10/08/2026
นิธิ เอียวศรีวงศ์ ปัญญาชนสาธารณะ นักประวัติศาสตร์คนสำคัญของยุคสมัย เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 7 ส.ค.2566 ด้วยวัย 83 ปี
หากนึกถึงนิธิ ผู้คนน่าจะนึกถึงบทความกระตุ้นสมองในมติชนสุดสัปดาห์ หรืองานชิ้นสำคัญอย่าง 'ปากไก่และใบเรือ: รวมความเรียงว่าด้วยวรรณกรรม และประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์' หรือ 'ลัทธิพิธีเสด็จพ่อ ร.5' หรืออื่นๆ อีกมากมาย
แต่น้อยคนจะรู้ว่านิธิเคยเป็นคอลัมน์นิสต์ตอบปัญหาหัวใจ ความสัมพันธ์ และเรื่องจิปาถะ ในนิตยสารแพรวอยู่ยุคหนึ่งในช่วงราวทศวรรษ 2530 ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเขาทำงานนี้อยู่กี่ปี่ และทำโดยไม่เปิดเผยตัว จนเมื่อนิธิเสียชีวิตนักวิชาการหลายคนได้เขียนไว้อาลัยโดยพูดถึงบทบาทนี้ของเขา
‘รังรอง’ คือนามปากกาของเขาภายใต้คอลัมน์ ‘แล้วเราก็ปรึกษากัน’ ในนิตยสารแพรว เป็นการโต้ตอบกับผู้อ่านที่ส่งคำถามมาขอคำแนะนำจิปาถะ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ ไม่ว่ากับพ่อแม่ สามี ภรรยา เพื่อน ฯลฯ เสมือนหนึ่งเป็น ‘พี่อ้อย-พี่ฉอด’ ที่คอยตอบปัญหาหัวใจในยุคสมัยนี้
ในโอกาสนี้ ‘วอยซ์’ คัดสรรตัวอย่างบางส่วนจากคอลัมน์ดังกล่าวในนิตยสารแพรวที่วางแผงในปี 2530 เพื่อให้ได้ระลึกถึงนิธิในอีกรูปแบบหนึ่ง นอกจากจะได้เห็นมิติของวิธีคิด และศิลปะการอธิบายชวนผู้อ่านคิดในมุมใหม่ๆ ของนิธิแล้ว ยังได้เห็นบริบทของสังคมไทยในช่วงเกือบ 40 ปีที่แล้วด้วย
ตัวอย่างของจดหมายฉบับหนึ่ง
📌เกลียดแม่
รังรอง,
เราเขียนถึงคุณหลายรอบแล้วล่ะ แต่เรียบเรียงความคิดไม่ค่อยจะจบสักที หวังว่าคราวนี้คงจะจบ เผื่อว่าเราจะหาทางออกสำหรับความคิดของตัวเองที่ดีขึ้นบ้าง
เราเป็นลูกคนกลางของพ่อ-แม่ ในจำนวน 5 คน เขาเลิกกันตอนเราเริ่มจำความได้พอดี ศาลตัดสินให้เราอยู่กับพ่อ แต่กว่าจะตัดสินกันได้ ทั้งพ่อ-แม่-ศาลรู้ไหมว่า ความจำครั้งแรกในชีวิตของเราคือ พ่อ-แม่ รุมทึ้งเราเพียงใด ด้วยความโกรธแค้นกัน เขาแทบจะผ่าเราเป็นครึ่งเพียงเพราะจะเอาชนะกัน ตัดสินแล้วก็ไม่ใช่จะแล้วเสร็จแค่นั้น แม่ขโมยเราจากพ่อเสมอ พ่อก็ไปทวงกลับมา ไม่ว่าจะมีเวลาอยู่กับฝ่ายไหน คำพูดของแต่ละฝ่ายก็คือการประณามกัน เรารู้เมื่อโตขึ้นว่าทั้งสองฝ่ายผิดเท่าๆ กันในเรื่องเงื่อนไขที่ทำไม่ให้อยู่ด้วยกัน แต่เนื่องจากเราอยู่กับพ่อ ความรู้สึกผูกพันจึงมาข้างพ่อมากกว่า แม้ว่าพ่อจะเคยทำโทษเรารุนแรงขนาดไหนก็ตาม หลังจากไปพรากเรามาจากแม่ได้แล้ว
ตอนที่เลิกกัน พ่อ-แม่แบ่งสมบัติกันคนละครึ่งเพราะตั้งตัวมาด้วยกัน แต่พ่อส่งเสียลูกทั้งหมดเรื่องการเรียน ในขณะที่แม่ไม่เคยรับผิดชอบ ลูกทุกคนอยู่ในชั้นเรียนดีเยี่ยม สอบได้ที่ 1 ตลอดรวมทั้งเราด้วย พี่เราสองคนอยู่กับพ่อ เดี๋ยวนี้มีงานทำรับผิดชอบตัวเองได้และเผื่อแผ่มายังพ่อแม่น้องๆ ได้ด้วย น้องสองคนอยู่กับแม่ ตอนนี้เป็นคนไร้ค่า ไม่รู้จักโต เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมทำงานประจำ เรียน ปวช.ยังไม่จบด้วยซ้ำ
เราเองเติบโตมาด้วยความขมขื่น พ่อมีแม่ใหม่หลังจากเลิกกับแม่ไม่นานนัก ก็เป็นแม่เลี้ยงนิยายน้ำเน่าทั่วไปน่ะแหละ แต่เราอดทนเพราะมุ่งมั่นที่จะเรียนหนังสือให้ได้เท่านั้นเอง ตื่นมาส่งของตี 2 ถึง 10 โมงเช้า ไปโรงเรียนสาย นับวันนับคืนที่จะเติบโตรับผิดชอบตัวเองได้ ส่วนดีส่วนเดียวที่ได้จากพ่อคือ ความขยันและอดทน ทั้งจากงานหนักและการโขกสับจากแม่เลี้ยง
วันที่พ่อทะเลาะกับแม่เลี้ยง พ่อจะด่าผู้หญิงที่เคยเป็นเมียทุกคนโดยเฉพาะแม่ว่าขี้เกียจแม้กระทั่งเลี้ยงลูก น้องคนหนึ่งของเราหูหนวกเพราะแม่ไม่ยอมให้กินนมแม่ และนอนกินนมขวดเอง แม่ไปกับผู้ชายอื่น ในขณะที่นมไหลเข้าหู เรานับวันที่จะพิสูจน์ว่าความจริงอันโหดร้ายนี้ไม่ใช่ความจริง แต่แม่ไม่เคยมีสิ่งใดที่จะมาช่วยลดข้อกล่าวหาของพ่อได้เลย แม่เปลี่ยนผู้ชายครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยมาหาเราแม้ในยามที่เราเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล ไม่เคยรู้สึกเลยว่าเราต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บกับเสื้อกันหนาวบางๆ ตอนตี 2 บนมอเตอร์ไซค์เพื่อไปส่งของ ลำพังคนเดียวระยะทาง 20 กว่ากิโล แม่ซึ่งมาหาเรา 2 ครั้งหลังจากเราเข้าเรียนประถมจนจบมหาลัย ครั้งแรกมาบอกให้เราออกไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อหารายได้ได้เร็วๆ ครั้งที่ 2 เพื่อมาขอเงินทั้งๆ ที่เราอดอาหารมื้อกลางวันเพื่อจะซื้อหนังสือหรือเสื้อฟอร์มสักตัว ตอนนั้นเราไม่มีจะให้จริงๆ แต่ตอนนี้เรามีเงินอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อยากให้
ตอนนี้เราเรียนจบพยาบาลจ้ะ เพราะสอบได้ทุน เป็นวิธีเดียวที่เราจะมีอาชีพที่ดีได้อย่างสบายกว่าเรียนอย่างอื่น และเหนือสิ่งอื่นใด เราได้รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น หลังจากคิดว่าตัวเองไร้ค่ามานาน เราอยู่แผนกเด็ก ได้มีโอกาสชดเชยความรู้สึกที่เราขาดไปเมื่อตอนเด็กๆ ให้แก่เด็กๆ ทั้งใน รพ.และนอกรพ. มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เรารักน้องมาก ให้ความรัก+เอาใจใส่มากเท่าที่โอกาสให้ได้ เราจะมีความสุข มีชีวิตที่ดีในทุกๆ ด้านทีเดียวตอนนี้ ถ้าไม่มีอะไรมาสะกิดใจให้นึกถึงแม่ ยิ่งเราทุ่มเทให้ความเอาใจใส่เด็กๆ มากเพียงใด เรายิ่งได้ข้อพิสูจน์เพิ่มขึ้นอีกมากมายว่า แม่ที่ไม่รักลูกแม้เพียง 1 ใน 1000 ของที่รักตัวเองนั้นมีอยู่มากมายเหลือเกิน แม่ที่ปล่อยให้ลูกถูกข่มขืนตั้งแต่อายุ 12 เพราะกลัวพ่อเลี้ยงเด็กจะทิ้งตัวเอง ก็เลยปล่อยลูกสาวให้เป็นเมียน้อยตัวเอง แม่ที่ดึงผ้าห่มจากลูกที่ไม่สบายอยู่บนเตียงรพ.ช่วงอากาศตอนตี 4 กำลังหนาวเหน็บ แม่ที่ทุบตีลูก แม่ที่ให้ลูกหาเงินเลี้ยงแม่ตั้งแต่ 7-8 ขวบโดยตัวเองไม่ทำอะไร แม่ที่ตัวเองต้องกิ่นอิ่มนอนอุ่นก่อน ลูกเป็นยังไงก็ช่าง ฯลฯ เรารู้สึกเจ็บปวดรุนแรงไปกับเด็กเหล่านั้นด้วยเสมอ และรู้สึกว่านั่นแหละแม่ของเราล่ะ
ทุกวันนี้แม่มาหาเราบ่อยขึ้น มาขอเงินจ้ะ เราก็ให้บ้างไม่ให้บ้างแล้วแต่อารมณ์ แต่ส่วนใหญ่คือไม่ให้ เพราะเพียงแค่เห็นหน้าแม่ เราก็จะจมอยู่ในกองทุกข์ เจ็บป่วยด้วยอาการใดอาการหนึ่งเสมอ เศร้าหมองและไร้ความสุขไปหลายวัน ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลาเพราะไม่อยากจะให้อะไรแก่แม่ ไม่อยากเห็นหน้า อยากบอกว่าเกลียดแม่ เกลียดผู้หญิงทุกๆ คน ที่ไม่รับผิดชอบลูก แต่ก็รู้สึกว่าเป็นบาป-ผิด แม่เองก็เอาเราไปประจานว่าเนรคุณ ไม่เห็นแค่คุณที่อุ้มท้องมา เราอยากบอกด้วยซ้ำว่า ถ้าเลือกได้จะไม่เกิดมามีชีวิตที่ทุกข์ระทมขมขื่น ท่ามกลางความเกลียดชังทั้งหลาย พี่สาวก็เกลียดเราด้วย พี่ชายก็พยายามข่มขืนเราหลายครั้งตอนเราอายุ 11-12 เราไม่เคยว่าอะไรแม่ เพียงแต่เราเฉยเมยไม่พูดไม่จา แต่เรารู้ว่าสักวันหนึ่ง เราจะต้องรู้สึกบาป ผิดมากขึ้น และเคารพตัวเองน้อยลงอย่างแน่นอน ถ้าทนไม่ได้ที่จะบอกแม่ว่า เราเกลียดแม่ ไม่อยากเจอแม่ กับคนอื่นเราสามารถที่จะเมตตาและให้อภัยได้เสมอ แต่เราทำใจอย่างนั้นกับแม่ไม่ได้
นี่คือทุกข์ของเรา ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนไม่ดีพอเลย และสิ่งที่เราเรียกว่าทำดี (กับคนอื่น) เป็นเพียงความตอแหลของเราเท่านั้น มีอะไรแม้แต่สักน้อยนิดที่ทำให้คิดถึงแม่ ความโกรธแค้นชิงชังจะพุ่งพล่านไปทั้งตัว กว่าจะสงบลงได้ เราก็แทบจะบ้าและเจ็บปวดไปหลายวันทีเดียว เราหวังว่าสักวันหนึ่งถ้าเรามีลูก เราจะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด และความซาบซึ้งในขณะคลอดลูกคงจะลดความรู้สึกชั่วร้ายเหล่านี้ลงได้บ้าง แต่เราก็ตระหนักชัดถึงสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ของตัวเอง ทำให้เรารู้ว่า เราไม่มีวันที่จะมีวันนั้น เราป่วยทางจิตและวุฒิภาวะเรายังไม่เหมาะที่จะแต่งงานมีครอบครัว เราคงเบรคดาวน์ถ้าครอบครัวที่เราฝันอยากจะมีมานานมีอันต้องจบลงหรือแหลกสลายเพราะตัวเองเป็นต้นเหตุ
จาก
คนป่วยที่ไม่ยอมกินยา
📌 แล้วเราก็ปรึกษากัน
นามสมมติของคุณนั้นบอกให้รู้แล้วว่า ไม่มีคำแนะนำใครจะช่วยได้ ตราบเท่าที่ผู้ป่วยไม่ยอมกินยา ความเจ็บปวดจากโรคภัยก็จะคงยังอยู่ต่อไป
ทั้งนี้เพราะเหตุผลใดๆ อันควรไม่ควรนั้น ดูคุณก็เข้าใจเป็นอันดีอยู่แล้ว ถึงพูดไปก็เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมตตาหรือการให้อภัยต่อแม่ก็ตาม
แต่เนื่องจากคุณอยู่ในอาชีพพยาบาล คุณก็คงจะรู้อยู่แล้วว่ามีโรคภัยไข้เจ็บอยู่มากมายทีเดียว ที่สามารถหายได้โดยไม่ได้ใช้ยาอะไรช่วยเลย เพราะที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นยาได้ดีกว่าระบบของร่างกายเราเอง การรักษาที่ดีที่สุดก็คือการทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่จะเผชิญและต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฉันใดฉันนั้น ความเจ็บป่วยทางใจของคุณเวลานี้ อาจทุเลาขึ้นจนหายขาดไปได้ เมื่อปล่อยให้กาลเวลาได้ทำงานของมันต่อไปบ้าง แต่ทั้งนี้ก็ต้องทำให้ใจของคุณเองมีสุขภาพอนามัยที่ดีเพื่อรักษาตัวเองได้ด้วย
จะทำให้ใจอยู่ในสภาพอย่างนั้นได้คงต้องหันกลับมาทำความเข้าใจอย่างลึกๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง ไม่ใช่รับรู้แต่ความขมขื่นปวดร้าว หรือค่านิยมของความกตัญญูรู้คุณซึ่งสังคมกำหนดขึ้นจากกรณีปกติ ไม่ใช่กรณีพิเศษแบบของคุณ
ความกตัญญูต่อผู้บังเกิดเกล้านั้นอาจเป็นความดีในตัวของมันเอง หรือเป็นกลไกอย่างหนึ่งของสังคมนับแต่โบราณกาลกำหนดขึ้น เพื่อช่วยให้เกิดความผาสุกและความเจริญแก่สังคม เราจะไม่เข้าไปตัดสินชี้ขาดในเรื่องนี้ แต่อยากให้คุณเห็นว่าความกตัญญูต่อผู้บังเกิดเกล้านั้นอย่างน้อยก็ต้องเป็นกลไกทางสังคมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน เด็กจะได้รับการเลี้ยงดู อบรม และฝึกฝนอาชีพได้ก็อาศัยคำสอนเรื่องความกตัญญูรู้คุณเพื่อให้การอบรมสั่งสอนของพ่อแม่เป็นไปโดยสะดวก ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นหลักประกันว่าในวัยชรานั้น พ่อแม่ก็ยังได้รับการดูแลให้ได้รับความสุขความสบายตามสมควร
แต่ในขณะเดียวกัน สังคมก็หวังว่า พ่อแม่ต้องปฏิบัติตามที่มุ่งหวัง คือ ดูแลอบรมเลี้ยงดูลูกเป็นอย่างดี ความกตัญญูเมื่อมองด้วยสายตาของกลไกทางสังคมเช่นนี้แล้ว ก็เป็นภารกิจที่ต้องกระทำแก่กันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพึงปฏิบัติแต่ข้างเดียว
เท่าที่คุณเล่ามาในจดหมายนั้น ผมเห็นว่าคุณได้ปฏิบัติต่อแม่ของคุณ ‘พอสมควร’ แล้ว กล่าวคือ ยังให้ความเคารพอยู่บ้าง อุปการะเท่าที่พอใจจะอุปการะ
ไม่มีความจำเป็นอย่างไรที่คุณจะต้อง ‘รัก’ แม่ที่ขาดความรับผิดชอบเช่นนั้น ความรู้สึกไม่ผูกพันต่อแม่จึงไม่ใช่ความผิดแต่อย่างใด ส่วนความรู้สึกถึงกับ ‘เกลียด’ นั้นแม้ว่าน่าเห็นใจก็เป็นความรู้สึกที่ควรขจัดไปเสีย เพราะมันเร่าร้อน ไม่ให้ความสุขแก่ใครที่มีความรู้สึกนี้ต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเขาจะเป็นแม่หรือไม่ก็ตาม
ผมคิดว่าการขจัดความเกลียดที่ดีคือ ความเข้าใจความรู้สึกของตนเองให้ดี คุณต้องรู้สึกเกลียดแม่เพราะคุณรู้สึกว่าต้อง ‘รัก’ แม่ใช่หรือไม่ และเพราะรักแม่ไม่ได้จึงรู้สึกเสมอว่าเขาเป็นผู้ทำให้คุณล้มเหลว เพราะฉะนั้นสิ่งที่แรกที่เห็นจะต้องยอมรับความจริงเสียว่า คุณไม่ ‘ต้อง’ รักแม่อย่างเขาอื่น มีความรู้สึกตามธรรมชาติของคุณโดยไม่ไปบิดเบือนมัน
จากนั้นความเข้าใจและการให้อภัยน่าจะตามมาเอง
อ่านจดหมายฉบับอื่นๆ ที่
https://www.voicetv.co.th/read/AwGcghVSK