10/09/2026
ผ่านไปแล้วกับงาน POWER TO LIVE ครั้งที่ 2 2026
เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก World Su***de Prevention Day
เมื่อวันเสาร์ที่ 5 ก.ย. 69 ณ Meeting Room 3-5 ICONSIAM
“เมื่ออ่อนล้าจะคอยรับฟัง ถ้าหมดหวังจะส่งพลังให้กัน”
สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย (Thai Association for Su***de Prevention) ร่วมกับพันธมิตรเครือข่ายรณรงค์ป้องกันการฆ่าตัวตาย จัดกิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อร่วมป้องกันการฆ่าตัวตาย เดินหน้าเผยแพร่ช่องทางรับฟังความเห็น แนะนำ ปรึกษาให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุมทั่วประเทศแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะ ‘ชีวิต’ ยังต้องดำเนินอีกต่อไป
ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย กล่าววัตถุประสงค์การจัดงาน “การจัดงานครั้งนี้สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทยได้ร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร สมาคมเวชศาสตร์วิถีชีวิตและสุขภาวะไทย สมาคมสะมาริดันส์แห่งประเทศไทย สมาคมสายใยครอบครัว เครือข่ายก่อการต้านเศร้า โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท เจียไต๋ จำกัด CP All และศูนย์การค้า ICONSIAM จัดกิจกรรม เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ POWER TO LIVE 2026 ครั้งที่ 2 เนื่องในวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Su***de Prevention Day) เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านการป้องกันการฆ่าตัวตายแก่สาธารณชน
ทั้งนี้เพราะเป็นการสานต่อแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดให้วันที่ 10 กันยายนของทุกปีเป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก สมาคมฯได้จัดกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการป้องกันการฆ่าตัวตาย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ตลอดจนเสริมสร้างพลังใจ ความหวัง และการเห็นคุณค่าในตนเอง อันจะนำไปสู่การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสังคมเพื่อให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านวิกฤตชีวิตและดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความหมาย”
พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรือง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน
การเสวนา “ร่วมป้องกันการฆ่าตัวตาย”
ผู้ร่วมการเสวนา :
พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร
พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต
พล.ร.ต.นพ.วศิน บำรุงชีพ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย
คุณปวริศ สุขนิรันด์ ผู้อำนวยการสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย
ดำเนินการเสวนาโดย ผศ.)พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย
พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงปัญหาสุขภาพจิต นับเป็นปัญหาสำคัญของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากสภาวะความเป็นอยู่ของคนกรุงเทพฯที่มีแต่ความเร่งรีบ เริ่มจากการออกจากบ้าน ต้องเผชิญกับการจราจร หรือการทำมาหากิน ภาวะเศรษฐกิจ ไม่ใช่ชีวิตที่เรียบง่ายเหมือนชนบท สิ่งเหล่านี้ทำให้คนกรุงเทพฯ มีภาวะความเครียดสูงถึง 5% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ 2.7% จากการสำรวจพบว่าคนกรุงเทพฯมีความเครียดเล็กๆน้อยๆ ถึง 90% เครียดปานกลาง 6% และเครียดมาก 1% และพบว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าถึง 6%
จากข้อมูลยังพบว่าอายุเฉลี่ยของผู้ที่มีภาวะเสี่ยงโรคซึมเศร้ามากที่สุดคือกลุ่มอายุ 15-24 ปี รองลงเป็นกลุ่มวัยแรงงาน ทั้งนี้กรุงเทพมหานครยังเตรียมเริ่มสำรวจคัดกรองความเครียดในเด็กวัยเรียน โดยร่วมกับศูนย์สาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร คัดกรองเด็กระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนสังกัดกทม. 100 แห่ง (ร.ร.กทม. 437 แห่ง) เริ่ม 1 ตุลาคมนี้เพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาภาวะสุขภาพใจของเด็กกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่เบื้องต้น ก่อนที่เด็กจะมีภาวะความเครียดสะสม ทำให้เกิดอันตรายต่อตนเอง และคนรอบข้าง
พล.ร.ต.นพ.วศิน บำรุงชีพ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงปัจจุบันการทำร้ายตัวเองมีหลายด้าน ผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้ารุนแรง ทำลายตัวเอง บางครั้งปัจจัยมาจากความหุนหันพลันแล่น ภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ตัดสินแบบนั้น แต่ก็มีจำนวนค่อนข้างมากที่พบว่าการทำร้ายตนเองไม่ได้มาจากภาวะซึมเศร้า และไม่ได้หวังฆ่าตัวตาย แต่เป็นเพียงเพราะอารมณ์เป็นลบในขณะนั้น และต้องการลงโทษตัวเองเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่พบในกลุ่มวัยรุ่น เนื่องจากภาวะทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก คนในกทม.มักอยู่คนเดียว โดยเฉพาะเด็กอายุเพียง 17-18 ปีต้องอยู่ตามลำพัง จัดการทุกอย่างคนเดียว ทั้งการเรียน การงาน ทำให้มีความเครียดสะสมเกิดขึ้น
ดังนั้นต้องเพิ่มช่องทางการระบาย หรือการให้ความรู้เรื่องสุขภาพจิต ผ่าน เพจ หรือเฟสบุ๊ค รวมถึงในโรงเรียนต้องมีชมรม หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นให้อย่างน้อยเด็กได้ระบายออก เพราะการมีเพื่อนหรือมีคนรับฟังจะช่วยป้องกันความคิดลบได้ ขณะเดียวกันต้องรู้จักความภาคภูมิใจในตัวเอง และรู้จักให้อภัยตัวเองในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วย
พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ แพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กล่าวถึงสถิติการฆ่าตัวตายสำเร็จในคนไทย พบ 8 ต่อแสนประชากร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 2-3% แต่กลับพบว่าเด็กวัยรุ่นมีความพยายามฆ่าตัวตาย แต่ไม่สำเร็จ หรือจริงๆ แล้วไม่ได้คิดฆ่าตัวตาย เพียงแต่ต้องการ ทำร้ายตัวเอง เพื่อเป็นการปลดปล่อยความเครียดออกไป โดยพบในกลุ่มเด็ก 15 ปีขึ้นไป จำนวนถึง 140-170 ต่อแสนประชากร และรองลงมาเด็กอายุ 12-15 ปีจำนวน 30 ต่อแสนประชากร
ทั้งนี้เมื่อนำข้อมูลการทำร้ายตัวเองมาเปรียบเทียบกับอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จในกลุ่มวัยรุ่นจะพบว่า การฆ่าตัวตายสำเร็จมักจะมีปัจจัยของโรคทางจิตเวช ซึมเศร้า และยาเสพติดร่วมด้วย รวมถึงมีปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง
ดังนั้นการหยุดยั้งปัญหาการทำร้ายตัวเองจึงต้องหยุดการเข้าถึงอาวุธทุกชนิด เช่นเดียวกับประเทศเกาหลีใต้ที่พบคนฆ่าตัวตายจากการจุดเตาถ่าน เมื่อมีการควบคุมอัตราการฆ่าตัวตายก็ลดลง เช่นเดียวกับการกระโดดสะพานฆ่าตัวตายใน กทม. เมื่อมีการตั้งสายตรวจ ติดตั้งกล้องวงจรปิด อัตราการฆ่าตัวตายก็ลดลง
ส่วนเหตุความรุนแรงในเด็กวัยเรียน จากข่าวปัจจุบัน ทั้งเด็กใช้อาวุธปืนทำร้ายครู ,เพื่อน และตัวเอง ร่วมเด็กที่มีภาวะซึมเศร้า ใช้อาวุธปืนไปก่อเหตุในโรงเรียน ก็จะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการเข้าถึงอาวุธได้ง่าย ไม่ว่าเด็กจะมีภาวะจิตใจอย่างไร หากไม่เข้าถึงอาวุธก็ไม่สามารถก่อเหตุได้ ทั้งการทำร้ายตัวเอง และคนอื่น อย่างไรก็ตามทางโรงเรียนต้องเพิ่มมาตรการสอดส่อง และติดตามเด็กกลุ่มเสี่ยงเพื่อให้สามารถระงับเหตุได้ทัน เพราะส่วนใหญ่เด็กมักมีการส่งสัญญาณก่อนที่จะก่อเหตุ เช่น การบ่นกับเพื่อน
คุณปวริศ สุขนิรันด์ ผอ.สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลอด 38 ปี ของสะมาริตันส์ มีผู้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามผ่านหมายเลข 02-113-6789 เพื่อระบายและขอรับการรักษา ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่วัยทำงาน รองลงมากลุ่มวัยรุ่น อายุ 15-20 ปี โดยพฤติกรรมของกลุ่มวัยรุ่นเมื่อเผชิญกับภาวะความเครียด หรืออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงมักเลือกรับบริการผ่านช่องทางเพจความรู้ต่างๆ หรือสอบถามข้อมูลผ่านแชต รวมถึงการสอบถาม AI ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT เป็นต้น ดังนั้นต้องเพิ่มช่องทางการเข้าใจข้อมูล ความรู้ หรือการคัดกรอง สภาพจิตใจ รวมถึงการดูแลสภาพจิตใจอย่างไรเมื่อเผชิญปัญหาผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกันต้องเพิ่มทักษะการรับฟัง ไม่ตัดสิน ในกลุ่มผู้ปกครอง และครูในโรงเรียน เพราะการะบายผ่านช่องทาง AI แม้จะถือว่าเป็นการได้ระบายออก แต่ไม่สามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องและมีปฏิสัมพันธ์ได้ดีเทียบเท่ามนุษย์
ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย กล่าวในตอนท้ายว่า การสื่อสารเป็นช่องทางสำคัญในการกู้วิกฤตชีวิตได้ โดยเฉพาะปัญหาการฆ่าตัวตาย ทักษะการรับฟังโดยไม่ตัดสิน เพราะสาเหตุของการจบชีวิตมักมาจากรู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง หมดหวัง และหากคนในครอบครัวมี 1 คนที่ฆ่าตัวตาย มักเกิดผลกระทบกับคนในครอบครัวใกล้ชิดไม่ต่ำกว่า 6 คน เกิดบาดแผลทางใจ คิดวนๆ ซ้ำๆ เสี่ยงซึมเศร้า และนำไปสู่การจบชีวิตตาม นี่ยังไม่นับความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการฆ่าตัวตาย
“การรวมกันของจิตแพทย์ครั้งนี้จัดว่าเป็นการระดมความคิดเห็น ยับยั้ง ป้องกัน การฆ่าตัวตาย โดยพบว่าข้อมูลที่น่าตกใจที่วัยรุ่นส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมลงโทษตัวเองด้วยการทำร้ายร่างกายตัวเองเพิ่มมากขึ้น ชี้หน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนต้องเพิ่มช่องทางการสื่อสาร เพื่อยับยั้งให้สอดคล้องรับจริตของวัยรุ่น ทั้งแชตออนไลน์ ความรู้ผ่านเพจ ขณะเดียวกันต้องอบรมปลูกฝัง ‘ทักษะรับฟังโดยไม่ตัดสิน’ ให้ผู้ปกครอง และครูมากขึ้น เพื่อคลายปมในใจ”
การบรรยาย “มากกว่าความสุข...คือชีวิตที่มีความหมาย”
โดย ร.อ.ดร.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ นายกสมาคมเวชศาสตร์วิถีชีวิตและสุขภาวะไทย
การแบ่งปันประสบการณ์ “เรียนรู้เพื่อป้องกัน”
ผู้แบ่งปัน :
คุณฐิตินบ โกมลนิมิ กลุ่มเพื่อนผู้ป่วยซึมเศร้า
คุณเบนยามิน คริสต์แมน สมาคมสายใยครอบครัว
ผู้ดำเนินรายการ : คุณจันทรกานต์ กรรณสูต
Wokshop “ศิลปะสะท้อนใจ”
โดย ผศ.ดร.เลิศศิริร์ บวรกิตติ (นักศิลปะบำบัด) ประธานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย
กิจกรรม “เสริมสร้างความสุข”
โดย ว่าที่ ร.ต.หญิง พรธิภา เรืองฉาง กรรมการ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย
สนับสนุนของรางวัลโดย CP All
บูธภายในงาน
สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย รับสมัครสมาชิกสมาคม พร้อมรับของที่ระลึกเมื่อบริจาคสนับสนุนสมาคม
สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย เปิดพื้นที่รับฟังด้วยใจ พร้อมผลิตภัณฑ์เพื่อเยียวยาสุขภาพใจ
สมาคมสายใยครัว จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากฝีมือของผู้มีประสบการณ์กับโรคจิตเวช เพื่อฟื้นฟูศักยภาพและการดำรงชีพอย่างอิสระ
เครือข่ายก่อการต้านเศร้า พร้อมรับฟังทุกเรื่องราว และจำหน่ายหนังสือประสบการณ์ตรงกับโรคจิตเวช
CP All สนับสนุนเครื่องดื่มและอาหารว่าง พร้อมบริการทุกท่าน
การได้รับความรู้ ประสบการณ์ และกำลังใจที่ดีที่มีให้แก่กันของผู้เข้าร่วมงาน สร้างความสุขและความหวังให้ก้าวเดินต่อไป เพราะ “ชีวิต” ยังต้องดำเนินต่อไป
สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจและเข้าร่วมกิจกรรม
คอยติดตามรายละเอียดงาน HOPE : ISSLD #7 วันเสาร์ที่ 21 พ.ย. 69
เนื่องในวันผู้สูญเสียบุคคลใกล้ชิดจากการฆ่าตัวตายนานาชาติ ครั้งที่ 7
เร็วๆ นี้
#สปฆท #สุขภาพจิต