27/05/2026
🟢 เมื่อการฆ่าตัวตายไม่ใช่แค่ความอ่อนแอส่วนบุคคล...
แต่เป็นผลจากสังคมที่ไม่เป็นใจ
ในยุคดิจิทัลที่โลกทั้งใบถูกย่อมาไว้ในมือถือ การติดต่อสื่อสารข้ามทวีป กระแสไวรัลในโซเชียลมีเดียวิ่งถึงกันในชั่วพริบตา ทำให้ผู้คนใกล้ชิดและ “เห็น” กันมากขึ้น
แต่สำหรับคนบางกลุ่มกลับสวนทาง พื้นที่ในใจกลับว่างเปล่า ห่างไกล มิติด้านในเหือดแห้ง โดดเดี่ยว ไร้ซึ่งความยินดีในชีวิต การจบชีวิตถูกเลือกให้เป็นทางลัดเพื่อสลายพลังทำลายล้างที่รออยู่ปลายทาง เป็นทางออกให้ทุกข์ที่สะสมอยู่พังทลายไป สะท้อนการแตกสลายทางจิตวิญญาณของบุคคลและยุคสมัย
“การฆ่าตัวตายเป็นการร้องขอความช่วยเหลือจากคนทุกข์แสนสาหัส เขาทนไม่ไหวแล้วจึงต้องแสดงออกมาแบบนั้น” ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย เปิดบทสนทนาที่ทำเอาเราฟังแล้วใจยวบ
“สาเหตุมาจากหลายปัจจัยมาก เรียกว่า biopsychosocial ด้านชีวภาพ (Biological) เป็นเรื่องพันธุกรรม สารสื่อประสาทในสมองหรือฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป โรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune) หรือโรคมะเร็งก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้านสังคม (Social) เช่น เรื่องเศรษฐกิจ การไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม การโดนบูลลี่ ด้านจิตใจ (Psychological) โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท
และยังมีเรื่องแอลกอฮอล์ การมีบาดแผลทางใจ (Trauma) ในอดีตจากครอบครัว ทั้งการถูกทำร้ายร่างกาย คำพูด หรือล่วงละเมิดทางเพศ รวมถึงการที่คนในครอบครัวเคยฆ่าตัวตายมาก่อน เมื่อ 20 กว่าปีก่อน มีครอบครัวหนึ่งที่ฆ่าตัวตายถึง 3 ชั่วคน ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีทั้งด้านพันธุกรรมและการเรียนรู้พฤติกรรม”
#ไทยสูญเสีย 1 คน ในทุก 2 ชั่วโมง
ข้อมูลจากใบมรณบัตร กระทรวงมหาดไทย รวบรวมโดยกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปีงบประมาณ 2567 มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายทั้งสิ้น 5,217 ราย หรือ คิดเป็น 8.02 ต่อประชากรแสนคน เฉลี่ยประมาณ 15 คนต่อวัน หรือ 1 คน ในทุก 2 ชั่วโมง
โดยกลุ่มวัยทำงานอายุ 20 – 59 ปี มีจำนวนสูงที่สุด รองลงมาคือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป, วัยรุ่นอายุ 15 – 19 ปี และเด็กอายุ 5 – 14 ปี มีจำนวนผู้พยายามฆ่าตัวตายสูงถึงประมาณ 33,000 คน เฉลี่ย 93 คนต่อวัน เท่ากับว่าทุก 1 ชั่วโมง มีคนพยายามฆ่าตัวตายสูงถึง 4 คน
#ปัญหาร่วมทั่วโลก: เงื่อนไขเชิงระบบ/โครงสร้าง
ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่เผชิญปัญหานี้ ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายกว่า 720,000 รายทั่วโลก 73% เกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง เลโซโท... ประเทศเล็กๆ ในแอฟริกามีอัตราการจบชีวิตตนเองสูงที่สุดในโลก คิดเป็น 87.5 คนต่อประชากร 100,000 คน สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกเกือบ 10 เท่า ปัจจัยหลักเกิดจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคเอชไอวี/เอดส์ ปัญหาความยากจนและการว่างงานเรื้อรัง การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตที่มีอยู่อย่างจำกัด
รัสเซีย มีสถิติการฆ่าตัวตายสูงต่อเนื่อง คิดเป็น 21.6 คนต่อประชากร 100,000 คน มีความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและปัญหาสุขภาพจิตที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้นหลัก
เกาหลีใต้ ครองสถิติฆ่าตัวตายสูงสุดในกลุ่มประเทศ OECD ในปี 2567 คิดเป็น 24.1 คนต่อประชากร 100,000 คน สูงกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มประเทศ OECD ที่ระดับ 10.7 คน สาเหตุหลักเกิดจากเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง (Structural Condition) อัตราเร่งในการพัฒนาประเทศแลกกับความกดดันของคนในสังคม วัยเรียนมีความกดดันทางการศึกษา การแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่ออนาคตที่มั่นคง ความยากจนในผู้สูงอายุเนื่องจากระบบบำนาญไม่ครอบคลุม การบูลลี่ออนไลน์รุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มคนดังหรือบุคคลสาธารณะ
ญี่ปุ่น เผชิญปัญหานี้ในระดับปรากฏการณ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (NPA) ได้ปรับปรุงการจัดหมวดหมู่แรงจูงใจในการฆ่าตัวตายได้ถึง 50 สาเหตุ โดยระบุสาเหตุได้มากถึง 3 สาเหตุต่อการฆ่าตัวตายแต่ละครั้ง จากข้อมูลในปี 2563 สาเหตุหลัก 49% คือสุขภาพกายและใจ, 17% การเงิน, 15% ปัญหาในครัวเรือน และ 10% เป็นปัญหาในที่ทำงาน
การทำงานหนักกระทบสุขภาพกายใจจนเสียชีวิตของคนญี่ปุ่นถึงขั้นบัญญัติเป็นชื่อโรคว่า คาโรชิซินโดรม (Karoshi Syndrome) คาโรชิ หมายถึง "การเสียชีวิตจากการทำงานหนัก" เหตุการณ์สำคัญที่ตีแผ่ปัญหาคาโรชิ คือเรื่องราวของมัตสึริ ทาคาฮาชิ (Matsuri Takahashi)
พนักงานบริษัทโฆษณา ต้องทำงานอย่างกดดันและทำล่วงเวลาเพิ่มจากเวลาทำงานปกติอีกมากกว่า 100 ชั่วโมงต่อเดือนติดต่อกันนานหลายเดือน จนเธอเลือกจบชีวิตในวันคริสต์มาสที่ควรเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง เหตุการณ์นี้เป็นประเด็นระดับชาติ สร้างแรงกระเพื่อมในสังคม และเกิดการปฏิรูปกฎหมายเพื่อจำกัดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาอย่างเข้มงวดมากขึ้น
จากสถิติปี 2568 ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย 19,188 ราย เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่า 20,000 เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี เนื่องจากภาครัฐเอาจริงในการแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน มีพระราชบัญญัติพื้นฐานว่าด้วยมาตรการป้องกันการฆ่าตัวตาย (Basic Act for Su***de Prevention)
อย่างไรก็ตาม แม้ในภาพรวมสถานการณ์จะดีขึ้น แต่มีตัวเลขที่น่าวิตกคือสถิติในกลุ่มเด็กนักเรียนชั้นประถมและมัธยมในปี 2568 ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 532 ราย ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกในปี 2523
#จิตเวชศาสตร์ข้ามวัฒนธรรม: เยียวยาด้วยการคืนอัตลักษณ์
ปัญหาการฆ่าตัวตายไม่จำกัดอยู่แค่เพียงคนเมืองหรือชนบท ในกลุ่มชนพื้นเมืองก็ทวีความรุนแรงและท้าทายมากขึ้น เช่น ชนเผ่าพื้นเมือง ชาวอะบอริจิน (Aboriginal) และ ชาวเกาะช่องแคบทอร์เรส (Torres Strait Islander) ในออสเตรเลีย มีอัตราการฆ่าตัวตายพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการบันทึกมา ที่น่าตกใจคือ 1 ใน 5 ของการเสียชีวิตในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เกิดจากการฆ่าตัวตาย
ข้อมูลจาก Statistics Canada ชี้ว่าอัตราการฆ่าตัวตายในกลุ่มชนพื้นเมือง กลุ่มปฐมชาติ (First Nations) และกลุ่มอินูอิท (Inuit) ในแคนาดา สูงกว่าคนทั่วไป 3-4 เท่า และในบางพื้นที่ห่างไกล เช่น นูนาวุต (Nunavut) สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างเทียบไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น
เมื่อมองผ่านแว่นจิตเวชศาสตร์ข้ามวัฒนธรรม (Cross-cultural psychiatry) พบว่าการเยียวยาที่ดีที่สุดคือการคืนอัตลักษณ์ (Cultural Reclamation) ตามแนวคิด Indigenous-led solutions หรือทางออกที่นำโดยชุมชนพื้นเมือง เป็นการสนับสนุนให้กลับมาเรียนรู้ภาษาดั้งเดิม ฟื้นฟูพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ เป็นเกราะป้องกันทางจิตใจที่แข็งแกร่ง ช่วยลดอัตราการฆ่าตัวตายในชนพื้นเมืองที่ได้ผลที่สุด
หนึ่งในกรณีศึกษาที่ยืนยันแนวคิดนี้คือ โมเดล "PC CARES" ในชนเผ่าอินูอิท รัฐอลาสกา สหรัฐอเมริกา เมื่อเยาวชนพื้นเมืองมีอัตราการจบชีวิตตนเองสูงเนื่องจากความโดดเดี่ยวทางภูมิศาสตร์และบาดแผลจากการถูกกลืนชาติ ระบบสาธารณสุขเข้าไม่ถึงและไม่เข้าใจบริบทพื้นที่ จึงเกิดโครงการ Promoting Community Conversations About Research to End Su***de (PC CARES)
จากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นและชุมชนชาวอินูอิท เริ่มต้นในปี 2552 เปลี่ยนรูปแบบการดูแลสุขภาพจากการสั่งการแบบเดิม (Top-down) มาเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้และการขับเคลื่อนร่วมกันของคนในชุมชนเพื่อลดความเสี่ยงและส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจ
โดยจัดกิจกรรมล้อมวงพูดคุยตามวิถีดั้งเดิมเป็นประจำ แปลผลงานวิจัยด้านสุขภาพจิตระดับสากลให้กลายเป็นภาษาและเรื่องเล่าเชิงสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณของบรรพบุรุษ พบว่าอัตราการส่งต่อผู้ป่วยและความรู้สึกสิ้นหวังลดลงอย่างชัดเจน เพราะคนในชุมชนสามารถดักจับสัญญาณเตือนก่อนการฆ่าตัวตายได้ด้วยภาษาวัฒนธรรมเดียวกันและเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงทีโดยไม่ทำให้รู้สึกถูกตีตรา (Stigma)
โครงการนี้มีการพัฒนาและประเมินผลอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งองค์กรระดับสากลอย่าง Su***de Prevention Resource Center (SPRC) ได้บรรจุโมเดลนี้ไว้ในฐานข้อมูลเครื่องมือป้องกันการฆ่าตัวตายที่เป็นเลิศสำหรับชุมชนชนเผ่าพื้นเมือง
#เพราะชีวิตมีความหมาย
“ชีวิตนั้นคุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่หรือไม่” เป็นคำถามทางปรัชญาที่สำคัญที่สุดที่อัลแบร์ กามูส์ ถามไว้เมื่อ 84 ปีก่อนใน “เทพตำนานซีซิฟ: Le Mythe de Sisyphe” หรือในชื่อฉบับภาษาอังกฤษว่า “The Myth of Sisyphus” การตอบตัวเองได้ว่าชีวิตมีคุณค่าความหมาย เป็นหลักหมุดสำคัญยิ่งในยุคปัจจุบัน
ผศ.(พิเศษ) นพ.ปราการ ถมยางกูร นายกสมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายไทย พูดถึงเรื่องความหมายของชีวิตว่า “คนเรามีอีโก้ (Ego) หรือตัวตน มีอิด (Id) คือสัญชาตญาณ มีซูเปอร์อีโก้ (Superego) คือมโนธรรม เมื่อไหร่ที่อีโก้เราโดนกระแทกแล้วรับไม่ไหว มันคือการร้องขอความช่วยเหลือ เราจะรู้สึกสูญเสียความเป็นตัวตน ไร้คุณค่า หรือที่เรียกว่า Worthlessness สมมติวันหนึ่งแฟนไปมีคนอื่น เราก็ดิ่งลง รู้สึกไม่มีคุณค่า และต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีคนมาช่วยและเราก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เรียกว่า Helplessness
ความทุกข์เกิดจากการคิดซ้ำในแง่ลบ พอคิดลบซ้ำๆจนมองไม่เห็นความหวัง มันคือความสิ้นหวังหรือ Hopelessness ตามทฤษฎีของแอรอน ที. เบ็ค (Aaron T. Beck) จะพูดถึง 3 ตัวนี้คือ Hopelessness, Helplessness และ Worthlessness การช่วยเหลือคือต้องทำให้เขามีความหวังและรู้สึกมีคุณค่าในชีวิต ซึ่งตรงกับหลักของ Spiritual ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าแค่ความคิด”
“ความหมายของชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญมาก คนเราควรค้นหาให้เจอ ยิ่งเจอเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งเข้าใจชีวิตมากขึ้น จากการสัมภาษณ์คนที่รอดชีวิตจากการพยายามฆ่าตัวตาย ทุกคนพูดเหมือนกันว่าตอนนั้นเหมือนตกอยู่ในอุโมงค์มืดๆ หรือเหวมืดที่ไม่มีทางออก และทางสุดท้ายคือต้องสิ้นชีพไป
ดังนั้นในการช่วยเหลือจะให้เขามองเห็นว่าก่อนที่จะเดินไปตกเหว ยังสามารถเปิดประตูซ้ายขวาได้ ยังมีทางออกอื่น หรือในทาง Spiritual คือการช่วยให้เห็นว่าเขายังมีความหมายของชีวิตอยู่”
#สุขภาวะทางปัญญา (Spiritual Health): สังเกต เห็นคุณค่าในตัวเอง และตื่นรู้
รศ.ดร.นพ.ชัชวาลย์ ศิลปกิจ ผู้อำนวยการศูนย์จิตตปัญญาศึกษา ม.มหิดล กล่าวว่า “จุดเชื่อมต่อที่สำคัญที่สุดระหว่างจิตเวชศาสตร์และจิตวิญญาณ คือ การเห็นคุณค่าในตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Self-Acceptance) ในความเป็นจริง ทุกคนมีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้วตั้งแต่เกิด แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น สังคมทุนนิยมและค่านิยมได้สร้าง ‘เงื่อนไข’ ขึ้นมาครอบงำเรา
เราถูกสอนให้เอาคุณค่าไปผูกติดกับผลลัพธ์ เกรดเฉลี่ย หน้าที่การงาน หรือความสำเร็จภายนอก เมื่อเราสอบตกหรือล้มเหลว เราจึงไม่ได้มองว่านั่นเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่ง แต่กลับลามไปสงสัยในคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ของตัวเอง รู้สึกไม่มีค่าพอที่จะอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป โครงสร้างความคิดนี้บีบคั้นให้เราหลงลืมแก่นแท้ของชีวิต”
“เรามีมิติที่อยู่เหนือความเป็นฉัน ตัวตนไม่ใช่ที่สุด แต่เราถูกสอนให้เอาตัวตนเป็นดัชนี โดยลืมสภาวะเหนือตัวตนที่เป็น Consciousness คำกล่าวที่ว่า ‘ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน’ เป็นมายาคติที่ทำร้ายเรา สุขภาวะทางปัญญาทำให้เราสงบ ผ่อนคลาย สังเกตเห็นความเป็นไปของกายใจ เห็นแพทเทิร์นว่าเราตกร่องอะไร อ่อนไหวกับอะไร การจะเห็นแบบแผนนี้ก็ต้องกลับมาสังเกตตัวเอง จึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดมุมมองจาก ‘ผู้สังเกต (Observer)’ อย่างแท้จริง”
อาจารย์ชัชวาลย์ยังยกตัวอย่างประสบการณ์ของเอคฮาร์ท โทลล์ (Eckhart Tolle) ผู้นำทางจิตวิญญาณระดับโลก เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพการทำงานของ ‘ผู้สังเกต’ ได้ชัดเจนและทรงพลัง ในวัย 29 ปี เขาเผชิญกับโรคซึมเศร้าและคิดฆ่าตัวตาย คืนหนึ่งมีความคิดผุดขึ้นว่า "ฉันไม่สามารถทนอยู่กับตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว" (I cannot live with myself any longer) ในเสี้ยววินาทีแห่งสติ
เขาตั้งคำถามว่า "ถ้าฉันทนอยู่กับตัวเองไม่ได้... นั่นแปลว่าต้องมี '2 สิ่ง' อยู่ในนี้ใช่ไหม? คือ 'ฉัน' (I) และ 'ตัวฉัน' (Myself)... แล้วตัวไหนล่ะคือของจริง?"
โทลล์ค้นพบว่า ‘ตัวฉัน’ ที่เต็มไปด้วยความทุกข์และความรู้สึกไร้ค่า ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง แต่เป็นเพียง ‘สิ่งที่ถูกรู้’ (จิตปรุงแต่ง/อัตตา) ส่วน ‘ฉัน’ ที่เฝ้ามองอารมณ์เหล่านั้นอยู่ต่างหากคือ ‘ผู้รู้’ (Consciousness /Observer) เมื่อเขาแยก ‘ผู้รู้’ ออกจาก’สิ่งที่ถูกรู้’ ได้ โครงสร้างของความรู้สึกไร้ค่าก็พังทลายลง เขากลับมาสัมผัสได้ถึงคุณค่าดั้งเดิมที่ดำรงอยู่โดยปราศจากเงื่อนไข
“เมื่อเราเริ่มมีสติ สังเกตเห็นว่าเสียงตำหนิตัวเองเป็นเพียงปรากฏการณ์ (Phenomena) หรือการเรียนรู้ที่ถูกป้อนจากสังคม เราจะเริ่มถอนตัวเองออกจากเงื่อนไขเหล่านั้น และสามารถโอบกอดตัวเองด้วยความเมตตาและยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Self-Acceptance) ได้อีกครั้ง”
อาจารย์ชัชวาลย์ ให้ข้อคิดว่าควรทำให้ความหมายของคำว่า ‘ผิดเป็นครู’ เกิดขึ้นได้จริงคือ เรียนรู้จากความผิดพลาด ไม่ใช่ผิดเป็นกู โทษตัวเองอยู่ซ้ำๆ “เวลาทำงานผิดพลาด ผมอยากให้คนทำงานมีภูมิคุ้มกันว่าเป็นการผิดที่งานไม่ใช่ที่คน ผิดได้และแก้ไขพัฒนาไป
ถ้าหัวหน้าด่าก็คิดซะว่าด่าได้แต่ไม่โดน ถ้าเกิดความรู้สึกแย่กับตัวเองให้รู้ว่านี่เป็นแค่ความรู้สึก เป็นแค่เสียงในหัว ก็กลับมานิ่งๆกับตัวเอง ถามตัวเองว่าแย่จริงเหรอ เราไม่ดีจริงหรือเปล่า อาจจะพบคำตอบว่า เราก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง พออยู่ได้ ยอมรับมัน เมื่อเราดูแลตัวเองให้ข้างในมั่นคง สงบลง เดี๋ยวสิ่งแวดล้อมจะค่อยๆเปลี่ยนเอง”
การป้องกันการฆ่าตัวตาย เป็นมากกว่าการรักษาเยียวยาบาดแผลทางใจ แต่คือการช่วยให้เพื่อนมนุษย์ได้กลับไปค้นพบคุณค่าความหมายอันไร้เงื่อนไขของตนเอง เพราะคุณค่าที่แท้จริงของคนเรานั้นสมบูรณ์อยู่ในตัวเองเสมอ
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญและต้องการความร่วมมือคือ การร่วมสร้างสังคมที่ทำให้คนอยากมีชีวิตอยู่ เป็นสังคมที่ใจดีโอบอุ้มกัน ด้วยแนวคิด "การป้องกันการฆ่าตัวตายเป็นหน้าที่ของเราทุกคน" (Su***de prevention is everybody's business)... แล้วคุณพร้อมที่จะร่วมสร้างสังคมแบบนี้ไปด้วยกันไหม
เรื่อง : แสงอรุณ ลิ้มวงศ์ถาวร
ภาพประกอบ : กุลระวี สุขีโมกข์