14/06/2026
#เป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย
ปีนี้งานประชุม Endocrine Society ที่ Chicago มี Clinical Practice Guideline #สำหรับภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยจากความผิดปกติของสมองส่วนกลาง (Central Precocious Puberty - CPP
🤍 นิยาม CPP คือ ภาวะที่เริ่มมีการพัฒนาลักษณะทางเพศขั้นที่สองก่อนวัยอันควร (ก่อนอายุ 8 ปีในเด็กหญิง และ 9 ปีในเด็กชาย) ซึ่งเกิดจากการทำงานก่อนวัยของ hypothalamic-pituitary-gonadal (HPG) axis
🩶 CPP อาจส่งผลให้
- ส่วนสูงในวัยผู้ใหญ่เตี้ยกว่าปกติ
- มีปัญหาด้านจิตใจ
- เสี่ยงต่อโรคในกลุ่มคาร์ดิโอเมแทบอลิกและมะเร็งบางชนิดในวัยผู้ใหญ่
- การรักษาหลักที่เป็นมาตรฐานคือการใช้ยา Gonadotropin-releasing hormone (GnRH) agonists
1. การประเมินเด็กหญิงที่มีเต้านมโตช่วง 7-8 ปี
- แนะนำให้ใช้แนวทางเฝ้าระวัง (Watchful waiting)
- ด้วยการตรวจร่างกายเป็นระยะๆ ทุก 4-6 เดือน แทนการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือการถ่ายภาพรังสี ในทันที
- ข้อยกเว้น ควรประเมินทันทีหากเด็กมีเต้านมโตถึงระดับ Tanner B3 ขึ้นไป มีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วผิดปกติ (Growth acceleration), หรือมีอาการทางระบบประสาท (CNS findings) ร่วมด้วย
2. Observation period ในเด็กหญิงที่เต้านมโตก่อนวัย
- สำหรับเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 7 ปีที่มี Tanner B2 แนะนำให้สังเกตอาการเป็นเวลา 4-6 เดือน ก่อนที่จะเริ่มส่งตรวจวินิจฉัยเชิงลึก เพื่อแยกให้ชัดเจนระหว่างภาวะที่ค่อยๆ เป็น กับภาวะที่ดำเนินโรคอย่างรวดเร็ว (Slowly VS Rapid progressive puberty)
3. การวินิจฉัยโรค CPP
- แนะนำให้เริ่มประเมินด้วยการเจาะเลือดดู Basal Luteinizing Hormone (LH) ด้วยวิธี Ultrasensitive assay แทนที่จะทำแบบทดสอบกระตุ้นฮอร์โมน (GnRH/GnRHa stimulation test) ในผู้ป่วยทุกรายตั้งแต่แรก
- หากค่า Basal LH ออกมาต่ำ แต่ยังมีอาการทางคลินิกที่น่าสงสัยชัดเจน จึงค่อยพิจารณาทำแบบทดสอบ Stimulation test เป็นลำดับถัดไป
4. การประเมินรอยโรคในสมองที่เป็นสาเหตุ CPP
- ไม่แนะนำให้ทำ Brain MRI เป็น Routinely ในเด็กหญิงอายุ 6-8 ปี และเด็กชายอายุ 8-9 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น CPP หากไม่มีอาการผิดปกติทางระบบประสาท (CNS symptoms) เนื่องจากมีโอกาสพบรอยโรคที่รุนแรงได้น้อยมากในกลุ่มอายุนี้
5. การตรวจทางพันธุกรรมสำหรับ CPP
- ไม่แนะนำให้ส่งตรวจเป็น routine เช่น MKRN3, DLK1 หรือ MECP2 ในเด็กที่เป็น CPP ทุกราย
- พิจารณาทำเฉพาะในกลุ่มที่มีประวัติครอบครัว (Familial CPP) โดยอาศัยกระบวนการตัดสินใจร่วมกัน ระหว่างแพทย์และครอบครัว
6. การรักษา CPP ด้วย GnRH agonist
- แนะนำให้รักษาด้วย GnRH agonist ในเด็กส่วนใหญ่ที่เป็น CPP
- ข้อควรระวัง ผู้ป่วยบางกลุ่มอาจไม่ได้ประโยชน์จากการรักษาอย่างคุ้มค่า เช่น เด็กหญิงอายุ 7-8 ปีที่มีอาการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป (Slowly progressive CPP) หรือเด็กที่เลยจุดที่ตัวยืดเร็วไปแล้ว (Peak of pubertal growth spurt) จึงต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล
7. การเริ่มรักษาด้วย GnRHa: แบบรายเดือน vs ออกฤทธิ์ยาว
- หากผู้ป่วยและครอบครัวมีแผนจะใช้ GnRHa ชนิดออกฤทธิ์ยาว (Long-acting) ในระยะยาวอยู่แล้ว
- แนะนำให้เริ่มการรักษาด้วยรูปแบบที่ออกฤทธิ์ยาว (เช่น แบบฉีดทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน) ตั้งแต่ต้นเลย แทนที่จะเริ่มจากการใช้แบบรายเดือน
8. การติดตามผลการระงับฮอร์โมนวัยเจริญพันธุ์ระหว่างการรักษา
- ไม่แนะนำให้ตรวจเลือดเพื่อดูค่าทางชีวเคมีเป็นroutine (เช่น การวัดค่า LH หรือ S*x steroids) ในการประเมินว่ายาออกฤทธิ์ระงับฮอร์โมนได้ดีหรือไม่
- แพทย์ควรใช้ การประเมินทางคลินิก เป็นหลัก เช่น การวัดความเร็วในการเพิ่มส่วนสูง (Growth velocity), การตรวจเต้านมหรืออัณฑะ (Tanner staging), และตรวจอายุกระดูก (Bone age) โดยจะส่งเจาะเลือดทางชีวเคมีก็ต่อเมื่อสงสัยจากอาการทางคลินิกว่าการรักษาล้มเหลว
9. #ไม่แนะนำ การใช้ Growth Hormone ควบคู่ไปกับการรักษาด้วย GnRHa เพียงเพื่อหวังเพิ่มส่วนสูงในวัยผู้ใหญ่ ยกเว้นแต่เด็กคนนั้นมีข้อบ่งชี้ของการขาด GH หรือมีโรคประจำตัวอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ GH อยู่แล้ว
10. การหยุดการรักษา CPP
- ไม่แนะนำให้ใช้ยา GnRHa ไปเรื่อยๆ
- เกณฑ์อายุที่ควรพิจารณาหยุดยาคือ:
👧🏻 เด็กหญิง:เมื่ออายุจริง (Chronological age) ถึง 10-11 ปี และ/หรือ อายุ Bone age ถึง 11-12 ปี
👦🏻 เด็กชาย: เมื่ออายุจริงถึง 11-12 ปี และ/หรือ อายุกระดูกถึง 12-13 ปี
- การพิจารณาให้ยาต่อจากเกณฑ์นี้ควรประเมินเป็นรายบุคคลตามความจำเป็นทางวิถีการเจริญเติบโต ความพร้อมทางจิตสังคม หรือปัญหาด้านพัฒนาการ
🗣️🗣️🗣️ผลข้างเคียงจากการใช้ยา GnRH agonists
- ความเจ็บปวดและความกังวลใจ
- ฝีไร้เชื้อ (Sterile abscesses) ปัจจุบันยิ่งพบได้น้อยลงมากเมื่อใช้ยา GnRHa สูตรใหม่ๆ
- อาการปวดศีรษะ
- ภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic intracranial hypertension หรือ Pseudotumor cerebri ด้วยเหตุนี้ แพทย์จึงควรเฝ้าระวังและติดตามอาการของเด็กที่ได้รับยาอย่างใกล้ชิด โดยสังเกตสัญญาณเตือน เช่น อาการปวดศีรษะ, ตาพร่ามัว (Blurred vision), และ/หรือ ภาวะขั้วประสาทตาบวม (Papilledema)
- อาการแพ้ยา พบได้ในอัตราที่ต่ำมาก แต่หากผู้ป่วยมีประวัติการแพ้ จะถือเป็นข้อห้ามในการใช้ยา ทันที