Women in World History

เว็บไซต์

Women in World History เรื่องราวของสตรีที่มีความโดดเด่นและความสำคัญในประวัติศาสตร์โลก

“สายเลือดกษัตริย์”เลดี้เอเลเนอร์ แบรนดอน : เจ้าหญิงที่ถูกลืมเมื่อพูดถึงลูกหลานของเจ้าหญิงแมรี่ โรส ทิวดอร์ พระขนิษฐาคนโป...
01/08/2026

“สายเลือดกษัตริย์”
เลดี้เอเลเนอร์ แบรนดอน : เจ้าหญิงที่ถูกลืม
เมื่อพูดถึงลูกหลานของเจ้าหญิงแมรี่ โรส ทิวดอร์ พระขนิษฐาคนโปรดของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงเลดี้ฟรานซิส แบรนดอน พระมารดาของเลดี้เจน เกรย์ ราชินีเก้าวันแห่งอังกฤษ แต่มีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จำได้ว่าเจ้าหญิงแมรี่ โรสยังมีพระธิดาอีกหนึ่งคน นั่นก็คือเลดี้เอเลเนอร์ แบรนดอน ผู้ซึ่งสายเลือดของเธอเกือบจะได้ขึ้นครองราชบัลลังก์อังกฤษเช่นเดียวกัน
เลดี้เอเลเนอร์ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1519 เป็นพระธิดาองค์เล็กของเจ้าหญิงแมรี่ โรส ทิวดอร์ อดีตราชินีแห่งฝรั่งเศส และชาร์ลส์ แบรนดอน ดยุคแห่งซัฟโฟล์ก พระองค์ทรงเป็นหลานสาวของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 และเป็นหลานตาของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 7 เช่นเดียวกับพี่สาวของพระองค์
หลังจากที่เจ้าหญิงแมรี่ โรสและชาร์ลส์ แบรนดอนได้รับพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์เฮนรี่ ทั้งสองก็เลือกที่จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่เวสต์ธอร์ป ฮอลล์ในซัฟโฟล์ก คฤหาสน์ของครอบครัวแบรนดอนค่อย ๆ กลายเป็นบ้านของอดีตราชินีแห่งฝรั่งเศส และเป็นสถานที่ที่เลดี้ฟรานซิสและเลดี้เอเลเนอร์เติบโตขึ้นมาด้วยกัน
ในปี ค.ศ. 1537 เลดี้เอเลเนอร์ได้สมรสกับเฮนรี คลิฟฟอร์ด บุตรชายและทายาทของเอิร์ลแห่งคัมเบอร์แลนด์ หนึ่งในตระกูลขุนนางที่ทรงอำนาจที่สุดทางตอนเหนือของอังกฤษ การแต่งงานครั้งนี้เป็นการรวมกันระหว่างสายเลือดทิวดอร์กับตระกูลคลิฟฟอร์ด ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ที่มีบทบาทสำคัญมาตั้งแต่สมัยสงครามดอกกุหลาบ การแต่งงานของทั้งสองมีบุตรที่รอดชีวิตมาถึงวัยผู้ใหญ่เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น คือ เลดี้มาร์กาเร็ต คลิฟฟอร์ด
เลดี้เอเลเนอร์ย้ายออกจากซัฟโฟล์กไปยังดินแดนทางเหนือของอังกฤษ และใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในฐานะเคาน์เตสแห่งคัมเบอร์แลนด์ในอนาคต แตกต่างจากพี่สาวอย่างเลดี้ฟรานซิสที่ยังคงอยู่ใกล้ชิดกับราชสำนักและการเมืองในลอนดอน ชีวิตของเลดี้เอเลเนอร์ค่อนข้างเงียบสงบ และห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจของประเทศ
น่าเสียดายที่เลดี้เอเลเนอร์มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน พระนางเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1547 ด้วยอายุเพียงประมาณ 27 หรือ 28 ปีเท่านั้น ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 เสด็จสวรรคต และกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 6 เสด็จขึ้นครองราชย์
การเสียชีวิตของเลดี้เอเลเนอร์ทำให้พระนางไม่มีโอกาสได้เห็นวิกฤตการณ์การสืบราชบัลลังก์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีต่อมา
ก่อนเสด็จสวรรคต กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ได้ทรงกำหนดลำดับการสืบราชบัลลังก์เอาไว้ในพระราชบัญญัติและพินัยกรรมฉบับสุดท้าย โดยกำหนดให้ผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 6 คือเจ้าหญิงแมรี่และเลดี้อลิซาเบธ พระธิดาทั้งสองของพระองค์ ตามด้วยหลานสาวของเจ้าหญิงแมรี่ โรส ทิวดอร์ อันได้แก่ เลดี้เจน เกรย์ เลดี้แคทเธอรีน เกรย์ เลดี้แมรี่ เกรย์ และเลดี้มาร์กาเร็ต คลิฟฟอร์ด
อย่างไรก็ตาม การเมืองและศาสนาในยุคทิวดอร์มักจะมีความสำคัญไม่แพ้สายเลือด เมื่อกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 6 ทรงพระประชวรหนักในปี ค.ศ. 1553 พระองค์ไม่ทรงต้องการให้เจ้าหญิงแมรี่ผู้ทรงนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกขึ้นครองราชย์ และนำอังกฤษกลับไปอยู่ภายใต้อำนาจของกรุงโรมอีกครั้ง พระองค์จึงทรงร่างแผนการสืบราชสมบัติฉบับใหม่ขึ้นมา โดยในร่างฉบับแรก กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดทรงตั้งพระทัยให้ราชบัลลังก์ตกแก่ทายาทชายที่อาจถือกำเนิดขึ้นจากเลดี้เจน เกรย์ แต่เมื่อพระอาการประชวรทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว กษัตริย์หนุ่มก็ตระหนักว่าพระองค์ไม่มีเวลาพอที่จะรอเด็กชายที่ยังไม่เกิด พระองค์จึงแก้ไขแผนการอีกครั้ง และเลือกที่จะมอบราชบัลลังก์ให้แก่เลดี้เจน เกรย์โดยตรง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเลดี้เจน เกรย์ได้รับการเลี้ยงดูตามแนวคิดโปรแตสแตนท์อย่างเข้มข้น และเป็นที่ยอมรับในหมู่ขุนนางผู้ปฏิรูปศาสนาว่าจะสามารถรักษาอังกฤษเอาไว้ในฐานะประเทศโปรแตสแตนท์ได้ต่อไปนั่นเอง
ท้ายที่สุดแล้ว ความหวังของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดก็ฟังทลายลง เนื่องจากเจ้าหญิงแมรี่ได้นำทัพเข้ายึดอังกฤษ ประหารเลดี้เจน เกรย์ และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแมรี่ที่ 1 เมื่อไม่ทรงมีพระโอรสหรือพระธิดา พระนางก็ทรงส่งต่อบัลลังก์ให้สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 ตามพระประสงค์ของพระราชบิดา
บุตรสาวอีก 2 คนของฟรานซิส แบรนดอนที่อยู่ในลำดับการสืบสันตติวงศ์ต่างก็ไม่สามารถผลิตทายาทชายหญิงตามกฎหมายได้ ทำให้ผู้ที่กลายมาเป็นรัชทายาทโดยสันนิษฐานของพระนางอลิซาเบธที่ 1 กลายมาเป็นสายตระกูลของเอเลเนอร์ แบรนดอน โดยในช่วงแรก เลดี้มาร์กาเร็ต คลิฟฟอร์ด บุตรสาวของเอเลเนอร์ได้กลายมาเป็นรัชทายาทอย่างไม่เป็นทางการ แต่เธอก็ได้เสียชีวิตลงก่อนที่พระนางอลิซาเบธจะสวรรคต ส่วนบุตรชายของเลดี้มาร์กาเร็ต คือเฟอร์ดินันโด สแตนลีย์ เอิร์ลแห่งเดอร์บี้ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นองค์รัชทายาทโดยสันนิษฐานแทนแม่ ก็เสียชีวิตไปก่อนพระนางอลิซาเบธเช่นเดียวกัน
เมื่อพระนางอลิซาเบธที่ 1 สวรรคตลงในปี ค.ศ. 1603 บัลลังก์อังกฤษที่ควรตกเป็นของแอนน์ สแตนลีย์ เคาน์เตสแห่งคาสเซิลฮาเว่น เหลนของเอเลเนอร์ แบรนดอน ถูกเหล่าขุนนางส่งต่อให้แก่กษัตริย์เจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ พระราชนัดดาของเจ้าหญิงมาร์กาเร็ต ทิวดอร์ ทำให้ลูกหลานของเอเลเนอร์กลายมาเป็นผู้มีสิทธิ์ในบัลลังก์อังกฤษที่ทำได้เพียงมองบัลลังก์อยู่ห่าง ๆ เท่านั้น

“สายเลือดกษัตริย์”เลดี้ฟรานซิส แบรนดอน: พระมารดาแห่งราชินีเลดี้ฟรานซิส แบรนดอนเป็นโซ่ทองคล้องใจเส้นแรกของคู่รักต้องห้ามแ...
25/07/2026

“สายเลือดกษัตริย์”
เลดี้ฟรานซิส แบรนดอน: พระมารดาแห่งราชินี
เลดี้ฟรานซิส แบรนดอนเป็นโซ่ทองคล้องใจเส้นแรกของคู่รักต้องห้ามแห่งยุคทิวดอร์อย่างเจ้าหญิงแมรี่ โรส ทิวดอร์ กับชาร์ลส์ แบรนดอน ดยุคแห่งซัฟโฟล์ก
เจ้าหญิงแมรี่ โรส ถูกขนานนามว่าเป็นน้องสาวที่กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ทรงรักมากที่สุด ไม่ว่าพระนางต้องการอะไร กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ก็จะต้องหามาให้น้องสาวคนนี้ทุกอย่าง แต่สิ่งที่เดียวที่กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ทรงขัดพระทัยพระขนิษฐาน ก็คือไม่ทรงยอมให้เจ้าหญิงแมรี่ โรสอภิเษกสมรสตามพระทัย ทรงส่งพระขนิษฐาที่อยู่ในวัยสาวสะพรั่งไปอภิเษกกับกษัตริย์หลุยส์ที่ 12 แห่งฝรั่งเศสที่มีอายุมากกว่าแมรี่ โรสหลายสิบปี... การอภิเษกสมรสครั้งนี้จบลงเมื่อหลุยส์สวรรคตในปี 1515 และแมรี่ โรส ก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่น่าตะลึงพรึงเพริด นั่นก็คือทรงเข้าพิธีแต่งงานอย่างลับ ๆ กับชาร์ลส์ แบรนดอน ดยุคแห่งซัฟโฟล์ก เพื่อนสนิทของกษัตริย์ โดยไม่ได้พระบรมราชานุญาต แต่ในฐานะน้องรักและเพื่อนรัก แมรี่ โรสกับชาร์ลส์ได้รับอภัยโทษอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะต้องเสียค่าปรับเป็นจำนวนมากเพื่อไถ่โทษต่อกษัตริย์ก็ตาม
แมรี่ โรสก็ได้ตัดสินใจย้ายออกจากราชสำนักไปตั้งรกรากอยู่ที่เวสต์ธอร์ป ฮอลล์ ในซัลโฟล์ก และสร้างบ้านเล็ก ๆ หลังนี้ให้กลายเป็นคฤหาสน์ที่คู่ควรกับตำแหน่งพระขนิษฐาแห่งกษัตริย์และอดีตราชินีแห่งฝรั่งเศส ที่และสถานที่แห่งนี้นี่เองที่แมรี่ โรสใช้เป็นสถานที่ในการเลี้ยงทายาทเพียง 2 คนของพระนาง คือ เลดี้ฟรานเซส และเลดี้เอเลเนอร์ แบรนดอน
ถึงแม้ว่าฟรานซิสจะไม่ได้มีตำแหน่งเป็นเจ้าหญิง แต่เธอก็เป็นทั้งหลานตาของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 7 และหลานลุงของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 นั่นทำให้สายเลือดของเธอสูงส่งพอที่จะทำให้เธอเป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์อังกฤษด้วย
ปี 1533 เป็นปีที่ชีวิตของเลดี้ฟรานซิสต้องประสบกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ทรงอภิเษกสมรสครั้งใหม่กับแอนน์ โบลีน และเปลี่ยนประเทศอังกฤษให้เป็นประเทศโปรแตสแตนท์ เจ้าหญิงแมรี่ โรส พระมารดาของเธอสิ้นพระชนม์ลงในเดือนมิถุนายน ในปี 1533 และตัวฟรานซิสเองก็ได้เข้าพิธีแต่งงานกับเฮนรี เกรย์ มาควิสแห่งดอร์เซ็ต พระญาติห่าง ๆ ของกษัตริย์ที่กำลังเป็นที่โปรดปราน
ฟรานซิสและเฮนรี่ เกรย์มีบุตรหลายคน แต่ผู้ที่รอดชีวิตมาจนถึงวัยผู้ใหญ่มีกัน 3 คน คือ เลดี้เจน เกรย์ เลดี้แคทเธอรีน เกรย์ และเลดี้แมรี่ เกรย์
ถึงแม้ว่าจะฟรานซิสจะถูกเลี้ยงดูมาแบบกุลสตรีคาทอลิก แต่เมื่อกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ไม่ทรงต้องการให้อังกฤษอยู่ภายใต้เงื้อมมือของพระสันตปาปาอีกต่อไป ฟรานซิสกับสามีก็เปลี่ยนความเชื่อมาเป็นแบบโปรแตสแตนท์ในนิกายศาสนจักรแห่งอังกฤษ (Church of England) แทน ทั้งคู่เลี้ยงดูเลดี้เจน เลดี้แคทเธอรีน และเลดี้แมรี่ มาตามแนวคิดแบบโปรแตสแตนท์อย่างเข้มข้น และยังมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับแคทเธอรีน พารร์ พระมเหสีองค์สุดท้ายของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ที่เป็นผู้สนับสนุนแนวคิดโปรแตสแตนท์แบบสุดโต่งในอังกฤษด้วย
หลังจากที่กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 สวรรคต แคทเธอรีน พารร์ได้สมรสอีกครั้งกับโธมัส ซีมัวร์ และย้ายไปอยู่ที่ปราสาทซุดลีย์ในกลอสเตอร์เชอร์ แคทเธอรีนได้พาเลดี้อลิซาเบธ และเลดี้เจน เกรย์ พระธิดา และพระนัดดาของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์มาเลี้ยงดูอยู่ที่ปราสาทซุดลีย์ด้วย
ผู้ที่ขึ้นครองบัลลังก์อังกฤษแทนกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 คือกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 6 ผู้เป็นพระโอรสองค์เดียวของพระองค์ กษัตริย์องค์ใหม่ทรงมีอายุยังน้อย และมีความคุ้นเคยกับเลดี้เจน เกรย์ ผู้ศึกษาศาสตร์ต่าง ๆ ตามคติของโปรแตสแตนท์มาร่วมกับพระองค์ การกวดขันลูกสาวจนกลายเป็นสตรีในอุดมคติของนิกายโปรแตสแตนท์ ทำให้ฟรานซิสและสามีมีความหวังว่าลูกสาวคนโตอาจจะได้เป็นพระมเหสีของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ด และเป็นราชินีแห่งอังกฤษต่อไป แต่น่าเสียดายที่แผนการนี้ไม่ได้ดำเนินไปอย่างที่ทั้งคู่คาดหวัง เลดี้เจน เกรย์ถูกจับคู่กับกิลฟอร์ด ดัดลีย์ บุตรชายคนรองของดยุคแห่งนอร์ธัมเบอร์แลนด์ผู้ทรงอิทธิพลแทน
ถึงแม้ว่าฟรานซิสจะเป็นลูกพี่ลูกน้องของกษัตริย์ แต่ในเวลานี้พระนางก็ไม่มีสิทธิ์ในบัลลังก์อังกฤษอีกต่อไป เพราะก่อนที่จะสวรรคต กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ได้ทรงเขียนพินัยกรรมที่ระบุว่าผู้ที่มีสิทธิ์ขึ้นครองราชย์ต่อจากกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 6 ก็คือเจ้าหญิงแมรี่ เลดี้อลิซาเบธ ตามด้วยลูก ๆ ของฟรานซิส แบรนดอน คือ เลดี้เจน เกรย์ เลดี้แคทเธอรีน เกรย์ กับเลดี้แมรี่ เกรย์ และลูกสาวของเลดี้เอเลเนอร์ แบรนดอน ที่ชื่อเลดี้มาร์กาเร็ต คลิฟฟอร์ด เป็นที่น่าสนใจว่ากษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ทรงเลือกเฉพาะเชื้อสายของพระองค์กับเจ้าหญิงแมรี่ โรส ให้รับช่วงต่อบัลลังก์ โดยตัดสายตระกูลของเจ้าหญิงมาร์กาเร็ต ทิวดอร์ที่ไปอภิเษกสมรสกับกษัตริย์แห่งสกอตแลนด์ออกทั้งหมด
อย่างไรก็ดี ภาพจำของเลดี้ฟรานซิสในประวัติศาสตร์มักไม่เป็นมิตรนัก พระนางมักถูกเล่าว่าเป็นแม่ที่เข้มงวด เย็นชา และกดดันบุตรสาวอย่างหนัก โดยเฉพาะกับเลดี้เจน เกรย์ แต่ทั้งนี้ หลักฐานดังกล่าวก็มาจากงานเขียนยุคหลังที่พยายามสร้างภาพให้เจนเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์ของครอบครัวและการเมือง การเขียนถึงฟรานซิสว่าเป็นแม่ที่โหดร้าย เห็นแก่ตัว ย่อมทำให้ประชาชนสนับสนุนให้ลูก ๆ ทั้ง 3 ของเธอให้ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งอังกฤษแข่งกับเจ้าหญิงแมรี่ และเลดี้อลิซาเบธน้อยลง
เมื่อกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 6 ทรงพระประชวรหนักในปี 1553 ปัญหาการสืบราชบัลลังก์ก็ระเบิดขึ้นอีกครั้ง ตามกฎหมายแล้ว ผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์ควรเป็นเจ้าหญิงแมรี่ พระพี่นางต่างมารดาผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก แต่กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดและขุนนางโปรแตสแตนท์ไม่ต้องการให้อังกฤษกลับไปอยู่ใต้อำนาจของโรมอีกครั้ง พระองค์จึงพยายามเปลี่ยนแปลงลำดับการสืบราชบัลลังก์ให้ตกแก่สายของเลดี้ฟรานซิสแทน
ในตอนแรก แผนการสืบราชบัลลังก์ของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดมุ่งไปที่ “ทายาทชาย” ของเลดี้ฟรานซิสและบุตรสาวของเธอ แต่เมื่อเห็นชัดว่าเวลาเหลือน้อยเกินกว่าจะรอเด็กชายที่ยังไม่เกิด บัลลังก์จึงถูกส่งข้ามฟรานซิสไปยังเลดี้เจน เกรย์ บุตรสาวคนโตของพระนางโดยตรง การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ฟรานซิสกลายเป็นพระมารดาของราชินีแห่งอังกฤษ ทั้งที่พระนางเองไม่เคยได้สวมมงกุฎ
หลังจากกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 6 เสด็จสวรรคต เลดี้เจน เกรย์ถูกประกาศเป็นราชินีแห่งอังกฤษในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1553 แต่รัชสมัยของพระนางดำรงอยู่ได้เพียงไม่กี่วัน เพราะประชาชนและขุนนางจำนวนมากหันไปสนับสนุนเจ้าหญิงแมรี่ พระธิดาองค์โตของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ในฐานะทายาทที่ถูกต้องตามกฎหมาย เลดี้เจนถูกปลดจากบัลลังก์และถูกประหารในเวลาต่อมา
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน เฮนรี่ เกรย์ ดยุคแห่งซัฟโฟล์กก็ถูกประหารชีวิตตามไป ฟรานซิสจึงสูญเสียทั้งบุตรสาวคนโตและสามีในเวลาไล่เลี่ยกัน จากสตรีผู้เคยเป็นถึงหลานสาวของกษัตริย์ และเป็นมารดาของราชินี เธอกลายมาเป็นภรรยาม่าย และแม่ของอดีตกบฏ
หลังโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ฟรานซิสยังคงมีชีวิตอยู่ในรัชสมัยของพระนางแมรี่ที่ 1 ต่อไป เธอสมรสอีกครั้งกับเอเดรียน สโตคส์ ซึ่งเคยทำงานให้กับอดีตสามีของเธอ การสมรสครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการหมิ่นชาติกำเนิดของตัวฟรานซิสเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เธอกลายเป็นคนที่ไม่มีพิษมีภัยในเกมชิงบัลลังก์อังกฤษอีกต่อไป
ฟรานซิส แบรนดอนเสียชีวิตในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1559 ในช่วงต้นรัชสมัยของพระนางอลิซาเบธที่ 1 ศพของเธอถูกฝังไว้ในโบสถ์น้อยเซนต์เอ็ดมันด์ ภายในเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ ที่เดียวกับที่ต่อมาบุตรสาวคนเล็กของเธอคือเลดี้แมรี่ เกรย์ก็ถูกฝังไว้ด้วย
To be continue…

“สายเลือดกษัตริย์”เฮนรี่ ฟิตซ์รอย : เจ้าชายผู้อาภัพก่อนที่กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 จะทรงมีพระโอรสกับพระนางเจน ซีมัวร์ พระองค์...
18/07/2026

“สายเลือดกษัตริย์”
เฮนรี่ ฟิตซ์รอย : เจ้าชายผู้อาภัพ
ก่อนที่กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 จะทรงมีพระโอรสกับพระนางเจน ซีมัวร์ พระองค์เคยมีพระโอรสนอกสมรสที่เกือบจะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอังกฤษมาก่อนแล้ว นั่นก็คือเฮนรี่ ฟิตซ์รอย พระโอรสของพระองค์กับเลดี้อลิซาเบธ เบลาท์นั่นเอง

หลายคนอาจจะสงสัยว่าหากกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 เป็นพระราชบิดาของเฮนรี่ แล้วทำไมเฮนรี่ถึงไม่ได้ใช้นามสกุล “ทิวดอร์” นั่นก็เป็นเพราะตามธรรมเนียมแล้ว ลูกนอกสมรสจะไม่ได้สิทธิ์ในการใช้นามสกุลของพ่อ แต่มักจะได้รับนามสกุลที่มีคำว่า “ฟิตซ์” ที่แปลว่า “บุตรของ” ตามด้วยชื่อหรือตำแหน่งของพ่อ คำว่า “รอย” เป็นภาษาละตินที่แปลว่ากษัตริย์ พูดง่าย ๆ ก็คือ เฮนรี่ ฟิตซ์รอย แปลว่า เฮนรี่ ผู้เป็นบุตรของกษัตริย์นั่นเอง
ในช่วงแรกของชีวิต เฮนรี่ ฟิตซ์รอยไม่ได้เติบโตมาในราชสำนักทิวดอร์ เลดี้อลิซาเบธ เบลาท์ หรือที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อเบสซี เบลาท์ต้องลาออกจากการเป็นนางกำนัลของพระนางแคทเธอรีนแห่งอารากอนเพื่อไปคลอดลูกเงียบ ๆ ในเอสเซ็กส์ แต่เมื่อเฮนรี่มีอายุได้ 6 ปี กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ก็เริ่มแสดงออกว่าพระองค์ทรงหมดหวังที่จะมีพระโอรสกับพระนางแคทเธอรีนแห่งอารากอน ทรงส่งเจ้าหญิงแมรี่ พระธิดาองค์เดียวของพระองค์กับพระมเหสีไปเรียนรู้วิธีการปกครองบ้านเมืองอยู่ที่แคว้นเวลส์ เสมือนว่าทรงต้องการให้เจ้าหญิงแมรี่ขึ้นเป็นองค์รัชทายาท แต่ในขณะเดียวกันก็ทรงแต่งตั้งเฮนรี่ ฟิตซ์รอย พระโอรสนอกสมรสเป็นอัศวิน และพระราชทานบรรดาศักดิ์ดยุคแห่งริชมอนด์และซอมเมอร์เซ็ต และเอิร์ลแห่งริชมอนด์ ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์เดิมของพระองค์ให้เฮนรี่ด้วย
จากวันนั้น เฮนรี่ ฟิตซ์รอยก็กลายเป็นเจ้าชายอย่างไม่เป็นทางการคนหนึ่งของอังกฤษ เขาได้รับการศึกษาจากพระอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงหลายคน และมีโอกาสได้ติดตามกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ไปเข้าเฝ้ากษัตริย์ฟรองซัวส์ที่ 1 แห่งฝรั่งเศสในปี 1532 ด้วย
ในปี 1533 เฮนรี่ ฟิตซ์รอยสมรสกับเลดี้แมรี่ ฮาวเวิร์ด บุตรสาวของโธมัส ฮาวเวิร์ด ดยุคแห่งนอร์ฟอล์ก การแต่งงานครั้งนี้ทำให้เฮนรี่ ฟิตซ์รอยได้รับการสนับสนุนจากหนึ่งในตระกูลขุนนางที่ทรงอำนาจที่สุดในอังกฤษ และยังเป็นเครือญาติของพระนางแอนน์ โบลีน พระราชินีองค์ใหม่ของกษัตริย์เฮนรี่อีกด้วย
ในเวลานั้น กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ได้ทรงทอดทิ้งพระนางแคทเธอรีนแห่งอารากอน และลดฐานะของเจ้าหญิงแมรี่ลงเป็นเลดี้แมรี่ บุตรสาวนอกสมรสของกษัตริย์ ทั้งนี้ก็เพราะทรงเชื่อว่าพระราชินีองค์ใหม่อย่างแอนน์ โบลีนจะให้กำเนิดพระโอรสในเศวตฉัตรได้ แต่เมื่อแอนน์ให้กำเนิดพระธิดา คือเจ้าหญิงอลิซาเบธ เฮนรี่ ฟิตซ์รอยก็ยิ่งกลายเป็นความหวังเดียวของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ที่จะมีลูกชายสืบสกุล
หลังจากที่พระนางแอนน์ โบลีนถูกประหารในปี 1536 เจ้าหญิงอลิซาเบธก็ถูกประกาศให้เป็นบุตรนอกสมรส เช่นเดียวกับเจ้าหญิงแมรี่ ในเวลานั้น ทั้งแมรี่ อลิซาเบธ และเฮนรี่จึงมีสถานะเป็นบุตรนอกสมรสเท่า ๆ กัน เพียงแต่เฮนรี่มีสถานะที่ดีกว่าในฐานะลูกชาย และมีบรรดาศักดิ์ พร้อมทั้งตำแหน่งทางการเมืองที่เหนือกว่าทั้งแมรี่และอลิซาเบธ
โชคร้ายที่เฮนรี่ไม่มีโอกาสจะได้ขึ้นถึงบัลลังก์อังกฤษ เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่แอนน์ โบลีนถูกประหารชีวิต สุขภาพของเฮนรี่ก็ทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว และในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1536 เฮนรี่ ฟิตซ์รอยก็เสียชีวิตลงในวัยเพียง 17 ปี เชื่อกันว่าเขาเสียชีวิตจากวัณโรค หรือโรคทางปอดที่ผู้คนในยุคนั้นเรียกกันว่าโรคผอมแห้ง
เฮนรี่ ฟิตซ์รอยถูกฝังครั้งแรกที่สำนักสงฆ์เทตฟอร์ด ของตระกูลฮาวเวิร์ด ต่อมา หลังจากที่กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ทรงสั่งทำลายพระอารามคาทอลิกทั่วทั้งอังกฤษ ร่างของเขาก็ถูกย้ายไปยังโบสถ์เซนต์ไมเคิล เมืองแฟรมลิงแฮม ในซัฟโฟล์ก
To be continue…

“สายเลือดกษัตริย์”สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 : เจ้าหญิงผู้ไร้มงกุฎหลังจากที่กษัตริย์เฮนรี่ที่แปดทรงทอดทิ้งพระนางแคท...
11/07/2026

“สายเลือดกษัตริย์”
สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 : เจ้าหญิงผู้ไร้มงกุฎ
หลังจากที่กษัตริย์เฮนรี่ที่แปดทรงทอดทิ้งพระนางแคทเธอรีนแห่งอารากอนมาอภิเษกสมรสกับแอนน์ โบลีนเพื่อผลิตพระโอรสผู้จะสืบทอดบัลลังก์อังกฤษ พระองค์ก็ต้องผิดหวังอีกครั้งเมื่อแอนน์ได้ให้กำเนิดพระธิดาในวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1533 พระธิดาองค์น้อยได้รับพระนามว่าเจ้าหญิงอลิซาเบธ ตามพระนามของพระอัยยิกาทั้งสองฝั่งคือพระนางอลิซาเบธแห่งยอร์กและเลดี้อลิซาเบธ ฮาวเวิร์ด
เจ้าหญิงอลิซาเบธทรงได้รับความรักและพระเกียรติจากพระราชบิดาอยู่ได้เพียงไม่นาน เพราะเมื่อทรงมีพระชนมายุได้ไม่ถึงสามพรรษา พระนางแอนน์ โบลีนก็ถูกจับกุมในข้อหาคบชู้และกบฏ ก่อนจะถูกประหารชีวิตที่หอคอยแห่งลอนดอน
เจ้าหญิงอลิซาเบธถูกลดฐานันดรศักดิ์เหลือเพียงเลดี้อลิซาเบธ และถูกประกาศให้เป็นบุตรสาวนอกสมรสของกษัตริย์ เช่นเดียวกับที่เจ้าหญิงแมรี่ พระพี่นางต่างมารดา กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ทรงละเลยพระธิดาองค์น้อยซะจนบางครั้ง พระนางทรงไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าที่พอดีตัว โชคดีที่พระนางทรงได้รับความเมตตาจากเจ้าหญิงแมรี่ และพระมเหสีของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 ทุกพระองค์ พระนางจึงได้รับการศึกษาที่ดี และเติบโตขึ้นเป็นเจ้าหญิงที่มีพระโฉมงดงามและมีความรู้มากที่สุดคนหนึ่งในยุโรป
หลังจากที่กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 เสด็จสวรรคตลงในปี 1547 เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด พระอนุชาต่างมารดาของอลิซาเบธได้ขึ้นเป็นกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 6 แห่งอังกฤษ ส่วนตัวอลิซาเบธเองถูกพระนางแคทเธอรีน พาร์ พระมเหสีองค์สุดท้ายของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 รับไปดูแลอยู่ที่ปราสาทซุดลีย์ ซึ่งเป็นบ้านของโธมัส ซีมัวร์ สามีคนใหม่ของพระนาง
ในระหว่างที่แคทเธอรีน พาร์กำลังเตรียมตัวคลอดลูก มีข่าวลือหนาหูว่าอลิซาเบธกับโธมัส ซีมัวร์เริ่มแอบมีความสัมพันธ์ต่อกัน และเมื่อแคทเธอรีนเสียชีวิตจากการคลอดบุตร ข่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยิ่งอื้อฉาวขึ้นจนโธมัส ซีมัวร์ต้องโทษประหาร ส่วนตัวอลิซาเบธเองก็ถูกสอบสวนอย่างเข้มข้น ประสบการณ์ครั้งนี้สอนให้อลิซาเบธรู้ว่าทุกความสัมพันธ์ของพระนางมีความหมายทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในขณะนั้นทรงมีฐานะเป็นถึงรัชทายาทอันดับที่ 2 ของบัลลังก์อังกฤษ
เมื่อกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่หกเสด็จสวรรคต และพระนางแมรี่ที่หนึ่งขึ้นครองราชย์ อลิซาเบธก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของชาวโปรแตสแตนท์ในอังกฤษ ชาวโปรแตสแตนท์หลายกลุ่มก่อกบฏต่อพระนางแมรี่ผู้เป็นราชินีคาทอลิก โดยหวังว่าจะมอบบัลลังก์ให้แก่อลิซาเบธผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ พระนางแมรี่ทรงปราบปรามกบฏเหล่านี้ได้ทุกครั้ง และทรงส่งตัวอลิซาเบธไปคุมขังอยู่ในหอคอยแห่งลอนดอนเพื่อป้องกันไม่ให้อลิซาเบธมีโอกาสคิดการกบฏต่อพระนาง อลิซาเบธรอดชีวิตจากวิกฤตครั้งนั้นมาได้อย่างหวุดหวิด พระนางถูกย้ายไปกักบริเวณที่วูดสต็อก และค่อย ๆ ได้รับอิสระมากขึ้นในภายหลัง
เมื่อพระนางแมรี่ที่หนึ่งเสด็จสวรรคตในวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1558 โดยไม่มีรัชทายาท อลิซาเบธก็ได้ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 ในขณะที่มีพระชนมายุได้ 25 พรรษา
พระนางทรงเลือกเดินทางสายกลางทางศาสนา ทรงฟื้นฟูคริสตจักรแห่งอังกฤษให้มีความเด็ดขาดน้อยกว่าในสมัยของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 6 และทรงรับตำแหน่ง “ผู้ปกครองสูงสุด” ของคริสตจักรแห่งอังกฤษ แทนที่จะใช้คำว่า “ประมุขสูงสุด” ซึ่งฟังดูรุนแรงและขัดต่อความคาดหวังของยุคสมัยที่ยังไม่เชื่อว่าสตรีควรอยู่เหนือศาสนจักร
ปัญหาใหญ่ที่สุดของรัชสมัยของอลิซาเบธก็คือเรื่องการอภิเษกสมรส ขุนนางและพสกนิกรอังกฤษต่างต้องการให้พระนางมีพระสวามีและมีรัชทายาท แต่อลิซาเบธทรงเห็นตัวอย่างจากพระมารดา พระพี่นาง และราชินีคนอื่น ๆ ของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 มาแล้วว่า การแต่งงานของราชินีมิใช่เรื่องส่วนตัว หากแต่เป็นกับดักทางการเมือง พระองค์จึงทรงใช้สถานะโสดเป็นเครื่องมือในการปกครอง ต่อรองกับเจ้าชายต่างชาติ สร้างสมดุลระหว่างขุนนางในประเทศ และหยิบยืมวาทกรรมเรื่องการแต่งงานกับแผ่นดินอังกฤษที่พระนางแมรี่เคยใช้มาก่อน มาสร้างภาพลักษณ์ของ “ราชินีพรหมจารี” ผู้มอบชีวิตให้แก่ราชอาณาจักร
หอกข้างบัลลังก์ของอลิซาเบธก็คือพระนางแมรี่ ราชินีของชาวสกอตส์ ซึ่งเป็นพระญาติใกล้ชิดผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกของพระนาง แมรี่ได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์คาทอลิกทั่วทั้งยุโรปให้ประกาศตนเป็นราชินีแห่งอังกฤษ ถึงแม้ว่าตัวแมรี่เองจะติดต่อกับอลิซาเบธเป็นการส่วนตัวเพื่อขอเป็นรัชทายาทของพระนาง แทนที่จะประกาศสงครามอย่างที่หลาย ๆ ฝ่ายคาดหวัง แต่ในที่สุด เกมการเมืองก็กดดันให้อลิซาเบธต้องสั่งประหารแมรี่ไปในปี 1587 เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้กษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งสเปนใช้เป็นข้ออ้างในการยกกองทัพเรืออาร์มาดาอันเกรียงไกรมาบุกอังกฤษในปีถัดมา
วิกฤตการณ์ครั้งนี้ทำให้อลิซาเบธมีโอกาสได้แสดงความสามารถในฐานะผู้นำกองทัพอังกฤษ ภายใต้การนำของพระนาง กองทัพเรืออังกฤษสามารถเอาชนะกองทัพเรืองอาร์มาดาของสเปนได้อย่างเด็ดขาด แม้ว่าชัยชนะครั้งนี้จะเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ของอังกฤษ ความผิดพลาดของสเปน และสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจต่อกองเรือผู้รุกราน แต่ภาพของพระนางอลิซาเบธในฐานะราชินีผู้ยืนหยัดปกป้องประเทศก็ถูกสร้างขึ้นอย่างทรงพลังหลังเหตุการณ์ครั้งนี้
รัชสมัยของอลิซาเบธถูกจดจำในฐานะยุคทองของอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ วรรณกรรม การละคร การเดินเรือ และการค้าขยายตัวอย่างมาก นักเขียนบทละครเลื่องชื่ออย่างวิลเลียม เชกสเปียร์ก็โด่งดังขึ้นในสมัยของพระนางนี่เอง
สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1 เสด็จสวรรคตในวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 1603 โดยไม่มีพระสวามีและไม่มีพระโอรสหรือพระธิดา ราชวงศ์ทิวดอร์ที่เริ่มต้นจากกษัตริย์เฮนรี่ที่ 7 จึงสิ้นสุดลงพร้อมพระองค์ ราชบัลลังก์อังกฤษตกเป็นของกษัตริย์เจมส์ที่หกแห่งสก็อตแลนด์ พระโอรสของพระนางแมรี่ ราชินีของชาวสกอตส์ ผู้เคยเป็นศัตรูทางการเมืองคนสำคัญของพระนางนั่นเอง
To be continue…

ที่อยู่

Bangkok

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Women in World History โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์