ข่าวออนไลน์ - Online news

ข่าวออนไลน์ - Online news ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ข่าวออนไลน์ - Online news, องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร, พุทธมณฑลสาย 4 เขต ทวีวัฒนา, Sa Kaeo.

สรุปเหตุการณ์ “ไข่ขาว” จากไปอย่างกะทันหัน เจ้าของออกมาชี้แจงสาเหตุทั้งหมดวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 คุณพลอย เจ้าของแมวชื่อ...
06/02/2026

สรุปเหตุการณ์ “ไข่ขาว” จากไปอย่างกะทันหัน เจ้าของออกมาชี้แจงสาเหตุทั้งหมด

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 คุณพลอย เจ้าของแมวชื่อ “ไข่ขาว” ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอชี้แจงถึงสาเหตุการเสียชีวิตของไข่ขาว หลังเกิดกระแสความสงสัยในสังคมออนไลน์ โดยยอมรับว่าไม่ได้ออกมาชี้แจงตั้งแต่ช่วงแรก และขออภัยต่อทุกคนที่เป็นห่วง

คุณพลอยระบุว่า ไข่ขาวได้รับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และไม่เคยพบปัญหาด้านสุขภาพใด ๆ มาก่อน เป็นแมวที่แข็งแรง ไม่เคยมีประวัติป่วยร้ายแรง ไข่ขาวเป็นแมวจรที่เธอรับมาเลี้ยง คาดว่ามีอายุมากกว่า 10 ปี แต่ยังดูแข็งแรงและมีพฤติกรรมคล้ายแมววัยรุ่น

ในวันเกิดเหตุ ไข่ขาวมีการหยอกล้อและตบกันกับแมวอีกตัวชื่อ “ไข่เจียว” จนเล็บของไข่เจียวไปเกี่ยวบริเวณดวงตาของไข่ขาว ทำให้เยื่อตาฉีกขาด เจ้าของจึงรีบนำตัวไปพบสัตวแพทย์ทันที

เมื่อถึงโรงพยาบาล สัตวแพทย์ได้ทำแผลและทำความสะอาดบริเวณดวงตา โดยขณะนั้นไข่ขาวไม่มีอาการผิดปกติอื่น หลังจากรับตัวกลับบ้าน ระหว่างอยู่บนรถไข่ขาวเริ่มมีอาการหอบ แต่เมื่อถึงบ้านอาการดังกล่าวก็หายไป น้องสามารถเดินภายในบ้านได้ตามปกติและลงนอนพัก

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่ถึง 5 นาที ไข่ขาวเกิดอาเจียนเป็นเลือด เจ้าของจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลสัตว์ที่ใกล้ที่สุด ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 5 นาที แต่ระหว่างทางไข่ขาวมีอาการช็อกและหยุดหายใจ

เมื่อถึงโรงพยาบาล สัตวแพทย์ได้พยายามช่วยชีวิตด้วยการปั๊มหัวใจ ให้ออกซิเจน และฉีดยา แต่ไม่เป็นผล หลังปั๊มหัวใจ 2 รอบยังไม่สามารถช่วยชีวิตได้ และมีเลือดออกทางปากและจมูก อาการทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคุณพลอยอยู่กับร่างของไข่ขาวประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนที่ร่างจะเริ่มแข็งตัว จึงตัดสินใจนำไปประกอบพิธีฌาปนกิจ

สัตวแพทย์สรุปสาเหตุการเสียชีวิตว่า ไข่ขาวเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ประกอบกับอายุที่ค่อนข้างมาก โดยคุณพลอยยืนยันว่าได้ดูแลไข่ขาวอย่างดีที่สุดตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียใจให้กับผู้ที่ติดตามเรื่องราวของไข่ขาวเป็นจำนวนมาก และกลายเป็นอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของภาวะสุขภาพสัตว์เลี้ยง แม้จะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดก็ตาม

#คดีดัง
#คดีสะเทือนขวัญ
#ย้อนรอยคดีดัง
#แฟ้มคดีสยอง
#คดีฆาตกรรม
#คดีอาชญากรรม
#โศกนาฏกรรม
#ความรุนแรง
#อาชญากรรมในสังคม
#บทเรียนจากสังคม
#คดีในความทรงจำ
#ข่าวอาชญากรรม
#คดีจริง
#คดีดัง
#ข่าววันนี้
#ข่าวด่วน
#คดีสะเทือนขวัญ
#โซเชียลอันตราย
#โลกออนไลน์
#ออนไลน์มรณะ
#ภัยออนไลน์
#อาชญากรรม
#สังคมต้องรู้
#เตือนภัยสังคม
#เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

คดีสะเทือนขวัญญี่ปุ่น: “คดีปาดคอซาเซโบ” กับคำถามใหญ่เรื่องเยาวชนและความรับผิดทางกฎหมายคดีฆาตกรรมที่เมืองซาเซโบ จังหวัดนา...
06/02/2026

คดีสะเทือนขวัญญี่ปุ่น: “คดีปาดคอซาเซโบ” กับคำถามใหญ่เรื่องเยาวชนและความรับผิดทางกฎหมาย

คดีฆาตกรรมที่เมืองซาเซโบ จังหวัดนางาซากิ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) นับเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วประเทศญี่ปุ่น และถูกสื่อต่างชาตินำเสนอในวงกว้าง เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นเด็กนักเรียนหญิงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 อายุเพียง 12 ปี

เหตุการณ์เกิดขึ้นภายในโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่ง โดยผู้ก่อเหตุได้ทำร้ายเพื่อนร่วมชั้นเรียนหญิง อายุ 11 ปี คือ ซาโตมิ มิทาไร (Satomi Mitarai) จนเสียชีวิตในห้องเรียน หลังเกิดเหตุ เด็กหญิงผู้ก่อเหตุเดินกลับเข้าห้องเรียนตามปกติ ทั้งที่เสื้อผ้าเปื้อนเลือด และมีท่าทีสงบนิ่ง สร้างความตกตะลึงให้กับเพื่อนและครูในโรงเรียนเป็นอย่างมาก ภาพถ่ายที่ถูกบันทึกไว้หลังเหตุการณ์ทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดเป็นหลักฐานในเวลาต่อมา

ตามกฎหมายคุ้มครองผู้เยาว์ของญี่ปุ่น ตำรวจไม่สามารถเปิดเผยชื่อและใบหน้าของผู้ต้องหาได้ จึงใช้ชื่อสมมติว่า “เด็กหญิง A” ในรายงานข่าว อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานั้นอินเทอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทสำคัญในสังคมญี่ปุ่น ทำให้มีผู้ไม่ทราบฝ่ายนำภาพถ่ายที่อ้างว่าเป็นภาพจริงของเด็กหญิงผู้ก่อเหตุออกเผยแพร่บนโลกออนไลน์

ภาพดังกล่าวเป็นภาพถ่ายหมู่กับเพื่อนและครู โดยเด็กหญิงสวมเสื้อสีน้ำเงินเข้มที่มีคำว่า “Nevada” พิมพ์อยู่บนเสื้อ ส่งผลให้ชาวเน็ตญี่ปุ่นเรียกเธอว่า “เนวาด้าจัง” หรือ “เนวาดะ-ตัน (Nevada-tan)” ซึ่งเป็นคำเรียกที่แพร่หลายในเว็บบอร์ดชื่อดังอย่าง 2channel

ปรากฏการณ์ที่สร้างความกังวลในสังคมคือ กระแสตอบรับต่อเด็กหญิงผู้ก่อเหตุในโลกออนไลน์กลับไม่เป็นไปในเชิงประณาม หากแต่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนหนึ่งยกย่องและทำให้เธอกลายเป็นบุคคลที่ถูกพูดถึงในลักษณะคล้าย “ไอดอล” เกิดแฟนไซต์ ภาพแฟนอาร์ต เพลง การ์ตูน ไปจนถึงสินค้าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งนำไปสู่คำวิจารณ์อย่างหนักถึงบทบาทของสื่อและจริยธรรมในสังคมออนไลน์

เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2547 ศาลครอบครัวจังหวัดนางาซากิ มีคำตัดสินว่าเด็กหญิงผู้ก่อเหตุมีความผิดจริงในคดีฆาตกรรม โดยมีคำสั่งให้ควบคุมความประพฤติเป็นเวลา 2 ปี และส่งตัวเข้ารับการฟื้นฟูพฤติกรรมในสถานพัฒนาและคุ้มครองเด็ก จังหวัดโทจิงิ ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ศาลมีคำสั่งขยายระยะเวลาคุมประพฤติออกไปอีก 2 ปี

ในวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2548 โรงเรียนที่เกิดเหตุได้จัดทำอัลบั้มสำเร็จการศึกษา โดยบรรจุภาพของผู้เสียชีวิตและเด็กหญิง A ไว้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้เสียชีวิต บิดาของซาโตมิเป็นผู้รับใบประกาศนียบัตรแทนบุตรสาว พร้อมกล่าวขอบคุณทางโรงเรียน

หลังปี พ.ศ. 2551 หน่วยงานท้องถิ่นปฏิเสธการให้ข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับชีวิตปัจจุบันของเด็กหญิงผู้ก่อเหตุ ข่าวคราวของเธอจึงค่อย ๆ เงียบหายไปจากสังคม และไม่มีการยืนยันว่าเธอใช้ชีวิตอยู่ที่ใดในปัจจุบัน

คดีนี้จุดกระแสถกเถียงในสังคมญี่ปุ่นอย่างกว้างขวาง เกี่ยวกับความเหมาะสมของกฎหมายที่ใช้กับเยาวชนที่ก่อคดีร้ายแรง รวมถึงบทบาทของอินเทอร์เน็ตและสื่อออนไลน์ต่อพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน จนนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการทบทวนกฎหมายและเพิ่มมาตรการให้ความรู้ด้านการใช้สื่อดิจิทัลอย่างเหมาะสมในระบบการศึกษา

แม้เวลาจะผ่านมากว่าสองทศวรรษ แต่ “คดีปาดคอซาเซโบ” ยังคงถูกกล่าวถึงในฐานะบทเรียนสำคัญของสังคมญี่ปุ่น ว่าด้วยความรับผิดชอบของสื่อ กฎหมาย และการดูแลเยาวชนในยุคดิจิทัล

#คดีดัง
#ข่าววันนี้
#ข่าวด่วน
#คดีสะเทือนขวัญ
#โซเชียลอันตราย
#โลกออนไลน์
#ออนไลน์มรณะ
#ภัยออนไลน์
#อาชญากรรม
#สังคมต้องรู้
#เตือนภัยสังคม
#เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย
#คดีดัง
#คดีสะเทือนขวัญ
#ย้อนรอยคดีดัง
#แฟ้มคดีสยอง
#คดีฆาตกรรม
#คดีอาชญากรรม
#โศกนาฏกรรม
#ความรุนแรง
#อาชญากรรมในสังคม
#บทเรียนจากสังคม
#คดีในความทรงจำ
#ข่าวอาชญากรรม
#คดีจริง

ย้อนคดีสะเทือนใจ “น้องกอหญ้า”เด็กหญิงวัยเกือบ 3 ขวบ กับเหตุการณ์ปริศนาในห้องปิดตาย และบทเรียนการคุ้มครองเด็กกรณีของ “น้อ...
06/02/2026

ย้อนคดีสะเทือนใจ “น้องกอหญ้า”
เด็กหญิงวัยเกือบ 3 ขวบ กับเหตุการณ์ปริศนาในห้องปิดตาย และบทเรียนการคุ้มครองเด็ก

กรณีของ “น้องกอหญ้า” หรือ เด็กหญิงกชกร กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สังคมไทยจดจำ จากโศกนาฏกรรมภายในบ้านพักย่านประชาอุทิศ ซึ่งเริ่มต้นจากการเสียชีวิตของมารดา และนำไปสู่คำถามด้านมนุษยธรรม การคุ้มครองเด็ก และความรับผิดชอบของผู้ใหญ่รอบตัว

ความผิดปกติในบ้านเงียบ
ช่วงต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 เพื่อนบ้านในซอยประชาอุทิศ 44 แยก 6 สังเกตเห็นความเงียบผิดปกติจากบ้านเลขที่ 86/437 ซึ่งเป็นที่พักของ นางอรนัดดา ไทยสกุลทอง (อ๋อม) มารดาเลี้ยงเดี่ยววัย 36 ปี เธอไม่ไปทำงานหลายวัน และไม่ปรากฏตัวตามกิจวัตรเดิม

ขณะเดียวกัน เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันรายงานว่า ได้ยินเสียงผิดปกติจากภายในบ้านในช่วงกลางคืนและยามเช้า เช่น เสียงขวดนม เสียงน้ำไหล และเสียงกล่อมเด็กแผ่วเบา สร้างความกังวลใจให้ผู้พักอาศัยใกล้เคียง
การพบศพและเด็กในห้องปิดตาย

วันที่ 10 ตุลาคม 2554 นางจุฑามน ผู้เป็นป้าของเด็ก ตัดสินใจเข้าไปตรวจสอบ ภายในห้องนอนชั้น 2 พบร่างของอ๋อมเสียชีวิตบนเตียง สภาพศพแสดงว่าเสียชีวิตมาแล้วหลายวัน ผลการชันสูตรภายหลังระบุสาเหตุจากอาการโรคลมชักกำเริบ

ท่ามกลางเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่พบ น้องกอหญ้า วัย 2 ปี 10 เดือน อยู่ภายในห้องเดียวกัน เด็กมีสภาพมอมแมมจากการอยู่ในพื้นที่เดียวกับศพเป็นเวลาหลายวัน แต่ไม่ปรากฏอาการอ่อนแรงหรือขาดอาหารอย่างที่ควรจะเป็น

ห้องดังกล่าวถูกล็อกจากด้านใน ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงการใช้ชีวิตของเด็กตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหน้าที่สอบถาม เด็กให้ข้อมูลตามประสาเด็กว่าอยู่กับแม่ และแม่ยังดูแลเรื่องนมให้ตามปกติ คำบอกเล่าดังกล่าวยิ่งเพิ่มความฉงนแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง

คำมั่นสัญญาและการเปลี่ยนแปลงชีวิต
หลังพิธีศพ ญาติฝ่ายแม่รับตัวน้องกอหญ้าไปดูแล พร้อมให้คำมั่นว่าจะเลี้ยงดูเด็กอย่างดีที่สุด เพื่อทดแทนการสูญเสียมารดา ในเวลานั้น ทุกฝ่ายเชื่อว่าเด็กจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ในปีถัดมา มีรายงานว่าการเลี้ยงดูดังกล่าวกลับกลายเป็นปัญหา น้องกอหญ้าถูกปฏิบัติไม่เหมาะสมและเผชิญกับการลงโทษรุนแรงเกินขอบเขต เพื่อนบ้านและผู้เกี่ยวข้องเริ่มแจ้งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการคุ้มครองเด็ก

การช่วยเหลือและการคืนสิทธิผู้ปกครอง
เมื่อข้อมูลไปถึง บิดาแท้จริงของเด็ก เขาได้ติดต่อหน่วยงานภาครัฐทันทีเพื่อขอความช่วยเหลือ แม้จะมีข้อจำกัดด้านความเป็นอยู่ แต่บิดาแสดงความตั้งใจชัดเจนที่จะรับผิดชอบดูแลบุตรสาว

วันที่ 31 กรกฎาคม เด็กถูกส่งตัวเข้ารับการตรวจร่างกายและประเมินสภาพจิตใจที่โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองของหน่วยงานรัฐ เพื่อแยกออกจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย

ภายหลังการพิจารณา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมติ คืนสิทธิการดูแลให้บิดาโดยชอบธรรม นับเป็นจุดสิ้นสุดของวงจรความรุนแรง และเป็นการเริ่มต้นใหม่ของเด็กหญิงที่ผ่านทั้งความสูญเสียและความทุกข์ยากมาในวัยอันน้อย

บทเรียนของสังคม
กรณีน้องกอหญ้าไม่เพียงสะท้อนโศกนาฏกรรมในครอบครัว แต่ยังตอกย้ำความสำคัญของระบบคุ้มครองเด็ก การติดตามการอุปการะ และบทบาทของสังคมในการเฝ้าระวัง เด็กคนหนึ่งอาจรอดพ้นจากความตาย แต่ยังต้องการ “บ้านที่ปลอดภัย” อย่างแท้จริง เพื่อเติบโตอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

#คดีดัง
#คดีสะเทือนขวัญ
#ย้อนรอยคดีดัง
#แฟ้มคดีสยอง
#คดีฆาตกรรม
#คดีอาชญากรรม
#โศกนาฏกรรม
#ความรุนแรง
#อาชญากรรมในสังคม
#บทเรียนจากสังคม
#คดีในความทรงจำ
#ข่าวอาชญากรรม
#คดีจริง
#คดีดัง
#ข่าววันนี้
#ข่าวด่วน
#คดีสะเทือนขวัญ
#โซเชียลอันตราย
#โลกออนไลน์
#ออนไลน์มรณะ
#ภัยออนไลน์
#อาชญากรรม
#สังคมต้องรู้
#เตือนภัยสังคม
#เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

♟️ ย้อนคดีสะเทือนขวัญปี 2560“เปรี้ยว” กับคดีฆาตกรรมอำพรางศพ ที่สังคมไทยยังไม่ลืมคดีฆาตกรรมที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับสั...
05/02/2026

♟️ ย้อนคดีสะเทือนขวัญปี 2560
“เปรี้ยว” กับคดีฆาตกรรมอำพรางศพ ที่สังคมไทยยังไม่ลืม

คดีฆาตกรรมที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับสังคมไทยอย่างรุนแรง เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2560 ที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อเจ้าหน้าที่พบศพหญิงสาวถูกแยกร่างเป็นสองส่วน บรรจุถุงดำและนำไปฝังกลบในพื้นที่ป่า อำเภอเขาสวนกวาง เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในยุคนั้น

ผู้เสียชีวิตและผู้ต้องหา
ผู้เสียชีวิตคือ นางสาวพรทิพย์ (แอ๋ม) อายุ 22 ปี หญิงสาวที่คนใกล้ชิดระบุว่าเป็นคนขยัน สุภาพ และมีมนุษยสัมพันธ์ดี
ขณะที่ผู้ต้องหาหลักคือ นางสาวปวีณา หรือ “เปรี้ยว” หญิงสาวบุคลิกโดดเด่น หน้าตาดี และใช้ชีวิตแบบเปิดเผยในโลกออนไลน์ จนไม่มีใครคาดคิดว่าจะตกเป็นผู้ก่อเหตุในคดีร้ายแรงนี้

แรงจูงใจและการวางแผน
จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า สาเหตุของคดีเกิดจากความขัดแย้งเรื่องเงินและปัญหาส่วนตัวที่สะสมมาระยะหนึ่ง ประกอบกับปัจจัยเรื่องยาเสพติด ผู้ต้องหาหลักร่วมกับเพื่อนอีก 3 คน วางแผนล่อลวงผู้เสียชีวิตขึ้นรถยนต์ ก่อนก่อเหตุฆาตกรรมภายในรถ และนำศพไปอำพรางในพื้นที่ป่าห่างไกล

พฤติกรรมหลังเกิดเหตุ
หนึ่งในประเด็นที่สร้างความตกตะลึงแก่สังคม คือพฤติกรรมของผู้ต้องหาหลังเกิดเหตุ โดยนางสาวเปรี้ยวได้หลบหนีออกนอกประเทศไปยัง สปป.ลาว และยังคงเคลื่อนไหวบนสื่อสังคมออนไลน์ โพสต์ภาพถ่ายส่วนตัวในลักษณะปกติ ราวกับไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น

ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นจุดที่ทำให้คดีได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม พร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนทั่วประเทศ

การจับกุมและคำพิพากษา
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดได้บริเวณชายแดน นางสาวเปรี้ยวให้การรับสารภาพ ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ก่อนลดโทษเหลือ 34 ปี 6 เดือน ตามกระบวนการทางกฎหมาย ปัจจุบันผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ

คดีที่ยังเป็นบทเรียนสังคม
คดีนี้ไม่ได้สะเทือนขวัญเพียงเพราะความรุนแรงของการก่อเหตุ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงด้านมืดของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และภาพลักษณ์ที่อาจไม่สอดคล้องกับตัวตนที่แท้จริง

แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี ชื่อของ “เปรี้ยว” ยังคงถูกจดจำในฐานะหนึ่งในคดีฆาตกรรมที่สร้างคำถามต่อสังคมว่า ความไว้ใจ และความขัดแย้งเล็กน้อย หากไม่ได้รับการจัดการ อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่อาจย้อนคืนได้

#คดีดัง
#คดีสะเทือนขวัญ
#ย้อนรอยคดีดัง
#แฟ้มคดีสยอง
#คดีฆาตกรรม
#คดีอาชญากรรม
#โศกนาฏกรรม
#ความรุนแรง
#อาชญากรรมในสังคม
#บทเรียนจากสังคม
#คดีในความทรงจำ
#ข่าวอาชญากรรม
#คดีจริง
#คดีดัง
#ข่าววันนี้
#ข่าวด่วน
#คดีสะเทือนขวัญ
#โซเชียลอันตราย
#โลกออนไลน์
#ออนไลน์มรณะ
#ภัยออนไลน์
#อาชญากรรม
#สังคมต้องรู้
#เตือนภัยสังคม
#เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

♟️ ย้อนคดีถึงที่สุด…จากการลักพาตัว สู่ลานประหาร🩸 “กิ่งแก้ว ลอสูงเนิน” นักโทษหญิงผู้ถูกจดจำจากเหตุการณ์ประหารที่ไม่สิ้นสุ...
05/02/2026

♟️ ย้อนคดีถึงที่สุด…จากการลักพาตัว สู่ลานประหาร
🩸 “กิ่งแก้ว ลอสูงเนิน” นักโทษหญิงผู้ถูกจดจำจากเหตุการณ์ประหารที่ไม่สิ้นสุดในครั้งแรก

หนึ่งในคดีอาชญากรรมที่สะเทือนขวัญและถูกกล่าวถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์เรือนจำไทย คือคดีของ กิ่งแก้ว ลอสูงเนิน นักโทษหญิงซึ่งถูกตัดสินประหารชีวิตในปี พ.ศ. 2521 จากคดีลักพาตัวและสังหารเด็กชายวัย 6 ขวบ เหตุการณ์ในวันประหารชีวิตได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องเล่าที่ฝังอยู่ในความทรงจำของสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นของคดี

กิ่งแก้วเป็นหญิงชาวจังหวัดนครราชสีมา เคยมีประวัติการเข้ารับการรักษาทางจิตเวช และทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กในครอบครัวฐานะดีแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ขณะนั้นเธออาศัยอยู่กับสามีชื่อ ปิ่น และรู้จักกับชายอีกคนหนึ่งชื่อ เกษม

จากคำให้การในสำนวนคดี ระบุว่า ปิ่นและเกษมเคยเสนอให้กิ่งแก้วลักพาตัวเด็กที่เธอดูแล เพื่อนำไปเรียกค่าไถ่ แต่กิ่งแก้วปฏิเสธในช่วงแรก เนื่องจากเกิดความผูกพันกับเด็กชาย

ต่อมา กิ่งแก้วถูกให้ออกจากงาน หลังมีปัญหาเรื่องการทำงานบ้าน ทำให้เธอเกิดความไม่พอใจ และตัดสินใจเข้าร่วมแผนการลักพาตัวในที่สุด
การลักพาตัวและการเรียกค่าไถ่

กิ่งแก้วเดินทางไปที่โรงเรียนของเด็กชาย และรับตัวออกมาก่อนเวลา โดยไม่มีผู้ใดสงสัย ในคืนวันเดียวกัน ครอบครัวของเด็กได้รับการติดต่อเรียกค่าไถ่ โดยกำหนดให้วางเงินไว้บริเวณทางรถไฟในยามค่ำคืน ใช้สัญลักษณ์ผืนธงเป็นจุดสังเกต

อย่างไรก็ตาม การส่งมอบเงินไม่เป็นไปตามที่คนร้ายต้องการ เงินไม่ถึงมือผู้ก่อเหตุ และหลังจากนั้น เด็กชายก็ไม่ปรากฏตัวอีกเลย
ใครคือผู้ลงมือ

ในคำรับสารภาพ กิ่งแก้วยืนยันว่า เธอไม่ได้เป็นผู้ลงมือสังหารโดยตรง แต่ถูกสามีบังคับให้จับมือแทงเด็กชายสองครั้ง ขณะที่เด็กพยายามร้องขอชีวิต ก่อนที่สามีจะลงมือสังหารเด็กและนำศพไปฝังกลบ พร้อมข่มขู่ไม่ให้เธอเปิดเผยเรื่องดังกล่าว

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมกิ่งแก้วได้ และในช่วงแรก เธอเป็นผู้ต้องโทษเพียงรายเดียว ก่อนที่ปิ่นและเกษมจะถูกดำเนินคดีในภายหลัง ทั้งหมดถูกตัดสินประหารชีวิต

วันประหารที่ไม่จบลงในครั้งแรก
ในวันประหารชีวิต กิ่งแก้วให้การยืนยันซ้ำว่า “ตนเองไม่ผิด” และมีอาการเป็นลมก่อนถูกนำตัวไปผูกกับหลักประหาร ซึ่งมีลักษณะคล้ายไม้กางเขน อาวุธปืนถูกเล็งไปยังตำแหน่งหัวใจ

เมื่อเพชฌฆาตลั่นไก กระสุนหลายนัดไม่สามารถปลิดชีวิตเธอได้ทันที รวมถึงสิ้นกระสุนชุดแรกถึง 10 นัด กิ่งแก้วยังคงมีสัญญาณชีพ และมีเสียงร้องขอให้เรียกแพทย์

เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการประหารชีวิตเป็นครั้งที่สอง ซึ่งครั้งนี้ได้ยุติชีวิตของกิ่งแก้วลง เช่นเดียวกับปิ่นและเกษมที่ถูกประหารในวันเดียวกัน

คดีที่ยังถูกกล่าวถึง
แม้คดีจะสิ้นสุดลงตามกระบวนการยุติธรรม แต่เรื่องราวของกิ่งแก้ว ลอสูงเนิน ยังคงถูกเล่าขานในเรือนจำบางขวางและในสังคมไทย ในฐานะหนึ่งในคดีประหารชีวิตที่สร้างคำถามถึงบทบาท ความรับผิด และความเป็นธรรม ว่าเธอเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด หรือเป็นผู้รับกรรมแทนผู้อื่น
คดีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงคดีฆาตกรรมเด็ก แต่เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์อาชญากรรม ที่ยังคงทิ้งคำถามไว้ให้สังคมไทยตรึกตรอง

#คดีดัง
#คดีสะเทือนขวัญ
#ย้อนรอยคดีดัง
#แฟ้มคดีสยอง
#คดีฆาตกรรม
#คดีอาชญากรรม
#โศกนาฏกรรม
#ความรุนแรง
#อาชญากรรมในสังคม
#บทเรียนจากสังคม
#คดีในความทรงจำ
#ข่าวอาชญากรรม
#คดีจริง
#คดีดัง
#ข่าววันนี้
#ข่าวด่วน
#คดีสะเทือนขวัญ
#โซเชียลอันตราย
#โลกออนไลน์
#ออนไลน์มรณะ
#ภัยออนไลน์
#อาชญากรรม
#สังคมต้องรู้
#เตือนภัยสังคม
#เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

‼️ย้อนรอยคดีสะเทือนขวัญจากโลกออนไลน์‼️🧧💥 เมื่อการพูดคุยผ่านโซเชียล นำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิดคดีนี้สะท้อนด้านมืด...
05/02/2026

‼️ย้อนรอยคดีสะเทือนขวัญจากโลกออนไลน์‼️
🧧💥 เมื่อการพูดคุยผ่านโซเชียล นำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด

คดีนี้สะท้อนด้านมืดของความสัมพันธ์ในโลกออนไลน์ ซึ่งจบลงด้วยการสูญเสียชีวิตของเด็กหญิงวัยเพียง 14 ปี เหตุเกิดจากการนัดพบผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ก่อนจะกลายเป็นคดีฆาตกรรมที่สังคมตั้งคำถามมาจนถึงวันนี้ ว่าแท้จริงแล้วเป็นอุบัติเหตุ หรือการกระทำโดยเจตนา
คดี “ออนไลน์มรณะ”

เหตุการณ์เกิดขึ้นในคืนวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559 ภายในบ้านปูนชั้นเดียวแห่งหนึ่ง ในหมู่บ้านดอนนกเขา อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา บ้านหลังดังกล่าวเป็นที่พักอาศัยของนายเต้ย วัย 17 ปี ซึ่งพักอาศัยอยู่ตามลำพัง ภายหลังบิดามารดาแยกทางกัน

ในคืนเกิดเหตุ นายเต้ยได้ชักชวนเพื่อนชายอีก 2 คน ได้แก่ นายเก็ต และ นายปฏิภาณ มาร่วมดื่มสุราที่บ้าน ต่อมาได้ติดต่อผ่านแชตออนไลน์ ชวนเด็กหญิงอุ๊ วัย 14 ปี เพื่อนร่วมโรงเรียน มาร่วมวงสังสรรค์ โดยมีเพื่อนหญิงของเด็กหญิงอุ๊มาด้วยอีก 1 คน

เวลาล่วงเลยไปจนประมาณ 23.00 น. เพื่อนหญิงของเด็กหญิงอุ๊ได้ขอตัวกลับบ้าน เหลือเพียงเด็กหญิงอุ๊อยู่กับเพื่อนชายทั้งสามคน หลังจากนั้น เด็กหญิงอุ๊ได้เข้าไปพักผ่อนที่เตียงซึ่งกั้นด้วยม่าน อยู่ห่างจากจุดดื่มสุราไม่มากนัก

ไม่นานต่อมา นายปฏิภาณ วัย 18 ปี ได้เดินเข้าไปในบริเวณดังกล่าว โดยพยานให้การว่า เขาเดินออกมาและเข้าไปใหม่อีกครั้ง ก่อนจะมีเสียงร้องว่า “อย่า อย่า” ดังขึ้นหลายครั้ง จากนั้นมีผู้พบเห็นนายปฏิภาณเดินออกไปด้านหลังบ้าน เพื่อนำสิ่งของบางอย่าง ซึ่งเชื่อว่าเป็นอาวุธปืนลักษณะคล้ายปืนปากกา

เพียงไม่กี่นาทีถัดมา ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัดจากหลังม่าน นายปฏิภาณรีบวิ่งออกจากบ้านและขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีทันที ส่วนเพื่อนที่เหลือได้เข้าไปพบเด็กหญิงอุ๊ถูกยิงเข้าที่บริเวณหน้าอกด้านซ้าย นอนอยู่ใต้ผ้าห่มในอาการสาหัส เจ้าหน้าที่กู้ชีพเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ เนื่องจากกระสุนปืนยิงในระยะประชิด ทำให้หัวใจฉีกขาด เด็กหญิงอุ๊เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมนายปฏิภาณได้ในพื้นที่อำเภอเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุ โดยอ้างว่าขณะเกิดเหตุอยู่ในอาการมึนเมา พยายามล่วงละเมิดทางเพศผู้ตาย แต่ถูกปฏิเสธ จึงนำปืนปากกาออกมาข่มขู่ ก่อนที่ปืนจะลั่นโดยไม่ได้ตั้งใจ

อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนระบุว่า บาดแผลของผู้เสียชีวิตมีเขม่าดินปืนจำนวนมาก บ่งชี้ถึงลักษณะการยิงในระยะประชิด จึงไม่สอดคล้องกับคำให้การของผู้ต้องหา

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหานายปฏิภาณในหลายข้อหา ได้แก่
1.ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
2.ครอบครองอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยไม่ได้รับอนุญาต
3.พาอาวุธปืนติดตัวไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

ข้อมูลเพิ่มเติมระบุว่า เด็กหญิงอุ๊รู้จักกับนายเต้ย เจ้าของบ้านเป็นอย่างดี และเคยมาเยือนบ้านหลังดังกล่าวหลายครั้ง ขณะที่นายปฏิภาณอ้างว่าเพิ่งรู้จักผู้ตายผ่าน Facebook ได้เพียง 2 วันก่อนเกิดเหตุ แต่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตยืนยันว่า เด็กหญิงอุ๊ไม่เคยรู้จักผู้ต้องหามาก่อน
สิ่งที่ยังคงเป็นประเด็นค้างคาใจ คือ บทบาทของเพื่อนชายอีกสองคนที่อยู่ในบ้านขณะเกิดเหตุ ว่ามีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเด็กหญิงอุ๊หรือไม่ ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏข้อมูลคำพิพากษาสรุปผลคดีอย่างเป็นทางการในสื่อสาธารณะ
คดีนี้ยังคงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนอันเจ็บปวด ที่สะท้อนอันตรายจากการนัดพบผ่านโลกออนไลน์ และความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืนได้

#คดีดัง
#คดีสะเทือนขวัญ
#ย้อนรอยคดีดัง
#แฟ้มคดีสยอง
#คดีฆาตกรรม
#คดีอาชญากรรม
#โศกนาฏกรรม
#ความรุนแรง
#อาชญากรรมในสังคม
#บทเรียนจากสังคม
#คดีในความทรงจำ
#ข่าวอาชญากรรม
#คดีจริง
#คดีดัง
#ข่าววันนี้
#ข่าวด่วน
#คดีสะเทือนขวัญ
#โซเชียลอันตราย
#โลกออนไลน์
#ออนไลน์มรณะ
#ภัยออนไลน์
#อาชญากรรม
#สังคมต้องรู้
#เตือนภัยสังคม
#เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

ที่อยู่

พุทธมณฑลสาย 4 เขต ทวีวัฒนา
Sa Kaeo
10170

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ข่าวออนไลน์ - Online newsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง ข่าวออนไลน์ - Online news:

แชร์