30/06/2026
ขอบคุณมากครับ ❣️
Figma Config 2026 : Reflection
----
ก่อนจะไปงาน Friends of Figma Bangkok Config Watch Party 2026 ผมมีโอกาสได้ดู Keynote จาก Youtube งาน Figma วันแรกมาบ้างแล้ว
----
พูดตรงๆ คือ ผมเฉยๆ ไม่ได้ว้าวเหมือนครั้งก่อนๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อน เห็น Figma เปิดตัว Motion, Shaders, Generative Plugins, Agent หรืออะไรใหม่ๆ แบบนี้ ผมคงตื่นเต้นมาก แต่รอบนี้ความรู้สึกแรกของผมคือ AI ตัวอื่นก็ทำได้คล้ายๆ กันนี่นา
----
แต่ถึงจะรู้สึกแบบนั้น ผมก็ยังอยากไปงานอยู่ดี เพราะอยากรู้ว่า คนอื่นคิดเหมือนเราไหม
----
อยากรู้ว่า Designer คนอื่นรู้สึกยังไงกับ Figma ในวันที่ AI tool รอบตัวเริ่มทำงานได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ
คนที่ยังใช้ Figma หนักๆ เขามองเรื่องนี้ยังไง
คนที่อยู่ในองค์กรใหญ่ เขาเจอข้อจำกัดแบบไหน
แล้วสิ่งที่เราคิดว่า “เฉยๆ” จริง ๆ แล้วมันเฉยเพราะฟีเจอร์ไม่ว้าว หรือเพราะ Workflow ของเราเปลี่ยนไปแล้วกันแน่
----
ผมเลยอยากไปฟังพี่ๆ ที่มีประสบการณ์มากกว่า ว่าเขามองอนาคตของ Figma, AI และบทบาท Designer ยังไง เผื่อจะมี Insight บางอย่างที่ไม่ได้อยู่ในหน้า Demo แต่อยู่ในประสบการณ์ของคนที่ต้องเอาของพวกนี้ไปใช้จริง และเผื่อว่าจะช่วย Crack ความคิดบางอย่างที่ผมมองไม่เห็นเอง
----
ซึ่งที่ผมบอกว่าเฉยๆ ไม่ใช่ว่าฟีเจอร์ไม่ดีนะ หลายอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะ Code Layers ที่ดูมี Potential มาก เพราะมันพูดถึงการทำงานกับ Code บน Canvas การ Sync กับ GitHub Repo และการ Push Change กลับไปได้ ถ้าทำได้จริงแบบที่โชว์ นี่คือสิ่งที่ผมรอจาก Figma มากที่สุด
----
เพราะตอนนี้สิ่งที่ผมต้องการจาก Tool ไม่ใช่แค่ “ทำให้ดูว้าว” แต่คือ “ทำให้งานออกไปถึง Dev ได้ไวขึ้นจริง” ทำยังไงให้ Design ไปต่อเป็น Code ได้ไวขึ้น ทำยังไงให้สิ่งที่อยู่ใน Figma ไม่ได้กลายเป็นแค่ภาพสวยๆ ที่ต้องไปเริ่มทำใหม่ใน Code อยู่ดี
----
ถ้า Code Layers เวิร์คจริง มันอาจเป็นเหตุผลให้ผมกลับไปมอง Figma ใหม่ เพราะนั่นคือสิ่งที่ตอบโจทย์ Workflow จริงของผมที่สุดในตอนนี้ แต่ถ้ายังใช้จริงไม่ได้ ยัง Sync กับงานจริงไม่ได้ ยัง Push Change ได้แบบครึ่งๆ กลางๆ ผมก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะกลับไปใช้ Figma ทำไม ในเมื่อทุกวันนี้หลายงานจบได้เร็วกว่าใน Claude Code หรือ AI ตัวอื่นๆ อยู่แล้ว
----
แน่นอนว่าอันนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละที่ด้วย Workflow ของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน บางที่ Designer ยังต้องทำไฟล์ Figma ละเอียดมากเพื่อส่งต่อทีม Dev บางที่มี Design System แข็งแรง บางที่เน้น Prototype บางที่ให้ Designer แตะ Code บางที่แยกหน้าที่ชัดมาก สิ่งที่ผมเล่าเลยไม่ใช่คำตอบเดียวของทุกคน ผมแทบไม่ได้เปิด Figma จริงจังมาเกือบ 2 เดือนแล้ว ไม่ใช่เพราะเลิกออกแบบ แต่เพราะงานหลายอย่างช่วงหลังมันจบได้ ด้วย AI หรือเครื่องมืออื่นๆ ได้เลย วันๆ คุยกับ AI ทั้งวันทั้งคืนมากกว่าคุยกับคน จะไปไหนทำอะไรก็พก Macbook ติดตัวตลอดเวลา
----
และพอผมอยู่ใน Workflow แบบนี้นานๆ Figma ก็เริ่มไกลออกไป เพราะสถานการณ์ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว ไม่ใช่เพราะ Figma แย่ แต่เพราะโลกการทำงานของผม มันเริ่มเปลี่ยนจาก “ออกแบบจอให้เสร็จ” ไปเป็น “ทำของให้รันได้เร็วที่สุด” ถ้าเครื่องมือไหนพาผมไปถึงของที่รันได้เร็วกว่า ผมก็ต้องไปทางนั้น ทำให้ถึงจะมีฟีเจอร์ใหม่ๆมา ก็แทบจะไม่มีเวลาให้ได้ใช้มันจริงๆเลย
----
เมื่อก่อน Figma เปิดตัวอะไร ผมถามว่า “ฟีเจอร์นี้ทำอะไรได้บ้าง?”
แต่ตอนนี้ผมถามว่า
“ฟีเจอร์นี้ทำให้งานผมเร็วขึ้นจริงไหม?”
“มันช่วยส่งงานให้ Dev ได้ไวขึ้นไหม?”
“มันลดงานซ้ำได้จริงไหม?”
“มันต่อกับ Code จริงได้แค่ไหน?”
“หรือสุดท้ายก็เป็นอีกฟีเจอร์ที่ดูดีตอน Demo แต่ไม่รอดในงานจริง?”
----
แต่สิ่งแปลกคือ ถึงผมจะไม่ได้ว้าวกับฟีเจอร์ใหม่เท่าเมื่อก่อน พอได้ไปนั่งอยู่ในงาน Config Watch Party จริงๆ กลับมีอะไรบางอย่างสะท้อนกลับมา ไม่ใช่สะท้อนว่า “ต้องกลับไปใช้ Figma” แต่สะท้อนว่า “อย่าลืมว่าตัวเองเป็น Designer”
----
ในงานมีประโยคหนึ่ง
“AI lowers the floor, but Designers raise the ceiling”
----
AI ทำให้เพดานต่ำลง คนที่ไม่เคยทำ UI ก็เริ่มทำได้ คนที่ไม่เคยเขียน Code ก็เริ่มเขียนได้ คนที่ไม่เคยทำ Prototype ก็เริ่มสร้างได้ คนที่ไม่เคยคิด Direction ก็ Generate ออกมาได้หลายทาง AI ทำให้การเริ่มต้นง่ายขึ้น แต่เพดานของงานไม่ได้สูงขึ้นเอง เพดานจะสูงขึ้นก็ต่อเมื่อ Designer ยังทำหน้าที่ของ Designer อยู่
----
ช่วงหลังผมเร็วขึ้นจริง แต่ผมก็ต้องถามตัวเองเหมือนกันว่า ความเร็วที่เพิ่มขึ้น มันพางานให้ดีขึ้นจริงไหม หรือแค่พางานให้เสร็จเร็วขึ้น
----
เรา Generate ได้เยอะขึ้น แต่ถาม Why น้อยลงหรือเปล่า
เราได้คำตอบเร็วขึ้น แต่เข้าใจปัญหาลึกขึ้นจริงไหม
เราคุยกับ AI เก่งขึ้น แต่คุยกับ User น้อยลงหรือเปล่า
----
มันเหมือนเรามีครัวอัตโนมัติที่ทำอาหารได้เร็วมาก แค่กดเมนู ใส่คำสั่ง รอไม่กี่นาทีจานก็ออกมา แต่คำถามคือ เราได้ชิมมันจริงๆ หรือยัง รู้ไหมว่ารสนี้เหมาะกับคนกินหรือเปล่า รู้ไหมว่าเขาแพ้อะไร ชอบอะไร กินเผ็ดได้แค่ไหน หรือเรากำลังดีใจแค่ว่าอาหารออกมาเร็ว
----
เซสชันของพี่ Vanitsata ที่พูดถึงเรื่องทำ Prototype สื่อว่ามันไม่ควรเป็นแค่ของกดโชว์ Flow แต่ควรเป็นพื้นที่ให้ User แสดงพฤติกรรมจริง เพราะ Insight หลายครั้งไม่ได้อยู่บนเส้นทางที่เราวางไว้ แต่อยู่ตรงจุดที่ User กดผิด ลังเล ย้อนกลับ หรือหลงในที่ที่เราคิดว่าชัดแล้ว
----
เซสชันของพี่ Thirawat ทำให้เห็นว่า Responsive Design ไม่ควรเป็นงานแก้หลายจอแบบซ้ำๆ จนเกิด Human Error แต่ควรเป็นระบบที่ Design one, Adapt Everywhere ได้จริง
----
อีกเซสชันที่ชอบคือของพี่ Apirak เรื่อง “UI ง่ายๆ โง่ๆ” คำนี้ฟังเหมือนง่าย แต่จริงๆ ยากมาก และสรุปไว้ว่า อย่าเชื่อผู้ใช้ อย่าเชื่อ AI ให้ AI ทำมาเยอะๆ เพราะของที่ดีไม่มีสูตรตายตัว มันขึ้นอยู่กับบริบทและปัญหาของผู้ใช้ ผู้ใช้บอกอะไรมาอย่าทำตาม หาให้เจอว่าเขามีปัญหาอะไร และตัวเลือกที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นได้คือเราต้องมีหลายตัวเลือกก่อน ถ้าเรามีตัวเลือกเดียวแปลว่าเราไม่ได้เลือกของที่ดีที่สุด
----
ช่วง Panel Discussion ของพี่ Apirak, พี่ Sutham, พี่ Tanon และพี่ Piyachon ที่มีประสบการณ์ในวงการมาแชร์ให้ฟัง มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ
แต่ประเด็นที่แทงใจผมมาก คือเรื่องกับดัก Design System ทุกวันนี้พอพูดถึง Design System เรามักนึกถึง Component, Variant, Token, Text style, Element และกล่องต่างๆ จนบางทีเราอาจลืมถามว่า เราได้เริ่มออกแบบจริงๆ หรือยัง Design System เป็นของดี มันช่วยให้ทีมเร็วขึ้น Consistent ขึ้น คุยกับ Dev ง่ายขึ้น ลดงานซ้ำ ลดความมั่ว แต่ถ้าเราโฟกัสผิด มันอาจเปลี่ยน Designer ให้กลายเป็นแค่คนจัดกล่อง อาจจะทำให้เราเริ่มห่างจากการออกแบบ เพราะเรายุ่งกับ “วิธีผลิต” จนลืม “การออกแบบ” เราอาจจะต้องกลับมาออกแบบก่อนหรือป่าว?
----
แล้วมีประโยคหนึ่งที่เหมือนตบหน้าเรียกสติผมมาก
ถ้าคุณไม่ได้ออกแบบ ก็อย่าเอาคำว่า Designer ไว้ข้างหลังตำแหน่งของคุณ
และอย่าแค่ทำงานให้เร็วขึ้น จนลืมออกแบบให้ดีขึ้น ดึงความเป็น Designer ของเรากลับมา
----
หลังจบงาน ผมไม่ได้รู้สึกว่าต้องกลับไปเปิด Figma ทุกวันเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองยังเป็น Designer และผมก็ยังไม่ได้คิดว่า Figma AI ณ ตอนนี้จะเก่งพอจะดึงผมกลับไปใช้แบบเต็มตัวในทันที
แต่ผมรู้สึกว่าต้องกลับไปถามคำถามแบบ Designer ให้มากขึ้น
----
เรากำลังออกแบบให้ใคร ปัญหาจริงคืออะไร อะไรคือบริบทที่ AI มองไม่เห็น ทำไมสิ่งนี้ควรถูกสร้าง และเราจะทำให้มันดีขึ้นกว่าคำตอบแรกได้ยังไง
----
Figma เป็นเครื่องมือ AI ก็เป็นเครื่องมือ Prompt ก็เป็นเครื่องมือ Claude Code ก็เป็นเครื่องมือ แต่ Design ไม่ได้เกิดจากเครื่องมือ Design เกิดจากวิธีที่เรามองปัญหา วิธีที่เราฟังคน วิธีที่เราเลือก และวิธีที่เรารับผิดชอบต่อสิ่งที่สร้างออกไป
----
บางทีงาน Config ปีนี้ไม่ได้ทำให้ผมว้าวกับ Figma เหมือนเมื่อก่อน แต่มันทำให้ผมกลับมาว้าวกับคำถามเดิมของงานออกแบบมากกว่า เรากำลังสร้างอะไร สร้างให้ใคร และมันควรถูกสร้างขึ้นมาทำไม
----
แต่ไม่ว่าจะใช้ Figma หรือไม่ใช้
สิ่งที่ผมไม่ควรเลิกใช้คือวิธีคิดแบบ Designer
----
สุดท้ายขอบคุณทีม Friend of Figma, Bangkok มากๆนะครับ งานออกมาดีมากๆ
----
ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะครับ
ถ้ามี feedback หรือติชม ตกหล่นตรงไหน
ผมยินดีรับทุกความเห็นเลยครับ
kods.dsign - โคตรดีไซน์
charun meedate
khao.oat