SCBXNextTech SIAM PARAGON SCBX NEXT TECH
เทคคอมมูนิตี้เพื่อการเรียนรู้แห่งโลกอนาคต
Smarter Better Richer
ชั้น 4 สยามพารากอน

“SCBX NEXT TECH” Your Future Scape เทคคอมมูนิตี้แห่งโลกอนาคต บนพื้นที่ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยการร่วม Co-create ของ สยามพารากอน, SCBX และ พันธมิตรชั้นนำ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัล ด้วยการนำเสนอประสบการณ์รูปแบบใหม่ผสานกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ภายใต้แนวคิด Smarter Better Richer เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าร่วมพัฒนาตนเองจากกิจกรรมของพันธมิตรระดับผู้นำธุรกิจมากมายทั้งภ

ายในประเทศไทยและนานาประเทศทั่วโลก เป็นเทคคอมมูนิตี้ที่ครบครันทุกมิติ แห่งแรกและแห่งเดียวในโลก

Siam Paragon unveils “SCBX NEXT TECH” in collaboration with SCBX and various leading world-class partners that have co-created the world’s first technology community. SCBX NEXT TECH is a collaborative tech ecosystem for digital natives and entrepreneurs to thrive with knowledge and expertise by participating in our knowledge sharing events, talks, seminars, and workshops throughout the year. Shape your future for a ‘Smarter, Better, and Richer’ at “SCBX NEXT TECH,” your futurescape.
4F, Siam Paragon.

รายได้เพิ่มขึ้นทุกปี แต่พอดูเงินเก็บในบัญชีไม่ได้ขยับตามเลย เงินที่เพิ่มมาหายไปอยู่ที่ไหน?รายได้เพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะจ...
19/06/2026

รายได้เพิ่มขึ้นทุกปี แต่พอดูเงินเก็บในบัญชีไม่ได้ขยับตามเลย เงินที่เพิ่มมาหายไปอยู่ที่ไหน?

รายได้เพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะจากเงินเดือน โบนัส งาน freelance หรือแม้แต่ธุรกิจส่วนตัว แต่รู้สึกว่ามีเงินเก็บเท่าเดิม หรือบางทีก็อาจจะน้อยกว่าเดิม เงินที่เพิ่มมาส่วนนั้นหายไปไหน ถ้าคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าเงินนั้นหายไปยังไง ลองมาดูกันว่า สิ่งที่คุณเผชิญอยู่ใช่การติดกับดัก Lifestyle Inflation รึเปล่า?

Lifestyle Inflation คือปรากฏการณ์ที่รายจ่ายของเราขยับขึ้นตามรายได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งอาจไม่ใช่เพราะตั้งใจใช้เงินเยอะขึ้น แต่เพราะมาตรฐานขั้นต่ำของชีวิตเราขยับขึ้นไปพร้อมกับรายได้โดยที่บางทีเราก็ไม่รู้ตัวเลย เช่น ตอนเงินเดือน 20,000 กินข้าวกล่องหน้าออฟฟิศก็โอเค พอได้ขึ้นเงินเดือน เริ่มกินอาหารดี ๆ มากขึ้น เพราะคิดว่าทำงานหนักมาก็ควรให้รางวัลตัวเองบ้าง จนกลายเป็นเรื่องปกติ และสิ่งที่เมื่อก่อนรู้สึกว่าปกติอาจกลายเป็นสิ่งที่ต่ำกว่ามาตรฐานไปแล้ว และวงจรนี้เกิดขึ้นซ้ำทุกครั้งที่รายได้เพิ่ม โดยที่เราไม่สังเกตเห็นเลย

แล้วทำไมมันถึงเกิดขึ้นกับแทบทุกคน?
1. ความรู้สึกชินกับสิ่งที่เคยดี
สมองของเราไม่ได้วัดความสุขจากสิ่งที่มีอยู่ แต่วัดจากสิ่งที่เพิ่งได้มาใหม่ ครั้งแรกที่นั่ง Grab รู้สึกว่าดีมาก ไม่ต้องรอรถ ไม่ต้องเบียดคน พอนั่งบ่อยขึ้น มันกลายเป็นเรื่องปกติ และ BTS ที่เคยนั่งทุกวันกลายเป็นสิ่งที่รู้สึกว่าลำบากกว่าเดิม ทั้งที่ไม่มีอะไรแย่ลงเลย เพราะสมองแค่ขยับมาตรฐานของความพอใจขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งแปลว่าไม่ว่าเราจะมีอะไรมากขึ้นแค่ไหน ก็อาจจะยังไม่รู้สึกพอใจสักที

2. มาตรฐานขยับขึ้นตามคนรอบข้าง
เมื่อรายได้สูงขึ้น กลุ่มคนรอบข้างก็เปลี่ยนตามไปด้วย เพื่อนร่วมงานชวนกินร้านแพง ๆ เราก็ไป เพราะปฏิเสธแล้วรู้สึกแปลก เพื่อนโพสต์ Gadget ราคาแพง เราก็เริ่มรู้สึกว่าต้องมีบ้างแล้ว ไม่มีใครบังคับหรือกดดัน แต่มาตรฐานของเราก็ขยับขึ้นเอง

Lifestyle Inflation ไม่ใช่ความผิด
หลายคนพอรู้ว่าตัวเองติด Lifestyle Inflation ก็เริ่มโทษตัวเอง ทำไมถึงอดไม่ได้ คนอื่นเก็บเงินได้ ทำไมเราทำไม่ได้ นี่อาจไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือต้องโทษตัวเองเลย Lifestyle Inflation ไม่ได้เกิดจากนิสัยที่ไม่ดี มันเกิดจากกลไกในสมองที่ทำงานปกติมาก ๆ กลไกเดียวกับที่ทำให้มนุษย์รอดชีวิตมาตั้งแต่ยุคถ้ำ สมองถูกออกแบบให้ไม่อยากอยู่กับสิ่งเดิมตลอดเวลา เพราะในยุคนั้นต้องหาออกหาอาหาร หาที่หลบภัย เพื่อความอยู่รอด

แต่ในโลกปัจจุบัน กลไกเดิมนั้นกลับกลายเป็นตัวดูดเงินออกจากกระเป๋าของเราโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นวิธีแก้ไม่ใช่การอดทนให้มากขึ้น ไม่ใช่การบังคับตัวเองว่าเดือนนี้ต้องเก็บเงินให้ได้ แต่คือการสร้างระบบที่เก็บเงินก่อนที่สมองจะรู้ตัว

ไม่ต้องใช้ชีวิตแบบประหยัดสุดขีดก็มีเงินเหลือได้
ทางออกไม่ใช่การตัดรายจ่ายทุกอย่างออก เลิกกินร้านแพง เลิกท่องเที่ยว เลิกซื้อของที่ชอบ แล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบตอนรายได้น้อยกว่านี้ สิ่งที่ได้ผลจริงคือการจัดการเงินก่อนที่ Lifestyle Inflation จะตามทัน วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ทันทีที่รายได้เข้าบัญชี ให้แบ่งเงินออกเป็นสามส่วนก่อนเลย ส่วนแรก ออมเป็นเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือนของรายจ่าย ส่วนที่สอง ลงทุนให้เงินทำงานแทน เพราะเงินที่แค่ฝากออมทรัพย์อยู่นิ่ง ๆ มีมูลค่าลดลงทุกปีจากเงินเฟ้อ ส่วนที่เหลือจึงค่อยเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สมองจะปรับตัวให้ใช้ชีวิตกับเงินส่วนนี้โดยอัตโนมัติ

สรุปแล้ว เงินที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หายไปไหน มันแค่ไปอยู่ในสิ่งที่ทำให้มาตรฐานชีวิตสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่คุณไม่ทันได้ตัดสินใจ คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ทำไมถึงไม่รวยขึ้น แต่คือรายได้ที่เพิ่มขึ้นทุกครั้ง เราเลือกให้รายได้ทำงานแทน หรือให้มันยกระดับชีวิตเราขึ้นไปเรื่อย ๆ ?

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ของ SCBX NEXT TECH อีกช่องทาง
ได้ที่ LINE Official Account
LINE ID:
หรือคลิกลิงก์ใต้คอมเมนต์เลย!

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน


#การเงินส่วนตัว #เงินออม #การลงทุน #รายได้

ทำไมบางคนสำเร็จถึงทำเรื่องยาก ๆ ได้ทุกวัน ในขณะที่เราแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว? เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเราถึงเลือกทำเรื่องง่าย ๆ อ...
18/06/2026

ทำไมบางคนสำเร็จถึงทำเรื่องยาก ๆ ได้ทุกวัน ในขณะที่เราแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว?

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเราถึงเลือกทำเรื่องง่าย ๆ อย่างการนอนแทนที่จะลุกไปออกกำลังกาย หรือเลือกที่จะดูเน็ตฟลิกซ์แทนการอ่านหนังสือ อาจเป็นเพราะสมองส่วน aMCC (Anterior Mid-Cingulate Cortex) ที่เป็นศูนย์กลางของพลังใจ ไม่ได้ถูกฝึกให้แข็งแกร่งพอ แล้วการฝึกสมองเกี่ยวอะไรกับการทำเรื่องยาก ๆ ให้สำเร็จด้วยล่ะ?

aMCC หรือ Anterior Mid-Cingulate Cortex คือสมองส่วนที่อยู่ตรงกลาง ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างความคิด อารมณ์ และการลงมือทำ ทุกครั้งที่เราฝืนความรู้สึกต่อต้านไม่อยากทำ aMCC จะแข็งแกร่งขึ้น แต่ถ้าเราปฏิเสธที่จะทำเรื่องยากเรื่อย ๆ แต่ถ้าเราหลีกเลี่ยงการทำเรื่องยากเรื่อย ๆ aMCC ก็จะไม่ได้รับการฝึกและถดถอยลง นี่คือเหตุผลว่าคนที่ประสบความสำเร็จที่ทำเรื่องยาก ๆ ที่ไม่อยากทำได้ทุกวัน เพราะสมองของพวกเขาถูกฝึกมานานแล้ว

แล้วถ้า aMCC ฝึกได้ คำถามคือ เราควรฝึกมันยังไง?
aMCC ฝึกได้ด้วยการทำสิ่งที่ไม่อยากทำ และนักวิจัยพบว่ามี 4 วิธีที่กระตุ้น aMCC ได้ตรงที่สุด

1. ทำสิ่งที่ไม่อยากทำในชีวิตประจำวัน
ไม่ต้องเริ่มด้วยเรื่องใหญ่ ๆ แค่ทุกครั้งที่สมองบอกให้หยุด ให้พอ แต่เราเลือกที่จะทำ นั่นคือการฝึก aMCC แล้ว แค่ตื่นมาแล้วไม่อยากออกกำลังกาย สิ่งที่ควรทำคือลุกไปออกกำลังกาย หรือมีงานที่ต้องทำแต่ยังไม่อยากทำอยากเลื่อนไปทำทีหลัง ก็ให้เปิดมันขึ้นมาก่อน

2. ออกกำลังกาย
ตอนที่ร่างกายอยากหยุดแต่เราเลือกไปต่อแม้จะเหนื่อยมาก ๆ นั่นคือช่วงเวลาที่ aMCC กำลังถูกกระตุ้นมากที่สุด

3. Deep Work 90 นาที
ปิดการแจ้งเตือนทุกอย่าง จดจ่อกับงานที่ทำโดยไม่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แม้จะรู้สึกอยากหนีไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่งานแค่ไหน นั่นก็คือการฝึก aMCC

4. สร้างความลำบากเล็ก ๆ น้อย ๆ ในทุกวัน
เริ่มเดินขึ้นบันไดแทนขึ้นลิฟต์ อดทนไม่กินของที่อยากกินแต่ไม่ดีต่อสุขภาพ นั่งเงียบ ๆ กับความรู้สึกเบื่อแทนที่จะเลื่อนฟีดโซเชียลมีเดียหรือดูเน็ตฟลิกซ์ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำง่ายกว่า

ทุกครั้งที่ทำสิ่งเหล่านี้ aMCC จะแข็งแกร่งขึ้นทีละนิด และยิ่งมันแข็งแกร่งขึ้น การทำเรื่องยากก็จะรู้สึกหนักน้อยลงเรื่อย ๆ

กลับมาที่คำถามที่ว่า ทำไมบางคนถึงทำเรื่องยาก ๆ ได้ทุกวัน ในขณะที่เราแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว?
คำตอบไม่ใช่เพราะพวกเขามีแรงบันดาลใจมากกว่า ไม่ใช่เพราะชีวิตพวกเขาง่ายกว่า และไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่รู้สึกเหนื่อย ทุกคนเหนื่อยเหมือนกัน และรู้สึกถึงแรงต้านเหมือนกัน แต่สิ่งที่ต่างคือสมองของคนเหล่านี้ถูกฝึกให้รู้ว่าความรู้สึกต่อต้านไม่ใช่สัญญาณที่บอกให้เราหยุดทำ กลับกันมันคือสัญญาณให้เริ่มทำต่างหาก

aMCC ไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นได้ภายในวันเดียว มันเติบโตจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ในทุกวัน ทุกครั้งที่เลือกลุกไปออกกำลังกายแทนที่จะนอนต่อ ทุกครั้งที่เปิดไฟล์งานแทนที่จะเลื่อนไปทำทีหลัง ทุกครั้งที่อยู่กับสิ่งที่ยากแทนที่จะหนีไปทำสิ่งที่ง่ายกว่า นั่นคือการฝึก aMCC ที่ได้ผลจริง ๆ

และเมื่อ aMCC แข็งแกร่งพอ สิ่งที่เคยรู้สึกหนักหนาสาหัสจะเริ่มรู้สึกว่ามันปกติ สิ่งที่เคยต้องฝืนจะกลายเป็นสิ่งที่ทำได้เองโดยอัตโนมัติ นั่นคือจุดที่คนทั่วไปมองมาแล้วคิดว่า "ทำไมคนนี้มีวินัยจังเลย" แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาแค่ฝึกสมองมามากพอ

การฝึกทำสิ่งที่ไม่อยากทำโดยไม่มีแรงบันดาลใจเข้ามาเกี่ยวข้อง มีแค่การตัดสินใจเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน ช่วยฝึก aMCC ให้ทำเรื่องยาก ๆ ได้เรื่อย ๆ และการทำเรื่องยาก ๆ นี้เองจะนำไปสู่การทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมจนประสบความสำเร็จ

แล้วคุณล่ะ วันนี้มีอะไรที่รู้ว่าควรทำ แต่ยังไม่เริ่มทำอยู่บ้างไหม?

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ของ SCBX NEXT TECH อีกช่องทาง
ได้ที่ LINE Official Account
LINE ID:
หรือคลิกลิงก์ใต้คอมเมนต์เลย!

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน


#พัฒนาตัวเอง #ฝึกสมอง

ถ้าไม่มี Junior วันนี้ Senior ในอนาคตจะมาจากไหน?หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าตำแหน่ง Junior ในสหรัฐฯ หายไป 35% แล้ว และมีแนวโน้ม...
14/06/2026

ถ้าไม่มี Junior วันนี้ Senior ในอนาคตจะมาจากไหน?

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าตำแหน่ง Junior ในสหรัฐฯ หายไป 35% แล้ว และมีแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั่วโลกรวมถึงไทย เพราะ AI แทบจะแทนที่ตำแหน่งงานเด็กจบใหม่ได้หมดแล้ว เช่น งานง่าย ๆ อย่างพิมพ์ข้อมูล เขียนโค้ดพื้นฐาน ตอบแชทลูกค้า สรุป report และที่สำคัญ AI ทำ 24 ชั่วโมง ไม่เหนื่อย ไม่ลาป่วย ไม่ขอขึ้นเงินเดือน อาจฟังดูโหดร้ายสำหรับแรงงาน แต่คือความจริงที่ฝั่งคนทำธุรกิจมองเห็น แล้วแบบนี้ Junior ที่เพิ่งจบ เพิ่งเริ่มทำงาน จะทำยังไงในเมื่อที่ทางของ Junior เหลือน้อยลงทุกที ๆ

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง Senior ทุกคนล้วนเคยเป็น Junior มาก่อนทั้งนั้น ไม่ได้เก่งมาตั้งแต่แรก แต่เรียนรู้และเติบโตจากประสบการณ์การทำงานจริง ทำผิดพลาดจริง แล้วค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้นเอง ก็เลยมีคำถามหนึ่งขึ้นมา นั่นคือ ถ้าวันนี้ไม่มี Junior อีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทจะไปหา Senior จากที่ไหน?

งาน Junior ไม่ได้หายไปไหน?
แท้จริงแล้วงานของ Junior ย้ายไปให้ Senior ทำแทน โดยที่ Senior ต้องมี AI ช่วย แต่ก็ต้องตรวจงาน AI ต้องทำงานตัวเองด้วย โดยที่ไม่ได้มี Junior มาช่วย เมื่อก่อนทีม 1 ทีม อาจจะมี Senior 1 คน กับ Junior 2 คน แล้ว Senior จะคอยวางแผน ตัดสินใจและดูภาพรวม สั่งให้ Junior ทำงานพื้นฐานทั่วไป เช่น เก็บข้อมูล เขียน draft แรก ทำ report ทำให้ Senior มีเวลาคิดงานที่ใหญ่กว่านี้ เพราะมีคนช่วยทำงานทั่วไปอยู่ แต่ถ้าบริษัทไม่รับ Junior แต่ให้ Senior ใช้ AI ทำงานแทน Senior ก็ต้องสั่ง AI รวมทั้งตรวจว่า AI ทำถูกหรือเปล่า และอาจต้องเผชิญกับความหวังที่บริษัทที่เพิ่มสูงขึ้นทีละนิดด้วยเช่นกัน

แล้ว Junior ยุคนี้จะรอดได้ยังไง?
หลายคนคิดว่าการที่ Junior จะรอดได้คือการแข่งกับ AI ต้องทำสิ่งที่ AI ทำได้ให้ดีกว่าเดิม ซึ่งการแก้ปัญหาจริง ๆ แล้วอาจจะไม่ใช่การแข่งขันกับ AI ที่ทำงานบางงานได้ดีกว่าเรามาก ๆ แต่ต้องเรียนรู้ให้เร็วพอที่จะทำในสิ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ ตัดสินใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อน คิดเชิง Strategy และใช้ AI เป็นเครื่องมือ แล้วควบคุมมันอีกที ไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่ง

Senior ในอนาคตจะมาจากไหน ถ้าบริษัทไม่รับ Junior อีกต่อไป?
คำตอบก็คือ มาจากคนที่วันนี้ปรับตัวและเติบโตเร็วกว่าที่ AI พัฒนา ซึ่งอาจไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด ไม่จำกัดว่าจะเป็นเด็กจบใหม่ หรือ Junior ในสายงานนั้น ๆ แค่ต้องเป็นคนที่กล้าเริ่มเรียนรู้โดยไม่ปิดกั้นสิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามา ในขณะที่คนอื่นยังรอดูความชัดเจนและทิศทางที่แน่นอนในการใช้ AI ถ้ารอถึงวันนั้นมันอาจสายเกินไปแล้ว เพราะตลาดแรงงานวันนี้เปลี่ยนไปเร็วมากจนเราไม่สามารถย่ำอยู่กับที่และเป็นเพียงผู้เดินตามกระแส แต่เราต้องเลือกที่จะลองผิดลองถูกและเรียนรู้ไปกับมัน

คุณคิดว่าจะ Senior ในอนาคตต้องมีทักษะอะไรบ้างที่ทำให้บริษัทเลือกคุณ? มาแชร์กันหน่อย

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ของ SCBX NEXT TECH อีกช่องทาง
ได้ที่ LINE Official Account
LINE ID:
หรือคลิกลิงก์ใต้คอมเมนต์เลย!

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน


#ถ้าไม่มีJuniorวันนี้Seniorในอนาคตจะมาจากไหน

WHAT’S NEXT? It starts here.มิถุนายนนี้ SCBX NEXT TECH เดินหน้าต่อภายใต้คอนเซปต์ BEYOND THE TITLE  ชวนมองข้ามกรอบนิยามเด...
12/06/2026

WHAT’S NEXT?
It starts here.

มิถุนายนนี้ SCBX NEXT TECH เดินหน้าต่อภายใต้คอนเซปต์ BEYOND THE TITLE ชวนมองข้ามกรอบนิยามเดิมในทุกด้านเพื่อสำรวจบทบาทใหม่ของเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และผู้คน ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เพราะอนาคตถูกสร้างขึ้นจากสิ่งที่เรากล้าจะเรียนรู้ ลงมือทำ ไม่ได้ถูกกำหนดด้วย “Title”

🔹 13 Jun - Cage of Shadows Meet and Greet in Thailand (15.00 - 17.00)
กิจกรรมพิเศษสำหรับแฟนซีรีส์ Cage of Shadows ที่เปิดโอกาสให้ใกล้ชิดนักแสดง พร้อมร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟภายในงาน

🔹 14 Jun - Build //Localhost: Bangkok by Microsoft (12.30 - 18.00)
งานรวมตัวของนักพัฒนาและชุมชน AI เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีล่าสุดด้าน AI และ Cloud พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม

🔹 16–17 Jun - Thailand HR Tech 2026: Human • AI Harmony – Leading the Intelligent Workplace (10.00 เป็นต้นไป)
เวทีสำรวจอนาคตโลกการทำงาน เมื่อมนุษย์และ AI ต้องทำงานร่วมกัน ผ่านการเสวนา Workshop และผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ

🔹 18 Jun - AI Meetup Bangkok #3: AI After Work (18.00 - 19.00)
Meetup สำหรับคนทำงานที่สนใจ AI แลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานจริง กฎหมาย จริยธรรม และผลกระทบต่อธุรกิจในยุค AI

🔹 19 Jun - APCOM 7th Thailand LGBTQI+ Biz Forum 2026 (11.30 เป็นต้นไป)
เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้างและยั่งยืน

🔹 20 Jun - COOL THE EARTH - 60 วิ เปลี่ยนโลกให้คูล (10.00 เป็นต้นไป)
งานประกาศผลรางวัลโครงการประกวดผลิตคลิปวีดีดโอโฆษณา เพื่อลด CO₂ เปลี่ยนโลกให้คูล

📍 สู่บทบาทใหม่ที่เราเลือกสร้างขึ้นเอง
ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เพจ SCBX Next Tech

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาสถิตในดวงใจตราบนิรันดร์น้...
12/06/2026

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์

น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน
บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด

In Remembrance of
Her Royal Highness Princess Bajrakitiyabha Narendiradebyavati
Forever in Our Hearts

With deepest gratitude for Her Royal Highness’s boundless grace and benevolence,
The Board of Directors, Executives, and Staff
Siam Paragon Development Co., Ltd.,

ทำไมหุ้น Quantum Computing ถึงขึ้นในช่วงที่เกิดสงคราม?หลายคนอาจจะสงสัยว่า Quantum Computing คืออะไร? มันไม่ได้เป็นแค่เทค...
11/06/2026

ทำไมหุ้น Quantum Computing ถึงขึ้นในช่วงที่เกิดสงคราม?

หลายคนอาจจะสงสัยว่า Quantum Computing คืออะไร? มันไม่ได้เป็นแค่เทคโนโลยี แต่เป็นอาวุธดิจิทัลที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้ ระบบทุกอย่างในโลกตั้งแต่ธนาคาร การทหาร ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล ล้วนถูกปกป้องด้วยรหัสที่ปัจจุบันยังไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องไหนเจาะได้ แต่ Quantum Computing เจาะได้ถ้าพัฒนาสำเร็จ ถ้าชาติไหนที่ทำได้ก่อน จะได้เปรียบทางการทหารและเศรษฐกิจแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ และนั่นทำให้ Quantum Computing อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในอนาคต ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มนี้มีนักลงทุนจับตามองมากขึ้น

มีคำที่วงการความมั่นคงพูดถึงกันมากที่สุดตอนนี้ คือ "Harvest Now, Decrypt Later" หมายความว่า ตอนนี้มีประเทศที่กำลังดักเก็บข้อมูลเข้ารหัสของชาติอื่น ๆ ไว้ก่อน แม้ยังถอดรหัสไม่ได้ก็ตาม เพราะเขารู้ว่าวันที่ Quantum Computer พร้อม ทุกอย่างจะเปิดออกพร้อมกัน ทั้งแผนทางทหาร ข้อมูลนักการทูต และความลับที่ส่งผ่านอินเทอร์เน็ตในวันนี้ อาจถูกเปิดเผยเป็นสาธารณะในอีก 10 ปีข้างหน้า

ทำไมหุ้น Quantum Computing ถึงพุ่งแรง
1. ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี
Google ประกาศ Willow Chip ธันวาคม 2024 มันเปลี่ยนวงการ Quantum ไปเลย ไม่ใช่เพราะ Quantum พร้อมใช้งานแล้ว แต่เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นจริง ๆ ว่าทำได้จริง

2. เงินลงทุนแบบไม่มีเพดาน
หุ้นเทคโนโลยีทั่วไปต้องรอให้ลูกค้าซื้อก่อนถึงจะมีรายได้ แต่บริษัท Quantum ได้เงินจากรัฐบาลล่วงหน้าเพื่อวิจัยก่อนที่จะมีสินค้าจริง และเงินลงทุนเหล่านี้ไม่ได้มาจากการคำนวณว่าคุ้มไหม แต่มาจากความกลัวว่าถ้าไม่ลงทุนแล้วจีนชนะก่อนจะเป็นยังไง เงินลงทุนจึงไหลไปที่ Quantum Computing ไม่หยุด

3. นักลงทุนกำลังมองหาโอกาสใหม่
เมื่อ Nvidia แพงเกินไปแล้วสำหรับคนที่เข้าช้า Quantum Computing เลยกลายเป็นเดิมพันครั้งใหม่ สำหรับนักลงทุนที่ไม่อยากพลาดรถไฟขบวนนี้ ที่ราคาหุ้นยังถูก และมีการสนับสนุนจากรัฐบาล

ราคาหุ้นในกลุ่ม Quantum Computing ผลตอบแทน ต้นปี 2024 เทียบกับต้นปี 2025
IonQ (IONQ) บริษัท Quantum Computing สัญชาติอเมริกัน
สร้าง Quantum Computer และให้บริการผ่าน Cloud แปลว่าใครก็ใช้งานได้โดยไม่ต้องซื้อเครื่องเอง ลูกค้าปัจจุบันมีทั้ง Amazon, Microsoft, Google Cloud และหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐฯ
ราคาขึ้น 12 เท่า

Rigetti Computing (RGTI) สตาร์ทอัพ Quantum จาก Silicon Valley
สร้างทั้ง Hardware และ Software ของ Quantum Computer ครบวงจร และมี Quantum Cloud ของตัวเองชื่อ Quantum Cloud Services หรือ QCS ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักวิจัยและองค์กรที่ต้องการทดสอบ Quantum Algorithm
ราคาขึ้น 60 เท่า

D-Wave Quantum (QBTS) บริษัท Quantum เก่าแก่
สร้าง Quantum Computer เฉพาะทางสำหรับการแก้ปัญหา Optimization ลูกค้าจริงได้แก่ Volkswagen ใช้ traffic optimization, Mastercard ใช้ตรวจจับการทุจริต และ NASA ใช้วางแผนภารกิจ
ราคาขึ้น 45 เท่า

แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นมาทั้งหมดนี้ ยังไม่ได้มาจากกำไรจริงของบริษัท แต่มาจากความเชื่อว่ามันจะสำเร็จในอนาคต ซึ่งแปลว่าถ้าวันไหนความเชื่อเปลี่ยน ราคาก็ดิ่งลงได้เร็วเช่นกัน

คุณล่ะคิดว่าเทคโนโลยี Quantum Computing จะพร้อมใช้งานตอนไหน? คอมเมนต์มาแชร์กันหน่อย!

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ของ SCBX NEXT TECH อีกช่องทาง
ได้ที่ LINE Official Account
LINE ID:
หรือคลิกลิงก์ใต้คอมเมนต์เลย!

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน


#หุ้นควอนตัม

สมรสเท่าเทียมผ่านแล้ว แต่มีกฎหมายอะไรที่ต้องแก้ต่อไปบ้าง?ถ้ายังจำกันได้ วันที่ 23 ม.ค. 68 คู่รักไทยพากันไปจดทะเบียนทั่วป...
09/06/2026

สมรสเท่าเทียมผ่านแล้ว แต่มีกฎหมายอะไรที่ต้องแก้ต่อไปบ้าง?

ถ้ายังจำกันได้ วันที่ 23 ม.ค. 68 คู่รักไทยพากันไปจดทะเบียนทั่วประเทศ หลังรอคอยกฎหมายสมรสเท่าเทียมมานาน และไทยถือเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีกฎหมายรับรองสิทธิการสมรสของคู่รักเพศเดียวกัน และเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชียที่ทำได้สำเร็จ ทำให้นี่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่มีกฎหมายรองรับแล้ว เมื่อเราเดินมาไกลขนาดนี้แล้วแต่ถ้ามองดี ๆ ยังมีจุดที่ยังต้องพัฒนาต่อเพื่อให้ความเท่าเทียมเกิดขึ้นในผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ เรามาย้อนดูอดีตไปจนถึงสิ่งที่จะดำเนินต่อไปได้ในอนาคตสำหรับเรื่องนี้กันดีกว่า!

เส้นทางก่อนกฎหมายผ่าน
กว่าจะมาถึงวันนั้นกว่าที่ไทยจะมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ต้องใช้เวลามากกว่าสิบปี และมีหลายช่วงที่ทุกอย่างดูเหมือนจะไปไม่ถึงฝั่ง

2555–2556
จุดเริ่มต้นคือ คู่รักเพศเดียวกันจะไปจดทะเบียนสมรส แต่ถูกนายทะเบียนปฏิเสธ เพราะกฎหมายรับรองเฉพาะคู่รักชายหญิงเท่านั้น นำไปสู่การร้องเรียนและการผลักดันร่างกฎหมายคู่ชีวิตฉบับแรกในปี 2556

ธันวาคม 2566
สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมจำนวนสี่ฉบับในวาระแรก ด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย โดยที่ไม่เห็นด้วยเพียง 10 เสียง ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ผ่าน แต่ผ่านอย่างถล่มทลาย สำหรับคนที่ติดตามการต่อสู้มาตั้งแต่ต้น นั่นอาจเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า น่าจะเป็นไปได้จริง ๆ

23 มกราคม 2568
มีการเปิดให้จดทะเบียนสมรสพร้อมกันทั่วประเทศใน 878 อำเภอ ภายใต้แนวคิด สมรสเท่าเทียม ยินดีกับทุกความรัก Love Wins in 878 Districts ทำให้คู่รักสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียมโดยไม่จำกัดว่าจะเป็นเพศใด และได้สิทธิเท่าเทียมกับคู่รักชาย-หญิงทุกประการ

หลายคนถามว่า ในเมื่อมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว ยังจะเรียกร้องอะไรอีก?
แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ กฎหมายหนึ่งฉบับแก้ปัญหาได้แค่บางส่วนเท่านั้น

กฎหมายครอบครัวอื่นยังไม่ตามทัน
กฎหมายที่เกี่ยวกับความเป็นบิดามารดายังอิงสายเลือดทางชีววิทยา คู่สมรสเพศเดียวกันที่มีลูกอาจยังไม่ได้รับการรับรองสถานะความเป็นพ่อแม่ ซึ่งกระทบสิทธิของเด็กโดยตรง

ยังขาดกฎหมายคุ้มครองการเลือกปฏิบัติ
อาจถูกปฏิเสธการเช่าบ้าน ถูกเลิกจ้าง หรือถูกปฏิบัติต่างออกไปเพราะเพศ เพราะตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนพอให้ร้องเรียนได้

กฎหมายเปลี่ยนเร็วกว่าคน
มีคู่รักหลายคู่ที่จดทะเบียนสมรสได้แล้ว แต่ยังไม่กล้าบอกครอบครัว ยังต้องระวังตัวในบางพื้นที่ กฎหมายให้สิทธิ แต่ความปลอดภัยในชีวิตจริงยังต้องสร้างกันต่อไป

ก้าวต่อไปยังมีอะไรต้องทำอีก
ชัยชนะครั้งนี้สำคัญก็จริง แต่ไม่ใช่จุดจบ สิ่งที่ต้องเดินหน้าต่อมีเรื่องที่ยังต้องทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย

1. ไม่ใช่แค่แก้ฉบับเดียวแล้วจบ กฎหมายที่เกี่ยวกับครอบครัว การรับรองบุตร และเครือญาติต้องถูกปรับให้สอดคล้องกันทั้งระบบ และผลักดัน พ.ร.บ. คุ้มครองการเลือกปฏิบัติ

2. สังคมที่เท่าเทียมจริงต้องมีกฎหมายที่ลงโทษการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน การศึกษา และบริการสาธารณะ ไม่ใช่แค่ในเรื่องการสมรสสร้างความเข้าใจในระดับสังคม

3. สร้างความเข้าใจในสังคมและในโลกธุรกิจด้วย เพราะ สิทธิ LGBTQIA+ ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนมีส่วนร่วมสร้างหรือทำลายได้ในชีวิตประจำวัน และวันนี้โลกธุรกิจก็เริ่มพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การยอมรับความหลากหลายไม่ใช่แค่เรื่องถูกต้อง แต่ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

Love Wins จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อทุกความรัก ไม่ว่าจะรักใคร ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ได้รับการยอมรับในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่ในกฎหมาย

คุณคิดว่าตอนนี้คนไทยยอมรับ LGBTQIA+ ได้มากน้อยแค่ไหน? มาแชร์กันหน่อย!

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ของ SCBX NEXT TECH อีกช่องทาง
ได้ที่ LINE Official Account
LINE ID:
หรือคลิกลิงก์ใต้คอมเมนต์เลย!

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน


#สมรสเท่าเทียม #กฎหมายสมรสเท่าเทียม

ทำไม Apple ถึงยอมกลืนน้ำลายทำสิ่งที่บอกว่าจะไม่มีวันทำ?เป็นที่รู้กันว่า Apple วางกลยุทธ์การตลาดที่ฝังลึกมานานหลายทศวรรษ ...
04/06/2026

ทำไม Apple ถึงยอมกลืนน้ำลายทำสิ่งที่บอกว่าจะไม่มีวันทำ?

เป็นที่รู้กันว่า Apple วางกลยุทธ์การตลาดที่ฝังลึกมานานหลายทศวรรษ จนกลายเป็นสิ่งที่สาวกเรียกว่า Apple Way และ Apple สร้างภาพจำว่าเป็นแบรนด์ที่ยอมหักไม่ยอมงอ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด เช่น การปิดกั้นระบบ ไม่ให้ลงแอปนอก ไม่ให้แกะเครื่อง ที่บอกว่าทำเพื่อความปลอดภัย จนคนเชื่อว่า Apple ทำเพื่อปกป้องผู้ใช้ ไม่ได้ทำเพื่อผูกขาด และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตัวตนของ Steve Jobs คือภาพสะท้อนของอุดมการณ์ Apple เมื่อวันหนึ่ง Apple หันมาทำสิ่งที่เคยว่าเอาไว้ มันจึงไม่ใช่แค่การออกสินค้าใหม่ แต่เหมือนการเปลี่ยนความเชื่อเดิมไปเลย มาดูกันว่าอะไรบ้างที่ Apple บอกว่าจะไม่มีวันทำ แต่ก็ทำออกมาขายแล้ว?

1. โน้ตบุ๊กราคาประหยัด (MacBook Neo)
2008: "เราไม่รู้วิธีสร้างคอมพิวเตอร์ราคา 500 เหรียญที่ไม่ใช่ขยะ" - Steve Jobs
2026: เปิดตัว MacBook Neo ราคาเริ่มต้น $499 สำหรับนักศึกษา

2. ปากกา Stylus
(Apple Pencil)
2007: "ใครอยากได้ Stylus? คุณต้องคอยเอาเข้าเอาออก หายก็ง่าย...ไม่มีใครอยากได้หรอก" - Steve Jobs
2015: เปิดตัว Apple Pencil พร้อม iPad Pro โดยนิยามใหม่ว่าเป็นเครื่องมือสำหรับงานสร้างสรรค์

3. หน้าจอขนาดใหญ่
(iPhone จอใหญ่)
2010: "ไม่มีใครอยากซื้อโทรศัพท์เครื่องใหญ่จนกำไม่มิดหรอก" - Steve Jobs
2014: เปิดตัว iPhone 6 Plus (5.5 นิ้ว) จนกลายเป็นรุ่นที่มียอดขายถล่มทลายที่สุดรุ่นหนึ่ง

4. แท็บเล็ตขนาดเล็ก
(iPad mini)
2010: "หน้าจอ 7 นิ้วมันเล็กเกินไป ต้องแถมกระดาษทรายให้ผู้ใช้ไว้ฝนนิ้วให้เล็กลงด้วยนะ" - Steve Jobs
2012: เปิดตัว iPad mini (7.9 นิ้ว) หลังพบว่าตลาดต้องการแท็บเล็ตที่เน้นการพกพา

5. พอร์ตมาตรฐาน (USB-C)
2012: Apple เคยกล่าวว่า Lightning คือพอร์ตที่ทันสมัยสำหรับทศวรรษหน้าและพยายามรักษา Ecosystem ของตัวเองไว้
2023: เปลี่ยนมาใช้ USB-C ใน iPhone 15 (ส่วนหนึ่งโดนกดดันจากกฎหมาย EU แต่ Apple ก็นำเสนอว่าเป็นเรื่องความสะดวก)

ปี 2026 ในที่สุด Apple ก็ทำโน้ตบุ๊กราคาประหยัดออกมาขาย เพราะ Apple คิดว่าสามารถสร้างคอมพิวเตอร์ราคาถูกที่ไม่ใช่ขยะแบบที่ Steve Jobs บอกได้ โดยการนำ ชิป A18 Pro (ซึ่งเดิมใช้ใน iPhone) มาปรับใช้ใน MacBook Neo แทนชิปตระกูล M-Series ที่มีราคาสูงกว่า วิธีนี้ช่วยลดต้นทุนมหาศาลเพราะเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว (Reuse) และมีสายการผลิตที่เสถียรมาก

MacBook Neo The Game Changer 2026
สถาปัตยกรรมและสเป็ก
The Chip: ใช้ชิป A18 Pro (จาก iPhone 16 Pro) แทนที่ตระกูล M-Series เพื่อลดต้นทุน แต่ยังแรงพอที่จะรัน macOS ได้ลื่นไหล
Build Concept: ตัวเครื่องทำจาก Recycled Aluminum เน้นรักษ์โลก แต่อาจมีการปรับโครงสร้างภายในให้ซ่อมง่ายขึ้น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มที่เคย Bias เรื่องการแกะซ่อมยาก
Battery Life: เคลมการใช้งานได้ยาวนานถึง 16 ชั่วโมง เพราะชิป A18 Pro จัดการพลังงานได้ดีเยี่ยม
Port: มาพร้อม USB-C และมีพอร์ต USB รุ่นมาตรฐานมาให้ 1-2 ช่อง เพื่อรองรับอุปกรณ์เสริมเก่า ๆ ของนักศึกษา

กลยุทธ์การทำตลาดของ Macbook Neo ก็คือ
1. ดึงคนเข้าสู่ Ecosystem
ถ้าได้เริ่มใช้ macOS ตั้งแต่เป็นนักศึกษา จะย้ายระบบไปใช้ Windows ตอนทำงานยากขึ้น

2. ชิงพื้นที่จาก Chromebook
Chromebook ครองตลาดการศึกษาโลกเพราะราคาถูกและพังยาก Apple เลยนำเสนอ MacBook Neo ว่าเป็น Real Computer ที่ทำงานได้จริงจังกว่า

3. เปลี่ยนนิยาม "ของถูก" ให้เป็น "ของพรีเมียมที่เข้าถึงได้"
Apple ใช้คำว่า ใช้คำว่า "Accessible" รักษาภาพลักษณ์ความหรูหราของแบรนด์ไว้ได้ครบถ้วน

จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนใจของแบรนด์ใหญ่อย่าง Apple แม้ว่าจะส่งผลกระทบวงกว้าง ทั้งต่อตัวแบรนด์เอง คู่แข่ง และผู้บริโภค แต่ Apple ก็ยังคงรักษาคุณค่าของแบรนด์เอาไว้ได้ เช่น แทนที่จะบอกว่าทำของราคาถูก ก็จะบอกว่า ทำเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้มากขึ้ สิ่งที่ Apple ทำก็เพื่อขยายตลาด ทำให้ธุรกิจเติบโต ช่วยให้นักลงทุนมั่นใจว่าบริษัทยังมีช่องทางทำเงินใหม่ๆ เสมอ และการเปลี่ยนใจของ Apple มักจะมาพร้อมกับการทำการบ้านมาอย่างดีว่า ถ้าจะทำต้องทำให้น่าทึ่งกว่าที่คนอื่นเคยทำไว้

สุดท้ายแล้วชัยชนะที่เคยเกิดขึ้นจากอุดมการณ์ของใครบางคน อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องรักษาไว้ เพราะการคงอยู่ตลอดไปได้ของแบรนด์ อาจเกิดขึ้นจากการยอมเปลี่ยนแปลงเพื่อชนะใจตลาดในวันนี้ ภายใต้เอกลักษณ์และรากฐานที่ถูกสั่งสมมา

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ของ SCBX NEXT TECH อีกช่องทาง
ได้ที่ LINE Official Account
LINE ID:
หรือคลิกลิงก์ใต้คอมเมนต์เลย!

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน


#สิ่งที่Appleเคยบอกว่าจะไม่ทำ

WHAT’S NEXT? It starts here.มิถุนายนนี้ SCBX NEXT TECH เปิดพื้นที่ภายใต้คอนเซปท์ BEYOND THE TITLE ที่ก้าวข้ามขอบเขตของเท...
03/06/2026

WHAT’S NEXT?
It starts here.

มิถุนายนนี้ SCBX NEXT TECH เปิดพื้นที่ภายใต้คอนเซปท์ BEYOND THE TITLE ที่ก้าวข้ามขอบเขตของเทคโนโลยี วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และตัวตน

จาก Soft Power, Music, Entertainment และ Diversity สู่มุมมองใหม่ของอนาคตที่กำลังเกิดขึ้นจริงเพราะโลกวันนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่“การเป็น” แต่กำลังเดินต่อไปสู่สิ่งที่“เป็นไปได้มากกว่าเดิม”

🔹 5 Jun - Lenovo x Nanon Korapat (10.00 เป็นต้นไป)
Lenovo เชิญร่วมพูดคุย ทดลองเทคโนโลยี และกิจกรรมพิเศษร่วมกับ Nanon Korapat ในอีเวนท์สุดพิเศษ

🔹 6 - 8 Jun - Thailand International LGBTQ+ Film & TV Festival 2026 (10.30 เป็นต้นไป)
งานเสวนาจากเทศกาลภาพยนตร์ และคอนเทนต์ LGBTQ+ ที่สะท้อนพลังของความหลากหลายผ่านงานสร้างสรรค์จากทั้งไทยและนานาชาติ

🔹 8 Jun - Thailand Y Awards 2025 Conference (17.00 เป็นต้นไป)
งานแถลงข่าวและประกาศรางวัลเพื่อเฉลิมฉลองผลงานและบุคคลในอุตสาหกรรม Y Content พร้อมสะท้อนพลังของคอนเทนต์ไทยในระดับสากล

🔹 9 Jun - Melodic New Noise by Melodic Corner (18.00 เป็นต้นไป)
งานเปิดตัว “ARTY” (วง Bamm) กับการแจ้งเกิดในฐานะศิลปินเดี่ยวครั้งแรก พร้อมพูดคุยเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานดนตรี

🔹 10 Jun - OKMD : Modern Thai Wisdom (13.00 เป็นต้นไป)
แถลงข่าวโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและสร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมแฟชั่น ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรม งานสร้างสรรค์ และ Soft Power ไทย

🔹 11 Jun - Power Mall Electronica Showcase (10.00 เป็นต้นไป)
งานแถลงข่าวมหกรรมรวมสินค้า AI และนวัตกรรมสำหรับการใช้ชีวิตยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “AI. Life+ Smarter Living, Better Life”

📍 จากความหลากหลาย สู่ความเป็นไปได้ใหม่ของอนาคต
ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เพจ SCBX Next Tech

โลกการทำงานทุกวันนี้ ไม่ได้วัดกันแค่ว่า “ใครใช้ AI” ได้ดี แต่กำลังวัดกันว่า “ใครออกแบบองค์กรให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของร...
16/05/2026

โลกการทำงานทุกวันนี้ ไม่ได้วัดกันแค่ว่า “ใครใช้ AI” ได้ดี แต่กำลังวัดกันว่า “ใครออกแบบองค์กรให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบได้ก่อน”

ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งยังคงยึดติดกับความกลัว กลับมีคนอีกกลุ่มที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือในการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วย AI ทำงานร่วมกันได้ดีจนไม่ต่างจากการมีผู้ช่วยนับ 10...
ในงาน “BE THE TOP 10% WITH CLAUDE CODE” เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 69 ณ SCBX NEXT STAGE NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน ที่ผ่านมา
มีการเปรียบเทียบความต่างระหว่างองค์กรแบบดั้งเดิม กับ องค์กร AI-Native โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ AI-Native Organization เป็นองค์กรที่ไม่ได้แค่ใช้ AI เป็นเครื่องมือในการทำงาน แต่กลับใช้ AI วางระบบการทำงาน (Workflow)

หัวใจสำคัญของการวาง Workflow ด้วย AI คือการเทรนด์พนักงานในองค์กรทุกคนให้กล้าเปิดใจใช้ AI ใน Everyday Task ให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้เสมือนเป็นเครื่องมือตัวหนึ่ง ไม่ต่างจากการใช้ Google Slide Google Doc หรือ Google Sheet

ความต่างระหว่าง องค์กรที่ “ยังทำงานแบบเดิม” กับองค์กรที่ “ออกแบบ Workflow การทำงานใหม่โดยให้ AI ช่วย Scale”
1. Idea Sharing vs Idea Bottleneck
องค์กรแบบเดิม: ไอเดียมักอยู่กับคนบางกลุ่ม ต้องรอหลายขั้นตอนกว่างานจะเดิน
AI-Native: ทุกคนสามารถใช้ AI ช่วยคิด สร้าง และพัฒนางานได้ทันที
2. Connected Data vs Data Silo
องค์กรแบบเดิม: ข้อมูลแยกส่วน กระจัดกระจาย ทำให้งานต่อกันยาก
AI-Native: ข้อมูลเชื่อมถึงกันทั้งระบบ เพื่อให้คนและ AI ทำงานร่วมกันได้ลื่นไหลกว่า
3. Automated Workflow vs Manual Process
องค์กรแบบเดิม: งานจำนวนมากยังต้องทำซ้ำแบบ Manual เสียเวลาและทรัพยากร
AI-Native: งาน Routine และ Workflow ที่ซ้ำซ้อน ถูก AI ช่วยรันแบบอัตโนมัติ
4. Multiple Output vs One Person One Task
องค์กรแบบเดิม: 1 คน มักทำได้ทีละ 1 งาน
AI-Native: 1 คน ใช้ AI ช่วยจัดการหลาย Task พร้อมกันได้
5. Systemized Knowledge vs Human-Dependent Knowledge
องค์กรแบบเดิม: ความรู้มักติดอยู่กับคน
AI-Native: ความรู้ถูกจัดเก็บเป็นระบบ พร้อมใช้และต่อยอดได้ทั้งองค์กร

พูดง่าย ๆ คือ AI-Native Organization ไม่ได้ใช้ AI เพื่อ “แทนคน”แต่ใช้ AI เพื่อ “ลดงานที่ไม่จำเป็น” และปลดล็อกศักยภาพของคนให้ไปทำงานที่สำคัญกว่า

แล้วผู้บริหารต้องเริ่มอย่างไร?
Trick สำหรับผู้บริหาร ในการนำ AI เข้ามาใช้งานในองค์กร (ให้ AI เป็นตัวขับเคลื่อนการทำงานในทุกฝ่าย)
1. ต้องมี Mindset ในการ Invest AI ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนได้ทั้งระบบ
ปัญหาการใช้ AI ที่พบส่วนใหญ่ในระดับองค์กร คือ องค์กรไม่กล้าลงทุนกับ AI ไม่กล้า Invest AI ดี ๆ ให้พนักงานใช้ จึงไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและระบบการทำงาน หากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและก้าวทันคู่แข่งได้จริง ผู้บริหารจะต้องกล้าลงทุนและกล้าสเกลงานในจุดนี้

2. ความรู้ & ประสบการณ์ที่มากพอ ตลอดจนการใช้งานจริงของผู้บริหาร
อีกหนึ่งปัญหาที่พบ คือ ผู้บริหารไม่มีความรู้ด้าน AI มากพอ และไม่เคยนำ AI ไปใช้งานจริง จึงไม่เกิดภาพในหัวว่าจะสามารถนำไป Apply กับจุดใดในองค์กรได้บ้าง หากต้องการปรับใช้กับทั้งระบบได้จริง สิ่งที่องค์กรควรทำเป็นอันดับแรกคือ ผู้บริหารจะต้องรู้จักนำ AI เข้ามาใช้งาน และสั่งสมองค์ความรู้ให้ได้มากที่สุด ก้าวทันฟีเจอร์ใหม่ ๆ ของ AI ที่มีการอัปเดตตลอดเวลา จึงจะสามารถนำไป Adapt เข้ากับระบบโครงสร้างต่าง ๆ ในองค์กรได้

3. ต้องสื่อสารกับพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Productive Communication Skill)
สื่อสารว่าจะใช้ AI ในส่วนไหน จนพนักงานเห็นภาพเดียวกัน และเกิดภาพในหัวจนแตกออกมาเป็นขั้นตอนการทำงานร่วมกับ AI ได้

4. ต้องประเมินจุดคุ้มทุน และความเสี่ยงต่าง ๆ ในการใช้ AI
ประเมิน Cost และ Benefit ที่จะได้จากการใช้ AI ในแต่ละ Process เช่น ค่าจ้างพนักงาน เมื่อเทียบกับค่า Subscription AI แต่ละตัว ต้นทุนด้านเวลาและแรงงาน หรือแม้แต่ความเสี่ยงด้านการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญในองค์กร ที่เกิดจากการใช้ AI

5. ปรับ Mindset ของพนักงาน ที่มีต่อการใช้ AI
ฝึกให้พนักงานเรียนรู้และเข้าใจว่า AI เป็นเครื่องมือที่จะช่วย “เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน” ไม่ได้เข้ามา “แทนที่” ฝึกให้พนักงานกล้าที่จะใช้ AI ทำงานอย่างเป็นระบบ จนนำไปสู่การสร้าง AI-Native Organization ฝึกให้พนักงานในองค์กรรู้จักแตก Workflow การทำงานในแต่ละ Task ของตน ออกมาเป็นขั้นตอน และแจงงานให้ AI อย่างเป็นระบบ เพราะสุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนผ่านสู่ AI-Native Organization ต้องเริ่มจาก “Mindset ของผู้นำ และความกล้าขององค์กร”

ในระดับบุคคลเอง คนที่จะใช้ AI ได้เต็มประสิทธิภาพ มักมีจุดร่วมคล้ายกันคือ
• Curious enough to learn
สงสัยใครรู้ เพราะจะนำมาซึ่งความอยากเรียนรู้ และปรับใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในที่สุด
• Adaptive enough to change
สกิลในการเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ หมั่นใช้งานจนชิน และต่อยอดปรับใช้ได้อย่างกว้างขวางในสเกลอื่น ๆ ต่อไป
• Skilled enough to apply
มีความรู้ที่มากพอจนนำไปปรับใช้งานได้ตามต้องการ
• Disciplined enough to improve
ต้องผ่านการฝึกฝน ผ่านข้อผิดพลาด และประสบการณ์ จนเกิดความเชี่ยวชาญ
• Wise enough to use AI correctly
หากเลือกใช้งานในทางที่ถูก เราจะสามารถ “เรียนรู้และศึกษา” สิ่งที่ได้จาก AI และนำ Knowledge ที่ได้เหล่านั้นไปพัฒนาตัวเอง หรือนำไปศึกษาค้นคว้าต่อ ไม่ใช่การ “ลอก” ข้อมูลหรือนำข้อมูลจาก AI มาใช้โดยปราศจากการกลั่นกรอง

และนี่ก็คือเกร็ดความรู้เล็ก ๆ ในการใช้ AI และสร้างองค์กรให้กลายเป็น AI-Native Organization จากงาน “BE THE TOP 10% WITH CLAUDE CODE” โดย Speaker ทั้ง 4 ท่าน ได้แก่
• ดร.วศิน ตรีสินธุรส (อาจารย์โต) CEO & Founder Innovation Vantage Co.,Ltd.
ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI Transformation
• คุณโอชวิน จิรโสตติกุล (วิน) CEO & Founder of Futureskill
• คุณแทนพงศ์ สุคนธ์พานิช Founder Member & Business Director, Futureskill
• ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธรรณพ อารีพรรค ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการทางวิชาการ และอาจารย์ประจำวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยรังสิต

Key Takeaway
“เพราะเราทุกคนเลือกได้ว่าจะใช้ AI บนความกลัว หรือ ใช้เพื่อพัฒนาองค์กรให้เติบโต…”

ติดตามเรื่องราวน่าสนใจที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ได้ที่เวที SCBX NEXT STAGE กด Follow ไว้ แล้วไปเจอกันที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

ติดตามข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ ของ SCBX NEXT TECH อีกช่องทาง
ได้ที่ LINE Official Account
LINE ID:
หรือคลิกลิงก์ https://lin.ee/KgNUlCB

แล้วพบกับกิจกรรมอื่น ๆ และอีเวนต์ที่น่าสนใจ ให้คุณได้มาเรียนรู้และรับความบันเทิง ได้ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SCBXNextTechผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง SCBXNextTech:

แชร์