน’ ในนิตยสารแพรว เป็นการโต้ตอบกับผู้อ่านที่ส่งคำถามมาขอคำแนะนำจิปาถะ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ ไม่ว่ากับพ่อแม่ สามี ภรรยา เพื่อน ฯลฯ เสมือนหนึ่งเป็น ‘พี่อ้อย-พี่ฉอด’ ที่คอยตอบปัญหาหัวใจในยุคสมัยนี้

ในโอกาสนี้ ‘วอยซ์’ คัดสรรตัวอย่างบางส่วนจากคอลัมน์ดังกล่าวในนิตยสารแพรวที่วางแผงในปี 2530 เพื่อให้ได้ระลึกถึงนิธิในอีกรูปแบบหนึ่ง นอกจากจะได้เห็นมิติของวิธีคิด และศิลปะการอธิบายชวนผู้อ่านคิดในมุมใหม่ๆ ของนิธิแล้ว ยังได้เห็นบริบทของสังคมไทยในช่วงเกือบ 40 ปีที่แล้วด้วย

ตัวอย่างของจดหมายฉบับหนึ่ง

📌เกลียดแม่

รังรอง,

เราเขียนถึงคุณหลายรอบแล้วล่ะ แต่เรียบเรียงความคิดไม่ค่อยจะจบสักที หวังว่าคราวนี้คงจะจบ เผื่อว่าเราจะหาทางออกสำหรับความคิดของตัวเองที่ดีขึ้นบ้าง

เราเป็นลูกคนกลางของพ่อ-แม่ ในจำนวน 5 คน เขาเลิกกันตอนเราเริ่มจำความได้พอดี ศาลตัดสินให้เราอยู่กับพ่อ แต่กว่าจะตัดสินกันได้ ทั้งพ่อ-แม่-ศาลรู้ไหมว่า ความจำครั้งแรกในชีวิตของเราคือ พ่อ-แม่ รุมทึ้งเราเพียงใด ด้วยความโกรธแค้นกัน เขาแทบจะผ่าเราเป็นครึ่งเพียงเพราะจะเอาชนะกัน ตัดสินแล้วก็ไม่ใช่จะแล้วเสร็จแค่นั้น แม่ขโมยเราจากพ่อเสมอ พ่อก็ไปทวงกลับมา ไม่ว่าจะมีเวลาอยู่กับฝ่ายไหน คำพูดของแต่ละฝ่ายก็คือการประณามกัน เรารู้เมื่อโตขึ้นว่าทั้งสองฝ่ายผิดเท่าๆ กันในเรื่องเงื่อนไขที่ทำไม่ให้อยู่ด้วยกัน แต่เนื่องจากเราอยู่กับพ่อ ความรู้สึกผูกพันจึงมาข้างพ่อมากกว่า แม้ว่าพ่อจะเคยทำโทษเรารุนแรงขนาดไหนก็ตาม หลังจากไปพรากเรามาจากแม่ได้แล้ว

ตอนที่เลิกกัน พ่อ-แม่แบ่งสมบัติกันคนละครึ่งเพราะตั้งตัวมาด้วยกัน แต่พ่อส่งเสียลูกทั้งหมดเรื่องการเรียน ในขณะที่แม่ไม่เคยรับผิดชอบ ลูกทุกคนอยู่ในชั้นเรียนดีเยี่ยม สอบได้ที่ 1 ตลอดรวมทั้งเราด้วย พี่เราสองคนอยู่กับพ่อ เดี๋ยวนี้มีงานทำรับผิดชอบตัวเองได้และเผื่อแผ่มายังพ่อแม่น้องๆ ได้ด้วย น้องสองคนอยู่กับแม่ ตอนนี้เป็นคนไร้ค่า ไม่รู้จักโต เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมทำงานประจำ เรียน ปวช.ยังไม่จบด้วยซ้ำ

เราเองเติบโตมาด้วยความขมขื่น พ่อมีแม่ใหม่หลังจากเลิกกับแม่ไม่นานนัก ก็เป็นแม่เลี้ยงนิยายน้ำเน่าทั่วไปน่ะแหละ แต่เราอดทนเพราะมุ่งมั่นที่จะเรียนหนังสือให้ได้เท่านั้นเอง ตื่นมาส่งของตี 2 ถึง 10 โมงเช้า ไปโรงเรียนสาย นับวันนับคืนที่จะเติบโตรับผิดชอบตัวเองได้ ส่วนดีส่วนเดียวที่ได้จากพ่อคือ ความขยันและอดทน ทั้งจากงานหนักและการโขกสับจากแม่เลี้ยง

วันที่พ่อทะเลาะกับแม่เลี้ยง พ่อจะด่าผู้หญิงที่เคยเป็นเมียทุกคนโดยเฉพาะแม่ว่าขี้เกียจแม้กระทั่งเลี้ยงลูก น้องคนหนึ่งของเราหูหนวกเพราะแม่ไม่ยอมให้กินนมแม่ และนอนกินนมขวดเอง แม่ไปกับผู้ชายอื่น ในขณะที่นมไหลเข้าหู เรานับวันที่จะพิสูจน์ว่าความจริงอันโหดร้ายนี้ไม่ใช่ความจริง แต่แม่ไม่เคยมีสิ่งใดที่จะมาช่วยลดข้อกล่าวหาของพ่อได้เลย แม่เปลี่ยนผู้ชายครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยมาหาเราแม้ในยามที่เราเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล ไม่เคยรู้สึกเลยว่าเราต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บกับเสื้อกันหนาวบางๆ ตอนตี 2 บนมอเตอร์ไซค์เพื่อไปส่งของ ลำพังคนเดียวระยะทาง 20 กว่ากิโล แม่ซึ่งมาหาเรา 2 ครั้งหลังจากเราเข้าเรียนประถมจนจบมหาลัย ครั้งแรกมาบอกให้เราออกไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อหารายได้ได้เร็วๆ ครั้งที่ 2 เพื่อมาขอเงินทั้งๆ ที่เราอดอาหารมื้อกลางวันเพื่อจะซื้อหนังสือหรือเสื้อฟอร์มสักตัว ตอนนั้นเราไม่มีจะให้จริงๆ แต่ตอนนี้เรามีเงินอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อยากให้

ตอนนี้เราเรียนจบพยาบาลจ้ะ เพราะสอบได้ทุน เป็นวิธีเดียวที่เราจะมีอาชีพที่ดีได้อย่างสบายกว่าเรียนอย่างอื่น และเหนือสิ่งอื่นใด เราได้รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น หลังจากคิดว่าตัวเองไร้ค่ามานาน เราอยู่แผนกเด็ก ได้มีโอกาสชดเชยความรู้สึกที่เราขาดไปเมื่อตอนเด็กๆ ให้แก่เด็กๆ ทั้งใน รพ.และนอกรพ. มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เรารักน้องมาก ให้ความรัก+เอาใจใส่มากเท่าที่โอกาสให้ได้ เราจะมีความสุข มีชีวิตที่ดีในทุกๆ ด้านทีเดียวตอนนี้ ถ้าไม่มีอะไรมาสะกิดใจให้นึกถึงแม่ ยิ่งเราทุ่มเทให้ความเอาใจใส่เด็กๆ มากเพียงใด เรายิ่งได้ข้อพิสูจน์เพิ่มขึ้นอีกมากมายว่า แม่ที่ไม่รักลูกแม้เพียง 1 ใน 1000 ของที่รักตัวเองนั้นมีอยู่มากมายเหลือเกิน แม่ที่ปล่อยให้ลูกถูกข่มขืนตั้งแต่อายุ 12 เพราะกลัวพ่อเลี้ยงเด็กจะทิ้งตัวเอง ก็เลยปล่อยลูกสาวให้เป็นเมียน้อยตัวเอง แม่ที่ดึงผ้าห่มจากลูกที่ไม่สบายอยู่บนเตียงรพ.ช่วงอากาศตอนตี 4 กำลังหนาวเหน็บ แม่ที่ทุบตีลูก แม่ที่ให้ลูกหาเงินเลี้ยงแม่ตั้งแต่ 7-8 ขวบโดยตัวเองไม่ทำอะไร แม่ที่ตัวเองต้องกิ่นอิ่มนอนอุ่นก่อน ลูกเป็นยังไงก็ช่าง ฯลฯ เรารู้สึกเจ็บปวดรุนแรงไปกับเด็กเหล่านั้นด้วยเสมอ และรู้สึกว่านั่นแหละแม่ของเราล่ะ

ทุกวันนี้แม่มาหาเราบ่อยขึ้น มาขอเงินจ้ะ เราก็ให้บ้างไม่ให้บ้างแล้วแต่อารมณ์ แต่ส่วนใหญ่คือไม่ให้ เพราะเพียงแค่เห็นหน้าแม่ เราก็จะจมอยู่ในกองทุกข์ เจ็บป่วยด้วยอาการใดอาการหนึ่งเสมอ เศร้าหมองและไร้ความสุขไปหลายวัน ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลาเพราะไม่อยากจะให้อะไรแก่แม่ ไม่อยากเห็นหน้า อยากบอกว่าเกลียดแม่ เกลียดผู้หญิงทุกๆ คน ที่ไม่รับผิดชอบลูก แต่ก็รู้สึกว่าเป็นบาป-ผิด แม่เองก็เอาเราไปประจานว่าเนรคุณ ไม่เห็นแค่คุณที่อุ้มท้องมา เราอยากบอกด้วยซ้ำว่า ถ้าเลือกได้จะไม่เกิดมามีชีวิตที่ทุกข์ระทมขมขื่น ท่ามกลางความเกลียดชังทั้งหลาย พี่สาวก็เกลียดเราด้วย พี่ชายก็พยายามข่มขืนเราหลายครั้งตอนเราอายุ 11-12 เราไม่เคยว่าอะไรแม่ เพียงแต่เราเฉยเมยไม่พูดไม่จา แต่เรารู้ว่าสักวันหนึ่ง เราจะต้องรู้สึกบาป ผิดมากขึ้น และเคารพตัวเองน้อยลงอย่างแน่นอน ถ้าทนไม่ได้ที่จะบอกแม่ว่า เราเกลียดแม่ ไม่อยากเจอแม่ กับคนอื่นเราสามารถที่จะเมตตาและให้อภัยได้เสมอ แต่เราทำใจอย่างนั้นกับแม่ไม่ได้

นี่คือทุกข์ของเรา ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนไม่ดีพอเลย และสิ่งที่เราเรียกว่าทำดี (กับคนอื่น) เป็นเพียงความตอแหลของเราเท่านั้น มีอะไรแม้แต่สักน้อยนิดที่ทำให้คิดถึงแม่ ความโกรธแค้นชิงชังจะพุ่งพล่านไปทั้งตัว กว่าจะสงบลงได้ เราก็แทบจะบ้าและเจ็บปวดไปหลายวันทีเดียว เราหวังว่าสักวันหนึ่งถ้าเรามีลูก เราจะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด และความซาบซึ้งในขณะคลอดลูกคงจะลดความรู้สึกชั่วร้ายเหล่านี้ลงได้บ้าง แต่เราก็ตระหนักชัดถึงสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ของตัวเอง ทำให้เรารู้ว่า เราไม่มีวันที่จะมีวันนั้น เราป่วยทางจิตและวุฒิภาวะเรายังไม่เหมาะที่จะแต่งงานมีครอบครัว เราคงเบรคดาวน์ถ้าครอบครัวที่เราฝันอยากจะมีมานานมีอันต้องจบลงหรือแหลกสลายเพราะตัวเองเป็นต้นเหตุ

จาก

คนป่วยที่ไม่ยอมกินยา

📌 แล้วเราก็ปรึกษากัน

นามสมมติของคุณนั้นบอกให้รู้แล้วว่า ไม่มีคำแนะนำใครจะช่วยได้ ตราบเท่าที่ผู้ป่วยไม่ยอมกินยา ความเจ็บปวดจากโรคภัยก็จะคงยังอยู่ต่อไป

ทั้งนี้เพราะเหตุผลใดๆ อันควรไม่ควรนั้น ดูคุณก็เข้าใจเป็นอันดีอยู่แล้ว ถึงพูดไปก็เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมตตาหรือการให้อภัยต่อแม่ก็ตาม

แต่เนื่องจากคุณอยู่ในอาชีพพยาบาล คุณก็คงจะรู้อยู่แล้วว่ามีโรคภัยไข้เจ็บอยู่มากมายทีเดียว ที่สามารถหายได้โดยไม่ได้ใช้ยาอะไรช่วยเลย เพราะที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นยาได้ดีกว่าระบบของร่างกายเราเอง การรักษาที่ดีที่สุดก็คือการทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่จะเผชิญและต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฉันใดฉันนั้น ความเจ็บป่วยทางใจของคุณเวลานี้ อาจทุเลาขึ้นจนหายขาดไปได้ เมื่อปล่อยให้กาลเวลาได้ทำงานของมันต่อไปบ้าง แต่ทั้งนี้ก็ต้องทำให้ใจของคุณเองมีสุขภาพอนามัยที่ดีเพื่อรักษาตัวเองได้ด้วย

จะทำให้ใจอยู่ในสภาพอย่างนั้นได้คงต้องหันกลับมาทำความเข้าใจอย่างลึกๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง ไม่ใช่รับรู้แต่ความขมขื่นปวดร้าว หรือค่านิยมของความกตัญญูรู้คุณซึ่งสังคมกำหนดขึ้นจากกรณีปกติ ไม่ใช่กรณีพิเศษแบบของคุณ

ความกตัญญูต่อผู้บังเกิดเกล้านั้นอาจเป็นความดีในตัวของมันเอง หรือเป็นกลไกอย่างหนึ่งของสังคมนับแต่โบราณกาลกำหนดขึ้น เพื่อช่วยให้เกิดความผาสุกและความเจริญแก่สังคม เราจะไม่เข้าไปตัดสินชี้ขาดในเรื่องนี้ แต่อยากให้คุณเห็นว่าความกตัญญูต่อผู้บังเกิดเกล้านั้นอย่างน้อยก็ต้องเป็นกลไกทางสังคมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน เด็กจะได้รับการเลี้ยงดู อบรม และฝึกฝนอาชีพได้ก็อาศัยคำสอนเรื่องความกตัญญูรู้คุณเพื่อให้การอบรมสั่งสอนของพ่อแม่เป็นไปโดยสะดวก ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นหลักประกันว่าในวัยชรานั้น พ่อแม่ก็ยังได้รับการดูแลให้ได้รับความสุขความสบายตามสมควร

แต่ในขณะเดียวกัน สังคมก็หวังว่า พ่อแม่ต้องปฏิบัติตามที่มุ่งหวัง คือ ดูแลอบรมเลี้ยงดูลูกเป็นอย่างดี ความกตัญญูเมื่อมองด้วยสายตาของกลไกทางสังคมเช่นนี้แล้ว ก็เป็นภารกิจที่ต้องกระทำแก่กันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพึงปฏิบัติแต่ข้างเดียว

เท่าที่คุณเล่ามาในจดหมายนั้น ผมเห็นว่าคุณได้ปฏิบัติต่อแม่ของคุณ ‘พอสมควร’ แล้ว กล่าวคือ ยังให้ความเคารพอยู่บ้าง อุปการะเท่าที่พอใจจะอุปการะ

ไม่มีความจำเป็นอย่างไรที่คุณจะต้อง ‘รัก’ แม่ที่ขาดความรับผิดชอบเช่นนั้น ความรู้สึกไม่ผูกพันต่อแม่จึงไม่ใช่ความผิดแต่อย่างใด ส่วนความรู้สึกถึงกับ ‘เกลียด’ นั้นแม้ว่าน่าเห็นใจก็เป็นความรู้สึกที่ควรขจัดไปเสีย เพราะมันเร่าร้อน ไม่ให้ความสุขแก่ใครที่มีความรู้สึกนี้ต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเขาจะเป็นแม่หรือไม่ก็ตาม

ผมคิดว่าการขจัดความเกลียดที่ดีคือ ความเข้าใจความรู้สึกของตนเองให้ดี คุณต้องรู้สึกเกลียดแม่เพราะคุณรู้สึกว่าต้อง ‘รัก’ แม่ใช่หรือไม่ และเพราะรักแม่ไม่ได้จึงรู้สึกเสมอว่าเขาเป็นผู้ทำให้คุณล้มเหลว เพราะฉะนั้นสิ่งที่แรกที่เห็นจะต้องยอมรับความจริงเสียว่า คุณไม่ ‘ต้อง’ รักแม่อย่างเขาอื่น มีความรู้สึกตามธรรมชาติของคุณโดยไม่ไปบิดเบือนมัน

จากนั้นความเข้าใจและการให้อภัยน่าจะตามมาเอง

อ่านจดหมายฉบับอื่นๆ ที่
https://www.voicetv.co.th/read/AwGcghVSK

บรรยากาศงานปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาที่ผ่านมาค่ะ ณ ห้องริมน้ำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
09/08/2026

บรรยากาศงานปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาที่ผ่านมาค่ะ ณ ห้องริมน้ำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

07/08/2026
พรุ่งนี้นะค้าาทุกคนน..7 สิงหา ปาฐกถานิธิ โดย ศ.พวงทอง ภวัครพันธุ์หรือรับฟัง Live สดตลอดงานจากเพจศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร,...
06/08/2026

พรุ่งนี้นะค้าาทุกคนน..
7 สิงหา ปาฐกถานิธิ
โดย ศ.พวงทอง ภวัครพันธุ์

หรือรับฟัง Live สดตลอดงานจากเพจศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, ประชาไท,มติชนออนไลน์ และเพจนี้

7 สิงหา ไม่ใช่แค่วันรพี7 สิงหา ไม่ใช่แค่วันเสียงปืนแตกพคท.7 สิงหา เป็นวันปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์ ด้วย7 สิงหา 2566 อาจารย...
03/08/2026

7 สิงหา ไม่ใช่แค่วันรพี
7 สิงหา ไม่ใช่แค่วันเสียงปืนแตกพคท.
7 สิงหา เป็นวันปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์ ด้วย

7 สิงหา 2566 อาจารย์จากไป ปีถัดมา 2567 มีการจัดกิจกรรมบรรรยายสาธารณะโดยคณาจารย์หลายมหาวิทยาลัย และปี 2568 เป็นต้นมา เป็นปาฐกถาประจำปี ที่ต่อด้วยวงเสวนาคิดต่อจากนิธิ
ย้อนชมกิจกรรมปาฐกถานิธิฯปีที่แล้ว กันค่ะ

 #ปาฐกถานิธิ 2569 #พวงทอง ภวัครพันธุ์ #กองทัพกับความมั่นคง ? #7สิงหา69"หัวใจสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ คือ ‘ความชอบธรรม’...
01/08/2026

#ปาฐกถานิธิ 2569
#พวงทอง ภวัครพันธุ์
#กองทัพกับความมั่นคง ?
#7สิงหา69

"หัวใจสำคัญของความมั่นคงแห่งชาติ คือ ‘ความชอบธรรม’ ของการใช้อำนาจและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของคนในชาติ ซึ่งต้องเริ่มจากความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประชาชนกับกองทัพ ธุรกิจกองทัพที่กระทำในนามความมั่นคงและเพื่อสวัสดิการของกำลังพลจำเป็นต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีประสิทธิภาพ ตลอดจนคุ้มครองศักดิ์ศรีของทหารทุกระดับ ประการสำคัญ ต้องคำนึงถึงสิทธิและความเสมอภาคของประชาชนในฐานะเจ้าของทรัพยากรของประเทศ ปราศจากความชอบธรรมและการยอมรับกับประชาชน กองทัพอาจกลายเป็นปัญหาความมั่นคงของชาติเสียเอง"

(ใจความสำคัญตอนหนึ่งจากปาฐกถานิธิฯประจำปี 2569 โดย ศ.พวงทอง ภวัครพันธุ์)

"อันที่จริงในการเข้าสู่สังคมสมัยใหม่โดยส่วนใหญ่ ความศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่ถูกท้าทายอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ ไม่เฉพาะแต่คว...
27/07/2026

"อันที่จริงในการเข้าสู่สังคมสมัยใหม่โดยส่วนใหญ่ ความศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่ถูกท้าทายอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ ไม่เฉพาะแต่ความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเท่านั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทางโลกอื่นๆ ก็ถูกท้าทายได้เหมือนกัน วิธีรับมือกับความเสื่อมสลายของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสังคมอื่นมีอยู่สองอย่าง คือสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ใหม่ที่ผู้คนล่วงละเมิดไม่ได้ ..
อย่างที่สองคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เก่าเปิดตัวรับคำวิพากษ์วิจารณ์ได้เต็มที่ แต่ปรับตัวโดยการเน้นประโยชน์ต่อสังคมของตนให้มาก และตอบสนองต่อคำวิจารณ์อย่างแนบเนียน ถึงอย่างไร สถาบันศักดิ์สิทธิ์เดิมนั้นก็มี “ทุน” ทั้งทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ พอจะตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจดิบโดยขาดความถูกต้องตามกฎระเบียบและความชอบธรรม

(บทความ'ความเปลี่ยนแปลง' มติชนสุดสัปดาห์ 24 มิถุนายน 2563)

 #วาทะนิธิ"วันไหนๆก็จะมาถึง วันที่เราไม่อยากให้มาถึง ก็จะมาถึง วันที่เราอยากให้มาถึง ก็จะมาถึง"
24/07/2026

#วาทะนิธิ
"วันไหนๆก็จะมาถึง วันที่เราไม่อยากให้มาถึง ก็จะมาถึง วันที่เราอยากให้มาถึง ก็จะมาถึง"

ที่อยู่

Chiang Mai
50200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คิดถึงอาจารย์นิธิผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์