มูลนิธิเพื่อนหญิง

มูลนิธิเพื่อนหญิง การคุ้มครองสิทธิ เด็ก สตรี และ
การสร้างความเป็นธรรมระหว่างเพศ
คือ ภาระกิจของเรา 025131001

18/09/2026

“แสงเดือน ชัยเลิศ” ขึ้นเวทีผู้นำสตรีเอเชีย ชวนผู้หญิงทั่วโลกลงมือปกป้องโลก หวังส่งต่อ “โลกสวยงาม” อีก 1,000 ปี

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2569 แสงเดือน ชัยเลิศ ประธานมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม ได้รับเกียรติให้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “A Beautiful Earth for the Next 1,000 Years: Women’s Wisdom and Action for a Sustainable Asia” ภายในงาน Asia Women Leaders Forum ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้นำสตรีและผู้เข้าร่วมหลายร้อยคนจากประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชีย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และแนวทางสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม

แสงเดือนระบุว่า เวทีดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพและบทบาทความเป็นผู้นำของผู้หญิง เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศและคนต่างรุ่น ตลอดจนส่งเสริมผู้นำสตรีรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน และสร้างสังคมที่เปิดกว้างและเท่าเทียม

สำหรับประเด็นสำคัญที่แสงเดือนต้องการสื่อสารบนเวที คือ “อนาคตของโลกและสิ่งแวดล้อม” โดยชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันมนุษยชาติกำลังเผชิญวิกฤติด้านสภาพภูมิอากาศ ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนทั่วโลก

พร้อมตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า สัญญาณเหล่านี้กำลังสะท้อนให้เห็นหรือไม่ว่า โลกกำลังแบกรับผลกระทบจากการถูกทำร้าย คุกคาม ทำลาย และตักตวงทรัพยากรมาอย่างยาวนานจนเข้าใกล้ขีดจำกัด

แสงเดือนมองว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีส่วนต่อความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องยอมรับว่า โลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ การพูดถึงการเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องเริ่มต้น “ลงมือทำ” เพื่อปกป้องและฟื้นฟูโลกตั้งแต่วันนี้

เธอเปรียบโลกใบนี้เสมือน “บ้านของเรา” หากบ้านเริ่มทรุดโทรม เจ้าของบ้านย่อมต้องช่วยกันซ่อมแซม แต่หากปล่อยปละละเลย วันหนึ่งบ้านก็อาจพังลง และเมื่อโลกคือบ้านเพียงหลังเดียวที่มนุษย์ทุกคนมีร่วมกัน หากบ้านหลังนี้ถูกทำลายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ ก็ไม่มีบ้านหลังใหม่ให้ย้ายไป

อีกหนึ่งประเด็นที่แสงเดือนให้ความสำคัญ คือ พลังของผู้หญิงในการสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยมองว่าผู้หญิงจำนวนมากมีประสบการณ์ในการดูแลครอบครัวและชุมชน มีความละเอียดอ่อนต่อความต้องการของผู้อื่น และสามารถนำประสบการณ์เหล่านี้มาเป็นพลังในการสร้างสังคมที่มีความเมตตา เป็นธรรม และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

แสงเดือนยังชวนผู้เข้าร่วมเวทีร่วมจินตนาการว่า เราต้องการส่งต่อโลกแบบใดให้กับลูกหลาน ไม่ว่าจะเป็นโลกที่เด็กๆ ต้องเติบโตท่ามกลางซากปรักหักพังจากสงคราม ผืนป่าที่ปราศจากต้นไม้และสัตว์ป่า แม่น้ำที่แห้งเหือด มหาสมุทรที่เสื่อมโทรม หรืออากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษและหมอกควัน

พร้อมย้ำว่า โลกในลักษณะดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นอนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากมนุษย์ต้องการเห็นโลกที่งดงามกว่านี้ ทุกคนต้องเริ่มต้นสร้างมันตั้งแต่วันนี้

จากนั้นได้ส่งสารถึงผู้หญิงทั่วโลกว่า “จงเชื่อในพลังของตัวเอง” และอย่าคิดว่าเสียงของตัวเองเล็กเกินไป หรือการกระทำของคนเพียงคนเดียวไม่มีความหมาย เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ล้วนเริ่มต้นจากใครบางคนที่ตัดสินใจว่า จะไม่ยืนมองปัญหาอยู่เฉยๆ อีกต่อไป

แสงเดือนเรียกร้องให้ผู้หญิงร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลง ปกป้องผืนป่า แม่น้ำ มหาสมุทร สัตว์ป่า และทุกชีวิตที่ร่วมอาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกัน พร้อมชี้ว่า แม้ 1,000 ปี อาจยาวนานเกินกว่าช่วงชีวิตของคนหนึ่งคน แต่สิ่งที่มนุษย์เลือกทำในวันนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดว่า คนรุ่นหลังจะได้รับโลกแบบใด

“เราอาจไม่ได้อยู่เห็นโลกในอีกหนึ่งพันปี แต่เราสามารถเป็นคนรุ่นที่เริ่มต้นทำให้โลกในอีกหนึ่งพันปีนั้นยังคงงดงามได้”

พร้อมทิ้งท้ายแนวคิดสำคัญว่า “A beautiful Earth for the next 1,000 years begins with what we choose to do today.” หรือ “โลกที่งดงามสำหรับอีก 1,000 ปีข้างหน้า เริ่มต้นจากสิ่งที่เราเลือกทำในวันนี้”

แสงเดือนขอให้ทุกคนร่วมกันส่งต่อโลกที่ยังมีผืนป่า มีสายน้ำ มีสัตว์ป่า มีอากาศบริสุทธิ์ และมีความหวังให้กับคนรุ่นต่อไป เพราะโลกใบนี้ไม่ใช่มรดกที่มีไว้สำหรับคนรุ่นเราเพียงรุ่นเดียว แต่คือบ้านที่ทุกคนมีหน้าที่ดูแล ก่อนส่งต่อให้กับคนรุ่นต่อไป

02/09/2026

เติมความสุขในยุคเศรษฐกิจติดลบ
พระไพศาล วิสาโล

เคยมีการสอบถามความเห็นของประชาชนทั่วโลก ปรากฏว่ามีคน ๓ กลุ่มที่มีความสุขติดอันดับสูงสุด (๕.๘ จากคะแนนเต็ม ๗) ได้แก่เศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา ชาวอามิชในรัฐเพนซิลวาเนีย ชาวอินุยต์ในเกาะกรีนแลนด์ โดยมีชนเผ่ามาไซในแอฟริกาตามมาติด ๆ คือ ๕.๗

ผลการศึกษาดังกล่าวคงทำให้หลายคนอดแปลกใจไม่ได้ เพราะคนทั้ง ๓ กลุ่มนี้มีมาตรฐานความเป็นอยู่และรายได้แตกต่างกันอย่างมาก แต่กลับมีความสุขเท่า ๆ กัน ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นคือ เศรษฐีอเมริกันซึ่งมีเงินมากมายมหาศาล กลับมีความสุขมากกว่าชนเผ่ามาไซเพียงแค่ ๐.๑ คะแนนเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายหลังแทบไม่มีสมบัติอะไรเลย นอกจากกระท่อม ธนู และสัตว์เลี้ยงไม่กี่ตัว

การค้นพบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าความสุขไม่ได้เกิดจากการมีเงินทองหรือสิ่งเสพสิ่งบริโภคเท่านั้น ยังมีความสุขอีกมากมายที่เราสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องพึ่งวัตถุ เช่น ความสุขจากสัมพันธภาพอันอบอุ่นในครอบครัว ความสุขจากการสังสรรค์ในหมู่มิตรสหาย ความสุขจากการทำงานอดิเรก ความสุขจากการทำสิ่งยากให้สำเร็จความสุขจากการช่วยเหลือผู้อื่น ความสุขจากการทำสมาธิภาวนา ฯลฯ ความสุขเหล่านี้สามารถบำรุงใจของเราให้ชื่นบานได้โดยไม่ต้องอาศัยเงินเลย

ดังนั้นแม้เราจะมีเงินในกระเป๋าน้อยลง เที่ยวห้างได้ไม่บ่อยเหมือนก่อน เราก็ยังสามารถมีความสุขได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่าเดิม และหากเราสามารถเข้าถึงความสุขด้วยวิธีการดังกล่าวได้ เราจะพบว่ามีความสุขมากมายที่ประณีตลึกซึ้งกว่าความสุขจากวัตถุ และสามารถเติมเต็มชีวิตของเราได้อย่างแท้จริง

วิกฤตเศรษฐกิจไม่สามารถทำให้คุณภาพชีวิตของเราตกต่ำลงเลย หากเรารู้จักแสวงหาความสุขที่ประณีต เรียบง่าย ซึ่งมีอยู่แล้วรอบตัว หรือสามารถบันดาลให้เกิดขึ้นได้ไม่ยาก จะว่าไปแล้วการที่เรามีเงินน้อยลงกลับจะเป็นข้อดีเสียอีก ตรงที่กระตุ้นให้เราพยายามแสวงหาความสุขชนิดที่ไม่ต้องพึ่งพาเงินทองมาก ตราบใดที่เรายังมีเงินใช้จ่ายมากมาย ไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ตามใจปรารถนา ย่อมเป็นไปได้ยากที่เราจะรู้จักความสุขจากการได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สงบงดงาม หรือความสุขที่ได้อยู่ท่ามกลางครอบครัว ได้พูดคุยสังสรรค์กัน มีเวลาให้กันและกัน เวลากับความรักเป็นของคู่กัน เมื่อมีเวลาให้กัน ความรักก็ถ่ายเทให้กัน ความรักนั้นให้ความสุขที่ประเสริฐกว่าวัตถุมากมาย

ความสุขจากวัตถุนั้นหามาได้ง่าย รวดเร็วทันใจก็จริง แต่ก็เลือนหายได้ง่ายเช่นกัน ทำให้ต้องแสวงหาไม่จบไม่สิ้นและต้องแก่งแย่งกับคนอื่น ผลก็คือ สุขชั่วคราวแต่ทุกข์ยาวนาน คำพูดที่ว่า “เงินซื้อความสุขได้” จึงมีส่วนถูกเพียงครึ่งเดียว แท้ที่จริงเงินทำได้อย่างมากก็คือ “เช่า”ความสุขให้เราเท่านั้น อะไรที่เราเช่าหรือยืมมา เรามีสิทธิครอบครองได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าไม่นานก็ต้องคืนเขาไป ความสุขที่ได้จากเงินก็เช่นกัน มันมาอยู่กับเราเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

วิกฤตเศรษฐกิจจึงเป็นโอกาสดีที่กระตุ้นให้เราพยายามแสวงหาความสุขที่ประณีต เมื่อนั้น เราจะพบเลยว่าการมีเงินน้อยลง มีวัตถุน้อยลง ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เพราะเรามีความสุขอย่างอื่นที่ดีกว่าประเสริฐกว่ามาทดแทน ยิ่งกว่านั้นเรายังจะเป็นอิสระจากความสุขทางวัตถุ ชีวิตเราจะสงบเย็นขึ้น อีกทั้งสัมพันธภาพกับคนในครอบครัวและมิตรสหายก็จะดีขึ้น

การมองจนเห็นความจริงว่าวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้มีแต่ข้อเสีย แต่ยังมีข้อดีมากมาย เรียกว่าเป็นการมองแง่บวก การมองแง่บวกช่วยให้เรามองเห็นความสุขอยู่รอบตัว ต่อมาก็จะเห็นความสุขอยู่ใกล้ตัว ที่สุดก็จะพบว่าความสุขที่จริงอยู่ในตัวเรานั่นเอง

การมองแง่บวกนอกจากช่วยให้เราไม่เป็นทุกข์กับวิกฤตและสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เรารับมือกับมันได้ดีขึ้น หลายคนพบว่า การมีรายได้ลดลงทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และพบว่าชีวิตเรียบง่ายนั้นแฝงด้วยความสุขที่ไม่เคยพบมาก่อน มีอีกไม่น้อยที่ถูกภาวะล้มละลายผลักดันให้หันมาสนใจการปฏิบัติกรรมฐานจนพบชีวิตใหม่อย่างไม่นึกฝัน

การมองแง่บวกนั้นมีอยู่ ๒ แบบ แบบหนึ่งคือมองเห็นว่าสิ่งที่แย่ๆ นั้นมีด้านดีอยู่ เช่น การตกงานมีแง่ดีคือทำให้มีเวลากลับไปดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่า เป็นโอกาสดีที่จะได้ตอบแทนบุญคุณของท่าน การมีบ้านเล็กลง มีข้อดีคือทำให้เสียเวลาน้อยลงกับการดูแลรักษาและทำความสะอาด การมีเสื้อผ้าน้อยลงทำให้เลือกได้ง่ายขึ้นว่าจะใส่ตัวไหนออกงาน ไม่ยุ่งยากสับสน

หลายคนบอกว่าโชคดีที่เป็นมะเร็ง เพราะทำให้หันมาศึกษาธรรมะจนค้นพบความสุขที่แท้ เด็กอายุ ๑๒ คนหนึ่งบอกว่าเธอมีความสุขมากที่สุดในชีวิตก็ตอนที่ป่วยเป็นมะเร็ง เพราะทำให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ เนื่องจากพ่อแม่ลางานมาอยู่กับเธอ ก่อนหน้านั้นพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูกเลยเพราะต่างคนต่างไปทำงานแต่เช้ามืดกลับบ้านก็ดึก ลูกจึงรู้สึกว้าเหว่ แต่เมื่อพ่อแม่ลางานมาอยู่กับลูก ลูกจึงมีความสุขมาก นี้คือการเห็นด้านดีจากสิ่งที่ดูเหมือนแย่

มองด้านบวกอีกแบบหนึ่ง คือการมองว่า นอกเหนือจากสิ่งที่แย่ ๆ ก็ยังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมายอยู่เคียงคู่กัน ถึงแม้เศรษฐกิจตกสะเก็ด ถึงแม้รายได้ลดลง แต่เราก็ยังมีสิ่งดี ๆ ในชีวิตอีกมากมาย เช่น เรายังมีสุขภาพดี เรายังมีครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่ลูกอยู่กันพร้อมหน้า เรามีสิ่งดี ๆ อยู่กับตัวมากมาย แต่เป็นเพราะเราไม่ใส่ใจ เรามัวไปจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ไม่ดี ก็เลยทำให้เรารู้สึกแย่

วันหนึ่งครูชูกระดาษแผ่นหนึ่งให้นักเรียนดู แล้วถามว่านักเรียนเห็นอะไรบ้าง นักเรียนทั้งชั้นบอกเห็นกากบาทสีดำอยู่มุมซ้ายของกระดาษ ครูจึงถามว่าแล้วนักเรียนไม่เห็นสีขาวของกระดาษเลยหรือ บทเรียนครั้งนั้นประทับใจเด็กคนหนึ่งมาก ทำให้เขาพยายามมองหาด้านดีจากทุกสิ่ง ส่งผลให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไป เด็กคนนั้นคือโคฟี่ อานัน ซึ่งต่อมาได้เป็นเลขาธิการสหประชาชาติ และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ทุกวันนี้ที่เราทุกข์เป็นเพราะเรามองเห็นแต่กากบาทสีดำใช่ไหม เราไม่เห็นสีขาวของกระดาษเลยเพราะอะไร เป็นเพราะว่ามันปกติเกินไปใช่หรือเปล่า มันธรรมดาจนเรามองข้ามไปหรือไม่ใส่ใจมัน ในทำนองเดียวกัน คนทั่วไปมักมองว่าการมีสุขภาพดี ไม่เจ็บไม่ป่วย กินอิ่มนอนอุ่น มีพ่อแม่ลูกอยู่กับเรา เป็นเรื่องธรรมดาในชีวิต ผู้คนจึงไม่มองข้ามไป แต่กลับไปใส่ใจกับการมีเงินทองน้อยลง เมื่อเห็นแค่นั้นจึงรู้สึกเป็นทุกข์

ชีวิตเรามีสิ่งดี ๆ มากมาย ส่วนสิ่งไม่ดีอาจมีไม่มาก แต่พอเราไปจดจ่อกับมัน เหมือนนักเรียนที่เห็นแต่กากบาทสีดำในกระดาษ เราจึงเป็นทุกข์ แต่เมื่อใดสิ่ง ๆ ที่มีอยู่เกิดหายไป เราถึงจะเห็นความสำคัญของมัน และนึกเสียใจที่มองข้ามมันไป เราไม่เคยเห็นว่าอากาศเป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่าเรารู้สึกว่ามันคือสิทธิ์ของเราที่จะได้อากาศที่บริสุทธิ์ เราไม่เคยรู้สึกว่าการที่พ่อแม่ยังอยู่กับเราเป็นโชคอันประเสริฐ เพราะเราคิดเอาเองว่าท่านจะอยู่กับเราไปตลอด แต่นั่นคือความประมาท เพราะว่าเมื่อใดก็ตามที่ท่านจากไป เมื่อใดก็ตามที่อากาศดีหดหายไป เราถึงจะได้คิดว่าเราเคยมีสิ่งดี ๆ หรือสิ่งประเสริฐอยู่กับตัว

เวลาเงินหายทำไมเราถึงเป็นทุกข์ ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะใจเราไปจดจ่ออยู่กับเงินที่หาย แต่เราลืมไปว่าเรายังมีเงินอีกมากมาย มากกว่าที่หายไปหลายร้อยหลายพันเท่า ถ้าเราใส่ใจกับเงินจำนวนมากมายที่เรายังมีอยู่ เราจะทุกข์น้อยลง เงินร้อยที่หายจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย มีเศรษฐินีคนหนึ่งถูกโกงไป ๖๐ ล้าน เธอทุกข์ใจมากในวันแรก แต่วันต่อมาเธอกลับร่าเริงแจ่มใส เมื่อมีคนถาม เธอก็ตอบว่า ถึงแม้เงินจะหาย แต่เธอก็ยังมีบ้านที่อบอุ่น มีอาหารที่อร่อย ยังมีชีวิตที่สุขสบาย ดังนั้นจะทุกข์ไปทำไม

สุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจ มิได้อยู่ที่ปัจจัยภายนอก หากวางใจให้เป็น ปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ไม่ว่ามีอะไรมากระทบเรา ก็ไม่อาจกระเทือนไปถึงใจได้ ดังนั้น แม้เศรษฐกิจจะถดถอย ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพชีวิตของเราจะถดถอยไปด้วย แม้การส่งออกจะติดลบ ก็ใช่ว่าความสุขของเราจะติดลบไปด้วย ตรงกันข้ามความสุขของเราสามารถเพิ่มเป็นบวก สวนกระแสเศรษฐกิจได้ หากเราวางใจและใช้ชีวิตให้เป็น

ที่มา https://www.visalo.org/article/sukjai255203.htm

เธอแน่มาก นะสาวน้อย ส่งแรงเชียร์ ขอให้เธอ ชนะขาดแบบลอยลำ https://www.facebook.com/share/p/1985pE9nrb/
26/08/2026

เธอแน่มาก นะสาวน้อย ส่งแรงเชียร์ ขอให้เธอ ชนะขาดแบบลอยลำ
https://www.facebook.com/share/p/1985pE9nrb/

Thai singer-guitarist Nene Royal is scheduled to perform in the second live quarter-final of America’s Got Talent Season 21 at 8pm US Eastern Time on August 25, or about 7am in Thailand on August 26.

The 16-year-old from Phuket will compete in a group of 11 acts, with eligible US viewers voting through NBC.com, the AGT app and TikTok.

Thai audiences can follow replays through TrueVisions NOW and True X-Zyte, Channel 340. The result is due on the morning of August 27 in Thailand.



Full story link in first comment

24/08/2026

💪เลี้ยงลูกชายให้เติบโตเป็นเฟมินิสต์: บทเรียนที่เริ่มต้นได้จากบ้าน

หลายคนอาจคุ้นเคยกับบทสนทนาเรื่องการเลี้ยงลูกสาวให้กล้าแสดงออกและมั่นใจในตัวเอง แต่ที่จริงแล้ว การสร้างสังคมที่เท่าเทียมทางเพศต้องเริ่มต้นจากทั้งสองด้าน และการเลี้ยงดูลูกชายก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเด็กผู้ชายในวันนี้คือผู้ใหญ่ที่จะมีส่วนกำหนดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเพศในสังคมจะเป็นแบบไหนในวันข้างหน้า

ครอบครัวคือ "ห้องเรียนแรก" 🎒📚ที่เด็กเริ่มเรียนรู้ว่าการเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงหมายความว่าอย่างไร ก่อนที่โรงเรียน เพื่อน หรือสื่อจะเข้ามามีอิทธิพล ครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานความเข้าใจเรื่องเพศให้กับลูกตั้งแต่ยังเล็ก

มีหลายล้านวิธีที่ครอบครัวจะสามารถเลี้ยงลูกชายให้เป็น “เฟมินิสต์” ได้ (และก็ควรให้เป็นด้วย!) ตัวอย่างเช่น:

🫵เป็นแบบอย่างที่ลูกสามารถมองเห็นได้จริง
เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่เห็น มากกว่าสิ่งที่ถูกสอนด้วยคำพูด

หากในบ้านมีทั้งพ่อและแม่ การแบ่งงานบ้านหรือการดูแลลูกโดยไม่ยึดติดว่าใคร "ควร" ทำอะไรเพราะเป็นเพศไหน แต่พิจารณาจากทักษะและความถนัดของแต่ละคนจะช่วยให้ลูกเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า “บทบาทในบ้านไม่ได้ถูกกำหนดโดยเพศ”

🌀เปิดพื้นที่ให้ลูกชายแสดงอารมณ์ได้อย่างเต็มที่
งานวิจัยพบว่า ทารกเพศชายร้องไห้บ่อยพอ ๆ กับทารกเพศหญิง แต่เมื่อโตขึ้น สังคมมักสอนเด็กผู้ชายให้ต้อง "เข้มแข็ง" และซ่อนความรู้สึกโดยไม่รู้ตัว และยังมีงานศึกษาชี้ว่า พ่อแม่มักใช้คำพูดเกี่ยวกับอารมณ์กับลูกสาวมากกว่าลูกชาย และเมื่อเด็กผู้ชายได้รับบาดเจ็บ พวกเขามักถูกชมว่าเก่งที่ “ไม่ร้องไห้" มากกว่าเด็กผู้หญิงในวัยเดียวกัน

ผลที่ตามมาคือ เด็กผู้ชายจำนวนไม่น้อยเติบโตขึ้นมาโดยรู้จักแสดงออกทางอารมณ์เพียงแบบเดียว นั่นคือ “ความโกรธ” เพราะนั่นคืออารมณ์เดียวที่สังคมยอมรับได้โดยไม่ถูกมองว่าอ่อนแอ

ดังนั้น การพูดคุยกับลูกชายเรื่องความรู้สึกอย่างสม่ำเสมอและอยู่เคียงข้างเมื่อเขาเผชิญอารมณ์ที่ซับซ้อนเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การสอนให้เขาเข้มแข็ง

🏃ปล่อยให้เขาเล่นในแบบที่เขาเลือกเอง
ก่อนวัย 2-3 ขวบ เด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายมักเล่นในรูปแบบใกล้เคียงกัน แต่หลังจากนั้น เด็กจะเริ่มซึมซับว่าของเล่นหรือกิจกรรมบางอย่างถูกกำหนดให้เหมาะสมกับเพศใดเพศหนึ่ง แทนที่จะจำกัดให้ลูกชายเล่นเฉพาะของเล่นที่สังคมมองว่าเหมาะกับผู้ชาย ควรเปิดโอกาสให้เขาได้เล่นในสิ่งที่สนใจจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตา การทำอาหาร หรือการเล่นสมมติเป็นตัวละครเพศใดก็ตาม รวมถึงสนับสนุนให้เขามีเพื่อนทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย

💬พูดคุยเรื่องเพศ/สื่อทางเพศอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อเด็กผู้ชายเห็นสื่อลามกที่นำเสนอภาพผู้หญิงในเชิงดูหมิ่นเป็นเรื่องปกติ เขาอาจเข้าใจผิดว่า นี่คือความเป็นจริงของความสัมพันธ์ระหว่างเพศและสามารถเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้ หากไม่มีใครอธิบายให้เขาฟัง

ก่อนที่ลูกจะรู้จักสื่อลามก ครอบครัวสามารถเริ่มบทสนทนาเรื่องความสัมพันธ์ที่เคารพและรักกันได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เมื่อลูกโตขึ้น ควรอธิบายให้เข้าใจว่าสื่อลามกคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจหรือความบันเทิง ซึ่งแตกต่างจากความสัมพันธ์ทางเพศที่ดีที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ซึ่งต้องอยู่บนฐานของความยินยอม (consent) และความสุขร่วมกันของทุกฝ่าย

การสอนเรื่องความยินยอมให้กับเด็กชายสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ จากเรื่องใกล้ตัว เช่น การถามลูกก่อนกอดหรือหอมทุกครั้ง ให้เขามีสิทธิตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายตัวเอง การปลูกฝังเรื่องนี้ตั้งแต่เด็กจะช่วยให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพขอบเขตและความรู้สึกของคนอื่นด้วยเช่นกัน

🏳️‍🌈🏳️‍⚧️สอนให้เขาเข้าใจว่าความเท่าเทียมทางเพศเป็นเรื่องดีสำหรับทุกคน “ ไม่ใช่แค่เฉพาะเพศหญิง”
เด็กต้องเข้าใจว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การที่เขาเกิดเป็นผู้ชาย แต่อยู่ที่วิธีที่พวกเขาถูกเลี้ยงดูมาในโครงสร้างสังคมที่ให้อำนาจผู้ชายเหนือกว่า จนทำให้เด็กผู้ชายบางคนเชื่อว่าตนเองมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น

การสอนให้ลูกชายเข้าใจว่าความเท่าเทียมทางเพศเป็นเรื่องดีสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่เฉพาะผู้หญิง เพราะมันเปิดโอกาสให้แต่ละคนพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบว่าเพศใดควรเป็นแบบไหน

ความเท่าเทียมทางเพศคือรากฐานสำคัญของครอบครัวที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน ไม่ว่าอัตลักษณ์ทางเพศของพวกเขาจะเป็นเช่นไร

🙌บทสนทนาที่ต้องดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ
การเลี้ยงลูกให้เข้าใจเรื่องความเท่าเทียมไม่ใช่บทสนทนาที่พูดเพียงครั้งเดียวแล้วจบ เพราะเมื่อลูกเริ่มเข้าโรงเรียนและใช้เวลากับเพื่อนที่เติบโตมาจากคนละสังคม จากครอบครัวที่มีความเชื่อต่างออกไป มุมมองของพวกเขาจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตามอิทธิพลรอบตัว เพราะสังคมพร้อมเสมอที่จะบอกลูกว่า “สีชมพูเป็นของเด็กผู้หญิง” หรือ “เด็กผู้ชายห้ามร้องไห้”

ท้ายที่สุดแล้ว การเลี้ยงลูกชายให้เติบโตอย่างเท่าเทียมไม่ใช่การทำให้เขา "อ่อนแอ" ลง แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เขาได้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีทั้งความเข้มแข็งและความอ่อนโยนอยู่ในคนเดียวกัน ไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบทางเพศแบบเดิม ๆ ที่กดทับพวกเขา และเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพทั้งตนเองและคนรอบข้าง

อ้างอิง:
📎Tanith Carey, “How to raise feminist boys,” ใน A feminist’s guide to raising boys, The Guardian, 9 March 2019: https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2019/mar/09/how-to-raise-good-feminist-boys-sons?utm_source=chatgpt.com
📎Ojus Patel, “7 Parenting Tips for Raising Feminist Boys,” The Every Mom, เผยแพร่ครั้งแรกในปี 2018 และปรับปรุงล่าสุด 24 February 2026: https://theeverymom.com/raising-feminist-boys/


05/08/2026

โหลดฟรี ยูนิเซฟรวมมาให้แล้ว

05/08/2026

ทุกการจากลา...ทิ้งบางสิ่งไว้เสมอ
บางครั้ง สิ่งที่ยังคงอยู่หลังการจากลา อาจไม่ใช่เพียงความเศร้า
หากแต่เป็นความทรงจำ ความรัก และช่วงเวลาที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราในวันนี้
'อรุณกาล (Regretfully at Dawn)' ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดจาก ศิวโรจณ์ คงสกุล
ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิต เวลา และความทรงจำ ผ่านเรื่องราวชีวิตบั้นปลายของชายชราและหลานสาวที่อยู่วัยในกำลังโต ที่ต่างกำลังเผชิญหน้ากับการสูญเสีย การเติบโต และการเรียนรู้ที่จะก้าวเดินต่อไป
ร่วมแสดงโดย สุรชัย จันทิมาธร (หงา คาราวาน), มากิ มาชิดา สุทธิกุลพานิช, ปราโมทย์ แสงศร
และ โอเลี้ยง ผู้จะพาผู้ชมออกเดินทางไปค้นหาความหมายของการบอกลา
ภาพยนตร์ที่ได้รับคัดเลือกเข้าฉายในสาย New Directors
ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ San Sebastián International Film Festival และฉายเปิดในเทศกาลภาพยนตร์ World Film Festival of Bangkok ครั้งที่ 16
'อรุณกาล (Regretfully at Dawn)'
บอกลาความทรงจำครั้งเก่า…ก่อนการเดินทางครั้งใหม่
3 กันยายน 2569
พบกันในโรงภาพยนตร์
#อรุณกาล
#เทศกาลภาพยนตร์

15/06/2026

ที่อยู่

386/61 ซ รัชดา 42 ถ. รัชดาภิเษก จตุจักร กทม 10900
กทม

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ มูลนิธิเพื่อนหญิง โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิเพื่อนหญิง:

ทางลัด

แชร์