Family Business Thailand

Family Business Thailand ระบบนิเวศธุรกิจครอบครัวของประเทศไทย

5 เหตุผลที่ธุรกิจครอบครัวติดอยู่ใน Comfort Zoneแม้การเปลี่ยนแปลงจะเป็นสิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดของธุรกิจ แต่ในความเป็นจริง...
12/06/2026

5 เหตุผลที่ธุรกิจครอบครัวติดอยู่ใน Comfort Zone

แม้การเปลี่ยนแปลงจะเป็นสิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดของธุรกิจ
แต่ในความเป็นจริง ผู้นำจำนวนไม่น้อยกลับลังเลที่จะลงมือเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในธุรกิจครอบครัวที่มักยึดถือวิธีการทำงานแบบเดิม ๆ มาเป็นเวลานาน

Edwin Bosso ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Myrtle Consulting Group ผู้เขียนหนังสือ 6,000 Dreams: The Leader’s Guide to a Successful Business Transformation Journey ชี้ว่า หลายองค์กรต่างรู้ดีว่าควรปรับตัว แต่กลับไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง จนทำให้พลาดโอกาสสำคัญในการพัฒนาองค์กร

Top 5 สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้นำต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และติดอยู่กับ Comfort Zone คือ

1. สับสนระหว่าง “เรื่องสำคัญ” กับ “เรื่องเร่งด่วน”
ผู้นำจำนวนมากใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จนละเลยเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่ออนาคตของธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น การยกระดับระบบการทำงานอาจไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนในวันนี้ แต่หากปล่อยไว้นานเกินไป ธุรกิจอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับคู่แข่งที่ปรับตัวได้เร็วกว่า

2. ขาดความกล้าหรือภาวะผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงมักมาพร้อมกับความไม่แน่นอน ความเสี่ยง และแรงต้านจากคนในองค์กร ผู้นำที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงจึงต้องกล้าเผชิญความจริง กล้าตัดสินใจ และพร้อมนำพาองค์กรก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยเดิม ๆ เพื่อมุ่งสู่อนาคตที่ดีกว่า

3. แรงจูงใจของผู้นำไม่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร
บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับองค์กร อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริหารในระยะสั้น เมื่อการเปลี่ยนแปลงมีความเสี่ยงต่อผลงาน ตำแหน่ง หรือผลตอบแทนส่วนบุคคล ผู้นำบางคนจึงเลือกที่จะรักษาสถานะเดิมมากกว่าผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น

4. ขาดการสนับสนุนและทรัพยากรที่เพียงพอ
แม้ผู้นำจะเห็นความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง
แต่หากขาดทีมงาน งบประมาณ เครื่องมือ หรือการสนับสนุนจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็อาจทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่เกิดขึ้นจริง
เมื่อไม่มีทรัพยากรเพียงพอ ความตั้งใจดีก็มักกลายเป็นเพียงแผนงานที่ไม่เคยถูกนำไปปฏิบัติ

5. ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร
หลายองค์กรทราบดีว่าควรไปในทิศทางใด แต่ไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นจากจุดไหน เมื่อขาดแนวทางหรือกระบวนการที่ชัดเจน ผู้นำมักเลือกที่จะชะลอการตัดสินใจ หรือใช้วิธีลองผิดลองถูก ซึ่งอาจทำให้เสียเวลาและต้นทุนโดยไม่จำเป็น การมีผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์เข้ามาช่วยจึงสามารถเร่งการเปลี่ยนแปลงให้เกิดผลสำเร็จได้เร็วขึ้น

ความจริงที่ผู้นำทุกคนต้องยอมรับ คือ ไม่มีช่วงเวลาที่ “พร้อมที่สุด” สำหรับการเปลี่ยนแปลง หลายครั้งการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ เพราะผู้นำตัดสินใจลงมือทำ แม้จะยังไม่เห็นความชัดเจนทั้งหมดก็ตาม

สำหรับธุรกิจครอบครัว การรักษาสิ่งดีงามจากอดีตเป็นเรื่องสำคัญ
แต่การกล้าปรับตัวให้ทันอนาคตก็สำคัญไม่แพ้กัน
เพราะองค์กรที่อยู่รอดได้ในระยะยาว
ไม่ใช่องค์กรที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือองค์กรที่ปรับตัวได้ดีที่สุด

#การบริหารธุรกิจครอบครัว

#การสืบทอดกิจการ

#ทายาทธุรกิจ
#ธุรกิจครอบครัว

12/06/2026
แถลงการณ์ “พระองค์ภา” สิ้นพระชนม์ สิริพระชันษาปีที่ 47 เปิดให้สรงน้ำพระศพ 13 มิถุนายน 69แถลงการณ์สำนักพระราชวัง “พระองค์...
12/06/2026

แถลงการณ์ “พระองค์ภา” สิ้นพระชนม์
สิริพระชันษาปีที่ 47 เปิดให้สรงน้ำพระศพ 13 มิถุนายน 69

แถลงการณ์สำนักพระราชวัง “พระองค์ภา” สิ้นพระชนม์ 11 มิถุนายน 2569 สิริพระชันษาปีที่ 47 เปิดให้สรงน้ำพระศพ เบื้องหน้าพระรูป ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง 13 มิถุนายน 2569

ตามที่สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ความว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวรหมดพระสติ ด้วยพระอาการทางพระหทัย และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น

ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระอาการทรุดลงจากการติดเชื้อในพระนาภี (ช่องท้อง) จากการอักเสบของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) ความดันพระโลหิตต่ำ พระหทัยเต้นผิดจังหวะ การแข็งตัวของพระโลหิตผิดปกติ แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ จนถึงวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เวลา 19 นาฬิกา 48 นาที สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ 47

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ในการเข้าถวายน้ำสรง และถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ดังนี้

1. พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระรูป ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 ตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา 30 นาที ถึงเวลา 12 นาฬิกา

2. พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน เวลา 08.30 น. - 14.00 น. เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 ในการนี้ ได้จัดสมุดหลวงลงนามถวายความอาลัย ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

3. พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตน์ ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ทุกวัน เวลา 09.00 น. - 21.00 น. เริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ราชสกุล ราชินิกุล คณะองคมนตรี คณะรัฐบาล คณะบุคคล ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็น

เจ้าภาพบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ
ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 100 วัน

พลิก “ปัญหาครอบครัว”เป็น "ทุน" ที่ดีที่สุดของธุรกิจหลายคนมองว่า ธุรกิจครอบครัวมักมีโจทย์ที่หนักหนากว่าธุรกิจทั่วไปจากปัจ...
10/06/2026

พลิก “ปัญหาครอบครัว”
เป็น "ทุน" ที่ดีที่สุดของธุรกิจ

หลายคนมองว่า ธุรกิจครอบครัวมักมีโจทย์ที่หนักหนากว่าธุรกิจทั่วไป
จากปัจจัยภายนอกที่ต้องวิ่งตามโลกที่เปลี่ยนเร็ว ทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม และการแข่งขันที่ดุเดือด
ขณะที่ ปัจจัยภายในก็ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน การส่งต่อรุ่นสู่รุ่น หรือความคิดที่แตกต่างกันของแต่ละเจเนอเรชัน จนบางครั้งอาจเสียเวลาแก้ปัญหาคน มากกว่าวางแผนอนาคตธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็จะเห็น “แง่งามฎ” ของสิ่งเหล่านี้ว่า นี่อาจไม่ใช่ "อุปสรรค" แต่นี่คือ "โอกาส" ที่ธุรกิจครอบครัวมีเหนือคนอื่นก็ได้

1. ครอบครัวใหญ่ขึ้น = โอกาสสร้างผู้นำมากขึ้น
เมื่อธุรกิจเดินทางมาถึงรุ่นที่ 2 หรือ 3 สมาชิกย่อมเพิ่มขึ้น ความเห็นก็หลากหลายขึ้น แทนที่จะพยายามให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคนๆ เดียวก็ถึงเวลาสร้างระบบธรรมาภิบาล สร้างกติกา และกระจายบทบาทผู้นำให้ชัดเจน เพราะธุรกิจที่แข็งแรง ไม่ควรแข็งแรงเพราะคนเก่งคนเดียว

2. ช่องว่างระหว่างวัย = โอกาสรวมพลังต่างเจเนอเรชัน
วันนี้หลายครอบครัวมีทั้งรุ่นปู่ รุ่นพ่อ และรุ่นลูกทำงานร่วมกัน ความคิดอาจไม่เหมือนกัน
แต่หากผู้ใหญ่เปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้สั่งการ" เป็น "ที่ปรึกษา" แล้วเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้พิสูจน์ตัวเอง
ความต่างนี้ก็จะถูกขับเคลื่อนให้กลายเป็นพลัง ไม่ใช่ปัญหา

3. คนรุ่นใหม่ไม่ได้อยากรับมรดกอย่างเดียว
พวกเขาก็อยากมีส่วนสร้างอนาคตด้วย ที่สำคัญ ทายาทยุคใหม่จำนวนมากมีความรู้ มีประสบการณ์ และมีมุมมองระดับโลก
ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาต้องการจุงไม่ใช่แค่หุ้นในบริษัท แต่คือ "พื้นที่ปล่อยแสง" เพื่อแสดงศักยภาพ

ยิ่งเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากเท่าไร
โอกาสรักษาคนเก่งไว้กับธุรกิจก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
,

4. กำไรอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป
คนรุ่นใหม่จำนวนมากอยากเห็นธุรกิจสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แล้วนี่ก็ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสในการสร้างเป้าหมายร่วมที่มีความหมายมากกว่าตัวเลขผลกำไร และอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนรุ่นต่อไปอยากสานต่อกิจการของครอบครัว

ความจริงที่เกิดขึ้น คือ ทุกช่วงเปลี่ยนผ่านของธุรกิจครอบครัวล้วนมีความท้าทาย แต่ในทุกความท้าทายก็มีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ

ดังนั้นจึงไม่ใช่ คำถามที่ว่า "จะหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร"
แต่คือ "จะเปลี่ยน “การเปลี่ยนแปลง” ให้กลายเป็น “ข้อได้เปรียบ” ได้อย่างไร"

เพราะธุรกิจครอบครัวที่อยู่รอดข้ามรุ่น ไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่มีปัญหา
แต่เป็นธุรกิจที่รู้จักเปลี่ยน “ปัญหา” ให้กลายเป็น “พลังขับเคลื่อนการเติบโต”

#ธุรกิจครอบครัว
#การสืบทอดกิจการ #ทายาทธุรกิจ
#ธรรมาภิบาล
#การบริหารธุรกิจครอบครัว

หากอยากขายกิจการต้องทำอย่างไรน่าสนใจว่า ทำไมเจ้าของธุรกิจครอบครัวที่มีชื่อเสียงจึงเลือกขายหุ้นบางส่วนหรือทั้งกิจการ แต่จ...
10/06/2026

หากอยากขายกิจการต้องทำอย่างไร
น่าสนใจว่า ทำไมเจ้าของธุรกิจครอบครัวที่มีชื่อเสียงจึงเลือกขายหุ้นบางส่วนหรือทั้งกิจการ แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่เสียดายภายหลัง
ทำไมต้องพิจารณาขาย และจะขายเท่าไร
ที่จริงแล้ว ไม่จำเป็นต้องขายทั้งหมด
ผู้นำธุรกิจครอบครัวมีทางเลือกหลายรูปแบบ เช่น
◾ นำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO)
◾ ทำแผนถือหุ้นให้พนักงาน (ESOP/Employee Ownership)
◾ ขายสัดส่วนให้บริษัทเอกชน ทีมบริหารใหม่ หรือทีมเดิม
◾ ทำข้อตกลงรับช่วงเวลาของรายได้ (Earnout) คือ รับเงินเป็นงวดตามผลประกอบการในช่วงหนึ่ง ๆ
ข้อควรพิจารณาหลังตั้งวัตถุประสงค์และหารือกัน
◾ หากต้องการเกษียณและวางมือทันที ควรขายแลกเงินสดส่วนใหญ่ ไม่ควรยืดเวลารับรายได้
◾ หากอยากหาพันธมิตรหรือร่วมทุน อาจยอมอยู่ต่อสั้น ๆ หรือเก็บเงินสดบางส่วนไว้ในธุรกิจ
◾ หากส่งต่อให้ผู้บริหารชุดเดิมหรือครอบครัว ควรช่วยเตรียมการส่งมอบอย่างเป็นระบบ และอาจเก็บเงินทุนไว้ในกิจการ
◾ หากไม่มีผู้ซื้อและครอบครัวไม่อยากสืบทอด อาจพิจารณาปิดกิจการ โดยมุ่งเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินก่อนขายหรือปิด
◾ หากต้องการราคาสูงสุด ผู้ซื้ออาจขอจ่ายช้าหรือขอให้เจ้าของยังทำงานต่อเพื่อเพิ่มมูลค่าก่อนจ่าย
เมื่อไรควรขายขาด
◾ ควรขายขาดต่อเมื่อธุรกิจไม่สามารถเติบโตหรือทำกำไรเพิ่มได้อีก ไม่มีผู้สืบทอดที่ชัดเจน หรือความขัดแย้งในครอบครัวเริ่มกระทบธุรกิจ และมีข้อเสนอที่ดีจากผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์
“ตัวช่วย” มีอะไร
◾ ควรมีที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้และมีประสบการณ์เรื่องการขายธุรกิจครอบครัว เช่น ทนาย ที่ปรึกษาการเงิน หรือนักบัญชี เพื่อช่วยเรื่อง
◾ แผนภาษี การประเมินมูลค่า การตลาดการขาย การเจรจา การตรวจสอบสถานะกิจการ (due diligence)
◾ ปรึกษาเรื่องภาษีมรดก ทรัพย์สินทางธุรกิจ เป็นต้น
สิ่งที่ต้องคิดก่อนขาย
◾ พิจารณาผลกระทบทางการเงินในระยะยาว เพราะมีผลต่อโครงสร้างและกลยุทธ์การขาย
◾ อย่ารีรอจนใกล้เกษียณ หรือเมื่อเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขัน/ปัญหาการเงิน
◾ รักษาค่านิยม แบรนด์ และอัตลักษณ์ของธุรกิจ มองจากมุมผู้ซื้อ
◾ ผู้ซื้อจะดูผลกำไรและกระแสเงินสดย้อนหลัง 2–3 ปี เตรียมเอกสารความสัมพันธ์กับลูกค้า ทรัพย์สินทางปัญญา และรายชื่อพนักงานสำคัญพร้อมแรงจูงใจให้พวกเขาอยู่ต่อ
◾ แต่งตั้งทีมเล็ก ๆ ดูแลการขาย และรักษาความลับเพื่อไม่ให้กระทบงานประจำ
#การบริหารธุรกิจครอบครัว
#การสืบทอดธุรกิจ
#การขายกิจการ


#การสืบทอดธุรกิจครอบครัว

ความผิดพลาดในการสืบทอดกิจการหลีกเลี่ยงได้อย่างไรการส่งต่อธุรกิจครอบครัวจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ไม่ใช่แค่ “ การเปลี...
07/06/2026

ความผิดพลาดในการสืบทอดกิจการหลีกเลี่ยงได้อย่างไร

การส่งต่อธุรกิจครอบครัวจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ไม่ใช่แค่ “ การเปลี่ยนตัวผู้บริหาร” หรือ “การโอนหุ้นให้ทายาท” แต่เป็นกระบวนการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของธุรกิจ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และความต่อเนื่องของความมั่งคั่งระหว่างรุ่น

จากสถิติที่ธุรกิจครอบครัวเพียง 2 ใน 3 เท่านั้นที่สามารถก้าวเข้าสู่รุ่นที่ 2 ได้ และอยู่รอดถึงรุ่นที่ 3 ประมาณ 30%, ส่งต่อถึงรุ่นที่ 4 เหลือเพียง 15% และมีเพียง 4%เท่านั้นที่อยู่รอดถึงรุ่นที่ 5 สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากการแข่งขันทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ “การวางแผนสืบทอดกิจการ” ที่ยังไม่เป็นระบบ อีกทั้งการส่งต่อธุรกิจเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ผู้ประกอบการหลายคนอาจมีโอกาสเผชิญกระบวนการนี้เพียง 1–2 ครั้งในชีวิต ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง

อย่างไรก็ตาม หากธุรกิจครอบครัวสามารถหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดสำคัญต่อไปนี้ได้ โอกาสในการส่งต่อกิจการอย่างยั่งยืนก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

1. อย่าคิดว่าผู้นำรุ่นปัจจุบันจะอยู่ได้ตลอดไป
หนึ่งในความผิดพลาดที่พบบ่อย คือ ผู้ก่อตั้งหรือผู้นำรุ่นปัจจุบันยังคงบริหารกิจการต่อไปจนถึงวัยสูงอายุ โดยไม่เริ่มเตรียมแผนส่งต่ออย่างจริงจัง บางคนอาจยังเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจแม้อายุเกิน 75 ปี ขณะที่ผู้บริหารและพนักงานรอบตัวต้องรับภาระจำนวนมาก แต่ไม่กล้าสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา

ธุรกิจที่ยั่งยืนไม่ควรผูกติดอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งมากเกินไป เพราะองค์กรที่ประสบความสำเร็จควรมีอายุยืนยาวกว่าผู้ก่อตั้ง ดังนั้น การวางแผนสืบทอดกิจการควรเริ่มตั้งแต่ผู้นำยังมีพลัง มีสติ และมีความพร้อมในการถ่ายทอด โดยช่วงอายุประมาณ 60 ปีถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม

2. คำพูดอย่างเดียวไม่พอ ต้องเขียนให้ชัดเจน
การสืบทอดธุรกิจครอบครัวเกี่ยวข้องกับทั้งเรื่องที่จับต้องได้ เช่น หุ้น ทรัพย์สิน อำนาจบริหาร และโครงสร้างการกำกับดูแล รวมถึงเรื่องที่ละเอียดอ่อน เช่น ความรู้สึก ความคาดหวัง และความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว

ดังนั้น การสื่อสารด้วยวาจาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะคำพูดสามารถถูกตีความต่างกัน และไม่มีหลักฐานผูกมัดที่ชัดเจน การจัดทำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรจึงมีความสำคัญอย่างมาก เช่น ธรรมนูญครอบครัว ข้อตกลงผู้ถือหุ้น แผนสืบทอดตำแหน่ง และแนวทางการกำกับดูแลกิจการ ซึ่งเอกสารเหล่านี้จะช่วยทำให้เกิดความชัดเจน และทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันได้

3. ความลับทำลายความไว้วางใจ
การสืบทอดกิจการไม่ควรเป็นเรื่องของคนเพียงไม่กี่คนในครอบครัว สมาชิกที่เกี่ยวข้องควรมีโอกาสรับรู้ เข้าใจ และแสดงความคิดเห็นตามบทบาทที่เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องความคาดหวังของแต่ละคนต่ออนาคตของธุรกิจ หากมีการปกปิดข้อมูลหรือหลีกเลี่ยงการพูดคุย ประเด็นเล็กอาจกลายเป็นความขัดแย้งใหญ่ในภายหลัง ความโปร่งใสจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการส่งต่อธุรกิจอย่างราบรื่น

ในกรณีที่สมาชิกครอบครัวไม่สามารถพูดคุยกันอย่างเปิดเผยได้ การมีที่ปรึกษาภายนอก เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจครอบครัว นักกฎหมาย หรือที่ปรึกษาด้านการกำกับดูแล อาจช่วยให้กระบวนการสื่อสารมีความเป็นกลางและมีโครงสร้างมากขึ้น

4. ความสามัคคีไม่ได้แปลว่าห้ามขัดแย้ง
หลายครอบครัวพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เพราะกลัวทำลายความสัมพันธ์ แต่ในความเป็นจริง ความขัดแย้งเชิงสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็นต่อการตัดสินใจที่มีคุณภาพ ความสามัคคีที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการเงียบหรือยอมตามกันทุกเรื่อง แต่เกิดจากความสามารถในการพูดคุย ถกเถียง และหาทางออกบนพื้นฐานของความไว้วางใจ หากครอบครัวสามารถสร้างวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสุภาพและมีเหตุผลได้ การสืบทอดกิจการจะมีความมั่นคงมากขึ้น กล่าวอีกอย่างคือ ครอบครัวต้องเรียนรู้ที่จะ “ไม่เห็นด้วยได้ โดยไม่ทำลายความสัมพันธ์”

5. เจ้าของธุรกิจกับผู้นำธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกัน
การสืบทอดธุรกิจครอบครัวมักเกี่ยวข้องกับ 2 เรื่องใหญ่ คือ การสืบทอดความเป็นเจ้าของ และการสืบทอดภาวะผู้นำ หลายครอบครัวมักเข้าใจว่า สองเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ในทางปฏิบัติอาจไม่จำเป็นเสมอไป

การได้รับหุ้นหรือทรัพย์สินไม่ได้หมายความว่า บุคคลนั้นจะมีความสามารถในการบริหารองค์กรโดยอัตโนมัติ ภาวะผู้นำต้องอาศัยทักษะ ประสบการณ์ ความรู้ ความมุ่งมั่น และบุคลิกภาพที่เหมาะสม ในบางกรณี สมาชิกครอบครัวอาจเหมาะสมกับบทบาทเจ้าของหรือกรรมการมากกว่าการเป็นผู้บริหารโดยตรง ขณะที่ผู้บริหารมืออาชีพจากภายนอกอาจเหมาะสมกว่าในการนำองค์กรไปข้างหน้า

6. ความรู้สึกไม่ยุติธรรม อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง
หนึ่งในปัญหาที่ละเอียดอ่อนที่สุดของธุรกิจครอบครัว คือ การจัดสรรทรัพย์สิน หุ้น หรือบทบาทให้กับทายาท หากสมาชิกบางคนรู้สึกว่าได้รับน้อยกว่าที่ควรได้รับ ความรู้สึกนี้อาจนำไปสู่ความไม่พอใจ และกลายเป็นความขัดแย้งระยะยาว

ความยุติธรรมในธุรกิจครอบครัวไม่ได้หมายความว่า ทุกคนต้องได้เท่ากันเสมอไป แต่ต้องมีเหตุผลที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดแต่ละคนจึงได้รับบทบาทหรือผลประโยชน์แตกต่างกัน ผู้ที่มีส่วนร่วมในการวางแผนสืบทอดกิจการจึงต้องคำนึงถึงทั้งความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และความรู้สึกของสมาชิกครอบครัวควบคู่กัน

7. อัตตา (Ego) ของผู้นำอาจทำให้ธุรกิจสะดุด
ธุรกิจครอบครัวไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน หากผู้นำหรือทายาทตัดสินใจโดยยึดตนเองเป็นศูนย์กลางมากเกินไป ความสำเร็จของธุรกิจไม่ได้มาจากอำนาจหรือสถานะของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มาจากความสามารถ ความทุ่มเท การทำงานหนัก และการเคารพผู้อื่น

การตัดสินใจแบบฝ่ายเดียว ทังในฐานะเจ้าของ ผู้บริหาร หรือผู้สืบทอด อาจสร้างแรงต้านและลดความไว้วางใจภายในครอบครัว หากต้องการให้ธุรกิจเดินต่อได้ ทุกฝ่ายควรใช้เหตุผล การสื่อสาร และการสร้างฉันทามติ มากกว่าการใช้อำนาจสั่งการ

8. อย่าลืมว่า ธุรกิจมีอยู่เพื่อ “ลูกค้า” ไม่ใช่เพื่อครอบครัวเท่านั้น
ในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ ธุรกิจครอบครัวจำนวนไม่น้อยโฟกัสกับเรื่องภายในมากเกินไป จนละเลยลูกค้า ตลาด และคุณภาพของสินค้าและบริการ แม้การสืบทอดกิจการจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ครอบครัวต้องไม่ลืมว่า บริษัทไม่ได้มีอยู่เพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของครอบครัว แต่มีอยู่เพื่อสร้างคุณค่าให้ลูกค้า หากองค์กรสูญเสียความสามารถในการตอบสนองลูกค้า ก็อาจไม่มีธุรกิจเหลือให้คนรุ่นต่อไปสืบทอด ดังนั้น ระหว่างกระบวนการส่งต่อกิจการ ครอบครัวต้องรักษาสมดุลระหว่าง “การจัดการภายใน” และ “การดูแลตลาดภายนอก”

9. ทำให้ธุรกิจน่าสืบทอด
คำถามสำคัญคือ หากบริษัทไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ไม่มีสุขภาพองค์กรที่ดี หรือไม่มีจุดแข็งที่ชัดเจน คนรุ่นต่อไปจะอยากรับช่วงต่อหรือไม่ ธุรกิจที่ไม่น่าสนใจย่อมหาทั้งผู้ซื้อและผู้สืบทอดได้ยาก ในทางกลับกัน ธุรกิจที่มีระบบดี มีภาพอนาคตชัดเจน มีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง และมีศักยภาพในการเติบโต จะดึงดูดให้คนรุ่นใหม่อยากเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ดังนั้น การเตรียมทายาทไม่ควรทำเพียงการสอนงาน แต่ต้องทำให้ธุรกิจมีอนาคตที่น่าเชื่อถือและน่าภาคภูมิใจด้วย

10. มีแผนแล้วต้องลงมือทำจริง
การมีแผนสืบทอดกิจการไม่ได้แปลว่าการสืบทอดจะสำเร็จ หากครอบครัวตกลงร่วมกันแล้วแต่ไม่ดำเนินการตามแผน ทุกอย่างก็อาจกลับไปสู่ความไม่ชัดเจนเหมือนเดิม เมื่อมีการตัดสินใจแล้ว ควรกำหนดขั้นตอน ผู้รับผิดชอบ ระยะเวลา และกลไกติดตามผลให้ชัดเจน เช่น การประชุมครอบครัว การประชุมผู้ถือหุ้น การประเมินความพร้อมของทายาท และการทบทวนแผนเป็นระยะ

ในช่วงท้ายของการถ่ายโอนกิจการ การมีผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาช่วยกำกับกระบวนการ อาจทำให้การเปลี่ยนผ่านมีความเป็นระบบและลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งได้มากขึ้น

#การบริหารธุรกิจครอบครัว
#ธุรกิจครอบครัว
#การสืบทอดธุรกิจ
#การสืบทอดธุรกิจครอบครัว


ที่มา:
Weishaupt, M. (2020). 10 Capital Succession Errors and 10 Ways to Avoid Them. Tharawat Magazine.

กรณีของ Stanley Ho (สแตนลีย์ โฮ) ราชาคาสิโนมาเก๊า มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาด้านการสืบทอดกิจการของธุรกิจครอบ...
06/06/2026

กรณีของ Stanley Ho (สแตนลีย์ โฮ) ราชาคาสิโนมาเก๊า มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาด้านการสืบทอดกิจการของธุรกิจครอบครัวที่น่าสนใจที่สุดในเอเชีย ไม่ใช่เพราะความสามารถที่เป็นผู้สร้างอาณาจักรคาสิโนที่ยิ่งใหญ่ของมาเก๊า แต่เป็นเพราะเรื่องราวของเขาสะท้อนให้เห็นว่า การสร้างธุรกิจให้เติบโตและการส่งต่อธุรกิจให้ยั่งยืนนั้นเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

รายละเอียดในคอมเม้นท์

#ทายาทธุรกิจ #ความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว #การส่งต่อธุรกิจ #ที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว #บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว #ภาวะผู้นำเชิงอิทธิพล #ธุรกิจครอบครัว #ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจครอบครัว
#การสืบทอดธุรกิจครอบครัว #การสืบทอดธุรกิจ #การบริหารธุรกิจครอบครัว #ธรรมาภิบาล #ธุรรมนูญครอบครัว #พินัยกรรม #กรณีศึกษาธุรกิจครอบครัว #สแตนลีย์โฮ #เจ้าพ่อคาสิโนมาเก๊า See less

กรณีของ Stanley Ho (สแตนลีย์ โฮ) ราชาคาสิโนมาเก๊า มักถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาด้านการสืบทอดกิจการของธุรกิจครอบครัวที่น่าสนใจที่สุดในเอเชีย ไม่ใช่เพราะความสามารถที่เป็นผู้สร้างอาณาจักรคาสิโนที่ยิ่งใหญ่ของมาเก๊า แต่เป็นเพราะเรื่องราวของเขาสะท้อนให้เห็นว่า การสร้างธุรกิจให้เติบโตและการส่งต่อธุรกิจให้ยั่งยืนนั้นเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ประเด็นสำคัญสำหรับธุรกิจครอบครัวตระกูล Ho จริงๆ ไม่ได้อยู่ที่ทายาทคนไหนได้เท่าไร แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการอย่างถูกต้องแต่แรกก็จะไม่บานปลายถึงเพียงนี้ เพราะอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ว่าจะมีมูลค่าหลักล้านหรือหลักแสนล้านก็ตามอาจถูกเขย่าบัลลังก์ได้ง่ายๆ เสมือนปัญหา “หญ้าปากคอก” จากประเด็นภายในครอบครัวคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ซึ่งต้องวางแผนการสืบทอกิจการแต่เนิ่น ๆ พร้อมทั้งเตรียมทำพินัยกรรมและใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อให้เปิดธรรมาภิบาลในธุรกิจครอบครัว เพราะความสำเร็จของผู้นำที่ก่อตั้งไม่อาจรับประกันได้เถึงความยั่งยืนเสมอไป

อ่านรายละเอียดในคอมเม้นท์

#ทายาทธุรกิจ #ความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัว #การส่งต่อธุรกิจ #ที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว #บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว #ภาวะผู้นำเชิงอิทธิพล #ธุรกิจครอบครัว #ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจครอบครัว
#การสืบทอดธุรกิจครอบครัว #การสืบทอดธุรกิจ #การบริหารธุรกิจครอบครัว #ธรรมาภิบาล #ธุรรมนูญครอบครัว #พินัยกรรม #กรณีศึกษาธุรกิจครอบครัว #สแตนลีย์โฮ #เจ้าพ่อคาสิโนมาเก๊า

โลกเปลี่ยนเร็ว หรือเราปรับตัวช้า ในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็ว จนถึงเร็วที่สุด ความไม่แน่นอนก็ยิ่งทวีคูณ แต่สำหรับธุรกิจครอบครั...
05/06/2026

โลกเปลี่ยนเร็ว หรือเราปรับตัวช้า
ในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็ว จนถึงเร็วที่สุด ความไม่แน่นอนก็ยิ่งทวีคูณ แต่สำหรับธุรกิจครอบครัวนั้นต้องมองกลับมาที่ตัวเองด้วยว่า เราปรับตัวช้า หรือรับมือไม่ทันหรือไม่

มองให้ขาดว่า ตกลงโลกเปลี่ยนเร็ว หรือเราปรับตัวช้ากันแน่

ทั้งนี้ มีแนวทางจาก Harvard Business Review ที่ได้จากการศึกษาธุรกิจครอบครัวกว่า 2,500 แห่ง แนะนำ 7 แนวปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้

1. มองความจริง ไม่ใช่สิ่งที่อยากให้เป็น
ผู้นำต้องตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง พร้อมเปิดรับมุมมองที่หลากหลาย เพราะไอเดียสำคัญอาจมาจากคนที่ไม่ได้อยู่ในสายงานหลักเสมอไป การรับฟังความเห็นที่แตกต่างจึงเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมและโอกาสใหม่ ๆ

2. แยกเรื่องเร่งด่วนออกจากเรื่องสำคัญ
ธุรกิจต้องจัดสรรคนและทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมสำหรับความเสี่ยงและโอกาสในอนาคต แล้วองค์กรที่ปรับตัวได้ดีจะไม่มัวแต่ "ดับไฟ" แต่ยังมองไปข้างหน้าเสมอ

3. นำแบบปรับตัว ไม่ใช่สั่งการทุกเรื่อง
ผู้นำควรกำหนดเป้าหมายและทิศทางให้ชัดเจน แต่เปิดโอกาสให้คนหน้างานตัดสินใจและหาวิธีการที่เหมาะสมด้วยตนเอง เมื่อทุกคนเข้าใจว่า "ทำไปเพื่ออะไร" องค์กรจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น

4. สร้างระบบการสื่อสารที่รวดเร็วและต่อเนื่อง
ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ทุกคนมองเห็นภาพเดียวกัน ไม่ว่าจะผ่านการประชุมสั้นรายวัน หรือการอัปเดตสถานการณ์เป็นระยะ เพื่อตัดสินใจได้ทันท่วงที

5. สร้าง Growth Mindset
เมื่อเผชิญความไม่แน่นอน พนักงานจะมองไปที่ผู้นำเป็นอันดับแรก ผู้นำที่สงบนิ่ง มองปัญหาเป็นความท้าทาย และพร้อมก้าวผ่านวิกฤตร่วมกับทีม จะช่วยสร้างกำลังใจและความเชื่อมั่นให้กับทั้งองค์กร

6. ดูแลสุขภาพกายและใจของคนในองค์กร
การรับมือกับวิกฤตเป็นการวิ่งระยะไกล ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น ผู้นำจึงต้องใส่ใจทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการบริหารพลังงานของตนเองและพนักงาน เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟและรักษาความพร้อมในการทำงานระยะยาว

7. สร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นจริง
ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ความไว้วางใจคือทุนสำคัญที่สุดขององค์กร ธุรกิจครอบครัวที่เข้มแข็งมักสื่อสารอย่างเปิดเผย รับฟังความคิดเห็น และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พนักงานกล้าพูดถึงความกังวลของตนเอง พร้อมตอบสนองต่อปัญหาอย่างจริงจังและรวดเร็ว
#การบริหารธุรกิจครอบครัว


#ธุรกิจครอบครัว

๓ มิถุนายน ๒๕๖๙วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินีทรงพระเจริญควรมิควรแล้วแต่จะทรงพร...
03/06/2026

๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

วันเฉลิมพระชนมพรรษา
สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

ทรงพระเจริญ

ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

ข้าพระพุทธเจ้า
คณะผู้บริหาร และพนักงาน
Family Business Thailand

EQ พลังเงียบที่ติดปีกให้ทั้งครอบครัวและธุรกิจให้แข็งแรงความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ (Emotional Quotient) เป็นทักษะสำคัญที่ท...
02/06/2026

EQ พลังเงียบที่ติดปีกให้ทั้งครอบครัวและธุรกิจให้แข็งแรง

ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ (Emotional Quotient) เป็นทักษะสำคัญที่ทรงพลังอย่างยิ่งในทั้งชีวิตครอบครัวและธุรกิจครอบครัว เพราะช่วยให้เราบริหารจัดการความสัมพันธ์กับคนรอบตัวได้อย่างสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างพ่อแม่กับลูก พี่น้อง คู่สมรส หรือสมาชิกในครอบครัวขยาย

เมื่อเราเข้าใจอารมณ์ของตนเอง เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์หรือคำพูดของผู้อื่นได้ง่าย สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยความเข้าใจมากกว่าความรู้สึกชั่ววูบ ความสัมพันธ์ในครอบครัวจึงมีโอกาสเติบโตบนพื้นฐานของความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน

หัวใจสำคัญของครอบครัวที่เข้มแข็ง คือ “ความผูกพันทางอารมณ์” (Emotional Intimacy) เพราะหากขาดสิ่งนี้ การอยู่ร่วมกันอาจกลายเป็นเพียงหน้าที่หรือความจำเป็น มากกว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและเติมเต็ม ดังนั้น การสร้างพื้นที่ให้สมาชิกในครอบครัวได้สื่อสารความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาและจริงใจ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดี

ผู้เชี่ยวชาญด้าน EQ แนะนำแนวทางง่าย ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างความใกล้ชิดและความเข้าใจในครอบครัว ดังนี้

1. อยากให้คนอื่นฟัง ต้องเริ่มจากการฟัง
ปัญหาสำคัญของหลายครอบครัวไม่ใช่การไม่มีบทสนทนา แต่เป็นการไม่มีใครฟังกันอย่างแท้จริง บางครั้งคำตอบของคำถามที่ว่า “ทำไมไม่มีใครฟังเรา” อาจเป็นเพราะเราเองก็ยังไม่ได้เปิดใจฟังคนอื่นเช่นกัน

2. เรียนรู้ที่จะจัดการอารมณ์ของตนเอง
อารมณ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เรามีทางเลือกว่าจะตอบสนองต่ออารมณ์นั้นอย่างไร การเคารพความรู้สึกและสิทธิของผู้อื่น รวมถึงการตระหนักว่าเราสามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ คือรากฐานของวุฒิภาวะทางอารมณ์

3. รู้จักทั้งการให้และการรับ
ความรักไม่ได้เกิดจากการให้เพียงฝ่ายเดียว หรือการรอรับจากอีกฝ่ายเท่านั้น แต่เกิดจากการแลกเปลี่ยนดูแลซึ่งกันและกันอย่างสมดุล ผู้ที่รู้จักให้ย่อมเข้าใจคุณค่าของการรับ และผู้ที่เปิดใจรับก็พร้อมที่จะส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้ผู้อื่น

4. ใส่ใจภาษากายมากพอ ๆ กับคำพูด
น้ำเสียง สีหน้า และท่าทาง มักสื่อสารความรู้สึกได้ชัดเจนกว่าคำพูดเสียอีก คำว่า “รัก” ที่พูดออกมาพร้อมสีหน้าเคร่งเครียดหรือท่าทีไม่พอใจ ย่อมทำให้ผู้ฟังสับสน ดังนั้นควรหมั่นสังเกตว่าอารมณ์และการแสดงออกของเราสอดคล้องกันหรือไม่

5. อย่ารีบแก้ปัญหาแทนคนที่เรารัก
การดูแลคนในครอบครัวไม่ได้หมายความว่าต้องรับผิดชอบทุกปัญหาแทนพวกเขาเสมอไป บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดคือการรับฟัง ให้กำลังใจ และเชื่อมั่นว่าพวกเขามีศักยภาพในการจัดการปัญหาของตนเอง

6. สื่อสารคุณค่าผ่านการกระทำ
สมาชิกในครอบครัวเรียนรู้จากสิ่งที่เรา "ทำ" มากกว่าสิ่งที่เรา "พูด" การเป็นแบบอย่างที่ดีจึงทรงพลังกว่าการสั่งสอนหรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นอยู่เสมอ

7. กล้ายอมรับความผิดพลาดและกล่าวคำขอโทษ
การขอโทษเป็นการแสดงกล้าแสดงถึงออกถึงความรับผิดชอบ ความอ่อนน้อมถ่อมตน และความซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของผู้อื่น อีกทั้งยังเป็นบทเรียนสำคัญให้คนรุ่นถัดไปเห็นว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และเติบโตจากความผิดพลาดได้

8. เข้าใจความต้องการที่แตกต่างของแต่ละคน
สมาชิกแต่ละคนมีวิธีรับรู้และแสดงความรักไม่เหมือนกัน สิ่งที่ทำให้คุณยายรู้สึกได้รับความรัก อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่หลานวัยสามขวบต้องการ เมื่อไม่แน่ใจ การถามอย่างจริงใจคือวิธีที่ดีที่สุด

9. แสดงความรักอย่างสม่ำเสมอ
ทุกคนต้องการการยืนยันว่าตนเองมีคุณค่าและเป็นที่รัก โดยเฉพาะเด็ก ๆ แต่ในหลายครั้ง คนที่ดูเข้มแข็งหรือไม่เรียกร้องความสนใจ อาจเป็นคนที่ต้องการความรักและการรับฟังมากที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว EQ ไม่ได้เป็นเพียงทักษะในการควบคุมอารมณ์ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความผูกพันระหว่างสมาชิกในครอบครัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองคือรากฐานสำคัญของการสืบทอดธุรกิจครอบครัวอย่างยั่งยืนจากรุ่นสู่รุ่น

#การบริหารธุรกิจครอบครัว
#ภาวะผู้นำเชิงอิทธิพล

#การสืบทอดกิจการ


#ธุรกิจครอบครัว

ที่อยู่

มหาวิทยาลัยหอกาค้าไทย
Bangkok
10140

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Family Business Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์