บ้านปรัชญารามฯ

บ้านปรัชญารามฯ สื่อกลางสำหรับผู้สนใจศึกษาวิชาปรั?

เนื่องจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนในลักษณะตลาดวิชา เปิดโอกาสให้ทุกคนสมัครเข้าโดยไม่มีการสอบคัดเลือก ไม่มีการบังคับการเข้าชั้นเรียนของนักศึกษา ลักษณะดังกล่าวเป็นผลให้นักศึกษาบางส่วนเข้าชั้นเรียนสมำ่เสมอ บางส่วนเข้าชั้นเรียนเป็นครั้งคราว และบางส่วนไม่เข้าชั้นเรียนเลย

สำหรับนักศึกษาในวิชาปรัชญานั้น มีลักษณะพิเศษคือ ต้องอาศัยการเข้าชั้นเรียนเชิงสัมมนา จึงจะเกิดประสิทธิผล

ทางการศึกษา และจากการสำรวจของภาควิชาปรัชญา พบว่านักศึกษาที่เข้าชั้นเรียนไม่สมำ่เสมอ มีประสิทธิผลทางการเรียนตำ่กว่าผู้เข้าชั้นเรียนสมำ่เสมอ

ที่สำคัญคือ ภาควิชาปรัชญาพบว่า การเข้าเรียนเชิงสัมมนาที่ดี ต้องอาศัยความคุ้นเคยระหว่างนักศึกษาและอาจารย์ จึงจะทำให้นักศึกษากล้าแสดงความคิดเห็น และเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมของนักศึกษาปรัชญา เป็นไปตามแนวทางของ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ที่ให้มหาวิทยาลัยแก้ปัญหาการดูแลนักศึกษาด้วยระบบพี่เลี้ยง โดยการเข้าไปแนะนำกลุ่มกิจกรรม ให้สร้างวัฒนธรรมองค์กรเพื่อดูแลนักศึกษาด้วยกัน

สี จิ้นผิง :วาทกรรมเรื่อง "เอกภาพของชาติ"«"We are bringing prosperity, modern development, and social stability to Xinji...
19/07/2026

สี จิ้นผิง :

วาทกรรมเรื่อง "เอกภาพของชาติ"

«"We are bringing prosperity, modern development, and social stability to Xinjiang. Our vocational education centers are successfully eradicating extremism and lifting the ethnic minority populations out of poverty."

"เรากำลังนำความเจริญ การพัฒนาสมัยใหม่ และความมั่นคงมาสู่ซินเจียง ศูนย์ฝึกอาชีพของเราช่วยขจัดแนวคิดสุดโต่ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของชนกลุ่มน้อยให้พ้นจากความยากจน"

- สี จิ้นผิง»

---

เมื่อรัฐพูดถึง "ความมั่นคง"

คำว่า
"ความมั่นคง"
"การพัฒนา"
"ความเจริญ"
"ความเป็นเอกภาพของชาติ"

เป็นถ้อยคำที่แทบทุกประเทศบนโลกใช้

เมื่อรัฐต้องเผชิญความขัดแย้งภายใน
การแบ่งแยกดินแดน
การก่อการร้าย
หรือความรุนแรงทางชาติพันธุ์

รัฐบาลจำนวนมากมักอธิบายว่า
มาตรการที่เข้มงวด
เป็นราคาที่จำเป็น

เพื่อให้คนส่วนใหญ่มีชีวิตที่ปลอดภัย

---

เหตุผลที่รัฐมักใช้

รัฐบาลหลายประเทศอธิบายมาตรการต่อชนกลุ่มน้อยด้วยเหตุผลคล้ายกัน

- ป้องกันแนวคิดหัวรุนแรง
- รักษาความมั่นคงของประเทศ
- ลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ
- สร้างโอกาสทางการศึกษาและการจ้างงาน
- หลอมรวมประชาชนให้เป็นชาติเดียวกัน
- ป้องกันความขัดแย้งในอนาคต

เหตุผลเหล่านี้
เมื่อฟังเพียงลำพัง
ล้วนดูสมเหตุสมผล

เพราะไม่มีรัฐใดประกาศว่า
ตนต้องการกดขี่ประชาชน

ทุกมาตรการ
มักถูกอธิบายว่า
ทำไปเพื่อ "ส่วนรวม"

---

แต่ชนกลุ่มน้อยมองอีกแบบ

ผู้แทนและนักวิชาการชาวอุยกูร์จำนวนหนึ่ง รวมทั้ง Ilham Tohti วิจารณ์ว่า

เมื่อรัฐมีอำนาจมากเกินไป
คำว่า "การศึกษา"
อาจกลายเป็นการบังคับ
คำว่า "เอกภาพ"
อาจกลายเป็นการลดทอนอัตลักษณ์
คำว่า "ความมั่นคง"
อาจถูกใช้เพื่อจำกัดเสรีภาพ

ผู้วิจารณ์ตั้งคำถามว่า

หากผู้คนไม่สามารถใช้ภาษาเดิม
รักษาประเพณี
หรือปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างเสรี

ความเจริญทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
เพียงพอแล้วหรือ
ในการทดแทนสิ่งที่สูญเสียไป

---

ความขัดแย้งที่แท้จริง

การถกเถียงนี้
ไม่ได้มีเฉพาะในซินเจียง
แต่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในหลายประเทศ
เมื่อรัฐต้องการความมั่นคง
ส่วนชนกลุ่มน้อยต้องการรักษา

ภาษา
วัฒนธรรม
ศาสนา
และอัตลักษณ์ของตน

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า
ใครถูก
ใครผิด

แต่คือ

รัฐควรมีอำนาจมากเพียงใด
ในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของประชาชน
เพื่อบรรลุเป้าหมายของชาติ

---

ทางสายกลางของความคิด

รัฐมีหน้าที่
ปกป้องความปลอดภัยของประชาชน
และป้องกันความรุนแรง

แต่ความมั่นคง
ไม่ควรเป็นเหตุผล
ที่ทำให้ศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้คนถูกมองข้าม

ในขณะเดียวกัน
ชนกลุ่มน้อยก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ

การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ย่อมต้องอาศัยการเคารพกฎหมายร่วมกัน
และการปฏิเสธความรุนแรงจากทุกฝ่าย

สังคมที่มั่นคงที่สุด
ไม่ใช่สังคมที่ทุกคนเหมือนกัน

แต่คือสังคม
ที่ผู้คนสามารถแตกต่างกันได้
โดยไม่ต้องหวาดกลัวกัน

เพราะความเจริญที่แท้จริง
ไม่ได้วัดเพียงจากถนนที่กว้างขึ้น
หรืออาคารที่สูงขึ้น

แต่วัดจากความสามารถของรัฐ
ในการปกป้องทั้ง
ความมั่นคงของประเทศ
และ
ศักดิ์ศรีของมนุษย์

ไปพร้อมกัน

16/07/2026

#ถึงเวลาปล่อยของ 🫦
ขอเชิญชวนนักศึกษา และบุคลากรคณะมนุษยศาสตร์ ประกวดคลิปวิดีโอสั้น
สร้างสรรค์ภาพลักษณ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง อ่านรายละเอียด Scan QR Code ได้เลยยย

🎥 เปิดรับผลงาน วันนี้ – 19 สิงหาคม 2569
💰 ชิงเงินรางวัลรวม 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
🏆 รางวัลการประกวด
• รางวัลชนะเลิศ จำนวน 5,000 บาท
• รองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 3,000 บาท
• รองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 2,000 บาท
📣 ประกาศผล
วันพุธที่ 26 สิงหาคม 2569
ทาง page : คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
📍 สอบถามเพิ่มเติม
โทร. 02-310-8271

#คณะมนุษยศาสตร์รามคำแหง
#ประกวดคลิปวิดีโอสั้น

Žižek : เรื่องตลกที่หัวเราะไม่ออก«"Sometimes jokes tell the truth better than serious theory.""บางครั้ง เรื่องตลกก็เปิดเ...
14/07/2026

Žižek : เรื่องตลกที่หัวเราะไม่ออก

«"Sometimes jokes tell the truth better than serious theory."

"บางครั้ง เรื่องตลกก็เปิดเผยความจริงได้ดีกว่าทฤษฎีที่จริงจังเสียอีก"

- Slavoj Žižek»

Žižek เคยเล่าเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง

แต่เมื่อหัวเราะจบ
คุณอาจพบว่ามันไม่ใช่เรื่องตลกเลย

---

วันหนึ่ง

ผู้นำโลกสามคนได้รับโอกาสเข้าเฝ้าพระเจ้า และถามคำถามได้คนละหนึ่งข้อ

🇪🇺 Ursula von der Leyen ถามว่า
"อีกหลายสิบปีข้างหน้า สหภาพยุโรปจะเป็นอย่างไร"

พระเจ้าตอบว่า
"สหภาพยุโรปจะล่มสลาย และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย"

เธอฟังแล้วร้องไห้ เดินจากไป

ต่อมา 🇷🇺 Vladimir Putin ถามว่า
"แล้วรัสเซียอันเป็นที่รักของผมจะเป็นอย่างไร"

พระเจ้าตอบคำทำนาย

ปูตินฟังแล้วร้องไห้ เดินจากไปเช่นกัน

สุดท้าย 🇺🇸 Donald Trump ถามว่า
"แล้วสหรัฐอเมริกาจะเป็นอย่างไร หลังผ่านการปกครองด้วยนโยบาย MAGA ไปสิบปี"

คราวนี้
พระเจ้าไม่ตอบ
แต่พระเจ้ากลับร้องไห้

---

คนส่วนใหญ่หัวเราะตรงนี้

แต่สำหรับ Žižek
หมัดเด็ดของเรื่องนี้เพิ่งเริ่มต้น

เขาอธิบายว่า

«"God stands here for the Big Other."»

พระเจ้าในเรื่องนี้
ไม่ใช่พระเจ้าตามความเชื่อทางศาสนา

แต่เป็นสิ่งที่นักจิตวิเคราะห์ชาวฝรั่งเศส Jacques Lacan เรียกว่า
"Big Other"

หรือ
ระเบียบอันยิ่งใหญ่ที่เราทุกคนเชื่อว่ามันมีอยู่

มันคือ

กฎหมาย
สถาบัน
เหตุผล
ศีลธรรม
ระเบียบโลก

รวมถึงความเชื่อว่า
"ต้องมีใครสักคนที่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น"

เวลาสังคมเผชิญวิกฤต

เรามักปลอบตัวเองว่า
"เดี๋ยวผู้ใหญ่คงจัดการ"
"ระบบคงไม่ปล่อยให้เป็นแบบนี้"
"สุดท้ายความยุติธรรมต้องชนะ"

ความเชื่อทั้งหมดนี้
คือการเชื่อใน Big Other

แต่ Žižek กลับเสนอว่า
Big Other ไม่มีอยู่จริง

มนุษย์เพียงใช้มันเป็นหลักยึด
เพื่อไม่ให้รู้สึกว่ากำลังเผชิญโลกที่ไร้หลักประกัน

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่
พระเจ้ากลับร้องไห้

เพราะแม้แต่สิ่งที่ควรเป็นผู้ค้ำจุนความหมายของโลก
ก็ไม่อาจอธิบายโลกได้อีกต่อไป

Žižek จึงกล่าวว่า
«"This is the true change."»

การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
ไม่ใช่การเปลี่ยนรัฐบาล
ไม่ใช่การเปลี่ยนผู้นำ

แต่คือ

การพังทลายของกรอบความคิด
ที่เคยทำให้เราเชื่อว่า
โลกยังอยู่ภายใต้การควบคุมของใครบางคน

แน่นอน
เรื่องนี้เสียดสีการเมือง
ทั้งสหภาพยุโรป รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา

แต่เป้าหมายสุดท้ายของ Žižek
ไม่ใช่การหัวเราะเยาะผู้นำโลก

เขากำลังหัวเราะเยาะ
ความต้องการของมนุษย์
ที่อยากเชื่อว่า

ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตเพียงใด
ยังต้องมีใครบางคน
ที่รู้คำตอบทั้งหมด

และบางที

เรื่องตลกที่ดีที่สุด
อาจไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เราหัวเราะ
แต่คือเรื่องที่ทำให้เราหยุดหัวเราะ

เพราะเพิ่งค้นพบว่า
เราเองก็ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ "Big Other" มาตลอด

และนั่นคือเหตุผลที่
Žižek ไม่ได้เล่าเรื่องตลก
เพื่อให้เราหัวเราะ

เขาเล่า
เพื่อทำให้เราเริ่มคิด

📢✨️ ขอเชิญชวนนักศึกษาและผู้สนใจทุกท่าน ร่วมสำรวจและศึกษาคุณค่าทางศิลปะไปกับโครงการบูรณาการจากงานวิจัย เรื่อง “การสักขาลา...
13/07/2026

📢✨️ ขอเชิญชวนนักศึกษาและผู้สนใจทุกท่าน ร่วมสำรวจและศึกษาคุณค่าทางศิลปะไปกับโครงการบูรณาการจากงานวิจัย เรื่อง “การสักขาลายในงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย” 🎨✨

✨️✨️​มาร่วมเปิดมุมมองและค้นหาคุณค่าของลวดลายบนเรือนร่าง ผ่านงานวิจัยเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัย✨️✨️

Epictetus :วาทกรรมเรื่องชะตาฟ้าลิขิต«"You are chained to a fate you never asked for, in a body that will eventually fail...
12/07/2026

Epictetus :

วาทกรรมเรื่องชะตาฟ้าลิขิต

«"You are chained to a fate you never asked for, in a body that will eventually fail you. The only pathetic freedom you possess is deciding whether you will be dragged screaming through the dirt, or walk quietly to your own slaughter."

"คุณถูกล่ามไว้กับชะตาชีวิตที่ไม่เคยร้องขอ ในร่างกายที่วันหนึ่งย่อมเสื่อมสลาย เสรีภาพเพียงน้อยนิดที่คุณมี คือจะถูกลากไปด้วยเสียงกรีดร้อง หรือจะเดินไปเผชิญชะตาของตนเองอย่างสงบ"

- Epictetus»

---

เราไม่ได้เลือกจุดเริ่มต้นของชีวิต

ไม่มีใครเลือกได้ว่าจะเกิดที่ไหน
เกิดมาในครอบครัวแบบใด
ร่ำรวยหรือยากจน
แข็งแรงหรืออ่อนแอ
เกิดในยุคสงครามหรือยุคสันติภาพ
แม้แต่ความตาย
ก็ไม่เคยถามความสมัครใจของเรา

Epictetus จึงกล่าวว่า

มนุษย์เสียเวลาทั้งชีวิต
พยายามควบคุมสิ่งที่ไม่มีวันควบคุมได้
แล้วจึงทุกข์
เพราะโลกไม่เคยสัญญาว่า
จะเป็นไปตามใจเรา

เขาไม่ได้สอนให้ยอมแพ้

แต่สอนให้เลิกทำสงคราม
กับสิ่งที่ไม่มีวันเอาชนะได้
เมื่อเราหยุดต่อสู้กับโชคชะตา
เราจะเหลือพลัง
ไปใช้กับสิ่งที่ยังเปลี่ยนแปลงได้

นั่นคือ
ตัวเราเอง

---

แต่ Sartre ปฏิเสธทั้งหมด

จะโทษโชคชะตาอีกนานแค่ไหน
จะโทษครอบครัว
สังคม
ประวัติศาสตร์
หรือพระเจ้า
อีกกี่ปี

Sartre มองว่า

ไม่มีบทละครลับ
ไม่มีผู้กำกับจักรวาล
ไม่มีชะตาฟ้าลิขิต
ที่เขียนชีวิตของเราไว้ล่วงหน้า

สิ่งที่เรียกว่า
"ฉันเป็นแบบนี้ เพราะชะตากำหนด"
อาจเป็นเพียงข้ออ้าง
ที่ทำให้เราไม่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง

มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมความหมาย
แต่ต้องสร้างมันขึ้นเอง

ทุกการตัดสินใจ
คือการประกาศว่า
"ฉันเลือกจะเป็นคนแบบนี้"
แม้โลกจะไม่ยุติธรรม
แม้ชีวิตจะโหดร้าย
แม้ไม่มีใครมาช่วย

Sartre ก็ยังตะโกนใส่มนุษย์ว่า
ลุกขึ้นเลือกเสียที
เพราะตราบใดที่คุณยังมีลมหายใจ
คุณยังมีเสรีภาพ

และตราบใดที่คุณยังมีเสรีภาพ
คุณก็ยังมีความรับผิดชอบ

ไม่มีชะตาใด
มีอำนาจมากพอ
ที่จะพรากการตัดสินใจครั้งต่อไป
ไปจากคุณได้

---

ทางสายกลางของความคิด

Epictetus เตือนเรา
อย่าเสียชีวิตไปกับการต่อสู้
ในสงครามที่ไม่มีวันชนะ

Sartre เตือนเรา
อย่าใช้คำว่า "ชะตา"
เป็นข้ออ้าง
ในการไม่เปลี่ยนแปลงชีวิต

ความจริงอาจอยู่ตรงกลาง
เราไม่ได้เลือกไพ่
ที่ชีวิตแจกให้

แต่เราเลือกได้
ว่าจะเล่นไพ่ใบนั้นอย่างไร

เราอาจเปลี่ยนอดีตไม่ได้
เปลี่ยนความตายไม่ได้
เปลี่ยนข้อจำกัดของชีวิตไม่ได้
แต่เรายังเลือกได้
ว่าจะตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างไร

บางครั้ง
ปัญญาคือการยอมรับ
และบางครั้ง
ความกล้าคือการเปลี่ยนแปลง

มนุษย์ที่สมบูรณ์

จึงไม่ใช่ผู้ที่ยอมจำนนต่อชะตา
และไม่ใช่ผู้ที่เชื่อว่าตนควบคุมทุกสิ่งได้

แต่คือผู้ที่รู้ว่า
สิ่งใดต้องยอมรับด้วยความสงบ
และ
สิ่งใดต้องลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงด้วยความกล้าหาญ

เพราะชีวิตไม่ได้เป็นของชะตาเพียงอย่างเดียว
และก็ไม่ได้เป็นของเสรีภาพเพียงอย่างเดียว

มันเป็นบทสนทนา
ระหว่างสิ่งที่เราเลือกไม่ได้
กับสิ่งที่เราเลือกจะเป็น...

Voltaire : ชายผู้หัวเราะใส่อำนาจ"คนบางคนเกิดมาเพื่อมีชีวิตแต่บางคนเกิดมาเพื่อไม่ยอมก้มหัว"นั่นคือชีวิตของ Voltaireเขาไม่...
11/07/2026

Voltaire : ชายผู้หัวเราะใส่อำนาจ

"คนบางคนเกิดมาเพื่อมีชีวิต
แต่บางคนเกิดมาเพื่อไม่ยอมก้มหัว"

นั่นคือชีวิตของ Voltaire

เขาไม่ได้ถือดาบ
ไม่ได้มีกองทัพ
ไม่ได้เป็นกษัตริย์

เขามีเพียงปากกา
และความกล้าที่จะพูดในสิ่งที่คนทั้งประเทศไม่กล้าพูด
..

François-Marie Arouet เกิดเมื่อปี ค.ศ.1694
พ่ออยากให้เป็นนักกฎหมาย
แต่ลูกชายกลับเลือกเป็นนักเขียน
เลือกใช้ชีวิตกับความคิด
แทนความมั่นคง

ตั้งแต่วัยหนุ่ม เขาเป็นคนที่มีปัญหากับผู้มีอำนาจเสมอ
ไม่ใช่เพราะเขาชอบหาเรื่อง
แต่เพราะเขาไม่สามารถทนเห็นเรื่องไร้เหตุผลโดยไม่พูดอะไรได้

และในศตวรรษที่ 18
การพูดความจริงต่อหน้าคนมีอำนาจ
อาจพาคุณเข้าคุกได้
..

มันก็เกิดขึ้นจริง
ปี 1717
เขาถูกส่งเข้าเรือนจำบัสตีย์
ข้อหาล้อเลียนผู้สำเร็จราชการฝรั่งเศส

หลายคนคงยอมแพ้
หลายคนคงเลือกเงียบ
แต่ชายคนนี้กลับใช้ห้องขังสร้างตัวเองขึ้นใหม่

เขาเริ่มเขียนบทละคร
และตั้งชื่อใหม่ให้ตัวเองว่า
"Voltaire"

เขาไม่ได้เปลี่ยนแค่ชื่อ
เขาเปลี่ยนชะตาชีวิต
เหมือนกำลังบอกโลกว่า
"ถ้าพวกคุณทำลายตัวตนเดิมของฉัน
ฉันจะสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่"
..

ออกจากคุกได้ไม่นาน
เขามีเรื่องกับขุนนาง
ผลคือถูกลูกน้องรุมทำร้าย
จากนั้นถูกจับอีกครั้ง
แล้วถูกเนรเทศไปอังกฤษ

คนส่วนใหญ่มองการเนรเทศเป็นจุดจบ
แต่สำหรับ Voltaire
มันกลายเป็นมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

ที่อังกฤษ
เขาพบสังคมที่ประชาชนถกเถียงรัฐบาลได้
พบเสรีภาพทางศาสนา
พบวิทยาศาสตร์ของนิวตัน
พบปรัชญาของล็อก

เขาเริ่มเห็นว่า
ประเทศไม่จำเป็นต้องปกครองด้วยความกลัว
ศาสนาไม่จำเป็นต้องปกครองด้วยความคลั่ง
และอำนาจไม่จำเป็นต้องเกลียดเสรีภาพ

เมื่อกลับฝรั่งเศส
เขาจึงยิ่งอันตรายกว่าเดิม
..

หนังสือของเขาถูกเผา
ถูกสั่งห้าม
ถูกออกหมายจับ

เขาต้องหลบหนีครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ยิ่งถูกห้าม
ผู้คนกลับยิ่งอ่าน
เพราะประวัติศาสตร์มีนิสัยประหลาด

หนังสือต้องห้าม
มักเดินทางเร็วกว่า
หนังสือที่ได้รับอนุญาต
..

แล้วโลกก็สั่นสะเทือน

ปี 1755
แผ่นดินไหวลิสบอนคร่าชีวิตผู้คนมหาศาล
หลายคนตอบว่า
"ทุกอย่างเกิดขึ้นตามแผนของพระเจ้า"

Voltaire รับคำตอบนั้นไม่ได้
เขาจึงเขียน Candide
นิยายที่หัวเราะเยาะคนซึ่งมองว่า
"นี่คือโลกที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้"

เขาไม่ได้หัวเราะใส่พระเจ้า
แต่หัวเราะใส่มนุษย์
ที่ใช้ศาสนา
ใช้ปรัชญา
ใช้คำอธิบายสวยงาม
เพื่อหลีกเลี่ยงการแก้ไขความทุกข์จริงของผู้คน

บางครั้ง

การมองโลกในแง่ดี
ก็อาจเป็นการทรยศต่อผู้ที่กำลังเจ็บปวด
..

ช่วงบั้นปลายชีวิต

เขาไม่ได้ต่อสู้ด้วยนิยายเท่านั้
แต่ใช้ชื่อเสียงช่วยผู้บริสุทธิ์ที่ถูกศาลและอคติทางศาสนาทำลาย

เขาเขียน
โต้แย้ง
รณรงค์
จนสามารถกู้ชื่อเสียงให้ผู้ตายได้
แม้จะช่วยชีวิตเขาไม่ทัน
แต่ยังช่วยความยุติธรรมให้กลับมามีความหมาย
..

ตลอดชีวิต

Voltaire เขียนหนังสือและแผ่นพับกว่าสองพันชิ้น
เขียนจดหมายมากกว่าสองหมื่นฉบับ
เขาเหมือนคนที่หายใจเป็นตัวหนังสือ

ยิ่งถูกปิดปาก
ยิ่งเขียน
ยิ่งถูกไล่ล่า
ยิ่งคิด
ยิ่งถูกเกลียด
ยิ่งมีคนอ่าน
..

เมื่ออายุแปดสิบกว่าปี
เขากลับปารีส
เมืองที่เคยจับเขาเข้าคุก
เมืองที่เคยเผาหนังสือของเขา
กลับต้อนรับเขาราวกับวีรบุรุษ

ผู้มีอำนาจเปลี่ยนไป
แต่หนังสือยังอยู่
คุกพังลงได้
แต่อักษรยังเดินทางต่อ
..

Voltaire ลงท้ายจดหมายของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Écrasez l'infâme.
"จงบดขยี้สิ่งอัปยศนั้น"

สิ่งอัปยศในสายตาของเขา
ไม่ใช่ศาสนา
ไม่ใช่พระเจ้า
แต่คือ

ความคลั่ง
ความงมงาย
ความเกลียดชัง
และอำนาจที่ใช้พระเจ้าเป็นข้ออ้างในการกดขี่มนุษย์
..

บางคนมีชีวิตยืนยาว
แต่ไม่มีเสียง

บางคนตายไปนานแล้ว
แต่ยังพูดอยู่ทุกครั้ง
ที่มีใครกล้ายืนขึ้น
และปฏิเสธที่จะเงียบ

Voltaire เป็นคนแบบนั้น

Voltaire :วาทกรรมเรื่องความเชื่อ«“Anyone who has the power to make you believe absurdities has the power to make you com...
08/07/2026

Voltaire :

วาทกรรมเรื่องความเชื่อ

«“Anyone who has the power to make you believe absurdities has the power to make you commit injustices.”

"ผู้ใดก็ตามที่มีอำนาจทำให้คุณเชื่อเรื่องไร้เหตุผลได้ ผู้นั้นก็มีอำนาจทำให้คุณกระทำความอยุติธรรมได้เช่นกัน"

- Voltaire»

---

ไม่มีใครเริ่มต้นจากการเป็นคนโหดร้าย
แต่หลายคนเริ่มต้นจากการ...
"เชื่อ"

เชื่อโดยไม่ถาม
เชื่อโดยไม่ตรวจสอบ
เชื่อเพราะทุกคนเชื่อ
เชื่อเพราะคนพูดมีชื่อเสียง
เชื่อเพราะข้อความถูกส่งต่อมาหลายครั้ง
เชื่อเพราะมันตรงกับสิ่งที่เราอยากเชื่ออยู่แล้ว

Voltaire เตือนว่า

ความอยุติธรรมจำนวนมากในประวัติศาสตร์
ไม่ได้เริ่มจากความเกลียดชัง

แต่มันเริ่มจาก
ความเชื่อที่ไม่เคยถูกตั้งคำถาม

---

การโกหกที่อันตรายที่สุด
ไม่ใช่การโกหกที่ทำให้คนสงสัย
แต่คือการโกหก
ที่ทำให้คนรู้สึกว่า
"มันต้องจริง"
เพียงเพราะผู้พูดมีตำแหน่ง
มีชื่อเสียง
มีผู้ติดตามจำนวนมาก
หรือพูดด้วยความมั่นใจ

เมื่อเราเลิกถามว่า
"หลักฐานอยู่ที่ไหน?"
เราจะเริ่มถามเพียงว่า
"ใครเป็นคนพูด?"
และในวินาทีนั้น
เหตุผลก็เริ่มพ่ายแพ้ต่ออำนาจ

---

ข่าวลือเดินเร็วกว่าเหตุผล

ข่าวที่น่าตกใจ
มักเดินทางเร็วกว่า
ข่าวที่ถูกต้อง

คำกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐาน
มักได้รับการแชร์ก่อน
การตรวจสอบข้อเท็จจริง
มักมาทีหลัง

ผู้คนจำนวนมากโกรธ
เกลียด
ประณาม
หรือทำร้ายกัน
ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องนั้นจริงหรือไม่
เพราะอารมณ์
มักวิ่งเร็วกว่าสติ

---

อันตรายของการเชื่อ

ผู้ที่ทำให้เรายอมรับเรื่องที่ไม่มีเหตุผลได้
วันหนึ่ง
อาจทำให้เรามองผู้บริสุทธิ์ว่าเป็นศัตรู
มองการเลือกปฏิบัติว่าเป็นความยุติธรรม
มองการกดขี่ว่าเป็นหน้าที่
และมองการใช้ความรุนแรง
ว่าเป็นสิ่งจำเป็น

เมื่อถึงวันนั้น
เราจะไม่ได้ทำสิ่งเหล่านั้น
เพราะเราเป็นคนชั่ว
แต่เพราะเรา
เชื่อ

---

Voltaire กำลังเตือนอะไรเรา

เสรีภาพไม่ได้เริ่มต้นจากการพูดได้ทุกเรื่อง
แต่มันเริ่มต้นจาก
การไม่ยอมมอบความคิดของตนเอง
ให้ผู้อื่นใช้แทน

จงเคารพผู้เชี่ยวชาญ
แต่ไม่เคารพจนเลิกใช้เหตุผล

จงรับฟังคนส่วนใหญ่
แต่ไม่เชื่อเพียงเพราะคนส่วนใหญ่เชื่อ

จงเปิดใจรับข้อมูลใหม่
แต่จงกล้าถามเสมอว่า
"ฉันเชื่อสิ่งนี้...เพราะมันเป็นความจริง
หรือเพราะฉันไม่เคยหยุดคิดเลยว่ามันอาจไม่จริง?"

เพราะสังคมที่อันตรายที่สุด
ไม่ใช่สังคมที่มีคนโกหก
แต่คือสังคม
ที่ผู้คนเลิกตั้งคำถาม...

George Carlin :วาทกรรมการจัดการศึกษาของรัฐ«"Governments do not want a well-informed, well-educated population capable of...
06/07/2026

George Carlin :

วาทกรรมการจัดการศึกษาของรัฐ

«"Governments do not want a well-informed, well-educated population capable of critical thinking. That is against their interests. They want obedient workers."

"รัฐบาลไม่ได้ต้องการประชาชนที่มีข้อมูลรอบด้าน มีการศึกษาดี และสามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ เพราะนั่นขัดกับผลประโยชน์ของพวกเขา สิ่งที่พวกเขาต้องการคือแรงงานที่เชื่อฟัง"

- George Carlin»

---

โรงเรียนสร้าง "พลเมือง"
หรือสร้าง "แรงงาน"

George Carlin มองว่า

การศึกษาไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดความรู้
แต่มันคือเครื่องมือที่รัฐใช้สร้างประชาชนในแบบที่รัฐต้องการ

หากรัฐต้องการแรงงาน
โรงเรียนก็จะสอนให้ตรงเวลา
เชื่อฟัง
ทำตามกฎ
สอบให้ผ่าน
แข่งขันกันเอง
และไม่ตั้งคำถามมากเกินไป
เด็กอาจเรียนเก่งขึ้น
แต่ไม่จำเป็นต้องคิดเก่งขึ้น

Carlin จึงตั้งคำถามที่เจ็บแสบว่า

เรากำลังผลิตมนุษย์.....หรือกำลังผลิตทรัพยากรมนุษย์

---

เมื่อการศึกษาเหลือเพียงการสอบ
ห้องเรียนจำนวนมากให้รางวัลกับคำตอบที่ถูก
แต่ไม่ให้รางวัลกับคำถามที่ดี

เด็กจึงเรียนรู้ว่า
การคิดเหมือนคนอื่นปลอดภัยกว่า
การเชื่อฟังได้คะแนนมากกว่า
การตั้งคำถามอาจกลายเป็นเด็กมีปัญหา

เมื่อเป็นเช่นนี้
ระบบการศึกษาก็อาจสร้างคนที่ทำงานเป็น
แต่ไม่กล้าถามว่า

งานที่กำลังทำนั้น
มีความหมายหรือยุติธรรมหรือไม่

---

แต่อีกด้านหนึ่งของความจริง

หลายคนเห็นต่าง
พวกเขามองว่า
หน้าที่ของโรงเรียนคือเตรียมเด็กให้ใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง

สังคมต้องการวิศวกร
แพทย์
ครู
ช่างเทคนิค
นักบัญชี
และแรงงานที่มีทักษะ

หากโรงเรียนมัวแต่สอนให้ตั้งคำถาม
แต่ไม่สอนให้อ่านออก เขียนได้ คำนวณเป็น หรือประกอบอาชีพได้
เด็กก็อาจไม่มีอนาคต
ประเทศก็อาจขาดกำลังคนในการพัฒนา

ดังนั้น

วินัย
มาตรฐาน
การสอบ
และการฝึกทักษะ
จึงไม่ใช่ศัตรูของการศึกษาเสมอไป
แต่เป็นรากฐานที่ทำให้สังคมดำเนินต่อได้

---

ความขัดแย้งที่แท้จริง

Carlin เริ่มต้นจากคำถามว่า
"รัฐกำลังสร้างประชาชนแบบไหน?"

ส่วนอีกฝ่ายเริ่มต้นจากคำถามว่า
"ประเทศต้องการคนแบบไหนจึงจะอยู่รอดและพัฒนาได้?"

คนหนึ่งกลัวการเชื่อฟัง
อีกคนกลัวความไร้ระเบียบ

คนหนึ่งปกป้องเสรีภาพในการคิด
อีกคนปกป้องประสิทธิภาพของระบบ

ทั้งสองต่างต้องการอนาคตที่ดี
แต่เลือกคนละเส้นทาง

---

ทางสายกลางของความคิด

การศึกษาที่ดี
ไม่ควรเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
เด็กควรมีวินัย
แต่ไม่ใช่จนไม่กล้าคิด

ควรมีทักษะประกอบอาชีพ
แต่ไม่ใช่จนลืมตั้งคำถามกับโลก

ควรเคารพกฎ
แต่ไม่ใช่จนยอมรับทุกอำนาจโดยไม่ใช้เหตุผล

รัฐมีหน้าที่สร้างประชาชนที่สามารถทำงานได้
แต่รัฐก็มีหน้าที่สร้างประชาชนที่สามารถตรวจสอบรัฐได้เช่นกัน

เพราะประชาธิปไตยไม่ได้ต้องการเพียงแรงงานที่มีประสิทธิภาพ
แต่ต้องการพลเมืองที่มีวิจารณญาณ

คุณค่าของการศึกษา
จึงไม่ได้วัดเพียงว่า
นักเรียนมีงานทำหรือไม่

แต่วัดด้วยว่า

เมื่อเติบโตขึ้น
พวกเขามีความกล้าพอที่จะคิดด้วยเหตุผลของตนเอง
และมีปัญญาพอที่จะใช้เสรีภาพนั้น
เพื่อสร้างสังคมที่ดีขึ้นหรือไม่

SLAVOJ ŽIŽEK :วาทกรรม CLIMATE CRISIS«"You spent millions inventing the 'carbon footprint' just to shift the guilt onto e...
03/07/2026

SLAVOJ ŽIŽEK :

วาทกรรม CLIMATE CRISIS

«"You spent millions inventing the 'carbon footprint' just to shift the guilt onto everyday people. You are actively boiling the oceans for profit, and you have the sick nerve to blame a mother driving to work."

"พวกคุณทุ่มเงินมหาศาลสร้างแนวคิดเรื่อง 'รอยเท้าคาร์บอน' ก็เพื่อโยนความผิดมาให้คนธรรมดา ทั้งที่พวกคุณกำลังทำให้มหาสมุทรเดือดเพื่อผลกำไร แต่กลับมีหน้ามาโทษแม่คนหนึ่งที่ต้องขับรถไปทำงาน"

- Slavoj Žižek»

---

เมื่อ "ความรับผิดชอบ" กลายเป็นสินค้า

ทุกวันนี้

เราแยกขยะ
พกแก้วส่วนตัว
ปฏิเสธหลอดพลาสติก
ใช้ถุงผ้า
รู้สึกผิดทุกครั้งที่เปิดเครื่องปรับอากาศ
และคอยนับว่าเราเหลือ "คาร์บอนฟุตพรินต์" เท่าไร

Žižek ตั้งคำถามว่า

ทำไมคนธรรมดาจึงรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา.....ในขณะที่ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาลกลับยังทำกำไรได้เป็นประวัติการณ์

เขามองว่านี่ไม่ใช่เพียงนโยบายสิ่งแวดล้อม
แต่มันคือ "วาทกรรม"

วาทกรรมที่เปลี่ยนปัญหาเชิงโครงสร้าง
ให้กลายเป็นความผิดของปัจเจกชน

---

"ปิดไฟก่อนนอน"
แต่โรงไฟฟ้ายังปล่อยควัน

"ลดใช้ถุงพลาสติก"
แต่โรงงานยังผลิตพลาสติกนับล้านตัน

"นั่งรถสาธารณะ"
แต่เรือบรรทุกสินค้าและอุตสาหกรรมหนักยังปล่อยมลพิษในระดับที่ประชาชนธรรมดาแทบไม่มีวันเทียบได้

Žižek จึงกล่าวว่า

การทำให้ประชาชนรู้สึกผิด
อาจกลายเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้โครงสร้างเดิมดำรงอยู่ต่อไป

ตราบใดที่เรายังทะเลาะกันว่าใครลืมพกถุงผ้า
เราอาจลืมถามว่า
ใครกำลังสร้างปัญหาในระดับอุตสาหกรรม

---

แต่ John Browne ก็ไม่ได้ผิดทั้งหมด

อดีตผู้บริหารบริษัทพลังงานรายใหญ่เสนอว่า
โลกจะเปลี่ยนไม่ได้
หากผู้คนยังบริโภคแบบเดิม

เพราะทุกครั้งที่เราเลือกซื้อสินค้า
เลือกเดินทาง
เลือกบริโภคเกินความจำเป็น
เราก็กำลังส่งสัญญาณให้ตลาดผลิตสิ่งนั้นต่อไป

ความจริงที่หลายคนไม่อยากยอมรับคือ

เราชอบโทษบริษัทน้ำมัน
แต่ยังขับรถคนเดียวทุกวัน
เราชอบตำหนิบริษัทพลาสติก
แต่ยังสั่งของออนไลน์แทบทุกวัน
เราชอบเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหา
แต่เปิดเครื่องปรับอากาศทั้งวันที่ไม่มีใครอยู่บ้าน

แม้แต่ตัวเราเอง
ก็ยังไม่จริงจังกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศเท่าที่ควร

---

ความขัดแย้งที่แท้จริง

Žižek เริ่มต้นจากคำถามว่า
"ใครสร้างระบบที่ทำลายโลก?"
ส่วน Browne เริ่มต้นจากคำถามว่า
"ใครเป็นผู้บริโภคที่ทำให้ระบบนั้นดำรงอยู่?"

คนหนึ่งมองไปที่โครงสร้าง
อีกคนมองมาที่ตัวเรา
ทั้งสองกำลังพูดถึงความรับผิดชอบ
แต่คนละระดับ

---

ทางสายกลางของความคิด

Žižek เตือนเราไม่ให้ปล่อยให้บริษัทยักษ์ใหญ่ รัฐ และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ หลบซ่อนอยู่หลังคำว่า "ความรับผิดชอบส่วนบุคคล"

Browne เตือนเราว่า การโทษทุกอย่างว่าเป็นความผิดของบริษัท ก็อาจกลายเป็นข้ออ้างให้เราไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง

ความจริงคือ

โลกไม่ได้ร้อนขึ้นเพราะคนธรรมดาเพียงคนเดียว
และโลกก็ไม่ได้ร้อนขึ้นเพราะบริษัทเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น

บริษัทผลิต
รัฐบาลกำกับ
ผู้บริโภคซื้อ
นักลงทุนลงทุน
นักการเมืองออกกฎหมาย

ทุกฝ่ายเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว

การแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่การผลักความผิดไปมาระหว่าง "ประชาชน" กับ "บริษัท"

แต่คือการยอมรับความจริงว่า

ผู้ที่สร้างผลกระทบมากที่สุด ต้องรับผิดชอบมากที่สุด
และ
ผู้ที่รู้ว่าตนเองมีส่วน ก็ไม่ควรใช้ความผิดของคนอื่นเป็นข้ออ้างที่จะไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง

เพราะโลกใบนี้

ไม่ได้ถูกทำลายด้วยความโลภของคนเพียงกลุ่มเดียว
แต่มันถูกทำลายด้วยระบบ
ที่ผู้คนจำนวนมาก
มีส่วนร่วมอยู่ทุกวัน...

Benjamin Netanyahu :วาทกรรมทางการเมือง«"We are fighting a holy war for our very survival against pure evil. We do everyt...
02/07/2026

Benjamin Netanyahu :

วาทกรรมทางการเมือง

«"We are fighting a holy war for our very survival against pure evil. We do everything possible to minimize civilian harm while defending our democratic nation from terrorists."

"เรากำลังทำสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อความอยู่รอดของชาติ ต่อสู้กับความชั่วร้ายอย่างแท้จริง เราพยายามทุกวิถีทางเพื่อลดผลกระทบต่อพลเรือน ขณะเดียวกันก็ปกป้องประเทศประชาธิปไตยของเราจากกลุ่มก่อการร้าย"

- Benjamin Netanyahu»

---

เมื่อ "ความมั่นคง" กลายเป็นภาษาแห่งอำนาจ
ผู้นำทุกประเทศมีหน้าที่ปกป้องประชาชนของตน

เมื่อเกิดการโจมตีจากกลุ่มติดอาวุธ รัฐย่อมมีสิทธิใช้กำลังตอบโต้ และประชาชนจำนวนมากก็เห็นว่านั่นคือหน้าที่พื้นฐานที่สุดของรัฐบาล

ภายใต้วาทกรรมนี้

สงครามจึงไม่ใช่การเลือก
แต่เป็น "ความจำเป็น"
ศัตรูไม่ได้ถูกอธิบายว่าเป็นเพียงคู่สงคราม
แต่เป็น "ความชั่วร้าย"

เมื่อศัตรูถูกนิยามเช่นนั้น การใช้กำลังรุนแรงก็ถูกมองว่าเป็นสิ่งชอบธรรม
เพราะหากไม่ทำ
ประเทศอาจไม่มีวันอยู่รอด

---

แต่ในอีกฟากหนึ่งของสนามรบ
มีแพทย์ชาวกาซาคนหนึ่งกล่าวว่า

«"คุณทิ้งระเบิดอเมริกันใส่โรงพยาบาลที่แออัด และลบคนในครอบครัวของฉันสามชั่วอายุคนภายในห้านาที คุณไม่ได้ต้องการความมั่นคง แต่ต้องการลบชื่อของพวกเราออกจากแผนที่ เพื่อรักษาอำนาจของคุณ"»

สำหรับเขา
คำว่า "ป้องกันประเทศ"
ไม่ได้แปลว่า

บ้านที่ถล่ม
เด็กที่เสียชีวิต
โรงพยาบาลที่ถูกทำลาย
หรือครอบครัวที่หายไปทั้งตระกูล

เขาไม่ได้มองสงครามจากแผนที่
แต่จากห้องฉุกเฉิน
จากเสียงร้องไห้
และจากรายชื่อผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

---

ตัวอย่างจากสงครามกาซา

สงครามในกาซาทำให้โลกเห็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง
ฝ่ายหนึ่งชี้ไปยังการโจมตีของกลุ่มฮามาส และยืนยันว่ารัฐมีสิทธิทำลายโครงสร้างทางทหารเพื่อปกป้องประชาชนของตน

อีกฝ่ายชี้ไปยังอาคารที่พัง โรงพยาบาลที่เสียหาย ค่ายผู้พลัดถิ่น และจำนวนผู้เสียชีวิตซึ่งรวมถึงพลเรือนจำนวนมาก พร้อมตั้งคำถามว่า

การป้องกันตนเอง
ควรมีขอบเขตเพียงใด
เมื่อผู้ที่รับผลกระทบจำนวนมากไม่ใช่ผู้ถืออาวุธ

---

ความขัดแย้งที่แท้จริง

นี่ไม่ใช่เพียงการโต้เถียงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์
แต่คือการปะทะกันของหลักคิดสองแบบ

Benjamin Netanyahu กล่าวว่า
"รัฐต้องมีสิทธิใช้กำลังเพื่อปกป้องประชาชนของตน"

ส่วนแพทย์ชาวกาซากล่าวว่า
"ความมั่นคงที่สร้างบนซากศพของผู้บริสุทธิ์ ไม่อาจเรียกว่าความมั่นคงได้"

ทั้งสองฝ่ายต่างพูดถึง "ชีวิต"
แต่หมายถึงชีวิตคนละกลุ่ม

---

มุมมองที่แตกต่าง

Netanyahu เริ่มต้นจากคำถามว่า
"เราจะทำอย่างไรให้ประเทศอยู่รอด?"

ส่วนแพทย์ชาวกาซาเริ่มต้นจากคำถามว่า
"เราจะรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้อย่างไร?"

เมื่อจุดเริ่มต้นต่างกัน
คำตอบจึงต่างกัน

---

ทางสายกลางของความคิด

รัฐมีสิทธิและหน้าที่ปกป้องประชาชนของตน
แต่สิทธิดังกล่าวไม่ใช่สิทธิที่ไร้ขอบเขต

ทุกการใช้กำลังควรคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วน การคุ้มครองพลเรือน และศักดิ์ศรีของมนุษย์

ในขณะเดียวกัน

การโจมตีพลเรือน การจับตัวประกัน หรือการใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ ก็ไม่อาจได้รับการยอมรับ
ไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นรัฐ
หรือกลุ่มติดอาวุธ

ความมั่นคงและมนุษยธรรมไม่ควรเป็นศัตรูกัน

เพราะชัยชนะทางทหารอาจยุติสงครามได้

แต่มีเพียงการรักษาศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกฝ่ายเท่านั้น
ที่จะสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้

สงครามอาจทำให้ฝ่ายหนึ่งชนะ
แต่หากความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่ายพ่ายแพ้

โลกก็ไม่มีผู้ชนะเลย

ที่อยู่

Faculty Of Humanities Ramkhamhaeng University Ramkhamhaeng Road, Hua Mark, Bangkapi
Bangkok
10240

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านปรัชญารามฯผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง บ้านปรัชญารามฯ:

ทางลัด

แชร์