19/05/2026
⊙ CIRCULAR ECONOMY: เดิมพันภูเขาขยะ 27 ล้านตัน กับพ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน ความหวังปฏิรูปวิกฤตขยะไทยทั้งระบบ
ภายใต้ฉากหน้าของการเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของเมือง สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่คือ "วิกฤตภูเขาขยะ" และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังทวีความรุนแรงจนถึงจุดวิกฤต ในแต่ละปี ประเทศไทยผลิตขยะมูลฝอยสูงกว่า 27 ล้านตัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นขยะอาหารไปแล้วถึง 10 ล้านตัน และขยะพลาสติกอีกเกือบ 3 ล้านตัน
ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดไม่ได้หยุดอยู่แค่ปริมาณมหาศาล แต่คือกระบวนการจัดการที่ล้มเหลวเชิงโครงสร้าง จากสถานที่กำจัดขยะทั่วประเทศ 2,057 แห่ง มีเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นที่ได้มาตรฐานตามหลักวิชาการ ส่วนอีกร้อยละ 94 หรือ 1,937 แห่ง ยังคงพึ่งพาวิธีการที่มักง่ายและไม่ได้มาตรฐาน ทั้งการเทกอง เผากลางแจ้ง และการใช้เตาเผาที่ไร้ระบบบำบัดมลพิษ
ข้อมูลเวทีเสวนา “Circular Revolution: Claiming Our Right to Reduce and Right to Repair” โดย เครือข่าย Thailand Circular Economy ชี้ให้เห็นตัวเลขความสูญเสียที่น่าตกใจ บ่อขยะที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และระบบเศรษฐกิจรวมกันกว่า 387,000 ล้านบาท และหากต้องการฟื้นฟู ต้องใช้งบประมาณสูงถึง 114,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับเงินคงเหลือในกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีเพียงแค่ 873 ล้านบาท
นอกจากนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี แต่จัดเก็บค่าธรรมเนียมกลับคืนมาได้เพียง 2,800 ล้านบาท วังวนแห่งการขาดทุนนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในห่วงโซ่อาหาร และการรั่วไหลของขยะลงสู่ทะเล จนทำให้ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่มหาสมุทรมากที่สุด
จากวิกฤตการณ์ที่ไม่มีทางออกด้วยระบบเดิม นำมาสู่ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในวันนี้ 18 พฤษภาคม 2569 ภาคประชาชนนำโดย ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่าย Thailand Circular Economy ซึ่งประกอบด้วย 28 องค์กรภาคี จากภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจเพื่อสังคม และองค์กรสื่อด้านสิ่งแวดล้อม เข้ายื่น ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน พ.ศ. .... (ฉบับประชาชน) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา
โดยกฎหมายในไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลของการทุ่มเทกว่า 6 ปี ในการศึกษา ยกร่าง และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดย พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา พร้อมด้วยนายโอภาส เพชรมุณี เลขานุการประธานรัฐสภา ได้เป็นตัวแทนฝั่งรัฐบาลรับหนังสือดังกล่าว และกล่าวว่า "ถือว่าเป็นความปรารถนาดีของทุกท่าน" พร้อมยืนยันจะนำเอกสารและหนังสือที่ได้รับกราบเรียนต่อประธานรัฐสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
✺ 5 หัวใจสำคัญของ พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน
ความจำเป็นของกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่มิติด้านสิ่งแวดล้อม แต่ครอบคลุมถึง "ความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ" ในเวทีโลก ปัจจุบันสหภาพยุโรป (EU) ได้ออกข้อบังคับว่าด้วยบรรจุภัณฑ์ (PPWR) และการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (ESPR) ซึ่งกำลังจะกลายเป็นกติกาการค้าระดับโลก หากไทยปรับตัวไม่ทัน ผู้ประกอบการจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันทันที ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงไม่ได้มองขยะเป็นแค่สิ่งปฏิกูลที่ต้องกำจัดทิ้งที่ปลายทาง แต่มองเป็นทรัพยากรที่ต้องจัดการตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ผ่านหัวใจสำคัญ 5 ประการ
❶ เปลี่ยนกระบวนทัศน์การแก้ปัญหา (Paradigm Shift) : ยกเลิกแนวคิด "การจัดการขยะ" (Waste Management) และแทนที่ด้วย "การบริหารทรัพยากร" (Resource Management) โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบวัสดุที่ต้นน้ำ ไปจนถึงการนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ที่ปลายน้ำ
❷ เพิ่มความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR - Extended Producer Responsibility) : บังคับให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ของตนเมื่อหมดอายุการใช้งาน ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลัก 7 กลุ่ม ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยางรถยนต์ แบตเตอรี่ EV อุปกรณ์ประมง และแผงโซลาร์เซลล์
❸ รับรอง 3 สิทธิใหม่ของผู้บริโภค
- สิทธิในการซ่อมแซม : ห้ามผู้ผลิตจงใจออกแบบสินค้าให้อายุสั้นหรือซ่อมไม่ได้
- สิทธิในการปฏิเสธบรรจุภัณฑ์ : ต้องมีทางเลือกแบบเติม (Refill) ให้ผู้บริโภคโดยไม่คิดค่าบริการเพิ่ม
- สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล : ประชาชนสามารถตรวจสอบที่มาของวัสดุผ่านหนังสือเดินทางผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (Digital Product Passport)
❹ ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ขับเคลื่อน : นำกลไกตลาดมาปรับพฤติกรรม เช่น การเก็บเงินสมทบพลาสติกใช้ครั้งเดียว ภาษีเศรษฐกิจหมุนเวียน ระบบมัดจำคืนเงินหลักผู้ก่อขยะเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays) และการตั้งกองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการรีไซเคิลและซ่อมแซม
❺ ประกาศพื้นที่คุ้มครองพิเศษ : ให้อำนาจในการประกาศพื้นที่ที่มีปัญหาขยะหนาแน่นจากการท่องเที่ยวหรือมีระบบนิเวศเปราะบาง เช่น เกาะหรืออุทยานแห่งชาติ ให้สามารถห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวได้อย่างเด็ดขาด พร้อมเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อนำมาบริหารจัดการขยะในพื้นที่นั้นๆ โดยตรง
จากงานศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) ประเมินไว้อย่างชัดเจนว่า หากไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างเต็มรูปแบบ จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเทียบเท่าร้อยละ 1 ของ GDP เกิดการจ้างงานสีเขียว (Green Jobs) กว่า 160,000 ตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ร้อยละ 5 ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นบันไดขั้นสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050
✺ หาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ "ไม่ผ่าน" จะเกิดอะไรขึ้น?
หลังจากนี้ หากร่างกฎหมายผ่านการพิจารณาจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เครือข่ายจะเดินหน้ารวบรวม 10,000 รายชื่อเพื่อเสนอเข้าสู่รัฐสภาอย่างเป็นทางการภายในสิ้นปี 2569 (ผู้สนใจร่วมลงชื่อได้ที่ [thailandcenetwork.org](https://thailandcenetwork.org/))
✺ แต่คำถามที่น่าคิดที่สุดคือ หาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ถูกปัดตก หรือไม่ผ่านการพิจารณา หายนะอะไรที่รอเราอยู่ ?
ประการแรก ระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชนจะถูกทำลายจนยากจะกู้คืน ภูเขาขยะและบ่อขยะที่ไม่ได้มาตรฐานจะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ กินพื้นที่ประเทศและปล่อยสารพิษ ทั้งน้ำเสียและก๊าซมีเทนลงสู่ดินและแหล่งน้ำ บ่อขยะที่ไม่ได้มาตรฐานอีกกว่า 1,900 แห่งจะยังคงปล่อยมลพิษทับถมลงไปทุกวัน ความเสียหายที่ประเมินไว้ที่ 387,000 ล้านบาทจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีกลไกที่จะหยุดยั้ง ขณะที่กองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่เพียง 873 ล้านบาทจะยิ่งห่างไกลจากความต้องการในการฟื้นฟู
อีกทั้งต้นทุนในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมจะพุ่งสูงทะลุหลักแสนล้านบาท ซึ่งเป็นภาระภาษีของประชาชนทุกคน ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเข้าสู่ภาวะล้มละลายทางการจัดการ เพราะไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะรับมือกับปริมาณขยะที่ล้นเกิน
ประการที่สอง อาจเกิดหายนะทางเศรษฐกิจและการส่งออก ในยุคที่กติกาการค้าโลกผูกติดกับความยั่งยืน สินค้าส่งออกของไทยโดยเฉพาะที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จะถูกกีดกันทางการค้าด้วยมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอนและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม เช่น จาก EU ผู้ประกอบการไทยจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง และถูกถอดออกจากห่วงโซ่อุปทานโลก
ฉะนั้น การมี พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกของการเป็น "ประเทศโลกสวย" แต่คือ เครื่องมือกระจายความรับผิดชอบอย่างเป็นธรรมที่ภาครัฐเป็นผู้กำหนดทิศทาง เอกชนต้องรับผิดชอบในการออกแบบและรับคืน และประชาชนมีทางเลือกในการคัดแยก หากเราปฏิเสธกติกาใหม่ในวันนี้ ประเทศไทยอาจต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงลิ่ว ทั้งมิติของสุขภาพ เศรษฐกิจ และอนาคตของคนรุ่นต่อไปที่ไม่อาจประเมินค่าได้