Urban Futures & Policy

Urban Futures & Policy มองอนาคตเมืองและออกแบบนโยบายอย่าง?

หน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University Research Unit in Urban Futures and Policy)

เป็นหน่วยวิจัยสังกัดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง ภายใต้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มีเป้าหมายในการดำเนินงาน ดังนี้

1) เพื่อเป็นหน่วยวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนของเมือง (urban sustainability) และการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเมืองรอบด้าน (global change) ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) และการพัฒนาเมือง (urban development) ด้านต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนเมือง เน้นผลิตงานวิจัยที่ได้มาตรฐานและแก้ไขปัญหาของสังคม และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

2) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในเมืองทุกระดับ (inclusive & sustainable livelihood) ผ่านการจัดสรรทรัพยากรด้านต่างๆ ที่เป็นธรรม ลดความไม่เท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรที่ดิน น้ำ อาหาร พลังงาน ซึ่งทรัพยากรเหล่านี้จะมีความแปรปรวนและจัดการยากมากขึ้นในอนาคต สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญในระดับสูงผ่านการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนโดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

3) นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (policy recommendation) และตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการในระดับสากล ที่เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองด้านต่างๆ เช่น ระบบที่อยู่อาศัย การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน และการให้บริการสาธารณะของเมืองที่เกี่ยวข้อง เน้นให้เกิดการสร้างสรรค์งานวิจัยเชิงนโยบายที่ท้าทาย ทันสมัย ช่วยแก้ไขปัญหาสังคม อีกทั้งสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล

4) ส่งเสริมกระบวนการพัฒนาเมืองอย่างมีส่วนร่วม โดยการปรึกษาหารือและกระบวนการที่มีความโปร่งใส ผ่านการใช้ทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology) และการแลกเปลี่ยนเชิงสนทนา (dialogue) สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาล และตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ

5) เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิจัยด้านเมืองยั่งยืนทั้งในประเทศไทย ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีบริบทใกล้เคียงกัน และ ระดับโลก ที่ประสพปัญหาด้านสภาพความเป็นเมือง (urban conditions) ความไม่ยั่งยืน และได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมได้ในช่องทางดังต่อไปนี้

Website : http://www.urbanfuturestu.com/

YouTube Channel : URBAN FUTURES, aloudbangkok

aloud Bangkok (BLOG) : http://aloudbangkok.wordpress.com/

เกมส์ "กรุงเทพฯใหม่ โลกเปลี่ยน เราปรับ" : http://apps.facebook.com/newbangkok/

     📌📌📌📌 อัปเดตข่าวโครงการสำคัญของหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมืองการประชุมหารือเพื่อพิจารณาร่างรายงานแนวทางการบูรณาการข้อ...
08/09/2026


📌📌📌📌 อัปเดตข่าวโครงการสำคัญของหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมือง
การประชุมหารือเพื่อพิจารณาร่างรายงานแนวทางการบูรณาการข้อมูลการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศสู่การวางและจัดทำผังเมืองครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการ Urban-Act
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569 หน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University Research Unit in Urban Futures & Policy) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง นำโดย รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ หัวหน้าโครงการและผู้อำนวยการหน่วยวิจัยฯ รศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย (นิติ จุฬาฯ) ดร.กัมปนาท ซิลวา นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) และทีมวิจัย เข้าร่วมการประชุมหารือเพื่อพิจารณา “ร่างรายงานแนวทางการบูรณาการข้อมูลสภาพภูมิอากาศสู่การวางและจัดทำผังเมือง: กรณีศึกษาภูเก็ต” ณ ห้องประชุม 2101 กรมโยธาธิการและผังเมือง ถนนพระราม 9 กรุงเทพมหานคร การประชุมจัดขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาเมืองแบบองค์รวมเพื่อส่งเสริมการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำและการเป็นเมืองที่ฟื้นตัวได้ (Urban-Act: Integrated Urban Climate Action for Low-carbon & Resilient Cities) ซึ่งดำเนินงานร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ดำเนินงานในนามของ แผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI) ของรัฐบาลสหพันธรัฐเยอรมนี โดยภายในรัฐบาลสหพันธรัฐ แผนงาน IKI อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (BMUKN) มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของกรมโยธาธิการและผังเมืองเข้าร่วมพิจารณาร่างรายงาน ได้แก่ ท่านบงกช สุวรรณเดช รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการผังเมือง ผู้อำนวยการสำนักผังประเทศและผังภาค ผู้อำนวยการสำนักผังเมืองรวม ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมการผังเมือง ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์และประเมินผล ผู้อำนวยการกองนิติการ และอำนวยการกองผังเมืองเฉพาะ นอกจากนี้ ยังมีผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ นางมณีวรรณ ชนะไพ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์และประเมินผล และนายสมหมาย เอี่ยมมงคลสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านวางผังสถาปัตยกรรม เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับคณะวิจัย การมีส่วนร่วมของผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเครื่องมือผังเมืองในหลายระดับ ช่วยให้การพิจารณาครอบคลุมตั้งแต่ผังนโยบาย ผังเมืองรวม และผังเมืองเฉพาะ ไปจนถึงงานวิศวกรรมการผังเมือง การวิเคราะห์และประเมินผล กฎหมาย และกลไกสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่
คณะวิจัยได้นำเสนอว่า การวางและจัดทำผังเมืองภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องพิจารณา “อนาคตของภูมิอากาศ” ควบคู่กับ “อนาคตของเมือง” เนื่องจากความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากความรุนแรงของภัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับการขยายตัวของพื้นที่เมือง การเพิ่มขึ้นของประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ความต้องการใช้น้ำ ปริมาณน้ำเสีย ตลอดจนแรงกดดันต่อระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐาน กระบวนการประเมินความเสี่ยงที่นำเสนอจึงครอบคลุมตั้งแต่การระบุภัย การพิจารณาการเปิดรับภัย ความอ่อนไหว และขีดความสามารถในการปรับตัว การประเมินความเสี่ยงภายใต้ฉากทัศน์การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและเมือง ตลอดจนการแปลผลไปสู่มาตรการทางผังเมือง มาตรการออกแบบ มาตรการด้านคมนาคมขนส่ง และแนวคิดโครงการที่มีความยั่งยืนและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้
จังหวัดภูเก็ตและเทศบาลตำบลวิชิตถูกใช้เป็นกรณีศึกษาในการพัฒนาและทดสอบกระบวนการบูรณาการข้อมูลภูมิอากาศสู่การวางผังเมือง โดยในระดับจังหวัดได้วิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตและแรงกดดันต่อพื้นที่เมือง ระบบน้ำอุปโภคบริโภค ระบบน้ำเสีย และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อกำหนดประเด็นความเสี่ยง ลำดับความสำคัญ และทิศทางเชิงพื้นที่สำหรับผังนโยบายระดับจังหวัด ในระดับเทศบาลตำบลวิชิต คณะวิจัยได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางจากภูมิอากาศ (Climate Risk and Vulnerability Assessment: CRVA) ร่วมกับการซ้อนทับข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Overlay) เพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างของภัย การเปิดรับภัย ความอ่อนไหว และขีดความสามารถในการปรับตัวในแต่ละบริเวณ ผลการศึกษานำไปสู่การแบ่งพื้นที่ตามระบบลุ่มน้ำและบริบทของพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตลอดจนการพัฒนา 9 มาตรการเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงการจัดการน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน โครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า–สีเขียว–สีเทา การเดินทางแบบคาร์บอนต่ำ และการฟื้นฟูระบบนิเวศ
ร่างรายงานเสนอให้เชื่อมโยงเครื่องมือผังเมืองตั้งแต่ “ผังนโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่” ซึ่งทำหน้าที่กำหนดทิศทางการเติบโต พื้นที่ควบคุม พื้นที่ฟื้นฟู พื้นที่กันชน และพื้นที่ลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ไปสู่ “ผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน” ซึ่งถ่ายทอดทิศทางดังกล่าวเป็นข้อกำหนด เงื่อนไข และมาตรการเชิงพื้นที่ผ่านผังเมืองรวมและผังเมืองเฉพาะ สำหรับผังเมืองรวม ข้อมูลความเสี่ยงสามารถนำไปประกอบการกำหนดประเภทและความหนาแน่นของการใช้ประโยชน์ที่ดิน พื้นที่รับน้ำและหน่วงน้ำ พื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่สีเขียว ระบบคมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน และบริการสาธารณะ ส่วนผังเมืองเฉพาะสามารถนำมาใช้กับพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ต้องกำหนดรายละเอียดของรูปแบบการพัฒนา ระบบน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่สาธารณะ โครงการ การได้มาของที่ดิน ลำดับการลงทุน และกลไกดำเนินงานให้สอดคล้องกันในระดับพื้นที่
พื้นที่ตอนเหนือของเทศบาลตำบลวิชิต ซึ่งมีศักยภาพรองรับการพัฒนาเมืองใหม่และพื้นที่ Smart City ถูกนำเสนอเป็นตัวอย่างของพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ควรได้รับการศึกษาและวางแผนในระดับรายละเอียด เพื่อให้การพัฒนาสอดคล้องกับขีดความสามารถของระบบน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบคมนาคม รวมถึงไม่เพิ่มความเสี่ยงสะสมในอนาคต การนำข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติจำเป็นต้องพิจารณาทั้งความเหมาะสมของขอบเขตพื้นที่ ความสัมพันธ์กับผังเมืองรวม รายละเอียดระดับแปลงที่ดิน งบประมาณ การได้มาของที่ดิน ระยะเวลาดำเนินงาน ตลอดจนบทบาทของหน่วยงานและเจ้าของที่ดินที่เกี่ยวข้อง โดยเครื่องมือด้านการจัดรูปที่ดินและกลไกกองทุนจัดรูปที่ดินอาจมีบทบาทสำคัญในการประสานการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดขึ้นได้จริง
ร่างรายงานยังให้ความสำคัญกับกลไกเชิงสถาบันและกฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 เพื่อให้ข้อมูลความเสี่ยงและนโยบายด้านภูมิอากาศสามารถถ่ายทอดเข้าสู่กระบวนการวางและจัดทำผังเมืองได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับภาค ระดับจังหวัด ระดับเมือง ไปจนถึงพื้นที่เฉพาะ นอกจากนี้ ยังเน้นการประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านผังเมือง ภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรน้ำ คมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อลดข้อจำกัดจากการทำงานแบบแยกส่วน และทำให้การวิเคราะห์ข้อมูล การกำหนดนโยบาย การจัดทำผัง การลงทุน และการดำเนินโครงการเชื่อมโยงกันภายใต้หลักธรรมาภิบาลด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Governance)
ทางหน่วยวิจัยฯ ขอขอบคุณกรมโยธาธิการและผังเมือง องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ตลอดจนผู้แทนจากทุกหน่วยงานที่ร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ และช่วยให้การประชุมครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
👉👉👉 โปรดติดตามข่าวสารสำคัญและความคืบหน้าของโครงการทางหน้าเพจของเรา





         📌📌📌📌 อัปเดตข่าวโครงการสำคัญของหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมืองจากความเสี่ยงของเมือง สู่ต้นแบบนวัตกรรมที่พร้อมทดลอง...
07/09/2026


📌📌📌📌 อัปเดตข่าวโครงการสำคัญของหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมือง
จากความเสี่ยงของเมือง สู่ต้นแบบนวัตกรรมที่พร้อมทดลองจริง: สรุปภาพรวมหลักสูตร City Innovation Alliance (CIA) หลักสูตรสำหรับนักพัฒนาเมืองนวัตกรรม
ตลอดเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2569 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และ NIA Academy ขับเคลื่อนหลักสูตร City Innovation Alliance (CIA) เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำและนักพัฒนาเมืองให้สามารถมองปัญหาอย่างเป็นระบบ เตรียมพร้อมต่อความไม่แน่นอน และเปลี่ยนความเสี่ยงของเมืองให้เป็นนวัตกรรมที่พร้อมนำไปทดลองในพื้นที่จริง
หลักสูตร City Innovation Alliance ได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และสร้างเครือข่ายระหว่างผู้บริหารเมือง ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปฏิบัติงาน ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมี รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ หัวหน้าหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมือง ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหลักสูตรและวิทยากรด้านการบริหารความเสี่ยงเมือง เมืองที่ฟื้นตัวได้ และการมองอนาคตเมือง กระบวนการเรียนรู้เชื่อมโยงตั้งแต่การทำความเข้าใจแนวคิดและความเสี่ยงของเมือง การมองอนาคต การวิเคราะห์ระบบและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การศึกษาดูงาน การร่วมออกแบบ การพัฒนาต้นแบบ การประเมินความพร้อมในการนำไปใช้ จนถึงการนำเสนอแผนพัฒนาเมืองนวัตกรรมต่อคณะผู้ทรงคุณวุฒิ
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 หลักสูตรเริ่มต้นด้วยกิจกรรม “Orientation & Unlocking City Innovation” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวต้อนรับและถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับเมืองนวัตกรรม พร้อมเน้นย้ำบทบาทของผู้นำเมืองในการเชื่อมโยงนวัตกรรม ความร่วมมือ และการลงมือปฏิบัติให้ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่ ในโอกาสนี้ รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ นำเสนอหัวข้อ “Learning Journey: From Risk to Resilient City Leader” ชวนผู้เข้าร่วมมองนวัตกรรมเมืองให้กว้างกว่าเทคโนโลยี โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจความเสี่ยงและความเปราะบางของระบบเมือง ผ่านกรอบการเรียนรู้ “Ready Now, Ready Next และ Ready New”
“Ready Now” คือการเข้าใจความเสี่ยงที่เมืองกำลังเผชิญ
“Ready Next” คือการเตรียมพร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนในอนาคต
“Ready New” คือการเปลี่ยนข้อมูล ความเสี่ยง และความเข้าใจระบบเมืองให้กลายเป็นนวัตกรรมใหม่ที่พร้อมนำไปทดลองและสร้างการเปลี่ยนแปลง
วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 กิจกรรม “Exploring Future-Ready Cities” เปิดมุมมองการพัฒนาเมืองผ่านกรณีศึกษาจากเมืองนวัตกรรมระดับนานาชาติ พร้อมแลกเปลี่ยนเรื่องแรงจูงใจเชิงยุทธศาสตร์ การลงทุนเพื่ออนาคต การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเมืองนวัตกรรมที่ฟื้นตัวได้ กิจกรรมสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเมืองแห่งอนาคตจำเป็นต้องเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ระยะยาวเข้ากับระบบคมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน การใช้ประโยชน์ที่ดิน กลไกภาครัฐ และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยไม่มีแนวทางสำเร็จรูปที่ใช้ได้กับทุกเมือง แต่ต้องออกแบบให้เหมาะสมกับอัตลักษณ์ ศักยภาพ และข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่
วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผู้เข้าร่วมศึกษาดูงาน ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อเรียนรู้การพัฒนาองค์กร การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการปฏิบัติงาน และการเสริมสร้างความปลอดภัยทางดิจิทัลและความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ ก่อนเข้าสู่กิจกรรม “Innovative Resilient City Foresight” กิจกรรมดังกล่าวนำโดย รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ ร่วมกับคุณประกาย ธีระวัฒนากุล จาก Center for Foresight and Public Policy (CFPP) และสถาบันอนาคตไทยศึกษา โดยใช้กระบวนการมองอนาคตเพื่อช่วยให้เมืองเตรียมพร้อมรับทั้งปัญหาในปัจจุบันและความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “Ready Now, Ready Next, Do Now” คือ พร้อมรับสถานการณ์วันนี้ เตรียมพร้อมต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น และเริ่มลงมือจากปัจจุบัน
ผู้เข้าร่วมแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มเมือง ได้แก่ กรุงเทพฯ บอสตัน ปารีส ริยาด เซี่ยงไฮ้ และซิดนีย์ เพื่อสำรวจสัญญาณการเปลี่ยนแปลงผ่านกรอบ STEEPV วิเคราะห์ความเสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง สร้างฉากทัศน์อนาคตหลายรูปแบบ และย้อนกลับมาวางเส้นทางการดำเนินงานด้วยกระบวนการ Backcasting หัวใจของกระบวนการไม่ได้อยู่ที่การทำนายอนาคตให้ถูกต้องเพียงรูปแบบเดียว แต่คือการช่วยให้ผู้เข้าร่วมมองเห็นความเป็นไปได้ที่หลากหลาย เข้าใจผลกระทบที่แตกต่างกันต่อประชาชนแต่ละกลุ่ม และเตรียมทางเลือกสำหรับรับมือกับสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญญาประดิษฐ์ เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพื้นฐานและบริการเมือง
ระหว่างวันที่ 22–24 กรกฎาคม 2569 หลักสูตรจัดกิจกรรม Bootcamp ภายใต้หัวข้อ “Understanding City Challenges and Needs and City Innovation Ecosystem” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมวิเคราะห์ปัญหาเมืองอย่างเป็นระบบ ผ่านแนวคิด City System Thinking การวิเคราะห์ Theory of Change การจับคู่นวัตกรรมกับโจทย์เมือง และการจัดทำแผนที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กระบวนการนี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเห็นว่า ปัญหาเมืองไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เป็นผลจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน หน่วยงาน โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากร กฎระเบียบ และแรงจูงใจของผู้เกี่ยวข้อง การออกแบบนวัตกรรมจึงต้องค้นหา “จุดเปลี่ยนของระบบ” ที่สามารถสร้างผลกระทบได้จริง พร้อมพิจารณาประโยชน์ ผลกระทบ ข้อแลกเปลี่ยน และกลุ่มประชากรที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินงาน
วันที่ 5 สิงหาคม 2569 หลักสูตรจัดกิจกรรม “City Innovation & Empathy Site Visit” ณ อาคารมหานคร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้การพัฒนาเมืองจากประสบการณ์จริงของผู้ใช้งาน พื้นที่ นวัตกรรม และบทบาทของภาคเอกชน โดยได้เยี่ยมชมอาคารและเรียนรู้แนวคิดการบริหารจัดการอาคารและพื้นที่เมืองจาก King Power Corporation ในช่วงบ่าย ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้หัวข้อ “Innovation Districts: Designing Urban Futures” โดย รศ.ดร.พนิต ภู่จินดา อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งชวนมองบทบาทของย่านนวัตกรรมในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ ความคิดสร้างสรรค์ การเดินทาง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และเครือข่ายผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กิจกรรมยังครอบคลุมหัวข้อ “Land Developers and the Future of Sustainable Urban Growth” เพื่อแลกเปลี่ยนบทบาทของผู้พัฒนาที่ดินต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการสร้างคุณค่าร่วมให้แก่ธุรกิจ ชุมชน และเมือง โดยเน้นย้ำว่า การพัฒนาเมืองนวัตกรรมต้องเริ่มจาก “ความเข้าอกเข้าใจ” หรือ Empathy เพื่อให้พื้นที่ บริการ และนวัตกรรมตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนจริงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
วันที่ 14 สิงหาคม 2569 กิจกรรม “Prototyping Future Cities” พาผู้เข้าร่วมก้าวจากการวิเคราะห์โจทย์ไปสู่การตัดสินใจออกแบบต้นแบบ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถ่ายทอดประสบการณ์ในหัวข้อ “Innovation for Urban Resilience and Risk Management: Practical Application” เชื่อมโยงแนวคิดเมืองที่ฟื้นตัวได้กับการบริหารความเสี่ยงในสถานการณ์จริง ผู้เข้าร่วมยังได้เรียนรู้เรื่อง “Risk Communication” โดยคุณธวัชชัย ปาละคะมาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารความเสี่ยง เพื่อทำความเข้าใจว่าการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถสื่อสารให้ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใจ ตัดสินใจ และลงมือปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม จากนั้นแต่ละกลุ่มเข้าร่วมกิจกรรม “Design Decision – Is This the Right Innovation?” เพื่อทบทวนว่านวัตกรรมที่เลือกสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่ ตอบสนองต่อกลุ่มเป้าหมายเพียงใด และมีหลักฐานรองรับความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรม ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบที่ต้องการสร้างหรือไม่
วันที่ 19 สิงหาคม 2569 กิจกรรม “Implementation Readiness: From Prototype to Pilot” มุ่งเตรียมความพร้อมให้ต้นแบบสามารถก้าวไปสู่การทดลองในโลกจริง เริ่มจากหัวข้อ “Green Energy: Powering the Future” โดย รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และคุณศุภชัย คุณเศรษฐ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ถ่ายทอดทิศทางพลังงานสะอาด เทคโนโลยี และบทบาทของหน่วยงานด้านพลังงานต่ออนาคตของเมือง ในช่วง “Strategy & Implementation Clinic” ผู้เข้าร่วมได้รับข้อเสนอแนะจากคุณชนกช ชสิธภนญ์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คุณสิทธิพล พาเจริญ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคุณวิสูตร ประชาธรรมธัช นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการพิเศษ สำนักงบประมาณ เพื่อเชื่อมโยงนวัตกรรมกับยุทธศาสตร์ นโยบาย บทบาทของท้องถิ่น และกลไกงบประมาณที่จำเป็นต่อการดำเนินงาน กิจกรรมปิดท้ายด้วย “Implementation Readiness Deliver: Can This Innovation Work in the Real World?” โดยสถาบันอนาคตไทยศึกษา เปิดพื้นที่ให้แต่ละกลุ่มตรวจสอบความพร้อมของต้นแบบ ทั้งด้านเจ้าภาพดำเนินงาน เครือข่าย กฎระเบียบ งบประมาณ แหล่งทุน ความเสี่ยง จริยธรรม ตัวชี้วัด และแผนการเรียนรู้จากการทดลอง
เครื่องมือหลักที่เชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรคือ “Innovative Resilient City Canvas” ซึ่งนำผู้เข้าร่วมเดินทางจากความเสี่ยงของเมืองไปสู่ต้นแบบนวัตกรรมผ่าน 6 ขั้นตอน ได้แก่ การเข้าใจบริบทและเสาหลักด้านความยืดหยุ่น การระบุความเสี่ยงและกลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบ การวิเคราะห์ระบบและค้นหาจุดเปลี่ยน การเปลี่ยนความเสี่ยงเป็นโอกาส การพัฒนาแนวคิดต้นแบบ และการประเมินความพร้อมสำหรับการทดลอง ผลลัพธ์ปลายทางคือ “Pilot Package” ที่รวบรวมโจทย์และหลักฐาน ระบบความเสี่ยงและจุดเปลี่ยน Theory of Change แนวคิดต้นแบบ กลุ่มเป้าหมาย แผนการดำเนินงาน งบประมาณ เจ้าภาพและภาคี การออกแบบที่คำนึงถึงจริยธรรมและความครอบคลุม ตลอดจนตัวชี้วัดและแผนการเรียนรู้ เพื่อให้นวัตกรรมสามารถก้าวจากแนวคิดไปสู่การทดลองในพื้นที่จริงได้อย่างเป็นระบบ
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 หลักสูตรเดินทางมาถึงกิจกรรมสุดท้าย “Pitching: นำเสนอนวัตกรรมเมือง” ณ ห้อง Mekha Ballroom โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ กรุงเทพฯ โดยเปิดพื้นที่ “City Innovation Market” ให้ผู้เข้าร่วมนำเสนอและแลกเปลี่ยนแผนพัฒนาเมืองนวัตกรรม ก่อนร่วมสะท้อนผลการเรียนรู้และพัฒนาการตลอดหลักสูตรโดย รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ ที่ปรึกษาหลักสูตร จากนั้นเป็นกิจกรรม “Final Pitching” ซึ่งผู้เข้าร่วมนำเสนอแผนพัฒนาเมืองนวัตกรรมจำนวน 6 ข้อเสนอ พร้อมรับข้อเสนอแนะจากคณะผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อนำไปปรับปรุงแนวคิด รูปแบบการดำเนินงาน และความพร้อมในการผลักดันสู่การทดลองจริง
ช่วงท้ายของงาน ดร.อุรัจฉวี อุณหเลขกะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวรายงานผลการดำเนินงานหลักสูตร ก่อนที่ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จะกล่าวมอบโอวาท มอบรางวัล และมอบวุฒิบัตรการศึกษาแก่ผู้เข้าร่วมหลักสูตร กิจกรรมยังเปิดโอกาสให้ตัวแทนผู้เข้าร่วมถ่ายทอดความรู้สึกและบทเรียนจากการเรียนรู้ร่วมกัน พร้อมแนะนำคณะทำงานรุ่นและบันทึกภาพร่วมกัน ถือเป็นการปิดหลักสูตรที่ไม่เพียงสะท้อนผลสำเร็จของแต่ละข้อเสนอ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายผู้นำและนักพัฒนาเมืองนวัตกรรมที่พร้อมทำงานร่วมกันต่อไป
ตลอดกระบวนการเรียนรู้ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ว่า “นวัตกรรมเมืองไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเทคโนโลยีใหม่เสมอไป” แต่อาจเกิดจากการออกแบบบริการใหม่ การปรับระบบบริหารจัดการ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างกลไกทางการเงิน การปรับนโยบาย หรือการสร้างความร่วมมือรูปแบบใหม่ หากแนวทางเหล่านั้นสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด ลดความเสี่ยง และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างเท่าเทียม ความสำเร็จของนวัตกรรมเมืองจึงไม่ได้วัดเพียงความใหม่ของแนวคิด แต่ต้องพิจารณาว่าแนวคิดนั้นเข้าใจปัญหาและผู้ใช้งานจริงหรือไม่ เชื่อมโยงกับระบบเมืองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพียงใด มีเจ้าภาพและทรัพยากรรองรับหรือไม่ สามารถทดลอง เรียนรู้ และปรับปรุงได้อย่างไร รวมถึงสร้างผลลัพธ์ที่เป็นธรรมและไม่เพิ่มความเสี่ยงให้แก่ประชาชนกลุ่มอื่นหรือพื้นที่ข้างเคียง
การทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA Academy และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน ทำให้หลักสูตร City Innovation Alliance เป็นมากกว่าพื้นที่ฝึกอบรม แต่เป็น “พื้นที่ทดลองความคิด” สำหรับผู้นำเมือง ให้สามารถมองเมืองอย่างเป็นระบบ ทำงานร่วมกับผู้คนที่หลากหลาย เตรียมพร้อมต่ออนาคต กล้าคิดต่าง กล้าทดลอง และเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์เมืองและประชาชนได้อย่างแท้จริง
จาก “การทำความเข้าใจความเสี่ยง” สู่ “การมองอนาคต” จาก “การวิเคราะห์ระบบ” สู่ “การสร้างต้นแบบ” และจาก “ต้นแบบ” สู่ “แผนการทดลองในพื้นที่จริง” หลักสูตร CIA ได้วางรากฐานสำคัญสำหรับการสร้างผู้นำและเครือข่ายนักพัฒนาเมืองนวัตกรรมที่พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนเมืองไทยให้ฟื้นตัวได้ ทั่วถึง และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
👉👉👉 โปรดติดตามข่าวสาร ผลงาน และความคืบหน้าของหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมืองทางหน้าเพจของเรา
ภาพจาก: NIAAcademy

       📌📌📌📌อัปเดตข่าวโครงการสำคัญของหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมืองการประชุมเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นต่อร...
04/09/2026



📌📌📌📌อัปเดตข่าวโครงการสำคัญของหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมือง
การประชุมเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงานการศึกษาแนวคิดและแนวปฏิบัติเพื่อจัดทำนโยบายส่งเสริมเมืองหยุ่นตัวและเมืองทั่วถึง (Resilient and Inclusive City)
.
วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยกองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง ร่วมกับหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University Research unit in Urban Futures & Policy) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังมือง นำโดย รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ หัวหน้าหน่วยวิจัยฯ ผศ.ดร.บุญอนันต์ นทกุล รองหัวหน้าหน่วยวิจัยฯและทีมวิจัย ได้จัดการประชุมเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นต่อร่างรายงานการศึกษาแนวคิดและแนวปฏิบัติเพื่อจัดทำนโยบายส่งเสริมเมืองหยุ่นตัวและเมืองทั่วถึง (Resilient and Inclusive City) ภายใต้งานบริการวิชาการเพื่อศึกษาแนวคิดและแนวปฏิบัติเพื่อจัดทำนโยบายส่งเสริมเมืองยืดหยุ่นและเมืองทั่วถึง ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกรอบแนวคิด สถานการณ์และแนวโน้มการพัฒนาเมือง ตลอดจนข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางดำเนินงานสำหรับขับเคลื่อนเมืองหยุ่นตัวและเมืองทั่วถึงในประเทศไทย พร้อมเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ ให้ข้อคิดเห็น และเสนอแนะแนวทางปรับปรุงร่างรายงานให้มีความครบถ้วนและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
การประชุมเริ่มต้นด้วยการกล่าวแนะนำโครงการโดย นางสาวชณกช ชสิธภนญ์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง และได้รับเกียรติจาก นายณฐพงศ์ วรรณรัตน์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม การประชุมมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐระดับนโยบาย หน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยปฏิบัติงานระดับพื้นที่ หน่วยงานด้านการจัดการภัยพิบัติและโครงสร้างพื้นฐาน ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน องค์การระหว่างประเทศ หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา และสถาบันการศึกษาเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองจากหลายภาคส่วนที่มีบทบาทต่อการพัฒนาและบริหารจัดการเมือง
ในช่วงแรก เป็นการนำแนวคิดเมืองหยุ่นตัวและเมืองทั่วถึง (Resilient and Inclusive City) ต่อด้วยการนำเสนอสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มอนาคตของเมืองในประเทศไทย จากผู้แทนจากกองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง โดยมีรศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ หัวหน้าหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมือง และ ผศ.ดร.บุญอนันต์ นทกุล รองหัวหน้าหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
การศึกษามอง “เมือง” ในฐานะระบบที่เชื่อมโยงผู้คน ทรัพยากร กิจกรรม และบริการของพื้นที่เข้าด้วยกัน โดยครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ 5 มิติ ได้แก่ มิติสังคม มิติเศรษฐกิจ มิติสิ่งแวดล้อม มิติโครงสร้างพื้นฐาน และมิติการบริหารปกครอง การพัฒนาเมืองจึงไม่สามารถดำเนินการแยกส่วน แต่ต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ และผลกระทบที่อาจส่งต่อกันทั้งภายในเมืองและระหว่างพื้นที่ “เมืองหยุ่นตัว” หมายถึง เมืองที่ทำให้ประชาชน เศรษฐกิจ และธรรมชาติสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนจากภัยและความเสี่ยงที่หลากหลาย โดยเมืองต้องมีขีดความสามารถในการดูดซับ (Absorb) ปรับตัว (Adapt) และฟื้นตัว (Recover) จากทั้งเหตุการณ์เฉียบพลัน (Shock) และแรงกดดันเรื้อรัง (Stress) แนวคิดดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงให้เมืองอยู่รอดหรือกลับคืนสู่สภาพเดิมหลังเกิดวิกฤต แต่ยังให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเพื่อให้เมืองสามารถพัฒนาและเติบโตต่อได้อย่างยั่งยืน ผ่านการประเมินความเสี่ยง การลดความเปราะบางและการเปิดรับภัย การเตรียมความพร้อม การบริหารจัดการข้อมูลเชิงรุก การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบพหุภัย ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพของชุมชน ส่วน “เมืองทั่วถึง” หมายถึง เมืองที่สร้างหลักประกันให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากร บริการ และกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างเสมอภาค เคารพสิทธิขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง แนวคิดเมืองทั่วถึงจึงครอบคลุมทั้งการเข้าถึงที่อยู่อาศัย การศึกษา สุขภาพ พื้นที่สาธารณะ ระบบขนส่ง และบริการพื้นฐาน การคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง การออกแบบตามหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) การพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เข้าถึงได้ การสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม ตลอดจนการบริหารงบประมาณเมืองแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ การศึกษาชี้ให้เห็นว่า แนวคิดเมืองหยุ่นตัวและเมืองทั่วถึงจำเป็นต้องได้รับการขับเคลื่อนไปพร้อมกัน เพราะการมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงหรือการฟื้นตัวจากภัยได้อย่างรวดเร็วยังไม่เพียงพอ หากประชาชนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือ บริการ หรือโอกาสในการฟื้นตัวได้อย่างเท่าเทียม การบูรณาการสองแนวคิดจึงมุ่งสู่ “เมืองที่เตรียมพร้อม สามารถรับมือและฟื้นตัวจากภัย พร้อมลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสที่เท่าเทียม” โดยเชื่อมโยงการลดความเสี่ยงเข้ากับการสร้างหลักประกันทางสังคม เศรษฐกิจที่มั่นคงและเข้าถึงได้ สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานและทุกคนใช้งานได้ รวมถึงการบริหารเมืองที่ใช้ข้อมูลและเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม
ในส่วนของสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มอนาคตของเมืองไทย การศึกษาพบความท้าทายสำคัญใน 5 มิติ ได้แก่ มิติสังคม ซึ่งครอบคลุมความแออัดของระบบสาธารณสุข ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเข้าถึงที่อยู่อาศัย สังคมสูงวัย และปัญหาสุขภาพจิต มิติเศรษฐกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพึ่งพากิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภท ต้นทุนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ทักษะแรงงาน และการเข้าถึงสวัสดิการของแรงงานนอกระบบ ด้านสิ่งแวดล้อม เมืองไทยยังเผชิญข้อจำกัดเรื่องพื้นที่สีเขียว มลพิษ การจัดการขยะและน้ำเสีย ความเสี่ยงจากน้ำท่วมและความร้อน ตลอดจนความมั่นคงทางอาหาร ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานสีเทาเป็นหลัก มีความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ระบบขนส่งรองยังไม่เชื่อมโยง และการวางผังเมืองมักตามหลังการขยายตัวของเมือง ส่วนด้านการบริหารปกครองยังมีข้อจำกัดเรื่องการถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ บุคลากร การจัดการภัยพิบัติ การเงินการคลัง และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในช่วงที่สอง เป็นการนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและข้อเสนอการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองหยุ่นตัวและทั่วถึงในประเทศไทย จากผู้แทนจากกองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองโดยมี รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ และ ผศ.ดร.บุญอนันต์ นทกุล เป็นผู้ดำเนินรายการ ผลการศึกษาได้พัฒนาเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 22 ข้อ และมาตรการดำเนินงาน 32 มาตรการ ครอบคลุม 5 มิติของระบบเมือง เพื่อให้หน่วยงานระดับนโยบาย จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน สามารถนำไปพิจารณาและปรับใช้ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ข้อเสนอในมิติสังคมมุ่งสร้างหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานและระบบคุ้มครองทางสังคมแบบมุ่งเป้า ส่งเสริมที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม บริการสุขภาพปฐมภูมิ การเรียนรู้ตลอดชีวิต เครือข่ายทางสังคม ความฉลาดรู้ด้านความเสี่ยงภัยพิบัติ และระบบสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและจิตสังคมในภาวะภัยพิบัติ มิติเศรษฐกิจมุ่งกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างความหยุ่นตัวของห่วงโซ่อุปทาน สนับสนุนนวัตกรรม ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบบประกันภัยพิบัติ การพัฒนาทักษะแรงงาน การจับคู่ตำแหน่งงาน และการนำแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบคุ้มครองทางสังคม เพื่อให้ประชาชนและธุรกิจสามารถรับมือกับวิกฤตและฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง
ข้อเสนอในมิติสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับการใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) การกระจายพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ธรรมชาติ การจัดการมลพิษเชิงรุก การบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน และการสร้างความมั่นคงทางอาหารผ่านการสนับสนุนเกษตรในเมือง มิติโครงสร้างพื้นฐานมุ่งยกระดับมาตรฐานสิ่งก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญให้มีความทนทานและรองรับคนทุกกลุ่ม พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบพหุภัย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เมืองกระชับและการเดินทางหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนใช้ข้อมูลความเสี่ยงเป็นฐานในการจัดทำผังจัดการความเสี่ยง การควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดิน การวางผังเมืองเฉพาะ และการออกแบบเมืองเชิงรุก ส่วนมิติการบริหารปกครองมุ่งยกระดับสมรรถนะของหน่วยงานในเมือง สนับสนุนการกระจายอำนาจตามขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปรับปรุงระบบบริหารจัดการภัยพิบัติและกลไกการเงินการคลัง ขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลและการตัดสินใจบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคี การจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วม และแผนจัดการความเสี่ยงในระดับเมืองและชุมชน
ช่วงท้ายของการประชุมเปิดให้ผู้แทนจากหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยน ซักถาม และแสดงความคิดเห็นต่อกรอบแนวคิด นิยาม ขอบเขตของภัยและความเสี่ยง สถานการณ์เมืองไทย ตลอดจนความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการดำเนินงาน การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้มีความสำคัญต่อการตรวจสอบว่าข้อเสนอจากการศึกษาสอดคล้องกับปัญหาและข้อจำกัดของการพัฒนาเมืองในทางปฏิบัติหรือไม่ รวมทั้งช่วยเพิ่มเติมมุมมองจากหน่วยงานส่วนกลาง ท้องถิ่น ผู้ปฏิบัติงาน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม องค์การระหว่างประเทศ และภาควิชาการ เพื่อให้ร่างรายงานสามารถสะท้อนความหลากหลายของพื้นที่และประชากรเมืองได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมดจะนำไปประกอบการปรับปรุงร่างรายงานและพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายให้มีความชัดเจน เชื่อมโยงกับกลไกการดำเนินงาน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ จังหวัด เมือง ท้องถิ่น ไปจนถึงชุมชน
หน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอขอบคุณสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง ผู้แทนจากทุกหน่วยงาน ตลอดจนผู้เข้าร่วมการประชุมทุกท่านที่ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสนับสนุนให้การประชุมครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
👉👉👉 โปรดติดตามข่าวคราวสำคัญและความคืบหน้าของโครงการทางหน้าเพจของเรา….

     📌📌📌📌 อัปเดตข่าวโครงการสำคัญของหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมืองการประชุมหารือเพื่อพิจารณาร่างรายงานแนวทางการบูรณาการข้อ...
31/08/2026


📌📌📌📌 อัปเดตข่าวโครงการสำคัญของหน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมือง
การประชุมหารือเพื่อพิจารณาร่างรายงานแนวทางการบูรณาการข้อมูลการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศสู่การวางและจัดทำผังเมือง ภายใต้โครงการ Urban-Act
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569 หน่วยวิจัยอนาคตและนโยบายเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University Research Unit in Urban Futures & Policy) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง นำโดย รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ หัวหน้าโครงการและผู้อำนวยการหน่วยวิจัยฯ รศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย (นิติ จุฬาฯ) ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) และทีมวิจัย เข้าร่วมการประชุมหารือเพื่อพิจารณา “ร่างรายงานแนวทางการบูรณาการข้อมูลการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศสู่การวางและจัดทำผังเมือง” ณ ห้องประชุม 4301 กรมโยธาธิการและผังเมือง ถนนพระราม 9 การประชุมจัดขึ้นภายใต้โครงการพัฒนาเมืองแบบองค์รวมเพื่อส่งเสริมการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำและการเป็นเมืองที่ฟื้นตัวได้ (Urban-Act: Integrated Urban Climate Action for Low-carbon & Resilient Cities) ซึ่งดำเนินงานร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ดำเนินงานในนามของ แผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (IKI) ของรัฐบาลสหพันธรัฐเยอรมนี โดยภายในรัฐบาลสหพันธรัฐ แผนงาน IKI อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (BMUKN) มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนและสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากท่านบงกช สุวรรณเดช ที่ปรึกษาด้านการผังเมือง คณะทำงานจากกรมโยธาธิการและผังเมืองจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักวิเคราะห์และประเมินผล สำนักวิศวกรรมการผังเมือง สำนักผังประเทศและผังภาค สำนักผังเมืองรวม กองผังเมืองเฉพาะ กองนิติการ และสำนักวิเทศสัมพันธ์ ตลอดจนผู้แทนจาก GIZ เข้าร่วมพิจารณาร่างรายงานและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกับคณะวิจัย วัตถุประสงค์สำคัญของการประชุมคือการพิจารณาความครบถ้วนและความเหมาะสมของร่างรายงาน ตลอดจนหารือความเป็นไปได้ในการนำข้อมูลความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปบูรณาการเข้าสู่กระบวนการวางและจัดทำผังเมืองของประเทศไทย ตั้งแต่ผังนโยบายระดับจังหวัด ผังเมืองรวม ไปจนถึงผังเมืองเฉพาะ
หน่วยวิจัยฯ ได้นำเสนอแนวคิดสำคัญของการศึกษา ซึ่งมุ่งแปล “ข้อมูลความเสี่ยงภูมิอากาศ” ให้กลายเป็น “การตัดสินใจเชิงพื้นที่” เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับภัยน้ำท่วม ภัยแล้ง ความตึงเครียดด้านน้ำ และภัยความร้อน สามารถนำไปใช้กำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน ระบบน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่ง และมาตรการปรับตัวที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ การวางและจัดทำผังเมืองภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องพิจารณา “อนาคตของภูมิอากาศ” ควบคู่กับ “อนาคตของเมือง” เนื่องจากความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากความรุนแรงของภัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับการขยายตัวของพื้นที่เมือง การเพิ่มขึ้นของประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ความต้องการใช้น้ำ ปริมาณน้ำเสีย ตลอดจนแรงกดดันต่อระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานของเมือง
ร่างรายงานเสนอขั้นตอนการประเมินความเสี่ยงสำหรับการวางและจัดทำผังเมือง ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การระบุภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และความร้อน การประเมินความเสี่ยงภายใต้ฉากทัศน์การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและการเติบโตของเมือง การแปลผลการประเมินไปสู่การออกแบบมาตรการทางผังเมือง มาตรการออกแบบ และมาตรการด้านคมนาคมขนส่งการคัดเลือกและพัฒนาโครงการที่มีความยั่งยืน เป็นเมืองคาร์บอนต่ำ และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ กระบวนการดังกล่าวพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างภัย (Hazard) การเปิดรับภัย (Exposure) ความอ่อนไหว (Sensitivity) และขีดความสามารถในการปรับตัว (Adaptive Capacity) ควบคู่กับการวิเคราะห์ระบบเมือง เพื่อให้สามารถระบุได้ว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยง กลุ่มประชากรหรือโครงสร้างพื้นฐานใดอาจได้รับผลกระทบ และควรใช้มาตรการลักษณะใดในการลดความเสี่ยง
พื้นที่นำร่องจังหวัดภูเก็ตและเทศบาลตำบลวิชิตถูกใช้เป็นกรณีศึกษาในการพัฒนาและทดสอบกระบวนการบูรณาการข้อมูลภูมิอากาศสู่การวางผังเมือง โดยระดับจังหวัดมุ่งวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตและแรงกดดันต่อพื้นที่เมือง ระบบน้ำ น้ำเสีย และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อกำหนดความเสี่ยง ลำดับความสำคัญ และทิศทางเชิงพื้นที่ ส่วนระดับเทศบาลได้ประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางจากภูมิอากาศ (CRVA) ร่วมกับการซ้อนทับข้อมูลเชิงพื้นที่ นำไปสู่การแบ่งพื้นที่ตามบริบทต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตลอดจนการพัฒนา 9 มาตรการเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงการจัดการน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน โครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า–สีเขียว–สีเทา การเดินทางคาร์บอนต่ำ และการฟื้นฟูระบบนิเวศ
ร่างรายงานเสนอให้เชื่อมโยงเครื่องมือผังเมืองตั้งแต่ “ผังนโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่” ซึ่งกำหนดทิศทางการเติบโต พื้นที่ควบคุม พื้นที่ฟื้นฟู พื้นที่กันชน และพื้นที่ลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ไปสู่ “ผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน” ผ่านผังเมืองรวมและผังเมืองเฉพาะ เพื่อถ่ายทอดข้อมูลความเสี่ยงเป็นข้อกำหนดและมาตรการเชิงพื้นที่ที่นำไปปฏิบัติได้ โดยพื้นที่ตอนเหนือของเทศบาลตำบลวิชิตได้รับการนำเสนอเป็นตัวอย่างพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับการวางผังเมืองใหม่และ Smart City ที่ต้องพิจารณาระบบน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงสะสมในอนาคต
นอกจากนี้ ร่างรายงานให้ความสำคัญกับกลไกเชิงสถาบันและกฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 รวมถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านผังเมือง ภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรน้ำ คมนาคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อลดการทำงานแบบแยกส่วน ทั้งนี้ ข้อคิดเห็นจากที่ประชุมจะนำไปปรับปรุงรายงานให้สอดคล้องกับระบบผังเมืองไทยและนำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่การวางผัง การติดตามประเมินผล และการพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการกำหนดแผนงาน โครงการ และลำดับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน
ทางหน่วยวิจัยฯ ขอขอบคุณกรมโยธาธิการและผังเมือง องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ตลอดจนผู้แทนจากทุกหน่วยงานที่ร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ และช่วยให้การประชุมครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
👉👉👉 โปรดติดตามข่าวสารสำคัญและความคืบหน้าของโครงการทางหน้าเพจของเรา





ที่อยู่

Urban Futures & Policy Research Unit, Faculty Of Architecture And Planning, Thammasat University
Bangkok
10200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Urban Futures & Policy โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง Urban Futures & Policy:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่