บ้านปรัชญารามฯ

บ้านปรัชญารามฯ สื่อกลางสำหรับผู้สนใจศึกษาวิชาปรั?

เนื่องจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนในลักษณะตลาดวิชา เปิดโอกาสให้ทุกคนสมัครเข้าโดยไม่มีการสอบคัดเลือก ไม่มีการบังคับการเข้าชั้นเรียนของนักศึกษา ลักษณะดังกล่าวเป็นผลให้นักศึกษาบางส่วนเข้าชั้นเรียนสมำ่เสมอ บางส่วนเข้าชั้นเรียนเป็นครั้งคราว และบางส่วนไม่เข้าชั้นเรียนเลย

สำหรับนักศึกษาในวิชาปรัชญานั้น มีลักษณะพิเศษคือ ต้องอาศัยการเข้าชั้นเรียนเชิงสัมมนา จึงจะเกิดประสิทธิผลทางการศึกษา และจากการสำรวจของภาควิชาปรัชญา พบว่านักศึกษาที่เข้าชั้นเรียนไม่สมำ่เสมอ มีประสิทธิผลทางการเรียนตำ่กว่าผู้เข้าชั้นเรียนสมำ่เสมอ

ที่สำคัญคือ ภาควิชาปรัชญาพบว่า การเข้าเรียนเชิงสัมมนาที่ดี ต้องอาศัยความคุ้นเคยระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ จึงจะทำให้นักศึกษากล้าแสดงความคิดเห็น และเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมของนักศึกษาปรัชญา เป็นไปตามแนวทางของ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ที่ให้มหาวิทยาลัยแก้ปัญหาการดูแลนักศึกษาด้วยระบบพี่เลี้ยง โดยการเข้าไปแนะนำกลุ่มกิจกรรม ให้สร้างวัฒนธรรมองค์กรเพื่อดูแลนักศึกษาด้วยกัน

Henri Nouwen : วาทกรรมคำถามที่แท้จริงของชีวิตโลกสมัยใหม่ถามเราทุกวันว่าวันนี้หาเงินได้เท่าไรประสบความสำเร็จหรือยังมีคนชื...
20/08/2026

Henri Nouwen : วาทกรรมคำถามที่แท้จริงของชีวิต

โลกสมัยใหม่
ถามเราทุกวันว่า

วันนี้หาเงินได้เท่าไร
ประสบความสำเร็จหรือยัง
มีคนชื่นชมกี่คน
มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นกี่คน

เราถูกสอนให้วัดชีวิต
ด้วยตัวเลข
จนบางครั้ง
ลืมวัดชีวิต
ด้วยหัวใจ

⸻

Henri Nouwen
จึงชวนเราถามตัวเอง
ด้วยคำถามอีกชุดหนึ่ง

"วันนี้...ฉันมอบความสงบให้ใครหรือยัง?"
"วันนี้...ฉันทำให้ใครสักคนยิ้มได้หรือไม่?"
"วันนี้...ฉันพูดคำที่เยียวยาหัวใจใครหรือเปล่า?"
"วันนี้...ฉันปล่อยวางความโกรธและความขุ่นเคืองได้หรือยัง?"
"วันนี้...ฉันให้อภัยหรือยัง?"
"วันนี้...ฉันได้รักใครหรือยัง?"

แล้วเขาก็ปิดท้ายว่า
"นี่ต่างหาก...คือคำถามที่แท้จริง"

⸻

ลองสังเกตดู
ไม่มีคำถามข้อไหนเลย
ถามว่า
คุณรวยหรือไม่
คุณมีชื่อเสียงหรือไม่
คุณมีอำนาจหรือไม่

เพราะเมื่อชีวิตใกล้ถึงปลายทาง
สิ่งที่เรามักเสียใจ
ไม่ใช่การมีเงินน้อยเกินไป

แต่คือ
เรารักน้อยเกินไป
ให้อภัยช้าเกินไป
และพูดคำดี ๆ
น้อยเกินไป

⸻

เราใช้เวลาทั้งชีวิต
สร้างอาชีพ
สร้างบ้าน
สร้างชื่อเสียง
แต่ลืมสร้าง
ความอ่อนโยนในหัวใจ

ทั้งที่
สิ่งหลัง
อาจเป็นสิ่งเดียว
ที่ผู้คนยังจดจำเราได้
หลังจากเราเดินจากไป

---

การดำเนินชีวิตตามคำกล่าวนี้

ก่อนนอนคืนนี้
อย่าเพิ่งถามว่า
วันนี้ทำงานเสร็จกี่อย่าง

แต่ลองถามตัวเองว่า
วันนี้
เราได้ทำให้โลก
ดีขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยหรือไม่
เราได้ยิ้มให้ใครหรือยัง
เราได้ฟังใครอย่างตั้งใจหรือยัง
เราได้ให้อภัยใครบ้าง
และที่สำคัญ
เราได้ให้อภัยตัวเองบ้างหรือยัง

ถ้าคำตอบคือ "ใช่"
แม้เพียงข้อเดียว

วันนี้
ก็ไม่ใช่วันที่สูญเปล่า

---

ถ้าจะสรุป

มนุษย์ชอบใช้ชีวิต
ราวกับกำลังทำข้อสอบ
ที่มีคะแนน
ชื่อเสียง
และความสำเร็จ

แต่เมื่อชีวิตใกล้จบบท
เรากลับพบว่า
ข้อสอบที่แท้จริง
ไม่เคยถามเลยว่า
"เจ้าประสบความสำเร็จเพียงใด"

มันถามเพียงว่า
"เจ้าทำให้ชีวิตของใคร...เบาลงบ้างหรือไม่"

เพราะเมื่อทุกตำแหน่ง
ทุกทรัพย์สิน
และทุกคำชื่นชม
ค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

สิ่งที่ยังคงอยู่
ไม่ใช่สิ่งที่เราเคยครอบครอง
แต่คือ
ความสงบที่เราเคยมอบให้
รอยยิ้มที่เราเคยสร้างขึ้น
และ
ความรักที่เราเคยกล้าแบ่งปัน

นั่นต่างหาก...
คือคำตอบที่งดงามที่สุด
ของคำถามที่เรียกว่า
"ชีวิต"

**หมายเหตุ

บทความนี้เกิดจากการสนทนา วิเคราะห์ และขัดเกลาร่วมกันระหว่างแอดมินกับ ChatGPT เนื้อหาและการตัดสินใจเผยแพร่เป็นความรับผิดชอบของแอดมิน

Chief Seattle : วาทกรรมสายใยแห่งชีวิตโลกสมัยใหม่มักพูดถึงธรรมชาติราวกับมันเป็น"สิ่งแวดล้อม"บางอย่างที่อยู่รอบตัวเราแต่ C...
17/08/2026

Chief Seattle : วาทกรรมสายใยแห่งชีวิต

โลกสมัยใหม่

มักพูดถึงธรรมชาติ
ราวกับมันเป็น
"สิ่งแวดล้อม"
บางอย่าง
ที่อยู่รอบตัวเรา

แต่ Chief Seattle
กลับมองต่างออกไป

เขากล่าวว่า
"มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้ถักทอสายใยแห่งชีวิต
เราเป็นเพียงเส้นด้ายเส้นหนึ่งในนั้น

สิ่งใดก็ตามที่เราทำต่อสายใยนั้น
เราก็กำลังทำกับตัวเราเอง

ทุกสิ่งล้วนผูกพันกัน
ทุกสิ่งล้วนเชื่อมโยงถึงกัน"

⸻

คำกล่าวนี้
ไม่ได้เป็นเพียงบทกวี
แต่มันคือการปฏิวัติวิธีคิด

เพราะมันบอกว่า
มนุษย์
ไม่ใช่เจ้าของโลก
ไม่ใช่ผู้พิชิตโลก
และไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก

เราเป็นเพียง
หนึ่งเส้นใยเล็ก ๆ
ในผืนผ้าที่ใหญ่กว่าตัวเรา

⸻

เมื่อเราทำลายป่า
เราไม่ได้ทำร้ายต้นไม้เท่านั้น
เราทำลายอากาศ
ที่ลูกหลานของเราจะหายใจ

เมื่อเราทำลายแม่น้ำ
เราไม่ได้ทำร้ายน้ำเท่านั้น
เราทำร้ายเลือดที่หล่อเลี้ยงอารยธรรม

เมื่อเราสร้างสังคม
ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
เราก็ไม่ได้ทำร้ายคนอื่นเพียงฝ่ายเดียว

แต่กำลังทำให้โลก
ที่เราต้องอยู่ร่วมกัน
ไม่น่าอยู่ขึ้นทุกวัน

⸻

คำกล่าวนี้

จึงไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องธรรมชาติ
แต่มันพูดถึง
ความสัมพันธ์ทั้งหมด

ทุกการกระทำ
มีผลสะเทือน
ทุกคำพูด
เดินทางต่อไป
ทุกความเมตตา
ส่งต่อความเมตตา
ทุกความรุนแรง
สร้างความรุนแรงใหม่
ไม่มีสิ่งใด
จบลงเพียงที่ตัวเรา

---

การใช้ชีวิตในโลกสมัยใหม่

โลกปัจจุบัน
ทำให้เรารู้สึกว่า
ทุกคนต่างอยู่เพื่อตัวเอง

แต่ความจริง
ยิ่งโลกเชื่อมต่อกันมากขึ้น
ความรับผิดชอบของเราก็ยิ่งมากขึ้น

ก่อนกดส่งข้อความ
ถามตัวเองว่า
สิ่งนี้กำลังเพิ่มความเกลียดชัง
หรือเพิ่มความเข้าใจ

ก่อนซื้อ
ถามว่า
สิ่งนี้สร้างภาระให้โลก
หรือช่วยให้โลกเบาขึ้น

ก่อนตัดสินใคร
ถามว่า
ถ้าเราอยู่ในที่ของเขา
เราจะหวังให้คนอื่นปฏิบัติต่อเราอย่างไร

เพราะทุกสิ่งที่เราส่งออกไป
วันหนึ่ง
มันมักย้อนกลับมาหาเรา

---

ถ้าจะสรุป

มนุษย์ชอบถามว่า
"โลกให้อะไรกับฉัน?"

แต่ธรรมชาติ
กลับถามอีกคำถามหนึ่ง
"เจ้ากำลังเติมอะไร...ลงในโลก?"

เราอาจคิดว่า
การกระทำของคนคนเดียว
เล็กเกินไป
ที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้

แต่ลองนึกถึง
ผืนใยแมงมุม
เพียงเส้นเดียวที่ขาด
แรงสั่นสะเทือน
ก็เดินทางไปทั่วทั้งใย

ชีวิตก็เช่นกัน
ไม่มีความเมตตาใด
เล็กเกินไป
และไม่มีความเห็นแก่ตัวใด
ไร้ผลกระทบ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว

เราไม่ได้อาศัยอยู่
"บนโลก"
เราอาศัยอยู่
"ในสายใยเดียวกันของชีวิต"

และทุกครั้งที่เราทำให้สายใยนั้นแข็งแรงขึ้น
เราก็กำลังทำให้
**ชีวิตของตัวเราเอง
มั่นคงขึ้นเช่นกัน**

**หมายเหตุ

บทความนี้เกิดจากการสนทนา วิเคราะห์ และขัดเกลาร่วมกันระหว่างแอดมินกับ ChatGPT เนื้อหาและการตัดสินใจเผยแพร่เป็นความรับผิดชอบของแอดมิน

OSCAR WILDE :วาทกรรมเรื่อง "เมื่อเสียงนินทากลายเป็นหลักฐานของการมีตัวตน"«"There is only one thing in the world worse tha...
14/08/2026

OSCAR WILDE :

วาทกรรมเรื่อง "เมื่อเสียงนินทากลายเป็นหลักฐานของการมีตัวตน"

«"There is only one thing in the world worse than being talked about, and that is not being talked about."

"มีเพียงสิ่งเดียวในโลกที่เลวร้ายยิ่งกว่าการถูกผู้คนพูดถึง นั่นคือการไม่ถูกพูดถึงเลย"

— Oscar Wilde»

---

Oscar Wilde หัวเราะให้กับเสียงนินทา

คนส่วนใหญ่
หวาดกลัว
การถูกวิจารณ์
การถูกนินทา
การตกเป็นข่าว
แต่ Oscar Wilde กลับหัวเราะ

สำหรับเขา
เมื่อผู้คนยังพูดถึงคุณ
ไม่ว่าจะชื่นชมหรือวิจารณ์
อย่างน้อย
คุณก็ยังมีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้

คนธรรมดา
มักถูกลืม
แต่คนที่กล้าแตกต่าง
มักถูกพูดถึง

Wilde จึงมองว่า
เสียงนินทา
บางครั้ง
คือราคาที่ต้องจ่าย
ของการเป็นตัวของตัวเอง

---

แต่ Kant ไม่เห็นด้วย

Immanuel Kant
กลับตั้งคำถามที่ลึกกว่า
เขาไม่ได้ถามว่า
การถูกนินทาดีหรือไม่

แต่ถามว่า
เหตุใดมนุษย์จึงใช้ชีวิตของผู้อื่นเป็นความบันเทิงของตนเอง

Kant เห็นว่า
การนินทา
ไม่ได้ลดคุณค่าของผู้ถูกพูดถึงก่อน
แต่มันลดคุณค่าของ
ผู้ที่กำลังนินทา

เพราะมนุษย์ทุกคน
มีศักดิ์ศรีในตัวเอง
ไม่ใช่วัตถุ
ที่เราจะหยิบมาสนทนา
เพื่อความสนุก
หรือเพื่อยกตนเองให้สูงขึ้น

เสียงหัวเราะ
ที่เกิดจากการทำลายชื่อเสียงของผู้อื่น
จึงเป็นความสุข
ที่แลกมาด้วยการลดทอน
ความเป็นมนุษย์ของเราเอง

---

แล้วใครถูก?

Oscar Wilde
หรือ Kant
ทั้งคู่ต่างมองเห็น
ความจริงคนละด้าน

Wilde กำลังพูดกับ
คนที่ถูกนินทา
อย่าให้เสียงของฝูงชน
มาทำลายความกล้าของคุณ
หากสิ่งที่คุณทำ
มีคุณค่า
การถูกพูดถึง
อาจเป็นราคาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วน Kant
กำลังพูดกับ
คนที่กำลังนินทา
จงถามตัวเองว่า
สิ่งที่คุณกำลังพูด
เคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์
หรือกำลังใช้มนุษย์อีกคน
เป็นเครื่องมือสร้างความบันเทิง

---

Victor Hugo ตัดสินคดีนี้

Victor Hugo
ไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง
แต่ชี้ไปที่สิ่งที่สำคัญกว่า

เขาเคยเขียนถึง
ความรัก
ความเมตตา
และความภักดี
มาตลอดชีวิต

หาก Wilde สอนว่า
อย่ากลัวเสียงนินทา
และ Kant สอนว่า
อย่านินทาผู้อื่น

Hugo จะถามอีกคำถามหนึ่งว่า
เมื่อมีคนนินทาเพื่อนของคุณต่อหน้าคุณ... คุณทำอะไร

คุณเงียบ
คุณหัวเราะตาม
คุณเติมเรื่อง
หรือคุณหยุดมัน

เพราะศักดิ์ศรีของมิตรภาพ
ไม่ได้วัดจากคำหวาน
ที่เราพูดต่อหน้ากัน
แต่วัดจาก
สิ่งที่เรายอม
หรือไม่ยอม
ให้เกิดขึ้น
ในวันที่อีกฝ่ายไม่อยู่

---

ทางสายกลางของความคิด

Oscar Wilde
เตือนเรา
ว่าอย่าหวาดกลัว
การตกเป็นเป้าสายตาของสังคม

Kant
เตือนเรา
ว่าอย่าใช้ชีวิตของคนอื่น
เป็นเวทีความบันเทิง

Victor Hugo
เตือนเรา
ว่ามิตรภาพ
ไม่ได้พิสูจน์ด้วยคำสัญญา
แต่พิสูจน์
ในวงสนทนาเล็ก ๆ
ที่เจ้าตัวไม่มีโอกาสปกป้องตัวเอง

บางที...

ประโยชน์ที่แท้จริงของการถูกนินทา
อาจไม่ใช่การทำให้เรามีชื่อเสียง
แต่คือการทำให้เรา
มองเห็นว่า
ใครคือคนที่ยังรักษาเกียรติของเรา
แม้ในวันที่เราไม่อยู่ตรงนั้น

**หมายเหตุ

บทความนี้เกิดจากการสนทนา วิเคราะห์ และขัดเกลาร่วมกันระหว่างแอดมินกับ ChatGPT เนื้อหาและการตัดสินใจเผยแพร่เป็นความรับผิดชอบของแอดมิน

10/08/2026
Slavoj Žižek : วัฒนธรรม หรือ หน้ากาก?«"What if culture itself is nothing but a halt, a break, a respite, in the pursuit ...
10/08/2026

Slavoj Žižek : วัฒนธรรม หรือ หน้ากาก?

«"What if culture itself is nothing but a halt, a break, a respite, in the pursuit of barbarity?"

"หรือแท้จริงแล้ว วัฒนธรรม ก็เป็นเพียงการหยุดพักชั่วคราว ระหว่างการเดินหน้าของความป่าเถื่อน?"

- Slavoj Žižek»

เรามักถูกสอนให้เชื่อว่า

เมื่อสังคมมีวัฒนธรรมมากขึ้น
มนุษย์ก็จะมีอารยธรรมมากขึ้น

แต่ Žižek กลับถามคำถามที่ทำให้ทั้งโลกอึ้ง

หรือจริง ๆ แล้ว
วัฒนธรรมไม่ได้กำจัดความป่าเถื่อนเลย
เพียงแค่สอนให้มันแต่งตัวดีขึ้น?

คนยังโกงเหมือนเดิม
แต่โกงด้วยถ้อยคำสุภาพ

คนยังเอาเปรียบเหมือนเดิม
แต่เรียกมันว่า "การแข่งขัน"

คนยังกดขี่เหมือนเดิม
แต่เรียกมันว่า "ประเพณี"

คนยังเกลียดชังเหมือนเดิม
แต่เรียกมันว่า "การปกป้องคุณค่าของสังคม"

นี่คือสิ่งที่ Žižek เรียกว่า
อุดมการณ์ที่ซ่อนอยู่ในวัฒนธรรม

วัฒนธรรมจึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์
แต่มันอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เรา
ไม่ต้องรู้สึกผิด
เวลาทำสิ่งที่ไร้มนุษยธรรม

เราจึงเห็นผู้คนพูดถึงศีลธรรม
แต่ชีวิตจริงเต็มไปด้วยการเอาเปรียบ

พูดถึงความเมตตา
แต่เฉยเมยต่อความทุกข์ของคนที่อ่อนแอกว่า

พูดถึงความซื่อสัตย์
แต่ชื่นชมคนที่ร่ำรวย
โดยไม่เคยถามว่าได้มันมาอย่างไร

Žižek จึงไม่ได้โจมตีวัฒนธรรม

เขาโจมตี
"การใช้วัฒนธรรมเป็นข้ออ้าง
เพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากับความจริง"

นี่คือเหตุผลที่คำว่า
"ปากว่าตาขยิบ"
จึงน่าสนใจทางปรัชญาอย่างยิ่ง

มันไม่ใช่เพียงนิสัยของคนบางคน
แต่มันสะท้อนกลไกของสังคม

เราพูดอย่างหนึ่ง
แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง

ประกาศอุดมคติ
แต่ใช้ชีวิตตรงข้ามกับอุดมคตินั้น

ยิ่งสังคมยกย่องคำพูดมากเท่าไร
บางครั้ง
เรายิ่งไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำมากเท่านั้น

และเมื่อทุกคนรู้ว่า
คำพูดกับความจริงไม่ตรงกัน
แต่ยังยิ้ม
ยังทำเป็นไม่เห็น
ยังถือว่าเป็นเรื่องปกติ

วัฒนธรรมก็อาจไม่ได้หยุดความป่าเถื่อน
มันเพียงทำให้ความป่าเถื่อน
ดูสุภาพขึ้น
และได้รับการยอมรับมากขึ้น

ทางสายกลาง

อย่างไรก็ตาม
การวิจารณ์ของ Žižek ไม่ได้หมายความว่า

วัฒนธรรมไม่มีคุณค่า
ตรงกันข้าม
วัฒนธรรมคือเครื่องมือที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่ง
ในการยับยั้งความเห็นแก่ตัวของมนุษย์

แต่เครื่องมือนี้จะมีความหมาย
ก็ต่อเมื่อ
เราใช้มันเพื่อตรวจสอบตัวเอง
ไม่ใช่ใช้มันปกปิดตัวเอง

เพราะอารยธรรมที่แท้จริง
ไม่ได้เริ่มต้นจากการพูดสิ่งที่ถูกต้อง

แต่มันเริ่มต้นจาก
ความกล้าที่จะยอมรับความจริง
แม้ความจริงนั้นจะทำให้เราดูไม่ดีเลยก็ตาม

07/08/2026

"The ultimate measure of a man is not where he stands in moments of comfort and convenience, but where he stands at times of challenge and controversy."

"มาตรวัดที่แท้จริงของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ยามสงบสุข แต่อยู่ที่การประคองตนในยามเผชิญหน้ากับโศกนาฏกรรมและความโกลาหล"

— มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.)

📢📢ประกาศตารางการจัดสอบเอง การสอบซ่อมภาค 2, S/68 ของภาควิชาปรัชญาค่ะ📢📢
07/08/2026

📢📢ประกาศตารางการจัดสอบเอง การสอบซ่อมภาค 2, S/68 ของภาควิชาปรัชญาค่ะ📢📢

06/08/2026
Michel Foucault :วาทกรรมเรื่อง "รัฐ ความมั่นคง และเสรีภาพ"«"The Enlightenment, which discovered the liberties, also inve...
06/08/2026

Michel Foucault :

วาทกรรมเรื่อง "รัฐ ความมั่นคง และเสรีภาพ"

«"The Enlightenment, which discovered the liberties, also invented the disciplines."

"ยุคแห่งภูมิธรรม (Enlightenment) ซึ่งค้นพบเสรีภาพ ก็เป็นยุคเดียวกันที่ประดิษฐ์กลไกแห่งการควบคุมขึ้นมาด้วย"

— Michel Foucault»

---

เมื่อรัฐบอกว่า "ทุกอย่างทำไปเพื่อความปลอดภัย"

เรามักเชื่อว่า
รัฐมีหน้าที่ปกป้องประชาชน
สร้างความสงบ
ป้องกันอาชญากรรม
หยุดยั้งการก่อการร้าย
ควบคุมโรคระบาด
รักษาความมั่นคงของชาติ

ทั้งหมดนี้
ล้วนฟังดูสมเหตุสมผล
และหลายครั้งก็จำเป็นจริง

แต่ Foucault กลับถามคำถามที่ทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจ

เมื่อใดกันแน่ ที่การปกป้อง เริ่มกลายเป็นการควบคุม

---

อำนาจไม่ได้อยู่แค่ปลายกระบอกปืน

Foucault ไม่ได้มองว่า
รัฐปกครองประชาชน
ด้วยความรุนแรงเพียงอย่างเดียว

เขามองว่า
อำนาจที่ทรงพลังที่สุด
คืออำนาจที่ทำให้ผู้คน
ควบคุมตัวเอง

กล้องวงจรปิด
ฐานข้อมูล
บัตรประชาชน
การสอบ

โรงเรียน
โรงพยาบาล
เรือนจำ
แม้แต่การจัดแฟ้มประวัติ
ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย

ที่จำแนก
จัดประเภท
สังเกต
ประเมิน
และกำกับพฤติกรรมของมนุษย์

จนหลายครั้ง
เราเชื่อฟัง
โดยไม่ต้องมีใครบังคับ

---

การเฝ้ามองที่ทำให้เราเฝ้าตัวเอง

Foucault ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด "Panopticon"
เรือนจำที่นักโทษไม่รู้ว่า
กำลังถูกมองอยู่หรือไม่

เมื่อไม่รู้
พวกเขาจะเริ่มระวังตัวเองตลอดเวลา
และในที่สุด
ผู้คุมก็ไม่จำเป็นต้องยืนเฝ้าทุกคน
เพราะนักโทษ
กลายเป็นผู้คุมตัวเอง

Foucault ตั้งคำถามว่า
สังคมสมัยใหม่
กำลังเดินไปในทิศทางนั้นหรือไม่

เมื่อเทคโนโลยี
ฐานข้อมูล
และการติดตาม
แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันมากขึ้นทุกปี

---

แต่รัฐก็มีเหตุผลของรัฐ

ไม่มีสังคมใด
อยู่ได้ด้วยเสรีภาพเพียงอย่างเดียว

หากไม่มีตำรวจ
ไม่มีศาล
ไม่มีการควบคุมโรค
ไม่มีระบบความปลอดภัย

ผู้ที่อ่อนแอที่สุด
อาจเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อน

รัฐจึงให้เหตุผลว่า

การเก็บข้อมูลบางอย่าง
การเฝ้าระวังบางรูปแบบ
และการบังคับใช้กฎหมาย
เป็นราคาที่ต้องจ่าย
เพื่อให้คนส่วนใหญ่
มีชีวิตที่ปลอดภัย

---

ทางสายกลางของความคิด

Foucault เตือนเรา
อย่ามอบอำนาจให้รัฐ
โดยไม่ตั้งคำถาม

แต่ในอีกด้านหนึ่ง
การปฏิเสธอำนาจของรัฐทั้งหมด
ก็อาจทำให้สังคมไร้ความสามารถ
ในการปกป้องผู้คนจาก

อาชญากรรม
ความรุนแรง
หรือภัยคุกคามร่วมกัน

สังคมเสรี
จึงไม่ใช่สังคมที่ไม่มีรัฐ
และไม่ใช่สังคมที่รัฐมองเห็นทุกลมหายใจของประชาชน

หากแต่เป็นสังคม
ที่อำนาจของรัฐ

ถูกจำกัดด้วยกฎหมาย
ตรวจสอบได้
โปร่งใส
และเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์

เพราะความมั่นคง
ทำให้เรามีชีวิตอยู่

แต่เสรีภาพ
ทำให้ชีวิตนั้น
มีความหมาย

และบางที...
หน้าที่สำคัญที่สุดของพลเมือง
อาจไม่ใช่เพียงการเชื่อฟังรัฐ
หรือการต่อต้านรัฐ

แต่คือการเฝ้าระวัง
ผู้ที่มีอำนาจเฝ้าระวังเราอยู่เสมอ

ไลน์กลุ่ม PHI2405 (อ.ลักษณวัต) ค่ะ ถ้า นศ. ท่านใดจะลงทะเบียนวิชานี้ต่อ ให้เข้าไลน์กลุ่มนี้ เพื่อรับทราบแผนการสอนและสอบถา...
05/08/2026

ไลน์กลุ่ม PHI2405 (อ.ลักษณวัต) ค่ะ ถ้า นศ. ท่านใดจะลงทะเบียนวิชานี้ต่อ ให้เข้าไลน์กลุ่มนี้ เพื่อรับทราบแผนการสอนและสอบถามรายละเอียดกับ อ.ลักษณวัต ค่ะ ขอบคุณค่ะ(ขอบคุณ)

ที่อยู่

Faculty Of Humanities Ramkhamhaeng University Ramkhamhaeng Road, Hua Mark, Bangkapi
Bangkok
10240

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ บ้านปรัชญารามฯ โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง บ้านปรัชญารามฯ:

ทางลัด

แชร์