Learn to Unlock ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Learn to Unlock, องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร, 388 อาคารเอส. พี อาคารเอ ถนน พหลโยธิน แขวง สามเสนใน เขตพญาไท, เขตพญาไท.
(1)

“Learn to Unlock ปลดล็อกการเรียนรู้”
L : Lifelong Learning การเรียนรู้ตลอดชีวิต
t : to เข้าถึงทุกช่วงวัย ส่งโอกาสเรียนรู้ไม่สิ้นสุด
U : Unlock ปลดล็อกศักยภาพและขีดจำกัดการเรียนรู้อย่างยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิตสู่โอกาสใหม่ที่ยั่งยืน

🔍ชวนรู้จัก “เอิร์ท” นายกฤษณะภัส เรืองฤทธิ์ เด็กหนุ่มวัย 22 ปี ผู้มีท่วงทำนองในหัวใจ ที่แม้กราฟชีวิตจะขึ้นลงเพียงใด เอิร์...
19/06/2026

🔍ชวนรู้จัก “เอิร์ท” นายกฤษณะภัส เรืองฤทธิ์ เด็กหนุ่มวัย 22 ปี ผู้มีท่วงทำนองในหัวใจ ที่แม้กราฟชีวิตจะขึ้นลงเพียงใด เอิร์ท ก็ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง หากแต่เก็บเกี่ยวทุกประสบการณ์ชีวิตมา Unlock เป็นท่วงทำนองที่ทำให้เติบโตเป็นคนใหม่ได้อย่างสมบูรณ์


🎵ท่วงทำนองที่(เคย)เลือนหาย

เอิร์ทโตมากับโรงลิเกที่มีพ่อ แม่ ยาย ร้องลิเกเป็นอาชีพ แต่ถึงอย่างนั้นเอิร์ทก็ไม่คิดอยากเป็นลิเก เพราะมองว่าไม่ใช่ทาง เขาเติบโตมาแบบเด็กหนุ่มทั่วไป เรียนบ้าง เล่นบ้าง ทำงานพิเศษบ้าง ทางไหนไม่ใช่ก็แค่เปลี่ยน โดยเฉพาะกับการเรียน ปวช. สายนี้ไม่ใช่ ก็เปลี่ยนไปเรียนสายอื่น หรือออกมาทำงานพิเศษก่อนกลับเข้าไปเรียนใหม่

ด้วยความที่เอิร์ทโตมากับเสียงเพลง ทำให้เอิร์ทพอร้องเพลงได้แบบครูพักลักจำ แต่ก็ไม่กล้าแสดงออก เพราะไม่มั่นใจว่าจะทำได้ดีไหม จนกระทั่งโรงเรียนจัดการประกวดร้องเพลง มันเหมือนกับท่วงทำนองที่(เคย)เลือนหายค่อย ๆ ส่งเสียงเรียกเอิร์ทเบา ๆ มันทำให้เอิร์ทรู้สึกตื่นเต้นและอยากลองทำดูสักครั้ง จึงรวบรวมความกล้าขึ้นเวทีประกวด ซึ่งการได้ยืนอยู่บนเวทีทำให้เอิร์ทรู้ตัวว่าชอบการร้องเพลงมากแค่ไหน เพราะแม้จะกดดัน แต่ก็มีความสุขกับมันมาก และหลังจากนั้นก็มีงานประกวดรอให้เอิร์ทท้าทายความฝันอยู่อีกเพียบ

แต่แล้วจังหวะชีวิตของเอิร์ทก็พลิกผัน จากท่วงทำนองที่ขึ้นสูงดั่งเสียงโอเปร่ากลับเปลี่ยนเป็นท่วงทำนองที่บรรยายไม่ได้ดั่งเสียงกีตาร์บอด เมื่อเอิร์ทได้รู้จักกับรุ่นพี่ที่ชักจูงให้ไปทำงานหนึ่ง ซึ่งเป็นงานที่เอิร์ทคิดแค่เพียงว่าจะมีรายได้มาแบ่งเบาภาระยาย

แต่ “งาน” นี้กลับเปลี่ยนชีวิตเอิร์ทในวัย 18 ปีไปตลอดกาล จากเด็กหนุ่มที่ความฝันเพิ่งจะเริ่มต้น วันนี้กลับต้องมาติดอยู่ในสถานที่ที่ในชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ย่างกรายเข้ามา...
⏮️การกลับมาของท่วงทำนอง

สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เป็นสถานที่ที่ไม่เคยมีอยู่ในห้วงความคิดของเอิร์ทเลย เอิร์ทไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้างในจะเป็นยังไง ออกมาแล้วอนาคตจะเป็นแบบไหน แล้วคนรอบข้างจะรับได้ไหม

แต่เมื่อได้เข้าไปสัมผัสจริง ๆ เอิร์ทกลับพบว่าในรั้วกำแพงสูงมีโอกาสซ่อนอยู่มากมาย อยู่ที่ว่าใจจะแกร่งพอและพร้อมคว้ามันมาไหม

“ที่นี่กฎระเบียบเยอะก็จริง แต่ก็ล้วนแฝงไปด้วยบทเรียนที่ทำให้เรามีพลังก้าวเดิน และมีระเบียบวินัยมากขึ้น เขาไม่คุมด้วยความโหด แต่คุมด้วยความเข้าใจ อยู่กันแบบพี่น้องมากกว่า มีอะไรก็ปรึกษาได้ โดยเฉพาะเรื่องอนาคต ทำให้ 2 ปี ของผมผ่านไปไวมาก ๆ ครับ”

ในช่วงแรก เอิร์ทได้พูดคุยกับนักจิตวิทยาก่อนเพื่อปรับตัวกับการอยู่ข้างใน พร้อมทั้งมองหาความชอบ เพื่อที่จะได้ส่งเสริมได้ถูกทาง

“ที่นี่ไม่ต่างจากโรงเรียนประจำ มีวิชาให้เลือกเรียนมากมาย อยู่ที่ว่าเราจะเลือกทางไหน เท่านั้นไม่พอยังสนับสนุนให้ผมเรียนจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กับศูนย์การเรียนเซนต์ยอห์นบอสโก อุปถัมภ์ด้วย”

ในพื้นที่ที่ดูเหมือนไม่มีแสงสว่าง กลับมีแสงสว่างเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ เพราะบุคลากรภายในทำงานด้วยความรักที่พร้อมขัดเกลาเด็กและเยาวชนทุกคนให้เป็นบุคคลที่ดีขึ้น พร้อมทั้งมองหา “หุ้นส่วนการศึกษา” ที่พร้อมผลักดันเด็กให้ไปถึงฝั่งฝันด้วยความชอบและศักยภาพที่มีโดยไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า ทั้งผลักดันให้เรียนจบการศึกษาภาคบังคับหรือสูงกว่า ผลักดันให้ได้ฝึกงานกับสถานประกอบการที่มีชื่อเสียงและมั่นคง ผลักดันให้รู้จักตัวเอง รู้ความต้องการ และเดินตามความฝันได้

เหล่านี้เองทำให้ท่วงทำนองของดนตรีนับร้อยพันกลับมาก้องกังวานในใจเอิร์ท เอิร์ทตัดสินใจเดินตามความฝันอีกครั้งด้วยการเข้าชมรมดนตรีและได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิปัญญากัลป์ให้มีโอกาสได้ออกมาประกวดร้องเพลงจนได้รับรางวัลชนะเลิศ ทำให้มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย มองเห็นความสามารถและมอบทุนการศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะชีวิตและการเดินตามความฝัน

พร้อมทั้งมอบโอกาสให้เรียนรู้การเป็นศิลปินฝึกหัดกับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Warner Music Thailand และได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยบูรพา คณะดนตรีและการแสดง หลังจากปล่อยตัว โดยมีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สนับสนุนทุนการศึกษาให้
🚶ถึงเวลาเดินตามฝัน

ปัจจุบัน เอิร์ทมุ่งหน้าเดินตามฝันกับการเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว ทั้งตั้งใจเรียน พยายามฝึกซ้อมด้วยตัวเอง และหากมีโอกาสก็จะไปเป็นนักดนตรีพาร์ทไทม์ตามร้านอาหาร หรือเดินสายร้องเพลงตามงานอีเวนต์ต่าง ๆ เพื่อเก็บประสบการณ์ เก็บเงินดูแลยาย และประคองความฝันไปให้ถึงฝั่ง โดยมีมูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย สนับสนุนเส้นทางการเป็นศิลปินต่อด้วยโครงการ KFC Bucket Search พาไปเรียนรู้ทักษะการเป็นศิลปินกับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมสนับสนุนให้มีเพลงเป็นของตัวเอง ซึ่งปล่อยซิงเกิลแรกในวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

“ถ้าวันนั้นไม่ได้เข้าไป ผมอาจจะไม่มีวันนี้ก็ได้”

…ทุกท่วงทำนองล้วนหลอมรวมเป็นจังหวะชีวิตที่ทำให้เอิร์ทตระหนักรู้ว่าเขาไม่ควรประมาทกับชีวิต การเข้าไปอยู่ในสถานพินิจฯ ไม่ใช่เรื่องน่ายินดี และไม่ต้องการให้ใครกระทำความผิดเหมือนอย่างที่เขาทำ แต่อย่างน้อยท่วงทำนองที่ไม่คาดฝันในระยะเวลากว่า 2 ปี ก็ทำให้เอิร์ทค้นพบว่า โอกาสล้วนมีอยู่ทุกที่ อยู่ที่เราจะกล้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคว้ามันมาเป็นกุญแจเปิดประตูไปสู่อนาคตได้ไหม และที่สำคัญคือ โอกาสจากผู้ใหญ่ที่ไม่มองว่าความผิดพลาดคือจุดจบ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น🦋
ส่วนหนึ่งจากการประชุม LEARN to RE-LIFE: ระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569
📌สามารถติดตามเรื่องราวการออกแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนผู้ก้าวพลาดได้ที่นี่
https://community.eef.or.th/learn-to-re-life/
#กสศ #การเรียนรู้ตลอดชีวิต #ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น #ลดความเหลื่อมล้ำ #แก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น

ทุนเสมอภาค : หลักประกันโอกาสที่ช่วยให้เด็กยากจนพิเศษ 1.39 ล้านคน ยังได้เรียนต่อเด็กคนหนึ่งอาจกำลังเสี่ยงหลุดจากระบบการศึ...
19/06/2026

ทุนเสมอภาค : หลักประกันโอกาสที่ช่วยให้เด็กยากจนพิเศษ 1.39 ล้านคน ยังได้เรียนต่อ
เด็กคนหนึ่งอาจกำลังเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาเพราะค่าเดินทาง ค่าอาหาร หรือภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน แต่เมื่อพวกเขาถูกมองเห็นและส่งต่อความช่วยเหลือได้ทันเวลา โอกาสในการเรียนรู้ก็ยังคงดำเนินต่อไป
กสศ. สนับสนุนการใช้นวัตกรรมการคัดกรองความยากจนด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม (Proxy Means Test: PMT) ร่วมกับสถานศึกษา 6 สังกัดทั่วประเทศ โดยมีครูกว่า 400,000 คน ร่วมค้นหาและคัดกรองเด็กและเยาวชนที่ต้องการความช่วยเหลือ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่มีความจำเป็นมากที่สุด
จากกระบวนการดังกล่าว กสศ. ได้สนับสนุน “เงินอุดหนุนทุนเสมอภาค” แก่นักเรียนยากจนร้อยละ 15 ล่างสุด ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 1,392,323 คน ครอบคลุมสถานศึกษากว่า 28,927 แห่งทั่วประเทศ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือน และสนับสนุนให้เด็กสามารถมาเรียนได้อย่างต่อเนื่อง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า การช่วยเหลือที่ตรงเป้าหมายสามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเด็กได้จริง

• นักเรียนที่ได้รับทุนเสมอภาคมีอัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษาสูงถึง 97.08%

• การได้รับทุนอย่างต่อเนื่องส่งผลเชิงบวกต่อพัฒนาการทางร่างกาย โดยเฉพาะเด็กอายุ 6–11 ปี และช่วยเพิ่มอัตราการมาเรียนของเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา เฉลี่ย 7–12 วันต่อภาคเรียน

• นักเรียนยากจนและยากจนพิเศษที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา 2564 จำนวน 167,989 คน สามารถก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยและยืนยันสิทธิ์ผ่านระบบ TCAS68 ได้ถึง 21,079 คน หรือ ร้อยละ 12.55
เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ คือโอกาสของเด็กกว่า 1.39 ล้านคนที่ยังได้เรียนต่อ ยังมีความฝัน และยังมีอนาคตให้ก้าวเดิน และที่สำคัญคือคุณครูจากทั่วประเทศที่เสียสละแรงกาย แรงใจ ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและคัดกรอง เพื่อช่วยเหลือให้เด็กได้ก้าวเดินต่อไปได้
เพราะความเสมอภาคทางการศึกษาคือการทำให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสที่จำเป็นต่อการเดินต่อบนเส้นทางการเรียนรู้ของตนเอง

#กสศ #ความเสมอภาคทางการศึกษา #ทุนเสมอภาค #เพราะมองหาจึงมองเห็น

“การพัฒนาทุนมนุษย์ เป็นหนึ่งคำตอบสำคัญของการพัฒนาประเทศ”…นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดควา...
19/06/2026

“การพัฒนาทุนมนุษย์
เป็นหนึ่งคำตอบสำคัญของการพัฒนาประเทศ”


นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาทักษะเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ. กล่าวถึงการพัฒนาทุนมนุษย์ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาประเทศ ยิ่งในปัจจุบันที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย การพัฒนาคนให้เป็นคนเก่งและคนดีจึงมีความสำคัญ

ซึ่งการทำงานกับผู้ก้าวพลาดถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของ กสศ. ที่ได้รวบรวมสรรพกำลัง พลังภาคีจากทุกภาคส่วนมาร่วมกันสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ยืดหยุ่นเพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืนด้วยการให้โอกาสผู้ก้าวพลาดได้เรียนรู้ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ควบคู่กับการพัฒนาตนเอง เพื่อปรับเปลี่ยนพฤตินิสัยให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้

ทั้งนี้ “การพัฒนาทุนมนุษย์” เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญสำหรับการร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) ดังนั้นการพัฒนาและให้โอกาสผู้ก้าวพลาดได้เริ่มต้นชีวิตใหม่จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยมีทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งเพิ่มขึ้นจำนวนไม่น้อย เพราะผู้ก้าวพลาดส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่พัฒนาไม่ได้ ซึ่งเขาอาจเป็นผลจากมรดกตกทอดของความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว ปัญหาการเข้าไม่ถึงการศึกษา ฯลฯ ที่ผลักให้เขาไม่มีทางเลือกในชีวิตจึงต้องกระทำความผิด และเมื่อพ้นโทษมาแล้ว หากสังคมไม่ยอมรับ ก็จะทำให้เขาขาดโอกาสในการที่จะมีชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสุดท้ายต้องหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก กลายเป็นวังวนซ้ำเดิมไม่รู้จบ หนำซ้ำยังส่งผลกระทบต่อสังคมเป็นวงกว้างด้วย

ดังนั้น การทำงานกับเรือนจำ หรือสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน นับเป็นด่านแรกที่สำคัญที่จะพัฒนาคนเหล่านี้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้ โดยเฉพาะการพัฒนาด้านจิตใจ และการเปลี่ยนพื้นที่ควบคุมให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ รวมถึงการร่วมมือกับภาคีเพื่อติดตามดูแลหลังปล่อยตัวอย่างใกล้ชิดด้วยการลงไปทำงานกับสังคม ชุมชน ที่พวกเขาเหล่านี้ต้องกลับไปอยู่ หรือแม้แต่การสร้างความเข้าใจกับครอบครัวก็นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง

และข้อเสนอแนะอีกอย่างที่น่าสนใจคือ “การทำงานกับองค์กรศาสนา” เพราะเชื่อว่า ศาสนาและความเชื่อล้วนฝังอยู่ในจิตใจคน หากเราสามารถทำงานกับผู้นำศาสนาต่าง ๆ ได้ จะเป็นการช่วยกล่อมเกลาให้ผู้ก้าวพลาดเปลี่ยนแปลงได้อีกทางหนึ่ง “ผมเชื่อว่า ความเชื่อจะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้”

“การเปลี่ยนใจคน การสร้างการยอมรับ และการสร้างโอกาสให้เขาสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้นั้นสำคัญที่สุด เพราะหากเขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เชื่อว่าเขาสามารถทำสิ่งดีได้ และมีคนเชื่อมั่นในตัวเขา ไว้วางใจเขา เขาก็จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้”

ฉะนั้น มนุษย์ทุกคนในประเทศไทยควรได้รับโอกาสในการดูแลและพัฒนา ไม่เฉพาะช่วงชีวิตใดชีวิตหนึ่ง แต่เป็นทุกช่วงของการเติบโต ตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งสูงอายุ “เพราะทุกคนมีคุณค่าและทุกคนควรมีโอกาส” หากเราดูแลเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งก็อาจจะเกิดปัญหาในช่วงนั้น ๆ แล้วปัญหาก็จะตกทอดเป็นมรดกมารุ่นสู่รุ่นไม่รู้จบ

ดังนั้นการพัฒนาทุนมนุ๋ษย์ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ทุกคนต้องช่วยกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันครอบครัว ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่หล่อหลอมคนได้ดีที่สุด เพราะหากครอบครัวอบอุ่น เข้มแข็ง เป็นพื้นที่ปลอดภัย และที่สำคัญ ดูแลกันด้วยความรัก ลูกหลานที่อยู่ในครอบครัวนั้นก็จะไม่กระทำความผิด เพราะทุกคนในครอบครัวล้วนพึ่งพาได้ กลับกันหากเขารู้สึกว่าไม่มีใครรัก เขาย่อมไม่รักคนอื่น ไม่รักสังคม ไม่รักสิ่งแวดล้อม เกิดเป็นการสร้างปัญหาเรื้อรัง

แต่เมื่อเขากระทำความผิดแล้วต้องก้าวเข้ามาอยู่หลังกำแพง หน้าที่ของพวกเราคือ “ต้องป้องกันและฟื้นฟู” ไม่ใช่การลงโทษเพียงอย่างเดียว ซึ่งวิธีนี้จะเป็นวิธีที่สร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ที่ดีให้กับประเทศได้ เพราะเราพัฒนาเขาด้วยใจ เพื่อให้เขาสำนึกและไม่ก้าวพลาดซ้ำอีก

“ผมมั่นใจว่า การงอกงามใหม่ของผู้ก้าวพลาดจะเป็นวิถีทางหนึ่งในการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ไม่เสียเปล่า เพราะเขายังต้องมีชีวิตอยู่อีกยาวไกล ถ้าเขาออกมาแล้วเป็นคนดี มีคุณภาพ จะเป็นพลังแก้ไขและขับเคลื่อนประเทศได้ดีด้วยซ้ำ”

หากเราร่วมมือกันพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะกับผู้ก้าวพลาด ด้วยใจและการให้โอกาสเพื่อให้เขามีชีวิตใหม่เช่นนี้ ประเทศไทยจะได้คนที่มีคุณภาพ และทำให้ประเทศเจริญได้อย่างแน่นอน
ส่วนหนึ่งจากการประชุม LEARN to RE-LIFE: ระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569
📌สามารถติดตามเรื่องราวการออกแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนผู้ก้าวพลาดได้ที่นี่
https://community.eef.or.th/learn-to-re-life/
#กสศ #การเรียนรู้ตลอดชีวิต #ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น #ลดความเหลื่อมล้ำ #แก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น

⭐️ทบทวน สานพลัง ออกแบบทิศทางการทำงานอย่างมีความหมาย…จบไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการปรับปรุงข้อเสนอโครง...
18/06/2026

⭐️ทบทวน สานพลัง
ออกแบบทิศทางการทำงานอย่างมีความหมาย


จบไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการปรับปรุงข้อเสนอโครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ปี 2569 ภาคเหนือ ณ โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-18 มิถุนายน 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจและแนวทางการปฏิบัติร่วมกระบวนการพัฒนาและปรับปรุงข้อเสนอโครงการฯ เพื่อเตรียมความพร้อมการปรับปรุงข้อเสนอโครงการฯ และเพื่อออกแบบกระบวนการและพัฒนาเครื่องมือการดำเนินการปรับปรุงข้อเสนอโครงการฯ
ภายในงานได้รับเกียรติจาก “นายภัทระ คำพิทักษ์” ที่ปรึกษากรรมการบริหารและอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ. “นายโชคชัย ลิ้มประดิษฐ์” อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาทักษะเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ. “ดร.สมคิด แก้วทิพย์” ผู้จัดการโครงการฯ “ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บงกชรัตน์ ล้ำเลิศ” ผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ. ร่วมด้วยคณะหนุนเสริมวิชาการภาคเหนือร่วมกันสานพลังให้งานครั้งนี้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันและปลดล็อกข้อจำกัดในการทำงานเพื่อนำไปสู่การสร้างโอกาสแห่งความเสมอภาคให้กับชีวิตผู้คน
โดยคณะหนุนเสริมวิชาการภาคเหนือ นำโดยนายชีวัน ขันธรรม ได้ชวนหน่วยจัดการเรียนรู้ภาคเหนือทั้ง 28 โครงการฯ ครอบคลุมพื้นที่ดำเนินงาน 6 จังหวัด แบ่งเป็นหน่วยจัดการเรียนรู้นวัตกรรมต่อเนื่อง 20 โครงการฯ และหน่วยจัดการเรียนรู้ทั่วไป 8 โครงการฯ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในการทำงานและทบทวนความเข้าใจกระบวนการทำงานก่อนจะปรับปรุงข้อเสนอโครงการฯ โดยเริ่มจากการทบทวนเป้าหมายให้ชัด ตั้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เรียนรู้วิธีการค้นหาผู้ร่วมเรียนรู้ด้วยระบบ iSEE พร้อมทั้งออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์นั้น ๆ รวมถึงมองไกลถึงผลลัพธ์และตัวชี้วัดเพื่อตอบโจทย์ชีวิตผู้คนให้เกิดความเสมอภาคอย่างแท้จริง
“เพราะความเสมอภาคจะทำให้เกิดสังคมใหม่ที่พร้อมรองรับผู้คนให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีคิดวิธีการเพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนได้ ซึ่งคนทำงานต้องเรียนรู้ที่จะนำวิชาการมาผสานกับชีวิตจริงให้ลงตัว โดยที่ผู้ร่วมเรียนรู้ไม่รู้สึกแปลกแยก แต่รู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียว” ดร.สมคิด แก้วทิพย์ ผู้จัดการโครงการฯ
“ผมขอชื่นชมทุกหน่วยจัดการเรียนรู้ที่มีใจอยากสร้างโอกาสดี ๆ ร่วมกัน โดยเฉพาะหน่วยจัดการเรียนรู้นวัตกรรมต่อเนื่องที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองและปรับเปลี่ยนผู้คนได้ด้วยการศึกษาเรียนรู้ที่นำทางชีวิตไปสู่ความความสำเร็จ และอยากให้หน่วยจัดการเรียนรู้นวัตกรรมต่อเนื่องสานต่องานนี้ด้วยการเป็นพี่เลี้ยงให้หน่วยจัดการเรียนรู้ทั่วไปได้ค้นพบคำตอบของการช่วยเหลือผู้คนต่อไปในอนาคต โดยมีพี่เลี้ยงแต่ละภาคคอยหนุนเสริม” นายโชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ อนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาทักษะเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กสศ.
กสศ. ขอขอบคุณทุกหน่วยจัดการเรียนรู้ที่มาร่วมถักทอความรู้ให้การทำงานมีคุณค่าและความหมาย🦋
📍ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมติดตามต่อไปว่าการเรียนรู้ครั้งนี้จะ Unlock โจทย์ชีวิตใดบ้างไปพร้อมกันกับเราได้ที่นี่!
#กสศ. #กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา #ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น #ระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ #แก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น

เปลี่ยนการเงินให้เป็นเรื่องง่าย: ปลดล็อกทักษะการบริหารจัดการชีวิต และยกระดับธรรมาธิบาลสู่ความยั่งยืน …นายอัครราช ปาลาศ ท...
18/06/2026

เปลี่ยนการเงินให้เป็นเรื่องง่าย:
ปลดล็อกทักษะการบริหารจัดการชีวิต และยกระดับธรรมาธิบาลสู่ความยั่งยืน

นายอัครราช ปาลาศ ที่ปรึกษาด้านการเงินและบัญชี บริษัท มายด์เมอร์จ คอนซัลแทนท์ จำกัด เน้นย้ำว่า ทักษะการเงินและบัญชีไม่ได้มีไว้แค่สำหรับทำรายงาน แต่เป็นเครื่องมือบริหารจัดการชีวิตที่เข้าใจง่าย หากหน่วยจัดการเรียนรู้สามารถจัดการบัญชีและงบประมาณได้ ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ก็จะช่วยสร้างวินัยทางการเงินและมองเห็นช่องทางในการสร้างอาชีพและรายได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ การจัดการการเงินที่เป็นระบบยังเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่ "การมีธรรมาธิบาลที่ดี" ในการทำงานของหน่วยจัดการเรียนรู้ ช่วยให้การบริหารงบประมาณเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งความซื่อสัตย์และการมีธรรมาธิบาลนี้เอง จะเป็นกุญแจสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้โครงการสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
“เรื่องการเงินและบัญชี ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเข้าใจยาก แต่คือทักษะชีวิตพื้นฐานที่ทุกคนเริ่มต้นทำได้ง่าย ๆ เมื่อเราเปลี่ยนตัวเลขให้เป็นเรื่องง่าย จะช่วยให้หน่วยจัดการเรียนรู้จัดระเบียบบัญชี และวางแผนโครงการได้อย่างมีทิศทาง เมื่อเราเปลี่ยนระบบการเงินให้เป็นเครื่องมือที่เอื้อต่อการปฏิบัติงาน จะช่วยให้หน่วยจัดการเรียนรู้สามารถควบคุมทิศทางงบประมาณ จัดระเบียบทางบัญชี และวางแผนบริหารโครงการได้อย่างแม่นยำ ทรงประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้ ความโปร่งใสในทุกกระบวนการนี้เอง คือการวางรากฐาน ‘ธรรมาธิบาลที่ดี’ ให้กับโครงการ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเชื่อมั่นในการทำงาน แต่ยังเป็นต้นแบบและส่งต่อองค์ความรู้ด้านการจัดการชีวิตที่มั่นคงและซื่อตรงไปสู่แรงงานนอกระบบและครัวเรือนกลุ่มเป้าหมายให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”
เวทีปฏิบัติการในครั้งนี้จึงมุ่งเป้าไปที่การปรับปรุงข้อเสนอโครงการฯ เพื่อส่งต่อ ‘ชุดความรู้ที่ย่อยง่ายและนำไปใช้ได้จริง ให้หน่วยจัดการเรียนรู้นำไปถ่ายทอดต่อ เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้มีทักษะอาชีพและทักษะชีวิตที่พึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน
ส่วนหนึ่งจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ปรับปรุงข้อเสนอโครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับประชากรวัยแรงงานนอกระบบและครัวเรือนที่มีแนวโน้มกลายเป็นครัวเรือนยากจนข้ามรุ่น ปี 2569” ณ โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 13-15 มิถุนายน 2569
#กสศ. #กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา #ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น #ระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ #แก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น

หัวใจของการจัดการเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน…คือการปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี……….การขับเคลื่อนงานด้านการเรีย...
18/06/2026

หัวใจของการจัดการเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน…
คือการปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
……….
การขับเคลื่อนงานด้านการเรียนรู้ในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่เพียงเฉพาะกระบวนการจัดการเรียนรู้เท่านั้น แต่รวมถึงระบบสนับสนุนการทำงานที่ต้องมีความยืดหยุ่น คล่องตัว และตอบโจทย์การดำเนินงานของหน่วยจัดการเรียนรู้มากขึ้น
หัวใจของการจัดการเรียนรู้ในยุคปัจจุบัน คือการปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (IT) ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เครื่องมือการสอนในห้องเรียนเท่านั้น แต่รวมถึง ‘ระบบสนับสนุน’ หลังบ้านที่ต้องก้าวสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
กสศ. จึงได้พัฒนา ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการโครงการออนไลน์ เพื่อเชื่อมโยงขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ ไว้ในระบบเดียว โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้แทนเอกสาร ปรับกระบวนการทำงานให้สอดรับกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้หน่วยจัดการเรียนรู้สามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว มีประสิทธิภาพ และมีเวลามากขึ้นสำหรับภารกิจสำคัญในการสร้างโอกาสทางทางการเรียนรู้ให้กับผู้คน
นางสาวจันทนา นุชพงษ์ หัวหน้าฝ่ายพัสดุ สัญญา และอาคารสถานที่ สำนักบริหารทั่วไป กสศ. กล่าวว่า “การพัฒนาระบบบริหารจัดการไม่ใช่เพียงแค่การลดขั้นตอนทางเอกสาร แต่คือการคืนเวลา ทรัพยากร และพลังของคนทำงานให้สามารถกลับไปสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับชีวิตผู้คนได้อย่างแท้จริง เมื่อกระบวนการทำงานทั้งหมดเชื่อมโยงอยู่บนระบบเดียวกัน ความคล่องตัวที่เกิดขึ้นจะช่วยให้หน่วยจัดการเรียนรู้ มีความพร้อมในการออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต และร่วมสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ร่วมเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ”
เพราะระบบที่ดีไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่ทำให้งานเดินหน้าได้เร็วขึ้น แต่ยังช่วยคืนเวลาและพลังให้คนทำงานได้กลับไปทุ่มเทกับสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต และร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้นกับผู้คนและชุมชนอย่างยั่งยืน
#กสศ. #กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา #การบริหารจัดการ

Learn to Re-Life: ปลดล็อกศักยภาพมนุษย์ สู่ระบบนิเวศการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน “การคืนสู่สังคมไม่ค...
17/06/2026

Learn to Re-Life: ปลดล็อกศักยภาพมนุษย์ สู่ระบบนิเวศการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน
“การคืนสู่สังคมไม่ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง”
ประโยคนี้คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเท่าเทียมในสังคม เป็นเวลานานที่ระบบมองการจำกัดอิสรภาพเป็นเพียงการลงโทษ ส่งผลให้เมื่อบุคคลได้รับอิสรภาพกลับคืนมา การเริ่มต้นชีวิตใหม่อาจไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
หากสังคมยังขาด “Learn to Re-Life” หรือระบบนิเวศการเรียนรู้ที่พร้อมโอบรับ บุคคลเหล่านี้ยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ครอบครัวที่เปราะบาง การขาดโอกาสทางอาชีพ และอคติทางสังคม จนหลายคนไม่สามารถตั้งหลักชีวิตใหม่ได้ และนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่ไร้จุดสิ้นสุด

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะลงโทษอย่างไร” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างยั่งยืน”
จากโจทย์ปัญหาดังกล่าว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเล็งเห็นว่าผู้ต้องขังและเยาวชนที่ก้าวพลาดมักเป็นกลุ่มคนที่ถูกละเลยจากสังคม จึงทรงเข้ามาสนับสนุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกลุ่มนี้ผ่าน “โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดีเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2562 เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังในเรือนจำให้เข้าถึงบริการด้านการรักษาพยาบาลเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป เน้นการป้องกันและควบคุมโรค การส่งเสริมสุขภาพ และการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึง การจัดหาเครื่องมือแพทย์ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งกายและใจเมื่อพ้นโทษออกมาสู่สังคมภายนอกได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันดำเนินงานมาถึงระยะที่ 4 เพื่อการคืนคนดีสู่สังคม คือการส่งเสริมให้ผู้ต้องขังมีความรู้ ไม่ว่าจะเป็นสายสามัญหรือสายอาชีพ ทั้งยังมีการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อเตรียมความพร้อมที่ออกไปสู่สังคม
ด้วยพระกรณียกิจและคุณูปการที่มีต่อผู้ต้องราชทัณฑ์ การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 จึงนับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมไทย และเพื่อรำลึกถึงพระกรณียกิจและคุณูปการของพระองค์ท่านที่มีต่อผู้ต้องราชทัณฑ์ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับเรือนจำกลางอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และบริษัท อัตลักษณ์ จำกัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) มูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต และภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้ต้องราชทัณฑ์มีความรู้ทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต จึงขอนำเสนอชุดความรู้ที่เกิดขึ้นจากเวทีเสวนาเรื่อง “Learn to Re-Life: ระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อการคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน” ที่จัดขึ้น เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ที่รวบรวมผู้ปฏิบัติงานจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งกรมราชทัณฑ์ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ภาคประชาสังคม และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกันถอดบทเรียนและออกแบบอนาคตใหม่ของการคืนคนสู่สังคม เพื่อสานต่อพระปณิธานของพระองค์ท่านต่อไป
จาก “การลงโทษ” สู่ “การพัฒนาคน”

นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบายว่า ภารกิจของเรือนจำไทยในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากอดีตที่มีเป้าหมายหลักคือ การควบคุมผู้กระทำผิดให้อยู่ภายใต้คำพิพากษาของศาล แต่ปัจจุบันคือ การเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังสามารถกลับออกไปใช้ชีวิตในสังคมได้อีกครั้ง ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ได้พยายามพัฒนากระบวนการฟื้นฟูในหลากหลายมิติ ทั้งการศึกษา การฝึกอาชีพ การพัฒนาพฤติกรรม การสร้างวุฒิภาวะทางอารมณ์ รวมถึงการดูแลสุขภาวะทางกายและจิตใจ โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจาก “โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดีเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ในพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้สังคมไทยมองเห็นคุณค่าของการฟื้นฟูผู้ต้องขัง และมองผู้ก้าวพลาดในฐานะมนุษย์ที่ยังสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้
ขณะเดียวกัน “โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความดีเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ” ได้เข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังผ่านการพัฒนาระบบสาธารณสุขภายในเรือนจำอย่างเป็นระบบเมื่อแนวคิดด้านสุขภาวะถูกเชื่อมโยงเข้ากับการเรียนรู้ จึงเกิดเป็นแนวคิดมองการฟื้นฟูอย่างรอบด้านมากกว่าการฝึกอาชีพเพียงอย่างเดียว เพราะผู้ต้องขังจำนวนมากไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นอาชญากร หากแต่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ขาดทักษะชีวิต และเผชิญความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น หากช่วงเวลาระหว่างการต้องโทษสามารถเปลี่ยนให้เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ได้ ก็จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นทั้งกับตัวบุคคลและสังคมโดยรวม
“ประเทศไทยมีเรือนจำ 143 แห่งทั่วประเทศ และมีผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัวปีละประมาณ 200,000 คนตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าจำนวนบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในแต่ละปีเสียอีก หากคนกลุ่มนี้ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ พวกเขาอาจกลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ แต่หากไม่ได้รับโอกาสที่เหมาะสม ก็อาจย้อนกลับเข้าสู่วงจรเดิมและสร้างต้นทุนทางสังคมมหาศาล”
ปัญหาการกระทำผิดซ้ำ: โจทย์ใหญ่ที่ระบบยุติธรรมต้องเผชิญ

นายธนะชัย สุนทรเวช ผู้จัดการอาวุโสด้านการพัฒนาหุ้นส่วนทางสังคมและการมีส่วนร่วม สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่สุดของระบบยุติธรรมไทย คือการลดการกระทำผิดซ้ำ ประเทศไทยยังคงมีจำนวนผู้ต้องขังในสัดส่วนที่สูงที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน แม้จะมีจำนวนประชากรน้อยกว่าหลายประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การลงโทษเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน TIJ จึงศึกษาประสบการณ์จากหลายประเทศทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จในการลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ และพบว่าปัจจัยสำคัญไม่ใช่ความเข้มงวดของบทลงโทษ แต่คือคุณภาพของการเตรียมความพร้อมก่อนคืนคนสู่สังคม

“สิ่งที่เป็นแผลใจสำคัญของผู้พ้นโทษคือ การไม่ยอมรับจากสังคม การติดประวัติอาชญากรรม และการตามไม่ทันโลกภายไนอก ความโดดเดี่ยวนี้เองที่ทำให้พวกเขามักถูกดึงเข้าสู่วังวนเดิม”

TIJ จึงได้พัฒนาโมเดล “โรงเรียนตั้งต้นดี” ในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อเป็นทั้งโรงเรียนและครอบครัวโอบรับผู้ไม่มีที่ไปโดยไม่เกี่ยงประเภทคดี ภายในระยะเวลา 8 เดือน ผู้เข้าร่วมจะได้รับการขัดเกลาพฤติกรรมผ่านกระบวนการเยียวยาจิตใจและลบล้างพฤติกรรมความรุนแรงที่ติดมาจากความแออัดในคุก ก่อนจะก้าวเข้าสู่การฝึกทักษะวิชาชีพในสถานที่จริง ควบคู่กับการร่วมมือกับแบรนด์เอกชนชั้นนำ ผลลัพธ์คือสามารถลดการกระทำผิดซ้ำให้เหลือเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเกือบสามปี และสร้างผลตอบแทนทางสังคมได้อย่างคุ้มค่า เงินทุกบาทที่ลงทุนไปงอกเงยเป็นประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศถึงแปดเท่า
การคืนคนสู่สังคม...เริ่มต้นจากการยอมรับความเป็นมนุษย์

แม้การศึกษา การฝึกอาชีพ และการพัฒนาทักษะชีวิตจะมีความสำคัญเพียงใด แต่สิ่งสำคัญที่คนทำงานไม่ควรมองข้ามคือ “ทัศนคติ” ซึ่งในประเด็นนี้ นางยุพดี สิริรัชต์กุล นายกสมาคมสตรีไทยคาทอลิก ได้เล่าถึงประสบการณ์การทำงานกับผู้ก้าวพลาดมากว่า 30 ปี ผ่านเครือข่ายอาสาสมัครใน 11 สังฆมณฑลทั่วประเทศว่า ความยากลำบากของผู้พ้นโทษไม่ได้อยู่ที่การขาดทักษะเพียงอย่างเดียว แต่คือการถูกปฏิเสธจากสังคม
หลายคนพ้นโทษออกมาแล้วแต่ไม่สามารถหางานทำได้ หลายคนไม่กล้ากลับบ้านเพราะกลัวสายตาของคนในชุมชน
บางคนสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเองจนไม่กล้าเริ่มต้นชีวิตใหม่ การฟื้นฟูชีวิตผู้ก้าวพลาดไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากสังคมยังมองพวกเขาผ่านอดีตเพียงอย่างเดียว

“หัวใจของการทำงานจึงอยู่ที่การสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และการยอมรับคุณค่าความเป็นมนุษย์

เพราะทุกคนต่างเคยทำผิดพลาดในชีวิต เพียงแต่บางความผิดพลาดถูกบันทึกไว้ในระบบยุติธรรม ขณะที่บางความผิดพลาดไม่ได้ถูกมองเห็น หากสังคมสามารถมองเห็นความเป็นมนุษย์มากกว่าความผิดพลาด การเริ่มต้นใหม่ก็จะเกิดขึ้นได้จริง”
เมื่อเรือนจำกลายเป็น “พื้นที่สร้างโอกาสและอนาคต”

หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือการดำเนินงานของเรือนจำกลางสมุทรสงคราม ซึ่งนำทรัพยากรท้องถิ่นมาสร้างโอกาสการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่ผู้ต้องขัง

นายนิติธร กันทิยะ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เรือนจำกลางสมุทรสงคราม เล่าว่า เรือนจำกลางสมุทรสงครามเป็นเรือนจำแห่งเดียวของประเทศที่มีนาเกลืออยู่ภายในพื้นที่ จึงนำจุดแข็งดังกล่าวมาต่อยอดเป็นกิจกรรมฝึกอาชีพและพัฒนาเป็น “ชมเกลือคาเฟ่” พื้นที่ฝึกงานจริงสำหรับผู้ต้องขังที่กำลังเตรียมตัวกลับคืนสู่สังคม

แนวคิดสำคัญของโครงการเกิดขึ้นจากการตระหนักว่า การเรียนในห้องอบรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่ได้มีโอกาสนำความรู้ไปปฏิบัติจริง ทักษะที่ได้รับก็อาจเลือนหายไป ผู้ต้องขังจึงมีส่วนร่วมตั้งแต่การสร้างร้าน ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งสถานที่ ไปจนถึงการบริหารจัดการและให้บริการลูกค้า ทำให้ได้เรียนรู้ทั้งทักษะอาชีพ วินัยการทำงาน การทำงานเป็นทีม และการปรับตัวกับสังคมภายนอก

ความสำเร็จของชมเกลือคาเฟ่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเรือนจำและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดที่เข้ามาช่วยพัฒนาระบบบริหารจัดการและมาตรฐานการบริการ เพื่อให้สถานที่แห่งนี้เป็นมากกว่าพื้นที่ฝึกงาน แต่เป็นสถานประกอบการที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกับภาคธุรกิจจริง ซึ่งนอกจากทักษะอาชีพแล้ว ผู้ต้องขังยังได้รับรายได้จากการทำงานตามหลักเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ หลายคนมีเงินออมสะสมเป็นทุนตั้งต้นสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังพ้นโทษ ขณะที่บางคนได้รับการติดต่อจากผู้ประกอบการร้านอาหารและร้านกาแฟให้เข้าทำงานทันทีเมื่อพ้นโทษ สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อสังคมได้เห็นศักยภาพที่แท้จริง อคติต่อผู้พ้นโทษก็สามารถลดลงได้ ความสำเร็จดังกล่าว เรือนจำกลางสมุทรสงครามยังต่อยอดไปสู่กิจกรรมฝึกอาชีพอื่น ๆ เช่น คาร์แคร์ นาเกลือ และโรงน้ำปลาปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นการนำปัญหาสิ่งแวดล้อมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยผู้ต้องขังได้เรียนรู้กระบวนการผลิตจริงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จนผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

“ตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ยอดขายหรือจำนวนผู้เข้าใช้บริการ แต่คือการที่ผู้ต้องขังที่ผ่านกระบวนการฝึกอาชีพและออกไปทำงานภายนอกยังไม่พบการกระทำผิดซ้ำ ที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์สามารถทำได้เพียง “ครึ่งทาง” เท่านั้น เพราะแม้เรือนจำจะช่วยพัฒนาทักษะและเตรียมความพร้อมได้ แต่ช่วงเวลาหลังพ้นโทษยังเป็นความท้าทายสำคัญ ผู้พ้นโทษจำนวนมากยังขาดงาน ขาดทุนตั้งต้น และเผชิญอคติจากสังคม จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และชุมชนในการช่วยสร้างโอกาสต่อยอดชีวิต การคืนคนสู่สังคมอย่างยั่งยืนไม่ใช่หน้าที่ของเรือนจำเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างโอกาสครั้งใหม่ให้ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตอีกครั้งอย่างแท้จริง”
เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ใช่ผู้คุม แต่เป็นนักจัดการเรียนรู้

นายอธิกาญจน์ วงศรีวอ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เรือนจำกลางอุดรธานี กล่าวเสริมว่า หากผู้ก้าว พลาดถูกคุมขังโดยไร้การพัฒนา เมื่อออกสู่สังคม ผลกระทบย่อมไม่หยุดอยู่แค่ตัวเขา “กุญแจ 3 ดอก” จึงเป็นคำตอบของการพัฒนา ด้วยการเปลี่ยนจากผู้ก้าวพลาดให้ก้าวไปข้างหน้า เปลี่ยนผู้คุมให้กลายเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ เปลี่ยนพื้นที่ปิดให้กลายเป็นพื้นที่รวมพลังทุกภาคส่วน ร่วมสร้างนิเวศการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นไปด้วยกัน เพราะการพัฒนาคน ไม่เพียงลดการกระทำผิดซ้ำ แต่ยังสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนและสังคมในระยะยาว

ดังนั้น “จับแล้วจบ” อาจเป็นมิติมุมมองของผู้คนในระยะสั้น แต่ข้อเท็จจริงในสังคม คือ จับแล้วไม่ได้จบแค่นั้น หากบุคคลนั้นอยู่ตัวคนเดียว อาจจะไม่ส่งกระทบมากนัก แต่หากเขาเป็นสมาชิกของครอบครัว ไม่ว่าจะในฐานะบิดา มารดา หรือบุตร การคุมขังโดยปราศจากกระบวนการพัฒนา ย่อมส่งผลกระทบตามมามากมาย อันดับแรกคือ หากผู้ต้องขังไม่ได้รับการพัฒนาให้เห็นคุณค่าในตนเองและสามารถสร้างคุณค่าให้กับชุมชนได้ ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจไม่เพียงเป็นการกระทำผิดซ้ำ แต่ยังนำไปสู่การถ่ายทอดวงจรปัญหาสู่ลูกหลานไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจนข้ามรุ่น การขาดคนดูแล หรือร้ายที่สุดก็ในฐานะ “ว่าที่ผู้ต้องขังในอนาคต”

กุญแจ 3 ดอกทำให้ทุกภาคส่วนสามารถบูรณาการการทำงานร่วมกัน แต่ละคนต่างก็ประยุกต์ใช้ความเชี่ยวชาญของตนเองมาทำงานร่วมกันเพื่อให้ผู้ต้องขังไม่กระทำผิดซ้ำ ซึ่งแม้อาจจะป้องกันไม่ได้ร้อยละ 100 แต่สิ่งที่เขาจะมีแน่ ๆ คือ ภูมิคุ้มกัน ทั้งต่อตัวเอง ครอบครัว และชุมชน และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี สิ่งที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไปคือ “คุณค่าในตัวเอง” ในบทบาทหน้าที่ของเรือนจำต้องช่วยให้ผู้ต้องขังค้นหาและมองเห็นคุณค่าในตัวเอง เพื่อให้เขายอมรับตัวตน และยอมเปิดใจเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อีกทั้งสิ่งที่สำคัญคือ คนทำงานต้องเข้าใจว่าคนทุกคนล้วนมีความแตกต่างและซับซ้อน ดังนั้นจะทำงานเพียงผิวเผินไม่ได้ หากอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต้องร่วมกันสร้าง ซึ่งเรือนจำกลางอุดรธานีได้เปลี่ยนแปลงผู้ต้องขังด้วยการเปลี่ยน “ผู้คุม” เป็น “ผู้อำนวยการจัดการเรียนรู้” เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นให้กับผู้ต้องขังภายใต้ความซับซ้อนที่แต่ละคนพบเจอด้วย “ภูมิอุดรวิชชาลัย” ซึ่งเป็นคำตอบของการทำงานกับผู้ต้องขังที่ตอบโจทย์ที่สุด เพราะไม่เพียงจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของผู้ต้องขังเท่านั้น แต่ยังผลักดันให้พวกเขามีที่พักพิงทางสังคมในยามพ้นโทษและคอยติดตามดูแลเป็นระยะ

“ความยืดหยุ่นไม่ใช่การด้อยคุณภาพ แต่คือการเข้าถึงแก่นแท้ของคุณค่าคน โดยเรือนจำไม่ได้ยืดหยุ่นแค่กับผู้ต้องขังหรือหลักสูตร แต่กับผู้คุมและเจ้าหน้าที่ในเรือนจำก็พร้อมที่จะยืดหยุ่นไปด้วย ในเส้นทางการทำงานสำคัญที่สุดคือการปรับวิธีคิดด้วยความเชื่อว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใครได้ นอกจากเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ดังนั้น จึงต้องสร้างการเรียนรู้ให้คนเปิดใจ และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง โดยไม่ควบคุม แต่คอยสนับสนุนและอำนวยการเรียนรู้ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในที่สุด”
ใช้ “การศึกษาที่ใช่” ตัดวงจรผู้ก้าวพลาด: โจทย์ใหญ่ในการเปลี่ยนกระบวนการยุติธรรมสู่ความยั่งยืน

ในมิติของกระบวนการยุติธรรมและการพัฒนาสังคม หลายคนอาจมองเรื่องการลงโทษและการควบคุมเป็นหลัก แต่สำหรับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กลับมองว่า “กระบวนการยุติธรรม” คือหนึ่งในระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สำคัญ และเป็นพื้นที่ที่ต้องใช้การศึกษาและการเรียนรู้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเสมอภาคให้กับประชากรทุกช่วงวัย เพื่อหยุดยั้งความเหลื่อมล้ำและตัดวงจรปัญหาข้ามรุ่น

นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. ได้สะท้อนภาพสถานการณ์ จุดคานงัด และทางออกในการพลิกฟื้นชีวิตผู้ก้าวพลาดผ่านมุมมองที่น่าสนใจว่า หากเราวิเคราะห์ตัวเลขเด็กและเยาวชนในระบบการศึกษาปัจจุบัน จะพบสัญญาณเตือนภัยที่น่ากังวลใจคือ กลุ่มเสี่ยงในระบบการศึกษา มีเด็กและเยาวชนที่ยากจนที่สุดของประเทศในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ถึง 1.3 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมากที่จะหลุดออกจากระบบหากไม่ได้รับการป้องกันและช่วยเหลืออย่างทันท่วงที กลุ่มที่หลุดจากระบบไปแล้ว ปัจจุบันตัวเลขลดลงจาก 1.2 ล้านคน เหลือประมาณ 600,000 คน ซึ่งแม้จะลดลงแต่ก็ยังเป็นจำนวนที่สูงมาก แต่ข้อมูลที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ 100 เปอร์เซ็นต์ ของเยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจในปัจจุบัน ล้วนเคยเป็นเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษามาก่อน

นี่คือโจทย์สำคัญที่ กสศ. พยายามหาคำตอบว่า จะทำงานเชิงป้องกันอย่างไรไม่ให้เด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดออกไป และจะดูแลกลุ่มที่หลุดไปแล้วอย่างไรไม่ให้เสี่ยงต่อการกระทำผิด จนต้องเดินเข้าสู่วังวนของการกระทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า กสศ. เชื่อมั่นว่า “การศึกษาและการเรียนรู้ที่ใช่” คือคำตอบในการแก้ไขปัญหานี้ ที่ผ่านมา การเยียวยาผู้ก้าวพลาดมักเน้นไปที่การฝึกวิชาชีพ แต่ในมุมมองของ กสศ. "อาชีพเป็นเพียงแค่เครื่องมือเท่านั้น" สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรให้เด็ก เยาวชน รวมถึงผู้ใหญ่ที่ก้าวพลาดเกิดจินตภาพใหม่ในการมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม มองเห็นทางออกและคุณค่าในตัวเอง ซึ่งการสร้างจินตภาพใหม่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวผู้ก้าวพลาด แต่ต้องเกิดร่วมกันในทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานจัดการเรียนรู้ กรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคม บริษัทเอกชน ประชาสังคม และภาครัฐ

"วิสัยทัศน์ของกระทรวงยุติธรรมในยุคนี้ก้าวหน้ามาก ที่มองว่า “การพัฒนาเป็นหนึ่งในคำตอบของการควบคุม” และเป็นคำตอบที่ยั่งยืนกว่า การทำให้ผู้ก้าวพลาดยืนได้อย่างมั่นคง จะไม่เพียงช่วยแค่ตัวเขา แต่จะช่วยตัดวงจร 'มรดกความก้าวพลาดข้ามรุ่น' ไม่ให้ส่งต่อไปถึงลูกหลานของเขาด้วย"

ทั้งนี้ นางสาวธันว์ธิดา ได้ระบุถึง “จุดคานงัด” สำคัญในการขับเคลื่อนระบบนี้ คือ การปรับเปลี่ยนระบบการเรียนรู้ในเรือนจำและสถานพินิจฯ ให้มีความยืดหยุ่นและอ่อนตัว แต่ไม่ได้แปลว่าอ่อนคุณภาพ และไม่ได้แปลว่าอ่อนการควบคุม เพื่อเปิดประตูการเรียนรู้ที่กว้างและหลากหลายกว่าเดิม เช่น ระบบเทียบโอนการศึกษาที่เปิดโอกาสให้เทียบโอนความรู้เป็นวุฒิ ม.3 หรือ ม.6 รวมถึงในสายอาชีพ การเพิ่มมูลค่าให้อาชีพ พัฒนาทักษะจากการฝึกฝีมือแรงงานธรรมดา ให้กลายเป็นการคิดวิเคราะห์ การเป็นเจ้าของกิจการ หรือการรวมกลุ่มผู้ประกอบการ โดยมีใบรับรอง ที่สังคมและภาคอุตสาหกรรมยอมรับ
กสศ. เป็นหน่วยงานเล็ก ๆ ที่มีกำลังคนจำกัด แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กสศ. ได้ทำหน้าที่เป็น "จิ๊กซอว์" ตัวหนึ่งในการจุดประกายและถักทอร้อยร่วมกับภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ อาทิ เรือนจำ สถานพินิจฯ มูลนิธิปัญญากัลป์ บริษัท อัตลักษณ์ จำกัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย และคณะหนุนเสริมต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ต้นแบบที่มีรูปธรรมและมีชีวิตจริงของเด็กและผู้ใหญ่ที่กลับตัวได้สำเร็จ

ความท้าทายในก้าวต่อไปคือ ทำอย่างไรให้ระบบและนวัตกรรมต้นแบบนี้ขยายผลไปทั่วประเทศ เพื่อกระจายพลังการทำงานให้กว้างขวางยิ่งขึ้น กสศ. ยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมทำงานในเชิง "จัดการความรู้" เพื่อถอดบทเรียนสร้างองค์ความรู้ และผลักดันให้เกิด "นโยบายที่ก้าวหน้า ควบคู่ไปกับเครื่องมือการทำงานที่ก้าวหน้า" เพื่อนำพาผู้ก้าวพลาดกลับคืนสู่สังคมได้อย่างยั่งยืนและไม่หวนกลับกระทำผิดซ้ำอีก

ที่อยู่

388 อาคารเอส. พี อาคารเอ ถนน พหลโยธิน แขวง สามเสนใน เขตพญาไท
เขตพญาไท
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6620795475

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Learn to Unlockผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง Learn to Unlock:

แชร์