สปฆท - Thai Association for Suicide Prevention

สปฆท - Thai Association for Suicide Prevention TASP - สปฆท. สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย

07/07/2026
27/05/2026

👩‍🦰 สื่อกู้ชีวิตในฐานะเพื่อนมนุษย์ 🧑‍🦰

เพราะการฆ่าตัวตายไม่ใช่ปัญหาสุขภาพจิตเท่านั้น แต่เป็นการพังทลายของสุขภาพทั้ง 4 มิติ: กาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ จึงเกิดการคอลแลบ เชื่อมความร่วมมือระหว่างมิติสุขภาพจิต (Mental Health) และสุขภาวะทางปัญญา (Spiritual Health)

จิตวิวัฒน์ชวนติดตามการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก้าวแรกของการเวิร์กชอปสื่อเรื่องการสื่อสารเพื่อการป้องกันการฆ่าตัวตาย เพื่อให้นำเสนอได้อย่างสร้างสรรค์ เป็นประโยชน์ และถนอมใจผู้สูญเสีย

ศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา x สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย x กลุ่มเพื่อนผู้ป่วยซึมเศร้า x เครือข่ายก่อการต้านเศร้า ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ โดยการสนับสนุนจากสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

มีผู้เข้าร่วม 33 คน จากสื่อกระแสหลัก สื่อออนไลน์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิสระ อินฟลูเอนเซอร์ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรภาครัฐ สำนักพิมพ์ และนักศึกษาที่พาตัวและหัวใจมาเรียนรู้ร่วมกันเรื่องการสื่อสารเพื่อการป้องกันการฆ่าตัวตาย ในเวิร์กชอป "Life-Saving Narratives: สื่อกู้ชีวิต ในวิกฤตเศรษฐกิจซ้อนวิกฤตใจ" เมื่อ 23 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่ สสส. (ซอยงามดูพลี)

#ปลายปากกาของสื่อจะช่วยคนหรือฆ่าคนก็ได้

“สื่อ” เป็นผู้เล่นหลักที่มีบทบาทสำคัญในการชี้นำหรือกระตุกสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ผู้คนเผชิญแรงกดดันรอบด้านทั้งเศรษฐกิจ สังคม ที่ส่งผลถึงสุขภาพกาย ใจ และจิตวิญญาณ

ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย ให้ความเห็นว่า “สื่อสามารถกู้ชีวิตได้โดยเฉพาะในวิกฤต การฆ่าตัวตายเป็นเรื่องคนรู้สึกไม่มีคุณค่า หมดหวัง สื่อมวลชนสามารถเป็นเหมือนลมใต้ปีก สื่อสารให้เกิดพลังบวกได้ในยามที่คนอ่อนล้า”

คุณหมอย้ำถึงสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ ช่วยชีวิตคนได้อีกมหาศาล อยากให้สื่อร่วมกันทำคือการใส่ข้อมูลที่คนสามารถติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือได้ปิดท้ายทุกครั้งที่นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย คือ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ซึ่งเป็นบริการที่มีนักจิตวิทยาให้คำปรึกษาฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

พี่กี้ - จารุปภา วะสี ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา ผู้เคยคลุกคลีกับวงการสื่อในฐานะนักข่าว กล่าวว่า “สื่อสามารถเขียนข้อความให้คนมีที่พึ่งได้ สื่อเป็นคนสร้างบรรยากาศและความหวังให้สังคมอย่างมาก” นอกจากนี้ พี่กี้ยังชวนให้ผู้เข้าร่วมลองปลดทุกอย่างออก และเรียนรู้ไปด้วยกันในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง

#สื่อกู้ชีวิต

พี่แจง - ฐิตินบ โกมลนิมิ กระบวนกร (ผู้จัดกระบวนการ) ในเวิร์กชอปนี้ เป็นตัวจริงที่ไปสุดในทุกด้าน เป็นนักข่าวยาวนานกว่า 30 ปี เคยได้รับรางวัลข่าวยอดเยี่ยม “รางวัลอิศรา อมันตกุล” จากผลงานการขุดคุ้ยทุจริตยาในกระทรวงสาธารณสุข, มีความเข้าใจลึกซึ้งในโรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย, เป็นกระบวนกร ขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้ พี่แจงเริ่มกระบวนการด้วยการเช็คอินสร้างภูมิคุ้มกันใจ ให้ทักษะการดูแลตัวเองที่เชื่อมโยงมิติภายนอก-ภายในเข้าไว้ด้วยกัน เช่น การหายใจ แยกความคิดออกจากความรู้สึก การให้คุณค่าตัวเองและผู้อื่น และการฝึกขอความช่วยเหลือ

ต่อด้วย “สมอใจในพายุ” กิจกรรมที่ทำให้ผู้เข้าร่วมพบพื้นที่ปลอดภัยและคุณค่าความหมายในชีวิตของตัวเอง สลาย “ความเป็นคนใหม่ต่อกัน” ของวง และเชื่อมความรู้สึกของคนในวงไว้ด้วยกัน ผู้เข้าร่วมสะท้อนว่า ทำให้ได้กลับมาทบทวนชีวิตตัวเอง, ได้ฟังเสียงภายในและความต้องการของตัวเอง, ได้กลับมาเชื่อมโยงกับชีวิตตัวเอง, เห็นโลกหลายใบที่อยู่ภายในตัวเอง, มีตัวเราอีกคนที่อยู่ข้างในและบอกว่าเรารักตัวเอง, เชื่อมโยงกับจรรยาวิชาชีพ ถ้าเคารพในสิ่งที่เราเป็น... บางเรื่องเราจะไม่ทำ

#สุขภาวะทางปัญญา x สุขภาพจิต ร่วมแก้ปัญหาการฆ่าตัวตาย

พี่ตุ๊กตา - รัชนี วิศิษฎ์วโรดม กระบวนกรแนวพัฒนามิติด้านใน ศิษย์เก่าจิตตปัญญาศึกษา ม.มหิดล และ วารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์ จับไมค์ชวนคุยเรื่องสถานการณ์การป้องกันการฆ่าตัวตายซึ่งงานนี้เป็นครั้งแรกที่สุขภาวะทางปัญญาจับมือกับสุขภาพจิต

คุณหมอปราการให้ข้อมูลว่า มีคนวงในใกล้ชิดของผู้จบชีวิตอย่างน้อย 6 คน ได้รับผลกระทบ เช่น คู่สมรส ลูก พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนสนิท แม้จะกะทันหันคล้ายการสูญเสียจากอุบัติเหตุ แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างมากคือ บาดแผลของคนทั้ง 6 คน กรีดลึกลงไปถึงตัวตน โกรธและโทษตัวเอง ต้องเผชิญสายตาหรือการตีตราจากภายนอกจนละอาย ไม่กล้าบอกว่าสาเหตุที่แท้จริงของการจากไปคือการฆ่าตัวตาย และมีอย่างน้อย 10% ของผู้ได้รับข่าวสารเกิดความสะเทือนใจ

“ที่น่าวิตกคือคนแวดล้อมของคนฆ่าตัวตาย เขาจะคิดวนซ้ำๆ โทษตัวเอง มีแต่คำว่า ‘ทำไมเขาถึงทำอย่างนี้ๆ’ สุขภาวะทางปัญญาสัมพันธ์อย่างยิ่งยวดเพราะทำให้คนเห็นคุณค่าในตัวเอง ในระดับสากลมี Spiritual Psychotherapy หรือ จิตบำบัดแนวทางจิตวิญญาณ เป็นการเยียวยาและส่งเสริมสุขภาพจิต เติมเต็มความรู้สึกว่างเปล่า ไร้ความหมาย เยียวยาความทุกข์จากความโดดเดี่ยว ลดความกลัว และยอมรับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต เป็นองค์รวมของการใช้ชีวิต”

ผู้เข้าร่วมถามถึงจุดตัดของ Mental Health และ Spiritual Health ว่าแตกต่างกันอย่างไร

พี่กี้ - จารุปภา เล่าให้เห็นภาพว่า “เดิมที Mental Health เป็นการเยียวยา เมื่อมี Positive Psychology (จิตวิทยาเชิงบวก) จะเริ่มเหลื่อมกับ Spiritual ซึ่ง Spiritual คือแก่นลึกสุดของชีวิต ถ้าถูกส่งเสริมด้านบวก Spiritual Health จะปรากฏ เมื่อเกิดคุณภาพด้านบวกภายใน มี Positive Psychology ก็สามารถไปทำประโยชน์เกื้อกูลสังคม จาก inside ไป outside ได้”

พี่กี้ให้ภาพว่า เช่นเดียวกับ SDGs (Sustainable Development Goals) หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นแผนแม่บทระดับโลกที่กำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นเป้าหมายภายนอกที่ไม่สามารถทำสำเร็จได้หากยังไม่บรรลุ IDGs (Inner Development Goals) หรือเป้าหมายการพัฒนาภายใน ซึ่งถูกคิดขึ้นมาให้เป็นเครื่องมือเสริมเพื่อขับเคลื่อน SDGs ให้สำเร็จ โดยเน้นหลัก ‘การเปลี่ยนแปลงจากภายในสู่ภายนอก’

“คนที่ซื้อมิติจิตวิญญาณภายใน เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวบางอย่าง เช่น อยู่ในธรรมชาติอันกว้างใหญ่ พลังงานบวกต่างๆที่ทำให้จิตใจเราเข้าถึงความสุขลึกๆภายใน นั่งสมาธิ มีอีกหลายวิธีมาก คือกลับไป ‘จำได้’ ในสิ่งที่ตัวเองมี และมั่นใจว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ด้วย”

“การเข้าใจตัวเอง เห็นคุณค่าความหมายของชีวิต, กล้าเผชิญด้านมืดของตัวเองและสังคม, รับฟัง สร้างพื้นที่ปลอดภัย เคารพความแตกต่างหลากหลายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ล้วนเป็นทิศทางขับเคลื่อนงานสุขภาวะทางปัญญา เพื่อสร้างสังคมที่ผู้คนอยากมีชีวิตอยู่ร่วมกัน”

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต นำข้อมูลล่าสุดมาเปิดเผยว่า คนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากกว่า 5,200 คนต่อปี (1 คน ในทุก 2 ชั่วโมง) ส่วนใหญ่คือกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และวัยทำงาน 20–59 ปี

ขณะที่กลุ่มที่มีอัตราพยายามจบชีวิตตนเองสูงสุดคือกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษา 15-19 ปี วิกฤตชีวิตที่เป็นปัจจัยกระตุ้นคือเรื่องความสัมพันธ์กับคนสำคัญในชีวิต ขัดแย้งรุนแรง เลิกรา พลัดพราก ตายจาก ปัญหาสุขภาพที่รู้สึกอับอายหรือล้มเหลว เป็นหนี้ไม่สามารถจ่ายได้หรือถูกทวงให้อับอาย ปัจจัยที่ป้องกันการสูญเสียนี้ได้คือ การเข้าถึงบริการสุขภาพ ชุมชนเข้มแข็ง ครอบครัวอบอุ่น ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ตัดสินใจลงมือ คือ แอลกอฮอล์

“ถ้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจและยาเสพติดได้ ปัญหาจะหายไปเยอะมาก เชิญชวนให้เข้าไปทำแบบประเมิน ตรวจสุขภาพใจที่ วัดใจ.com, หมอพร้อม ทุกอย่างมีทางออก และหากสงสัยว่าคนใกล้ชิดที่เครียดหรือมีแนวโน้มทำร้ายตัวเอง ให้ถามเลยว่ามีความคิดฆ่าตัวตายไหม ไม่ต้องกลัวว่าเป็นการชี้โพรงให้กระรอก คนที่ไม่คิดอย่างไรก็ไม่คิด แต่ถ้าคนที่คิด เขาจะมีโอกาสได้เล่าระบาย และส่งต่อให้เข้าถึงการรักษาเยียวยาต่อไป”
#กางผ้าใบกู้ชีวิต

กิจกรรมภาคบ่ายเป็นการเติมทักษะสำหรับสื่อที่แท้ทรู ให้ความรู้ว่าการรายงานข่าวหรือนำเสนอแบบไหนที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ การใช้คำแบบไหนที่ให้ความหวัง ทางออก ทักษะเผชิญปัญหา และเป็นไปตามแนวทางจากองค์การอนามัยโลก ผู้เข้าร่วมได้ลองเขียนข่าวคุณภาพด้วยนวัตกรรม Canvas ที่พี่แจง - ฐิตินบ ออกแบบมาให้นั้น

ได้ลองย้ายมุมมอง ปรับ mindset แชร์ไอเดียกับเพื่อน ผลงานที่ออกมาสะท้อนความเป็นมนุษย์ของคนทำงานสื่อได้อย่างน่าสนใจ งานนี้หลายคนบอกว่า นวัตกรรมนี้น่าจะไปปรากฏในห้องเรียนของนักศึกษาสื่อสารมวลชนเป็นอย่างมาก
#ก่อนปิดท้ายวัน พี่ตุ๊กตา - รัชนี ชวนให้ผู้เข้าร่วมสะท้อนคิด

(1) สิ่งที่เรียนรู้ในวันนี้ คำตอบของผู้เข้าร่วม เช่น การทำงานบนฐานความเข้าใจรากปัญหาจริงๆ เคารพความเป็นมนุษย์ เขียนข่าวถูก ช่วยสังคม เริ่มต้นอีกครั้ง นิเวศในการสื่อสาร สมอใจ ทักษะการระบายความเครียด ความสัมพันธ์ สุขภาวะทางปัญญา ความหวัง สื่อตอนนี้ไม่ใช่สื่อในอดีต เป็นพื้นที่ปลอดภัย รับฟัง ไม่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบ เราต่างเป็นส่วนหนึ่งของกัน

(2) สิ่งที่ดีที่สุดที่เราช่วยกันได้เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตาย ได้คำตอบ เช่น ทำสื่อที่คัดกรองและใช้คำเพิ่มความหวัง สื่อสารอย่างถูกต้อง แนะนำช่องทางให้คำปรึกษา สื่อสารวิธีดูแลตัวเองและผู้อื่นให้มีสุขภาวะทางปัญญาที่ดี ตระหนักรู้ในสัญญาณเตือน ให้ความสำคัญในทุกคำบ่น/เปรย/พูดลอยๆ รับฟังคนใกล้ตัวมากขึ้น เห็นคุณค่าของตัวเองและคนอื่น งดยั่วยุ/ทำลายศักดิ์ศรีคนอื่น เติมนิเวศเชิงบวกให้สังคม inside>>outside ขยายแนวร่วม

(3) สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากบอกเพื่อนสื่อที่ไม่อยู่ที่นี่ คำตอบที่ได้ เช่น ทำงานแบบที่มนุษย์ทำกับเพื่อนมนุษย์ มือของท่านอาจช่วยต่อชีวิตใครได้อีกหลายคน จิตใจคนสำคัญกว่ายอดเอนเกจ สื่ออย่างมีคุณภาพ: ไม่ตัดสิน สื่อสารเชิงบวกและสร้างสรรค์ มีคนที่ได้รับผลกระทบจากคำพูดของคุณจริงๆ เป็น safety net มองหา warning sign แล้วส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญ ช่วยได้คนเดียวก็คุ้มแล้ว หาความหมายคุณค่าของเรื่องราวผู้อื่นให้เจอส่งต่ออย่างสร้างสรรค์ รักษาจรรยาวิชาชีพเด้อ เธอน่าจะมา ลองมองคนอ่านเป็นคนในครอบครัว คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ สร้างความหวังความตระหนักรู้ให้ผู้อื่นต่อ ให้กำลังใจ เขามีส่วนสำคัญในการช่วยชีวิตคนอื่นได้จากงานที่เขาทำ

คุณหมอปราการกล่าวส่งท้ายกิจกรรม “ชื่นใจที่ได้มีส่วนร่วมในวันนี้และได้ยินว่าจะเปลี่ยนแปลงการสื่อสารเพื่อให้สังคมดีขึ้น นี่คือทุกคนเห็นคุณค่าในตัวเองและมอบคุณค่าให้คนอื่น มีความสุข รอยยิ้ม และความหวัง”

“Spiritual เป็นแก่นลึกที่สุด มายาคติแบบไหนที่ทำให้คนไม่อยากอยู่ เราจะไปทำงานกับสิ่งนั้น ‘คนทุกคนมีหน้าที่ป้องกันการฆ่าตัวตาย’ นี่เป็นทิศทางที่อยากไปต่อ” พี่กี้ - จารุปภาปิดท้าย
#ขอขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับผู้เข้าร่วมเวิร์กชอปครั้งนี้จาก
- Thai PBS
- The Active
- The Coverage
- The Cloud
- Mutual
- Youtube สมาธิ 360 องศา
- สำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ Thai PBS
- เพจ The Working Fit by พี่ต้น
- เพจมนุษย์กรุงเทพ
- เพจสมาธิ 360 องศา
- ประชาไท
- หนังสือพิมพ์กรุงสยาม ยุคใหม่
- ฝ่ายสื่อสาร มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
- นักสื่อสารสุขภาวะทางปัญญา รุ่น 3
- มูลนิธิสถาบันการจัดการวิถีพุทธเพื่อสุขและสันติ
- สำนักพิมพ์ปัณณาญาณ
- สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง
- สื่ออิสระ
- นักศึกษาสาขาวิชาสังคมสงเคราะห์จิตเวช คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
#สุขภาวะทางปัญญา


เรื่อง : แสงอรุณ ลิ้มวงศ์ถาวร
ภาพประกอบ : กุลระวี สุขีโมกข์

27/05/2026

🟢 เมื่อการฆ่าตัวตายไม่ใช่แค่ความอ่อนแอส่วนบุคคล...
แต่เป็นผลจากสังคมที่ไม่เป็นใจ

ในยุคดิจิทัลที่โลกทั้งใบถูกย่อมาไว้ในมือถือ การติดต่อสื่อสารข้ามทวีป กระแสไวรัลในโซเชียลมีเดียวิ่งถึงกันในชั่วพริบตา ทำให้ผู้คนใกล้ชิดและ “เห็น” กันมากขึ้น

แต่สำหรับคนบางกลุ่มกลับสวนทาง พื้นที่ในใจกลับว่างเปล่า ห่างไกล มิติด้านในเหือดแห้ง โดดเดี่ยว ไร้ซึ่งความยินดีในชีวิต การจบชีวิตถูกเลือกให้เป็นทางลัดเพื่อสลายพลังทำลายล้างที่รออยู่ปลายทาง เป็นทางออกให้ทุกข์ที่สะสมอยู่พังทลายไป สะท้อนการแตกสลายทางจิตวิญญาณของบุคคลและยุคสมัย

“การฆ่าตัวตายเป็นการร้องขอความช่วยเหลือจากคนทุกข์แสนสาหัส เขาทนไม่ไหวแล้วจึงต้องแสดงออกมาแบบนั้น” ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย เปิดบทสนทนาที่ทำเอาเราฟังแล้วใจยวบ

“สาเหตุมาจากหลายปัจจัยมาก เรียกว่า biopsychosocial ด้านชีวภาพ (Biological) เป็นเรื่องพันธุกรรม สารสื่อประสาทในสมองหรือฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป โรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune) หรือโรคมะเร็งก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้านสังคม (Social) เช่น เรื่องเศรษฐกิจ การไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม การโดนบูลลี่ ด้านจิตใจ (Psychological) โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท

และยังมีเรื่องแอลกอฮอล์ การมีบาดแผลทางใจ (Trauma) ในอดีตจากครอบครัว ทั้งการถูกทำร้ายร่างกาย คำพูด หรือล่วงละเมิดทางเพศ รวมถึงการที่คนในครอบครัวเคยฆ่าตัวตายมาก่อน เมื่อ 20 กว่าปีก่อน มีครอบครัวหนึ่งที่ฆ่าตัวตายถึง 3 ชั่วคน ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีทั้งด้านพันธุกรรมและการเรียนรู้พฤติกรรม”

#ไทยสูญเสีย 1 คน ในทุก 2 ชั่วโมง

ข้อมูลจากใบมรณบัตร กระทรวงมหาดไทย รวบรวมโดยกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปีงบประมาณ 2567 มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายทั้งสิ้น 5,217 ราย หรือ คิดเป็น 8.02 ต่อประชากรแสนคน เฉลี่ยประมาณ 15 คนต่อวัน หรือ 1 คน ในทุก 2 ชั่วโมง

โดยกลุ่มวัยทำงานอายุ 20 – 59 ปี มีจำนวนสูงที่สุด รองลงมาคือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป, วัยรุ่นอายุ 15 – 19 ปี และเด็กอายุ 5 – 14 ปี มีจำนวนผู้พยายามฆ่าตัวตายสูงถึงประมาณ 33,000 คน เฉลี่ย 93 คนต่อวัน เท่ากับว่าทุก 1 ชั่วโมง มีคนพยายามฆ่าตัวตายสูงถึง 4 คน

#ปัญหาร่วมทั่วโลก: เงื่อนไขเชิงระบบ/โครงสร้าง

ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่เผชิญปัญหานี้ ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายกว่า 720,000 รายทั่วโลก 73% เกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง เลโซโท... ประเทศเล็กๆ ในแอฟริกามีอัตราการจบชีวิตตนเองสูงที่สุดในโลก คิดเป็น 87.5 คนต่อประชากร 100,000 คน สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกเกือบ 10 เท่า ปัจจัยหลักเกิดจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคเอชไอวี/เอดส์ ปัญหาความยากจนและการว่างงานเรื้อรัง การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตที่มีอยู่อย่างจำกัด

รัสเซีย มีสถิติการฆ่าตัวตายสูงต่อเนื่อง คิดเป็น 21.6 คนต่อประชากร 100,000 คน มีความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและปัญหาสุขภาพจิตที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้นหลัก

เกาหลีใต้ ครองสถิติฆ่าตัวตายสูงสุดในกลุ่มประเทศ OECD ในปี 2567 คิดเป็น 24.1 คนต่อประชากร 100,000 คน สูงกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มประเทศ OECD ที่ระดับ 10.7 คน สาเหตุหลักเกิดจากเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง (Structural Condition) อัตราเร่งในการพัฒนาประเทศแลกกับความกดดันของคนในสังคม วัยเรียนมีความกดดันทางการศึกษา การแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่ออนาคตที่มั่นคง ความยากจนในผู้สูงอายุเนื่องจากระบบบำนาญไม่ครอบคลุม การบูลลี่ออนไลน์รุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มคนดังหรือบุคคลสาธารณะ

ญี่ปุ่น เผชิญปัญหานี้ในระดับปรากฏการณ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (NPA) ได้ปรับปรุงการจัดหมวดหมู่แรงจูงใจในการฆ่าตัวตายได้ถึง 50 สาเหตุ โดยระบุสาเหตุได้มากถึง 3 สาเหตุต่อการฆ่าตัวตายแต่ละครั้ง จากข้อมูลในปี 2563 สาเหตุหลัก 49% คือสุขภาพกายและใจ, 17% การเงิน, 15% ปัญหาในครัวเรือน และ 10% เป็นปัญหาในที่ทำงาน

การทำงานหนักกระทบสุขภาพกายใจจนเสียชีวิตของคนญี่ปุ่นถึงขั้นบัญญัติเป็นชื่อโรคว่า คาโรชิซินโดรม (Karoshi Syndrome) คาโรชิ หมายถึง "การเสียชีวิตจากการทำงานหนัก" เหตุการณ์สำคัญที่ตีแผ่ปัญหาคาโรชิ คือเรื่องราวของมัตสึริ ทาคาฮาชิ (Matsuri Takahashi)

พนักงานบริษัทโฆษณา ต้องทำงานอย่างกดดันและทำล่วงเวลาเพิ่มจากเวลาทำงานปกติอีกมากกว่า 100 ชั่วโมงต่อเดือนติดต่อกันนานหลายเดือน จนเธอเลือกจบชีวิตในวันคริสต์มาสที่ควรเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง เหตุการณ์นี้เป็นประเด็นระดับชาติ สร้างแรงกระเพื่อมในสังคม และเกิดการปฏิรูปกฎหมายเพื่อจำกัดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาอย่างเข้มงวดมากขึ้น

จากสถิติปี 2568 ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย 19,188 ราย เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่า 20,000 เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี เนื่องจากภาครัฐเอาจริงในการแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน มีพระราชบัญญัติพื้นฐานว่าด้วยมาตรการป้องกันการฆ่าตัวตาย (Basic Act for Su***de Prevention)

อย่างไรก็ตาม แม้ในภาพรวมสถานการณ์จะดีขึ้น แต่มีตัวเลขที่น่าวิตกคือสถิติในกลุ่มเด็กนักเรียนชั้นประถมและมัธยมในปี 2568 ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 532 ราย ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกในปี 2523

#จิตเวชศาสตร์ข้ามวัฒนธรรม: เยียวยาด้วยการคืนอัตลักษณ์

ปัญหาการฆ่าตัวตายไม่จำกัดอยู่แค่เพียงคนเมืองหรือชนบท ในกลุ่มชนพื้นเมืองก็ทวีความรุนแรงและท้าทายมากขึ้น เช่น ชนเผ่าพื้นเมือง ชาวอะบอริจิน (Aboriginal) และ ชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส (Torres Strait Islander) ในออสเตรเลีย มีอัตราการฆ่าตัวตายพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการบันทึกมา ที่น่าตกใจคือ 1 ใน 5 ของการเสียชีวิตในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เกิดจากการฆ่าตัวตาย

ข้อมูลจาก Statistics Canada ชี้ว่าอัตราการฆ่าตัวตายในกลุ่มชนพื้นเมือง กลุ่มปฐมชาติ (First Nations) และกลุ่มอินูอิท (Inuit) ในแคนาดา สูงกว่าคนทั่วไป 3-4 เท่า และในบางพื้นที่ห่างไกล เช่น นูนาวุต (Nunavut) สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างเทียบไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น

เมื่อมองผ่านแว่นจิตเวชศาสตร์ข้ามวัฒนธรรม (Cross-cultural psychiatry) พบว่าการเยียวยาที่ดีที่สุดคือการคืนอัตลักษณ์ (Cultural Reclamation) ตามแนวคิด Indigenous-led solutions หรือทางออกที่นำโดยชุมชนพื้นเมือง เป็นการสนับสนุนให้กลับมาเรียนรู้ภาษาดั้งเดิม ฟื้นฟูพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ เป็นเกราะป้องกันทางจิตใจที่แข็งแกร่ง ช่วยลดอัตราการฆ่าตัวตายในชนพื้นเมืองที่ได้ผลที่สุด

หนึ่งในกรณีศึกษาที่ยืนยันแนวคิดนี้คือ โมเดล "PC CARES" ในชนเผ่าอินูอิท รัฐอลาสกา สหรัฐอเมริกา เมื่อเยาวชนพื้นเมืองมีอัตราการจบชีวิตตนเองสูงเนื่องจากความโดดเดี่ยวทางภูมิศาสตร์และบาดแผลจากการถูกกลืนชาติ ระบบสาธารณสุขเข้าไม่ถึงและไม่เข้าใจบริบทพื้นที่ จึงเกิดโครงการ Promoting Community Conversations About Research to End Su***de (PC CARES)

จากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นและชุมชนชาวอินูอิท เริ่มต้นในปี 2552 เปลี่ยนรูปแบบการดูแลสุขภาพจากการสั่งการแบบเดิม (Top-down) มาเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้และการขับเคลื่อนร่วมกันของคนในชุมชนเพื่อลดความเสี่ยงและส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจ

โดยจัดกิจกรรมล้อมวงพูดคุยตามวิถีดั้งเดิมเป็นประจำ แปลผลงานวิจัยด้านสุขภาพจิตระดับสากลให้กลายเป็นภาษาและเรื่องเล่าเชิงสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณของบรรพบุรุษ พบว่าอัตราการส่งต่อผู้ป่วยและความรู้สึกสิ้นหวังลดลงอย่างชัดเจน เพราะคนในชุมชนสามารถดักจับสัญญาณเตือนก่อนการฆ่าตัวตายได้ด้วยภาษาวัฒนธรรมเดียวกันและเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงทีโดยไม่ทำให้รู้สึกถูกตีตรา (Stigma)

โครงการนี้มีการพัฒนาและประเมินผลอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งองค์กรระดับสากลอย่าง Su***de Prevention Resource Center (SPRC) ได้บรรจุโมเดลนี้ไว้ในฐานข้อมูลเครื่องมือป้องกันการฆ่าตัวตายที่เป็นเลิศสำหรับชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง

#เพราะชีวิตมีความหมาย

“ชีวิตนั้นคุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่หรือไม่” เป็นคำถามทางปรัชญาที่สำคัญที่สุดที่อัลแบร์ กามูส์ ถามไว้เมื่อ 84 ปีก่อนใน “เทพตำนานซีซิฟ: Le Mythe de Sisyphe” หรือในชื่อฉบับภาษาอังกฤษว่า “The Myth of Sisyphus” การตอบตัวเองได้ว่าชีวิตมีคุณค่าความหมาย เป็นหลักหมุดสำคัญยิ่งในยุคปัจจุบัน

ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย พูดถึงเรื่องความหมายของชีวิตว่า “คนเรามีอีโก้ (Ego) หรือตัวตน มีอิด (Id) คือสัญชาตญาณ มีซูเปอร์อีโก้ (Superego) คือมโนธรรม เมื่อไหร่ที่อีโก้เราโดนกระแทกแล้วรับไม่ไหว มันคือการร้องขอความช่วยเหลือ เราจะรู้สึกสูญเสียความเป็นตัวตน ไร้คุณค่า หรือที่เรียกว่า Worthlessness สมมติวันหนึ่งแฟนไปมีคนอื่น เราก็ดิ่งลง รู้สึกไม่มีคุณค่า และต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีคนมาช่วยและเราก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เรียกว่า Helplessness

ความทุกข์เกิดจากการคิดซ้ำในแง่ลบ พอคิดลบซ้ำๆจนมองไม่เห็นความหวัง มันคือความสิ้นหวังหรือ Hopelessness ตามทฤษฎีของแอรอน ที. เบ็ค (Aaron T. Beck) จะพูดถึง 3 ตัวนี้คือ Hopelessness, Helplessness และ Worthlessness การช่วยเหลือคือต้องทำให้เขามีความหวังและรู้สึกมีคุณค่าในชีวิต ซึ่งตรงกับหลักของ Spiritual ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าแค่ความคิด”

“ความหมายของชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญมาก คนเราควรค้นหาให้เจอ ยิ่งเจอเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเข้าใจชีวิตมากขึ้น จากการสัมภาษณ์คนที่รอดชีวิตจากการพยายามฆ่าตัวตาย ทุกคนพูดเหมือนกันว่าตอนนั้นเหมือนตกอยู่ในอุโมงค์มืดๆ หรือเหวมืดที่ไม่มีทางออก และทางสุดท้ายคือต้องสิ้นชีพไป

ดังนั้นในการช่วยเหลือจะให้เขามองเห็นว่าก่อนที่จะเดินไปตกเหว ยังสามารถเปิดประตูซ้ายขวาได้ ยังมีทางออกอื่น หรือในทาง Spiritual คือการช่วยให้เห็นว่าเขายังมีความหมายของชีวิตอยู่”
#สุขภาวะทางปัญญา (Spiritual Health): สังเกต เห็นคุณค่าในตัวเอง และตื่นรู้

รศ.ดร.นพ.ชัชวาลย์ ศิลปกิจ ผู้อำนวยการศูนย์จิตตปัญญาศึกษา ม.มหิดล กล่าวว่า “จุดเชื่อมต่อที่สำคัญที่สุดระหว่างจิตเวชศาสตร์และจิตวิญญาณ คือ การเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Self-Acceptance) ในความเป็นจริง ทุกคนมีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้วตั้งแต่เกิด แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น สังคมทุนนิยมและค่านิยมได้สร้าง ‘เงื่อนไข’ ขึ้นมาครอบงำเรา

เราถูกสอนให้เอาคุณค่าไปผูกติดกับผลลัพธ์ เกรดเฉลี่ย หน้าที่การงาน หรือความสำเร็จภายนอก เมื่อเราสอบตกหรือล้มเหลว เราจึงไม่ได้มองว่านั่นเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่ง แต่กลับลามไปสงสัยในคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง รู้สึกไม่มีค่าพอที่จะอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป โครงสร้างความคิดนี้บีบคั้นให้เราหลงลืมแก่นแท้ของชีวิต”

“เรามีมิติที่อยู่เหนือความเป็นฉัน ตัวตนไม่ใช่ที่สุด แต่เราถูกสอนให้เอาตัวตนเป็นดัชนี โดยลืมสภาวะเหนือตัวตนที่เป็น Consciousness คำกล่าวที่ว่า ‘ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน’ เป็นมายาคติที่ทำร้ายเรา สุขภาวะทางปัญญาทำให้เราสงบ ผ่อนคลาย สังเกตเห็นความเป็นไปของกายใจ เห็นแพทเทิร์นว่าเราตกร่องอะไร อ่อนไหวกับอะไร การจะเห็นแบบแผนนี้ก็ต้องกลับมาสังเกตตัวเอง จึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดมุมมองจาก ‘ผู้สังเกต (Observer)’ อย่างแท้จริง”

อาจารย์ชัชวาลย์ยังยกตัวอย่างประสบการณ์ของเอคฮาร์ท โทลล์ (Eckhart Tolle) ผู้นำทางจิตวิญญาณระดับโลก เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพการทำงานของ ‘ผู้สังเกต’ ได้ชัดเจนและทรงพลัง ในวัย 29 ปี เขาเผชิญกับโรคซึมเศร้าและคิดฆ่าตัวตาย คืนหนึ่งมีความคิดผุดขึ้นว่า "ฉันไม่สามารถทนอยู่กับตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว" (I cannot live with myself any longer) ในเสี้ยววินาทีแห่งสติ

เขาตั้งคำถามว่า "ถ้าฉันทนอยู่กับตัวเองไม่ได้... นั่นแปลว่าต้องมี '2 สิ่ง' อยู่ในนี้ใช่ไหม? คือ 'ฉัน' (I) และ 'ตัวฉัน' (Myself)... แล้วตัวไหนล่ะคือของจริง?"

โทลล์ค้นพบว่า ‘ตัวฉัน’ ที่เต็มไปด้วยความทุกข์และความรู้สึกไร้ค่า ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง แต่เป็นเพียง ‘สิ่งที่ถูกรู้’ (จิตปรุงแต่ง/อัตตา) ส่วน ‘ฉัน’ ที่เฝ้ามองอารมณ์เหล่านั้นอยู่ต่างหากคือ ‘ผู้รู้’ (Consciousness /Observer) เมื่อเขาแยก ‘ผู้รู้’ ออกจาก’สิ่งที่ถูกรู้’ ได้ โครงสร้างของความรู้สึกไร้ค่าก็พังทลายลง เขากลับมาสัมผัสได้ถึงคุณค่าดั้งเดิมที่ดำรงอยู่โดยปราศจากเงื่อนไข

“เมื่อเราเริ่มมีสติ สังเกตเห็นว่าเสียงตำหนิตัวเองเป็นเพียงปรากฏการณ์ (Phenomena) หรือการเรียนรู้ที่ถูกป้อนจากสังคม เราจะเริ่มถอนตัวเองออกจากเงื่อนไขเหล่านั้น และสามารถโอบกอดตัวเองด้วยความเมตตาและยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Self-Acceptance) ได้อีกครั้ง”

อาจารย์ชัชวาลย์ ให้ข้อคิดว่าควรทำให้ความหมายของคำว่า ‘ผิดเป็นครู’ เกิดขึ้นได้จริงคือ เรียนรู้จากความผิดพลาด ไม่ใช่ผิดเป็นกู โทษตัวเองอยู่ซ้ำๆ “เวลาทำงานผิดพลาด ผมอยากให้คนทำงานมีภูมิคุ้มกันว่าเป็นการผิดที่งานไม่ใช่ที่คน ผิดได้และแก้ไขพัฒนาไป

ถ้าหัวหน้าด่าก็คิดซะว่าด่าได้แต่ไม่โดน ถ้าเกิดความรู้สึกแย่กับตัวเองให้รู้ว่านี่เป็นแค่ความรู้สึก เป็นแค่เสียงในหัว ก็กลับมานิ่งๆกับตัวเอง ถามตัวเองว่าแย่จริงเหรอ เราไม่ดีจริงหรือเปล่า อาจจะพบคำตอบว่า เราก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง พออยู่ได้ ยอมรับมัน เมื่อเราดูแลตัวเองให้ข้างในมั่นคง สงบลง เดี๋ยวสิ่งแวดล้อมจะค่อยๆเปลี่ยนเอง”

การป้องกันการฆ่าตัวตาย เป็นมากกว่าการรักษาเยียวยาบาดแผลทางใจ แต่คือการช่วยให้เพื่อนมนุษย์ได้กลับไปค้นพบคุณค่าความหมายอันไร้เงื่อนไขของตนเอง เพราะคุณค่าที่แท้จริงของคนเรานั้นสมบูรณ์อยู่ในตัวเองเสมอ

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญและต้องการความร่วมมือคือ การร่วมสร้างสังคมที่ทำให้คนอยากมีชีวิตอยู่ เป็นสังคมที่ใจดีโอบอุ้มกัน ด้วยแนวคิด "การป้องกันการฆ่าตัวตายเป็นหน้าที่ของเราทุกคน" (Su***de prevention is everybody's business)... แล้วคุณพร้อมที่จะร่วมสร้างสังคมแบบนี้ไปด้วยกันไหม

เรื่อง : แสงอรุณ ลิ้มวงศ์ถาวร
ภาพประกอบ : กุลระวี สุขีโมกข์

Mind month สุขภาพใจ…เริ่มได้ทันที “สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย” ขอเชิญผู้สูญเสียบุคคลใกล้ชิดจากการฆ่าตัวตายเข้าร่วมกลุ่ม...
13/05/2026

Mind month สุขภาพใจ…เริ่มได้ทันที
“สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย” ขอเชิญผู้สูญเสียบุคคลใกล้ชิดจากการฆ่าตัวตายเข้าร่วมกลุ่มจิตบำบัด PRAKARN Model ซึ่งเป็นนวัตกรรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคอง สำหรับผู้สูญเสียบุคคลใกล้ชิดจากการฆ่าตัวตายเพื่อลดความเศร้าโศก การโทษตนเอง การตีตรา(stigma) และเพิ่มคุณภาพชีวิต
โดยร่วมเข้ากลุ่ม 6 ครั้งต่อเนื่องในวันอาทิตย์ สัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เริ่มวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 ถึง 15.30 น. ณ 240 ซอยหลานหลวง 2 ถนนหลานหลวง เขตป้อมปราบฯ กทม.
ขอเชิญผู้สนใจสมัครเข้าร่วมด้วยตนเองโทร 082-565-5111 หรือ 064-258-9903 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย และกรรมการสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

MINDFULNESS ART WORKSHOPวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค. 69  ณ คลินิกเวชกรรมปราการได้ผ่านไปแล้วด้วยมิตรไมตรี และ ความรู้สึกดีๆ ในบร...
12/05/2026

MINDFULNESS ART WORKSHOP
วันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค. 69 ณ คลินิกเวชกรรมปราการ

ได้ผ่านไปแล้วด้วยมิตรไมตรี และ ความรู้สึกดีๆ ในบรรยากาศเป็นกันเอง

ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย
ได้กล่าวเปิดงาน และ เข้าร่วมกิจกรรมกระบวนการต่างๆ พร้อมผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่าน

กระบวนกร ผศ.ดร.เลิศศิริร์ บวรกิตติ ประธานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย
และ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

กระบวนการที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะนำไปใช้ในสายงานตัวเองตามที่คาดหวังก่อนมาร่วมกิจกรรม แต่เมื่อผ่านกระบวนการต่างๆ แล้ว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านกลับมีความรู้สึกถึงการฮีลใจตนเองด้วย

ขอขอบพระคุณ
ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย
ที่ได้จัดกิจกรรมดีๆ เพื่อสาธารณประโยชน์
ผศ.ดร.เลิศศิริร์ บวรกิตติ ประธานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย
กระบวนกรที่ได้นำกระบวนการอันเป็นประโยชน์ยิ่งมาถ่ายทอดในกิจกรรมครั้งนี้

ขอขอบคุณ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย ที่ได้ดำเนินการและดูแลการจัดกิจกรรมครั้งนี้

ขอขอบคุณ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่าน ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมและจะได้นำแนวความคิดและสิ่งที่เกิดขึ้นจากการร่วมกระบวนการไปช่วยดูแลผู้คนและสังคมให้เกิดความเอื้ออาทรต่อกันด้วยความห่วงใยของทุกท่าน

ติดตามกิจกรรมดีๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ ครั้งต่อไป เร็วๆ นี้

Mind Month สุขภาพใจ...เริ่มได้ทันทีตลอดเดือน พ.ค. 69“Mindfulness Art Workshop”จัดโดย สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทยวันอาทิต...
04/05/2026

Mind Month สุขภาพใจ...เริ่มได้ทันที
ตลอดเดือน พ.ค. 69

“Mindfulness Art Workshop”
จัดโดย สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย

วันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค. 69 เวลา 13.30 – 16.00 น.
ณ ห้องประชุม ชั้น 2 คลินิเวชกรรมปราการ ซอยหลานหลวง 2 เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ

ขอเชิญ
ผู้สนใจการเรียนรู้วิธีการใช้ศิลปะ เพื่อการบำบัดด้วยวิธีการเจริญสติ
(การใช้กระบวนการศิลปะสำรวจสุขภาวะตัวตน และพัฒนาการตระหนักรู้ความยืดหยุ่นทางจิตใจ)

นักศิลปะบำบัด :
ผศ.ดร.เลิศศิริร์ บวรกิตติ
- ประธานฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย
- อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ฟรี! ไม่เสียค่าร่วมกระบวนการ
รับจำนวนจำกัด 15 ท่าน
สมัครด้วยตนเอง ได้ที่ 064 258-9903 (สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย)
ในวันและเวลาทำการปกติ

06/01/2026
27​ พ.ย.​ 68ผศ.(พิเศษ)​ นพ.ปราการ​ ถมยางกูร​ นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย​ ได้พบคุณอนนท์​ อัตถวิบูลย์​ ผู้บริหารสายงา...
27/11/2025

27​ พ.ย.​ 68
ผศ.(พิเศษ)​ นพ.ปราการ​ ถมยางกูร​ นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย​ ได้พบคุณอนนท์​ อัตถวิบูลย์​ ผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ​ บริษัท​ ไอคอนสยาม​ จำกัด​ เพื่อกล่าวขอบคุณในการที่ไอคอนสยามได้สนับสนุนการใช้พื้นที่​ Meeting​ Room​ 3-4​ ชั้น​ 7​ จัดกิจกรรมงาน​ HOPE​ เนื่ิองใน​ "วันผู้สูญเสียบุคคลใกล้ชิดจากการฆ่าตัวตายนานาชาติ" ครั้งที่​ 6​ ในวันเสาร์ที่​ 22​ พ.ย.​ 68
อีกทั้งขอขอบคุณฝ่ายปฏิบัติการที่ได้ดูแลและอำนวยความสะดวกให้ทุกประการ

ทาง​ ICONSIAM​ มีความยินดีที่งาน​ HOPE​ ประสบความสำเร็จ​ และยินดีที่จะสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย​ ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณประโยชน์ที่จะได้ดำเนินการร่วมกันต่อไป

สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย​ ขอขอบคุณผู้ร่วมงานทุกท่านที่ได้ร่วมส่งกำลังใจให้กันและกัน

HOPE : เพราะ “ชีวิต” ยังต้องดำเนินต่อไปกิจกรรมเนื่องใน “วันผู้สูญเสียบุคคลใกล้ชิดจากการฆ่าตัวตายนานาชาติ” ครั้งที่ 6Inte...
27/11/2025

HOPE : เพราะ “ชีวิต” ยังต้องดำเนินต่อไป

กิจกรรมเนื่องใน “วันผู้สูญเสียบุคคลใกล้ชิดจากการฆ่าตัวตายนานาชาติ” ครั้งที่ 6
International Survivors of Su***de Loss Day
จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 22 พ.ย. 68
ณ ICONSIAM : Meeting Room 3-4 ชั้น 7

ขอนำภาพบรรยากาศดีๆ มาเติมพลังใจให้กัน ทั้งจากผู้จัดงานและผู้ร่วมงานทุกคน💛

เริ่มด้วยบรรยากาศของการร่วมออกบูธโดย
• เครือข่ายสุขภาพจิต
• สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย
• สมาคมสมาพันธ์ผู้ดูแลไทย
• เครือข่ายก่อการต้านเศร้า
• สมาคมสายใยครอบครัว
• WAN MAI Social Enterprise

เข้าสู่พิธีการโดย
ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร
นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย และประธานจัดงาน
กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

จากนั้นเป็นการกล่าวเปิดงานผ่าน VDO โดย
ศ.นพ.ชวนันท์ ชาญศิลป์
นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย และประธานพิธีเปิดงาน

ภายในงานมีการเสวนาในหัวข้อ
“สถานการณ์หลังการสูญเสีย ใครบ้าง รับมืออย่างไร”
ผู้เข้าร่วมได้รับทั้งความรู้และความเข้าใจจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่
• ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร
• พญ.ชนิฎา ศิริประรัตน์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และประธานฝ่ายวิชาการ สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย

ผู้เข้าร่วมยังได้ร่วมกิจกรรม “ศิลปะบำบัด”
โดย ผศ.ดร.เลิศศิริร์ บวรกิตติ
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโฒ
เป็นช่วงที่ทั้งให้สาระและช่วยผ่อนคลายใจไปพร้อมกัน

อีกหนึ่งช่วงสำคัญ คือการแบ่งปันประสบการณ์ของผู้สูญเสีย โดยคุณถาวร และคุณนัท พร้อมการเล่าความรู้สึกเกี่ยวกับการผลิตสื่อคลิปสั้น TALKTOTHEDEAD
โดย คุณสาธิต จันทร์ทวีวัฒน์ สร้างบรรยากาศแห่งความซาบซึ้งและกำลังใจให้กันและกันอย่างลึกซึ้ง

ปิดท้ายงานด้วยกิจกรรมรำลึกถึงผู้จากไป
ผ่านพิธี จุดเทียนรอบวง
เพื่อส่งความรู้สึกดีๆ ให้ผู้ที่จากไป และเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ยังอยู่
เพราะ “ชีวิต” ยังต้องดำเนินต่อไป💛

งานนี้จัดโดย
• สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย
• สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย
• สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย
• สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา

ขอขอบคุณ
• เครือข่ายสุขภาพจิตทุกองค์กรที่ร่วมเป็นพลัง
• CP ALL สำหรับการสนับสนุนอาหารว่างและเครื่องดื่ม
• ICONSIAM สำหรับสถานที่และการร่วมสร้างกิจกรรมดีๆ เพื่อสังคม
ติดตามกิจกรรมดีๆ ครั้งต่อไปได้ที่ช่องทางนี้
แล้วพบกันใหม่ค่ะ💛

ที่อยู่

Bangkok
10240

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สปฆท - Thai Association for Suicide Preventionผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์